การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สหราชอาณาจักรในสหภาพยุโรป

การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร หรือ เบร็กซิต (อังกฤษ: Brexit) เป็นที่ถกเถียงมานานในหมู่บุคคล สถาบันกฎหมาย และพรรคการเมือง ตั้งแต่ที่สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มแรกของสหภาพยุโรป (EU) ในปี พ.ศ. 2516 ทั้งนี้ การออกจากสหภาพยุโรปของประเทศสมาชิกสามารถกระทำได้ตามมาตรา 50 แห่งสนธิสัญญาว่าด้วยสหภาพยุโรป (สนธิสัญญาลิสบอน) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า : "รัฐสมาชิกใด ๆ อาจตัดสินใจออกจากสหภาพตามข้อกำหนดแห่งกฎหมายของรัฐนั้น"[1]

ในปี พ.ศ. 2518 การลงประชามติถูกกำหนดให้มีขึ้นในทุกประเทศสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (ECC) ซึ่งภายหลังได้พัฒนาเป็นสหภาพยุโรป การลงประชามติในครั้งนั้นได้ผลว่า ทุกประเทศสมาชิกจะยังคงเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อไป

ในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559 สหราชอาณาจักรได้ทำการลงมติสมาชิกภาพในสหภาพยุโรป โดยฝ่ายที่ต้องการให้ออกจากสหภาพยุโรปเป็นฝ่ายชนะ

การลงประชามติ พ.ศ. 2518[แก้]

ใน พ.ศ. 2518 สหราชอาณาจักรได้มีการลงประชามติว่าสหราชอาณาจักรควรอยู่ในประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อหรือไม่ ในครั้งนั้นทุกพรรคการเมืองต่างสนับสนุนการอยู่ต่อ อย่างไรก็ตาม ก็มีความขัดแย้งบางส่วนในพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เมื่อที่ประชุมพรรคในวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2518 มีมติ 2 ต่อ 1 ว่าควรออกจากประชาคม คณะรัฐมนตรีจึงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายสนับสนุนยุโรปและฝ่ายต่อต้านยุโรป รัฐมนตรี 7 คนจาก 23 คนคัดค้านการดำรงสมาชิกภาพในประชาคม[2]

ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนได้ลงคะแนนโดยมีหัวข้อการประชามติว่า "ท่านคิดว่าสหราชอาณาจักรควรอยู่ในประชาคมยุโรป (ตลาดร่วม) หรือไม่?"[3] ซึ่งได้รับเสียงข้างมากว่า "เห็นควร" ท้ายที่สุด สหราชอาณาจักรยังคงเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจยุโรปต่อไป[4]

เห็นควร (%) ไม่เห็นควร (%) ผู้มาใช้สิทธิ์ (%)
17,378,581 67.2 8,470,073 32.8 64.5

การลงประชามติ พ.ศ. 2559[แก้]

ใน พ.ศ. 2555 นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน ได้ปฏิเสธเสียงเรียกร้องให้มีการลงประชามติออกจากสหภาพยุโรป แต่แคเมอรอนก็แนะนำว่าการลงประชามติอาจจะมีขึ้นได้ในอนาคตหากประชาชนต้องการ[5][6] ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 นายกรัฐมนตรีแคเมอรอนประกาศว่า รัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมอาจจะจัดให้มีการลงประชามติว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2560 บนเงื่อนไขว่าหากเขายังได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีต่อในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2558[7]

พรรคอนุรักษนิยมชนะการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2558 ไม่นานหลังจากนั้น รัฐสภาก็ได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้มีการลงประชามติ แม้ว่านายกรัฐมนตรีแคเมอรอนจะอยากให้สหราชอาณาจักรยังอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไปก็ตาม[8] แต่แคเมอรอนก็ได้ประกาศให้อิสระแก่รัฐมนตรีและส.ส.ของพรรคอนุรักษนิยมในการตัดสินใจตามวิจารณญาณของแต่ละคน[9] และเขายังได้อนุญาตให้รัฐมนตรีสามารถจัดกิจกรรมสนับสนุนหรือคัดค้านการออกจากสหภาพยุโรปตามอัธยาศัย[10] ตามถ้อยปราศรัยต่อสภาล่างในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 นายกรัฐมนตรีแคเมอรอนประกาศให้การลงประชามติมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559 และประกาศกรอบระยะเวลาขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะทำต่อหากการประชามติมีผลว่าให้ออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดสองปีเป็นระยะเวลาในการเจรจาต่อรองและข้อตกลงการออกจากสหภาพยุโรป

การลงประชามติในวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559 มีหัวข้อว่า "สหราชอาณาจักรควรจะยังคงเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปหรือถอนตัวจากสหภาพยุโรป ?" ซึ่งได้รับเสียงข้างมากว่า "ถอนตัว"

อยู่ต่อ (%) ถอนตัว (%) ผู้มาใช้สิทธิ์ (%)
16,141,241 48.1 17,410,742 51.9 72.2

หลังการประกาศผล[แก้]

นายกรัฐมนตรี เดวิด แคเมอรอน ประกาศลาออกหลังผลประชามติให้ "ถอนตัว"

เช้าวันรุ่งขึ้นหลังประกาศผล นายกรัฐมนตรีเดวิด แคเมอรอน ได้กล่าวแถลงลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้มีผู้นำคนใหม่ซึ่งจะดำเนินการตามกฎหมายในการออกจากสหภาพยุโรป ในขณะที่อดีตนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ได้ออกมากล่าวว่าเป็นวันที่แสนเศร้าของประเทศชาติ

การเจรจากับสหภาพยุโรปจะเริ่มขึ้นภายใต้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ผมคิดว่ามันถูกแล้วที่นายกคนใหม่จะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับการใช้มาตรา 50 แล้วก็เริ่มขั้นตอนตามระเบียบและกฎหมายในการออกจากอียู [11]

นายกรัฐมนตรี เดวิด แคเมอรอน 24 มิ.ย. 2559

ยี่สิบสี่ชั่วโมงหลังประกาศผล ค่าเงินปอนด์เทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 11% ส่วนเงินยูโรเทียบดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง 3.3%[12] ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงอย่างหนักโดยเฉพาะตลาดหลักทรัพย์โตเกียว

กระบวนการตามกฎหมาย[แก้]

ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ศาลฎีกาได้มีคำตัดสิน ว่าการที่รัฐบาลจะดำเนินการออกจากอียูตามมาตรา 50 นั้น ต้องได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภาสหราชอาณาจักรเสียก่อน โดยศาลวินิจฉัยว่า "รัฐสภาเป็นองค์อธิปัตย์ซึ่งสามารถที่จะตราหรือยกเลิกกฎหมายใดๆ ก็ได้ตามที่เห็นเหมาะสม" หลังคำตัดสินดังกล่าว รัฐบาลของเมย์ได้ออกมาแถลงผิดหวังต่อคำตัดสินดังกล่าว ที่ไม่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน[13] อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 สภาสามัญชนก็ได้ลงมติรับรองกระบวนการออกจากอียู ด้วยคะแนนเสียง 498 ต่อ 114[14] ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2560 สภาขุนนางก็ได้ลงมติผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว[15] ทำให้ในวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560 นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ได้ส่งสาสน์ถึงประธานรัฐสภายุโรป ความว่า:

