เจ้าแก้วนวรัฐ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจ้าแก้วนวรัฐ
King Kaew Naowarat.jpg
พระนาม มหาอำมาตย์โท พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนพีสีนครเขตต์ ทศลักษณเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษปัจฉิมานทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่
พระอิสริยยศ เจ้านครเชียงใหม่
ราชวงศ์ ราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์
ครองราชย์ 23 มกราคม พ.ศ. 2453 - 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482
ระยะครองราชย์ 30 ปี
รัชกาลก่อนหน้า เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์
ข้อมูลส่วนพระองค์
ราชสมภพ 29 กันยายน พ.ศ. 2405
พิราลัย 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482 (77 พรรษา)
พระบิดา พระเจ้าอินทวิชยานนท์
พระมารดา แม่เจ้าเขียว
พระมเหสี · แม่เจ้าจามรีมหาเทวี
· หม่อมบัวเขียว ณ เชียงใหม่
พระโอรส/ธิดา 6 พระองค์
    

มหาอำมาตย์โท พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ (29 กันยายน พ.ศ. 2405 - 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482) เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์[1] และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่

เนื้อหา

พระราชประวัติ [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐประสูตืเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2405 เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองเชียงใหม่องค์ที่ 7 ประสูติแต่แม่เจ้าเขียว และเป็นราชนัดดา (หลานปู่) ในเจ้าราชวงศ์มหาพรหมคำคง เจ้าราชวงศ์นครเชียงใหม่

เจ้าแก้วนวรัฐมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา 1 พระองค์ คือ เจ้าหญิงจอมจันทร์ ณ เชียงใหม่

ครั้นเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2452 แล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงทราบความที่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา ถวายบังคมลาไปประทับที่นครเชียงใหม่ก่อนแล้ว จึงมีพระราชดำรัสกับเจ้าดารารัศมีให้เลือกผู้แทนเจ้าอินทวโรรส ที่ว่า

ในการเลือกเจ้านครเชียงใหม่แทนเจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์ตามกฎต้องให้ทายาทผู้สืบตระกูลรับตำแหน่งนี้ ซึ่งควรจะต้องได้แก่เจ้าราชบุตร (เลาแก้ว) ทายาทแต่ผู้เดียว แต่ในตำแหน่งนี้จะต้องเป็นพระอภิบาลเจ้าดารารัศมี พระราชยายาในรัชกาลที่ 5 ด้วย ในขณะนี้เจ้าราชบุตรยังอายุน้อยอยู่ ฉะนั้นพระราชชายาเจ้าดารารัศมีจึงขอเลือกเจ้าอุปราชแก้ว รับหน้าที่นี้ก่อน...

วชิราวุธ ป.ร.

ดังนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าอุปราชแก้ว ขึ้นเป็น เจ้าแก้วนวรัฐ ประพัทธอินทนันทพงษ์ ดำรงนพีสีนครเขตต์ ทศลักษณเกษตรอุดม บรมราชสวามิภักดิ์ บริรักษปัจฉิมานทิศ สุจริตธรรมธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี เจ้านครเชียงใหม่ ขึ้นครองนครเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 2453[2] (หากนับวันขึ้นศักราชเป็นวันที่ 1 เมษายน จะนับเป็น พ.ศ. 2452)

ฐานนันดรศักดิ์ [แก้]

  • พ.ศ. 2432 เป็นเจ้าราชภคิไนย
  • พ.ศ. 2436 เป็นเจ้าสุริยวงศ์
  • พ.ศ. 2440 เป็นเจ้าราชวงศ์
  • พ.ศ. 2447 เป็นเจ้าอุปราช
  • พ.ศ. 2454 เป็นเจ้าหลวง
  • พ.ศ. 2462 เป็นนายพลตรี ราชองครักษ์พิเศษ[3] และนายทหารพิเศษประจำกองทัพบกไทย

