พระเจ้ากาวิละ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระบรมราชาธิบดี
พระเจ้ากาวิละ

พระปรมาภิไธย พระบรมราชาธิบดี
พระอิสริยยศ พระยานครลำปาง
พระเจ้าเชียงใหม่
ราชวงศ์ ทิพย์จักร
ครองราชย์ พ.ศ. 2317 - 2325 (นครลำปาง)
พ.ศ. 2325 - 2358 (นครเชียงใหม่)[1]
ระยะครองราชย์ 41 ปี
ข้อมูลส่วนพระองค์
ราชสมภพ พ.ศ. 2285
พิราลัย 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2358 (74 พรรษา)
พระบิดา เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว
พระมารดา แม่เจ้าจันทาราชเทวี
พระมเหสี แม่เจ้าโนจาราชเทวี
พระโอรส/ธิดา 5 พระองค์

พระบรมราชาธิบดี[2] หรือ พระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2285 - พ.ศ. 2358) เป็นพระเจ้านครเชียงใหม่พระองค์แรกแห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ปกครองดินแดนล้านนาทั้ง 57 หัวเมือง ตลอดรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงเวลาแห่งการศึกสงครามและสร้างบ้านแปงเมือง ทรงเป็นกษัตริย์ชาตินักรบได้ทรงร่วมกับพระอนุชาทั้ง 6 และกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี กอบกู้อิสรภาพแผ่นดินล้านนาออกจากพม่า และนำล้านนาเข้ามาเป็นประเทศราชแห่งสยาม

ด้วยพระปรีชาสามารถและพระเดชานุภาพในการรบ ทรงสามารถขยายขอบขัณฑสีมาแผ่นดินล้านนาออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล กอปรกับความจงรักภักดีที่ทรงถวายต่อพระบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามขึ้นเป็น พระบรมราชาธิบดี ศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์ สมญามหาขัตติยราชชาติราไชยสวรรย์ เจ้าขัณฑสีมา พระนครเชียงใหม่ราชธานี [3] เป็น พระเจ้าประเทศราช ปกครองล้านนา 57 หัวเมือง ได้แก่ นครเชียงใหม่ และหัวเมืองเหนือทั้งหมด

พระราชประวัติ[แก้]

พระบรมราชาธิบดี มีพระนามเดิมว่า เจ้ากาวิละ ประสูติเมื่อจุลศักราช 1104 ปีจอ จัตวาศก (พ.ศ. 2285) ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พระองค์เป็นพระโอรสพระองค์ใหญ่ในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้านครลำปาง กับแม่เจ้าจันทาราชเทวี และเป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) พระองค์แรกในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) กับแม่เจ้าพิมพาราชเทวี องค์ปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร

พระเจ้ากาวิละ มีพระอนุชาและพระขนิษฐารวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้ทั้งเจ็ดองค์มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

  1. พระเจ้ากาวิละ พระเจ้านครเชียงใหม่ พระองค์ที่ 1, เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 3
  2. พระยาคำโสม เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 4
  3. พระยาธรรมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 2
  4. พระเจ้าดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง องค์ที่ 5
  5. เจ้าศรีอโนชา พระอัครชายาในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
  6. เจ้าหญิงสรีวัณณา (ถึงแก่พิราลัยแต่เยาว์)
  7. เจ้าอุปราชหมูหล้า พระอุปราชนครลำปาง
  8. พระยาคำฟั่น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 3 และเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 1
  9. เจ้าหญิงสรีบุญทัน (พิราลัยแต่เยาว์)
  10. พระเจ้าบุญมา เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 2

พระเจ้ากาวิละ ถึงแก่พิราลัยในปี จ.ศ.1177 เดือนยี่เหนือ แรม 5 ค่ำ วันพุธ (ตรงกับวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458) ยามแตรบอกเวลาเข้าสู่เที่ยงคืน ทรงปกครองนครเชียงใหม่เป็นระยะเวลานาน 32 ปี สิริพระชนมายุได้ 74 พรรษา

ราชโอรส ราชธิดา[แก้]

พระเจ้ากาวิละ มีพระโอรสและพระธิดา รวม 5 พระองค์ อยู่ในสกุล "ณ เชียงใหม่" มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

พระราชกรณียกิจ[แก้]

ยุคธนบุรี[แก้]