เรียนท่านประธานทุสก์ เมื่อ 23 มิถุนายนปีที่แล้ว ประชาชนชาวสหราชอาณาจักรได้ลงมติให้ออกจากสหภาพยุโรป ตามที่ดิฉันได้กล่าวไปแล้วนั้น การตัดสินใจครั้งนั้นไม่ใช่เป็นการปฏิเสธไมตรีที่เราแบ่งปันระหว่างกันในหมู่มิตรประเทศยุโรป ไม่ใช่ทั้งเป็นการพยายามทำให้สหภาพยุโรปหรือรัฐสมาชิกที่เหลืออยู่เกิดความเสียหายใดๆ ในทางตรงข้าม สหราชอาณาจักรต้องการให้สหภาพยุโรปเจริญก้าวหน้าและคงอยู่ต่อไป ถึงกระนั้น อย่างที่เราได้เห็นกัน มหาชนได้มีมติให้พื้นฟูอำนาจในการตัดสินใจอย่างอิสระ เราจึงจะออกจากสหภาพยุโรป แต่เราจะไม่ออกจากยุโรป [...][16]

นายกรัฐมนตรี เทเรซา เมย์ 29 มี.ค. 2560

อ้างอิง[แก้]

  1. แปลจากต้นฉบับ: "Any Member State may decide to withdraw from the Union in accordance with its own constitutional requirements."
  2. DAvis Butler. "The 1975 Referendum" (PDF). Eureferendum.com. สืบค้นเมื่อ 19 May 2016. 
  3. แปลจากต้นฉบับ: "Do you think the UK should stay in the European Community (Common Market)?"
  4. "Research Briefings - The 1974-75 UK Renegotiation of EEC Membership and Referendum". Researchbriefings.parliament.uk. สืบค้นเมื่อ 19 May 2016. 
  5. Nicholas Watt (29 June 2012). "Cameron defies Tory right over EU referendum: Prime minister, buoyed by successful negotiations on eurozone banking reform, rejects 'in or out' referendum on EU". The Guardian (London, UK). สืบค้นเมื่อ 2 July 2012. "David Cameron placed himself on a collision course with the Tory right when he mounted a passionate defence of Britain's membership of the EU and rejected out of hand an 'in or out' referendum." 
  6. Sparrow, Andrew (1 July 2012). "PM accused of weak stance on Europe referendum". The Guardian (London, UK). สืบค้นเมื่อ 2 July 2012. "Cameron said he would continue to work for 'a different, more flexible and less onerous position for Britain within the EU'." 
  7. "David Cameron promises in/out referendum on EU". BBC News. BBC. 23 January 2013. สืบค้นเมื่อ 23 April 2016. 
  8. "David Cameron sets out EU reform goals". BBC News. 11 November 2015. สืบค้นเมื่อ 16 January 2016. 
  9. "Cameron: MPs will be allowed free vote on EU referendum – video" (Video). The Guardian. 5 January 2016. สืบค้นเมื่อ 9 January 2016. "The PM also indicates Tory MPs will be able to take differing positions once the renegotiation has finished" 
  10. Hughes, Laura; Swinford, Stephen; Dominiczak, Peter (5 January 2016). "EU Referendum: David Cameron forced to let ministers campaign for Brexit after fears of a Cabinet resignation". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 9 January 2016. 
  11. "EU referendum outcome: PM statement, 24 June 2016". gov.uk. สืบค้นเมื่อ 25 June 2016. 
  12. "ตลาดหุ้นทั่วโลกกระอัก! ยูเคออกจากอียู เงินยูโรอ่อนค่ามากสุดตั้งแต่ใช้" ไทยรัฐ. 24 มิถุนายน 2559
  13. 'เบร็กซิต'ชักสับสน! ศาลสูงอังกฤษตัดสิน รบ.ต้องขออนุมัติรัฐสภาก่อน จึงเริ่มถอนตัวจากอียูได้ ผู้จัดการออนไลน์. 3 พฤศจิกายน 2559
  14. "สภาอังกฤษผ่านร่าง "เบร็กซิต" "โอกาสกลับหลังหันหมดลงแล้ว"". ประชาชาติธุรกิจออนไลน์. 4 ก.พ. 2560. 
  15. . ผู้จัดการออนไลน์. 14 มีนาคม 2560 http://www.thairath.co.th/content/884070.  Missing or empty |title= (help)
  16. 10 DOWNING STREET, LONDON SW1A 2AA 29 March 2017