บั้นปลายชีวิต [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐ ได้เริ่มป่วยตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2481 แม้ว่าท่านจะมีอาการป่วยแต่ก็ยังเดินทางไปกรุงเทพมหานคร เพื่อรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เมื่อครั้งเสด็จนิวัติพระนคร ต่อมาปรากฏว่าอาการไตและตับอักเสบที่เป็นอยู่ยังไม่ทันจะหายดี ก็พบอาการปอดบวมขึ้นอีก จนท่านถึงแก่พิราลัย เมื่อเวลา 21.40 น. ของวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482 รวมระยะเวลาที่ทรงครองนคร 28 ปี สิริพระชันษา 77 ปี

ครั้นข่าวการถึงแก่พิราลัยแพร่ออกไป บรรดาบุคคลสำคัญก็ได้มีโทรเลขและจดหมายแสดงความเสียใจมาเป็นจำนวนมาก เช่น คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดังความว่า

เจ้าราชบุตร
เชียงใหม่
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทราบข่าวด้วยความเศร้าสลดใจว่า เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยเสียแล้ว จึงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งมายังบรรดาบุตรและธิดาโดยทั่วกัน..

อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ.พิชเยนทร์โยธิน

เรียน พ.ท.เจ้าราชบุตร
เชียงใหม่
ผมได้รับโทรเลขของเจ้า แจ้งว่า พล.ต.เจ้าแก้วนวรัฐฯ ได้ถึงแก่พิราลัยแล้ว ในนามของรัฐบาลของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในนามของผมเอง ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งมายังเจ้าและญาติทั้งหลายด้วย..

พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ มีนาวาอากาศเอก หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้แทนของรัฐบาลและได้มาเป็นประธานในงานพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ โดยรถไฟกระบวนพิเศษ พร้อมด้วยเจ้าพนักงานกรมพระราชพิธี มีพระยาราชโกษา เป็นหัวหน้านำโกศ ฉัตร แตร และกลองชนะ ไปพระราชทานเป็นเกียรติยศ แต่พระราชทานลองมณฑปมีเฟืองประกอบโกศเป็นเกียรติยศพิเศษ และโปรดเกล้าฯ ให้มีการประโคม

สำหรับการพระราชกุศล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไตรบังสกุล และพระสวดพระอภิธรรมกำหนด 7 วัน และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชการแต่งเครื่องแบบครึ่งยศไว้ทุกข์ และทางราชการได้สั่งให้ข้าราชการฝ่ายเหนือ ไว้ทุกข์มีกำหนด 7 วัน

พระโอรส-ธิดา [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐ ทรงมีราชโอรสและราชธิดา รวม 6 พระองค์ อยู่ในราชตระกูล ณ เชียงใหม่ มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

แม่เจ้าจามรีมหาเทวี [แก้]

ใน แม่เจ้าจามรีมหาเทวี (มีราชโอรส 2 ราชธิดา 1) - ธิดาในเจ้าราชภาคินัย (น้อยแผ่นฟ้า) (โอรสใน"เจ้าราชบุตร (สุริยฆาต)")

หม่อมบัวเขียว [แก้]

ใน หม่อมบัวเขียว ณ เชียงใหม่ (มีราชโอรส 2 ราชธิดา 1)

ใน เจ้าหญิงไฝ (ไม่มีราชโอรส ราชธิดา)

ใน หม่อมแส (ไม่มีราชโอรส ราชธิดา)

พระกรณียกิจสำคัญ [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐ เริ่มเข้ารับราชการเมื่อ พ.ศ. 2420 ขณะมีพระชันษาได้ 15 ปี ในสมัยที่พระบิดาของท่าน คือ เจ้าอินทวิชยานนท์ได้เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 ซึ่งมีสิทธิ์ในการปกครองอย่างเจ้าประเทศราชที่ต้องถวายต้นไม้เงินต้นไม้ทองเป็นเครื่องราชบรรณาการทุก 3 ปี