ในสมัยปลายพม่าครองล้านนา เมื่อปี พ.ศ. 2313 พระยาจ่าบ้าน (บุญมา) ขุนนางเมืองเชียงใหม่ เกิดวิวาทถึงขั้นใช้กำลังทหารยกกำลังเข้ารบกับโป่มะยุง่วน เจ้านครเชียงใหม่ พระยาจ่าบ้านมีกำลังน้อยสู้ไม่ไหวจึงหนีไปหาโป่สุพลา แม่ทัพพม่าที่เมืองล้านช้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2314 พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ยกทัพขึ้นเหนือเพื่อจะขับไล่พม่าที่ครองนครเชียงใหม่อยู่ แต่ก็ยกมาล้อมได้เพียง 9 วันก็เลิกทัพกลับไปตั้งมั่นที่กำแพงเพชร[4] ฝ่ายโปสุพลาทราบว่ากองทัพธนบุรียกทัพขึ้นมาประชิดนครเชียงใหม่ จึงเลิกทัพกลับล้านช้างโดยพาพระยาจ่าบ้านกลับนครเชียงใหม่ ตั้งทัพอยู่ที่ประตูท่าแพ ฝ่ายพระยาจ่าบ้านเห็นโอกาสที่จะปลดแอกจากพม่า จึงใช้คนสนิทไปบอกเจ้ากาวิละ โอรสองค์โตในเจ้าฟ้าชายแก้วแห่งนครลำปาง เจ้ากาวิละตอบตกลง และให้พระยาจ่าบ้านไปชักชวนกองทัพธนบุรีขึ้นมา แล้วเจ้ากาวิละจะไปช่วย พระยาจ่าบ้านจึงออกอุบายรับอาสา โป่สุพลา เป็นกองล่วงหน้าไปสำรวจทาง แล้วถือโอกาสลอบไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี[4] ซึ่งตั้งทัพอยู่กำแพงเพชร ขอให้จัดทัพเข้าตีเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกัน เจ้ากาวิละ พร้อมอนุชาทั้ง 6 หรือที่รู้จักกันในนาม "เจ้าเจ็ดตน" ที่ร่วมกันปกครองดูแลนครลำปาง ก็ได้ร่วมวางอุบายหลอกล่อกองทหารพม่าที่ตั้งมั่นอยู่ที่นครลำปาง ให้ล่าถอยไปรวมกับกองทัพใหญ่ที่นครเชียงใหม่

ครั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดเจ้าให้เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และเจ้าพระยาสุรสีห์ (บุญมา) ยกทัพขึ้นตีนครเชียงใหม่อีกครั้งนั้น เจ้ากาวิละได้นำเสบียงอาหารและไพร่พลเข้าร่วมสมทบกับกองทัพพระเจ้ากรุงธนบุรีขึ้นมาตีนครเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2317[4] ฝ่ายโปมะยุง่วน เจ้านครเชียงใหม่ไม่สามารถต้านทานได้ พาพวกหลบหนีออกไปทางประตูช้างเผือก ในการนี้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระยาจ่าบ้านขึ้นเป็นพระยาวิเชียรปราการ ครองนครเชียงใหม่ และตั้งนายก้อนแก้ว ผู้เป็นหลาน ขึ้นเป็นพระยาอุปราชนครเชียงใหม่ ขณะเดียวกัน ทรงสถาปนาเจ้ากาวิละขึ้นเป็นพระยานครลำปาง และให้เจ้าหนานธัมมลังกา เป็นพระยาอุปราชนครลำปาง ขึ้นตรงต่อกรุงธนบุรี[4]

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2318 พม่าได้ยกทัพใหญ่มาตีนครเชียงใหม่ พระยาวิเชียรปราการ (บุญมา อินทรวิวัฒน์) สู้ไม่ไหว ถึงถอยไปอยู่ที่เมืองระแหง (เมืองตาก) แล้วพม่าได้ยกทัพเข้าตีนครลำปาง พระยากาวิละและอนุชาไม่สามารถต้านทานได้ จึงทิ้งเมืองไปอยู่เมืองสวรรคโลก ถึงปี พ.ศ. 2319 พระยากาวิละและอนุชาจึงยกทัพกลับมาตั้งทั่นที่นครลำปางอีกครั้ง ฝ่ายพระยาวิเชียรปราการที่ได้มอบหมายให้อุปราชก้อนแก้วขึ้นไปสะสมเสบียงอาหารอยู่ที่วังพร้าว[5] เมื่อพระยาวิเชียรปราการยกทัพมาถึง ก็เกิดทะเลาะวิวาทกับอุปราชก้อนแก้วเรื่องเสบียง ซึ่งทำให้พระยาวิเชียรปราการประหารอุปราชก้อนแก้วเสีย