ผลงานที่สำคัญ ได้แก่

  • พ.ศ. 2420 เจ้าอินทวิชยานนท์ โปรดให้คุมราษฎรจังหวัดเชียงใหม่-ลำพูน ประมาณ 300 ครัวเรือน ขึ้นไปตั้งภูมิลำเนาที่เมืองเชียงแสนซึ่งเป็นเมืองร้าง
  • พ.ศ. 2429 เจ้าอินทวิชยานนท์ โปรดให้เป็นผู้แทนพระองค์ควบคุมเครื่องราชบรรณาการและต้นไม้เงินต้นไม้ทอง ไปทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ
  • พ.ศ. 2433 ปราบกบฏพญาผาบ นายแคว้นสันทรายที่ก่อกบฏขึ้น โดยรวบรวมชาวบ้านติดอาวุธโดยว่าจะเข้ามาฆ่านายอากรชาวจีนและข้าราชการชาวไทย อันเนื่องมาจากไม่พอใจที่ราษฏรถูกขูดรีดเรื่องภาษีจนถึงขั้นทำร้ายราษฏร
  • พ.ศ. 2445 ทรงนำกำลังจับกุมผู้ร้ายปล้นที่ว่าการอำเภอหางดง และระงับเหตุเงี้ยวเมืองฝางก่อจลาจล
  • พ.ศ. 2453 รั้งตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ และได้เดินทางไปร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  • เป็นนายกองสร้างถนนหลายสาย เพื่อเชื่อมการคมนาคมอำเภอรอบนอกกับในเมือง ถนนสายสำคัญที่ท่านมีส่วนร่วม ได้แก่ ถนนสายสันทราย-ดอยสะเก็ด ปัจจุบันเรียก ถนนแก้วนวรัฐ ถนนสายขึ้นดอยสุเทพร่วมกับครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านเป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ และเป็นผู้ขุดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2477
  • พ.ศ. 2477 ทรงสร้างสะพานนวรัฐ ขึ้นเป็นสะพานไม้เพื่อเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำปิง
  • เจ้าแก้วนวรัฐ ทรงนำเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ครั้งเสด็จเลียบมณฑลฝ่ายเหนือ พ.ศ. 2469

การศาสนา [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐ มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ท่านได้สนับสนุนให้เจ้าน้อยศุขเกษมไปบวชในพระพุทธศาสนา และได้ทะนุบำรุงศาสนาอีกจำนวนมาก เช่น

  • สร้างธรรมหาเวสสันดรและชาดกต่างๆ ถวายไว้ที่วัดหัวข่วง และนิมนต์ไปแสดงพระธรรมเทศนาที่คุ้มหลวงทุกวันพระ
  • พ.ศ. 2440 โปรดให้สร้างพระพุทธรูปถวายวัดเชียงยืน
  • โปรดให้บูรณะวัดโลกเหนือเวียง (วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน)
  • โปรดให้สร้างพระวิหารวัดเชตุพน

การได้รับพระราชทานนามสกุล [แก้]

เจ้าแก้วนวรัฐ ได้รับพระราชทานนามสกุล ณ เชียงใหม่ (อักษรโรมัน: na Chiengmai) ซึ่งเป็นนามสกุลพระราชทาน ลำดับที่ 1,161 จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2457[4] โดยพระราชทานให้แก่ผู้สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษที่มีนิวาสถานตั้งอยู่ในที่แห่งนั้นเป็นเวลานานมาก มีผู้คนรู้จัก และนับถือโดยมาก โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการห้ามไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตใช้คำว่า "ณ" นำหน้าสกุลเป็นอันขาด[5] ต่อมาภายหลังตระกูล ณ เชียงใหม่ ยังคงเป็นตระกูลที่มีบทบาทและได้รับการยกย่องจากระบบราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีบทบาทสำคัญในฐานะส่วนหนึ่งของพิธีการต่างๆ เพื่อรับรองนโบายการปกครองที่ดำเนินมานับแต่ พ.ศ. 2442[6] อาทิ เป็นหนึ่งในสิบตระกูลที่ได้เข้าเฝ้าในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช[7] การเตรียมการรับเสด็จราชอาคันตุกะทุกๆ คราว[8] และการถวายความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี

สถานที่อันเนื่องมาจากพระนาม [แก้]

  • สะพานนวรัฐ เดิมเป็นสะพานไม้สัก กระทั่งได้ก่อสร้างสะพานเหล็กทดแทนในปี พ.ศ. 2508 และให้ชื่อว่า "นวรัฐ" เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่เจ้าแก้วนวรัฐ
  • ถนนแก้วนวรัฐ
  • วัดศรีนวรัฐ บ้านทุ่งเสี้ยว ตำบลบ้านกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นวัดที่เจ้าแก้วนวรัฐ ได้มีดำริให้บูรณะขึ้นใหม่ และอัญเชิญ พระพุทธรูปไม้สัก "พระเจ้าอกล้ง" กลับมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้[9]

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ [แก้]

ราชตระกูล [แก้]

อ้างอิง [แก้]

  1. ^ รุ่งพงษ์ ชัยนาม. ประวัติศาสตร์ล้านนา : ประวัติศาสตร์ไทยที่คนไทยไม่ค่อยมีโกาสได้ศึกษา. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  2. ^ แจ้งความกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ให้เจ้าอุปราช (เจ้าแก้ว) ว่าที่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
  3. ^ แจ้งความกรมราชองครักษ์ เรื่อง ตั้งราชองครักษ์พิเศษ
  4. ^ ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๑๔ (ลำดับที่ ๑๑๕๖ ถึงลำดับที่ ๑๑๘๒)ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 31 วันที่ 5 เมษายน 2457 หน้า 10
  5. ^ ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศ ห้ามมิให้ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานนามสกุลใช้ "ณ" นำหน้านามสกุล, เล่ม ๓๒, ตอน ๐ ก, ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๘, หน้า ๓๙๕
  6. ^ ธเนศวร์ เจริญเมือง. คนเมือง. เชียงใหม่ : โรงพิมพ์แสงศิลป์. 2544. หน้า 83
  7. ^ http://www1.tv5.co.th/service/mod/heritage/king/rajapisek/index3.htm
  8. ^ หนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61 พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พลตรีเจ้าราชบุตร (วงศ์ตวัน ณ เชียงใหม่) ณ เมรุวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ หน้า (13)
  9. ^ ประวัติวัดศรีนวรัฐ
  10. ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญฝ่ายหน้า, เล่ม ๔๓, ตอน๐ ง, ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙, หน้า ๓๙๙๔
  11. ^ ราชกิจจานุเบกษา, พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์, เล่ม ๓๑, ตอน ๐ ง, ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๗, หน้า ๒๓๗๓
  12. ^ ราชกิจจานุเบกษา, รายพระนามและนามผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในงานพระราชพิธีฉัตรมงคล, เล่ม ๓๑, ตอน ๐ ง, ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗, หน้า ๑๘๕๐
  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
  • สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ) . เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
  • ศักดิ์ รัตนชัย. พงศาวดารสุวรรณหอคำนครลำปาง (ตำนานเจ้าเจ็ดพระองค์กับหอคำมงคล ฉบับสอบทานกับเอกสารสืบค้น สรสว.ลำปาง) .
  • เจ้าวงศ์สัก ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539.
  • คณะทายาทสายสกุล เจ้าหลวงเมืองพะเยา, สถาบันศิลปวัฒนธรรมโยนก. ครบรอบ 100 ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์) ไชยเมือง และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา พุทธศักราช 2387 - 2456. พะเยา :บ.ฮาซัน พริ้นติ้ง จก., 2546
  • นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.
  • คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์, นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]

ดูเพิ่ม [แก้]

สมัยก่อนหน้า เจ้าแก้วนวรัฐ สมัยถัดไป
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ 2leftarrow.png Seal of Prince Chiang Mai.jpg
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
(23 มกราคม พ.ศ. 2453 - 3 มิถุนายน พ.ศ. 2482))
2rightarrow.png ยกเลิกตำแหน่ง
ผู้สืบตระกูล: เจ้าราชบุตร วงษ์ตวัน ณ เชียงใหม่