ครั้นกรุงธนบุรีไปตีล้านช้าง เมื่อเจ้าพระยาจักรีและพระยาสุรสีห์ตีเวียงจันทร์ได้แล้ว แม่ทัพทั้งสองได้แต่งกองข้างหลวงออกไปสืบข่าวทางเมืองน่านจนถึงนครลำปาง แต่ข้าหลวงเหล่านั้นได้ประพฤติตนเช่นอันธพาล เที่ยวปล้นโจรกรรมชิงทรัพย์สินด้วยประการต่าง ๆ พระยากาวิละทราบความจึงคุมกำลังเข้าสังหารข้าหลวงเหล่านั้นเสีย พวกที่รอดตายพากันไปกราบทูลราชสำนักธนบุรี พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้มีตราเรียกพระยากาวิละลงมาเข้าที่กรุงธนบุรี ซึ่งพระยากาวิละทราบว่าตนมีความผิดจึงไม่ยอมลงมาจึงขัดตรงนั้นถึงสามครั้ง[5] ซึ่งพระยากาวิละก็ได้ไปตีเอาผู้คนจากเมืองลอง เมืองเทิงเพื่อหวังเอาความชอบไถ่โทษ เมื่อพระยาวิเชียรปราการพาผู้คนที่กวาดต้อนลงไปถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี จึงมีพระราชโองการให้ลงโทษ พระยาวิเชียรปราการในความผิดฆ่าอุปราชก้อนแก้วผู้เป็นหลานและพระยากาวิละที่ขัดตราคนละ 100 ที พร้อมทั้งให้ตัดขอบหูพระยากาวิละทั้งสองข้าง[5] ในความผิดสังหารข้าหลวง ทั้งสองถูกนำไปขังคุก ในระหว่างที่ถูกคุมขัง พระยากาวิละได้ขออาสาไปตีเมืองเชียงแสนเป็นการไถ่โทษ จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษพร้อมกลับคืนฐานันดรศักดิ์ ส่วนพระยาวิเชียรปราการได้ล้มป่วยและเสียชีวิตที่กรุงธนบุรี[5]

ยุครัตนโกสินทร์[แก้]

เมื่อพระยากาวิละตีเชียงแสนได้แล้ว เป็นช่วงเวลาที่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระยากาวิละที่นำไพร่พลและเชลยลงไปเฝ้า ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้านครเชียงใหม่ พร้อมกันนี้โปรดเกล้าให้ เจ้าหนานธัมลังกาเป็นพระยาอุปราชนครเชียงใหม่ และให้เจ้าคำสม เป็นพระยานครลำปาง และเจ้าดวงทิพ เป็นพระยาอุปราชนครลำปาง[5]

เมื่อพระยาวชิรปราการขึ้นครองนครเชียงใหม่ ขณะนั้นเวียงเชียงใหม่ยังคงเป็นเมืองร้างที่ไร้ผู้คน พระยาวชิรปราการจึงต้องนำไพร่พลไปพักอยู่ที่เวียงเวฬุคาม นานเกือบ 20 ปี ซึ่งระหว่างนั้น ก็ได้ไปกวาดต้อนผู้คนจากที่ต่างๆ มาสะสมไว้ที่เวียงเวฬุคาม เพื่อรอฟื้นฟูเวียงเชียงใหม่ จึงเรียกว่ายุคนี้เป็นยุค "เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง"[5] ครั้นสะสมกำลังพลและพลเมืองพอที่จะดูแลเมืองเชียงใหม่ได้แล้ว จึงได้ยาตราเข้าเวียงเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2334 และได้ฟื้นฟูเวียงเชียงใหม่ให้เป็นศูนย์กลางของล้านนาได้ในเวลาต่อมา โดยได้ขนานนามเวียงเชียงใหม่ว่า เมืองรัตนตึงษาอภินวบุรี [5] เมื่อปี พ.ศ. 2343

ต่อมาพม่าได้ตั้งชาวยูนนานฉายาว่า "ราชาจอมหงส์" [6] มาเกลี้ยกล่อมให้นครเชียงใหม่เข้าร่วมด้วยกับพม่า และอ้างตนเป็นใหญ่เหนือ 57 หัวเมืองล้านนาในนาม เจ้ามหาสุวัณณหังสจักกวัติราช โดยตั้งมั่นเมืองสาด พระยาวชิรปราการตั้งให้อุปราชธัมลังกาและเจ้ารัตนหัวเมืองยกทัพไปตีที่เมืองสาด สามารถจับกุมราชาจอมหงส์ได้ พร้อมกันได้จับตัวส่วยหลิงมณี ทูตพม่าที่ส่งไปเมืองแกว (ญวน) ที่กำลังพำนักที่เชียงตุง นำทั้งสองล่องเรือไปถวายตัวที่กรุงเทพ นับว่ามีความชอบมาก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระยาวชิรปราการขึ้นเป็นพระเจ้าเชียงใหม่ ปกครองดินแดนล้านนาทั้ง 57 หัวเมือง มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า พระบรมราชาธิบดี ศรีสุริยวงศ์อินทรสุรศักดิ์ สมญามหาขัตติยราชชาติราไชยสวรรย์ เจ้าขัณฑสีมา พระนครเชียงใหม่ราชธานี ในปี พ.ศ. 2345

ฐานันดรศักดิ์และพระอิสริยยศ[แก้]

  • พ.ศ. 2285 - 2317: เจ้ากาวิละ
  • พ.ศ. 2317 - 2325: พระยานครลำปาง
  • พ.ศ. 2325 - 2345: พระยาวชิรปราการ พระยาเชียงใหม่
  • พ.ศ. 2345 - 2358: พระบรมราชาธิบดี พระเจ้าเชียงใหม่

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม. ประวัติศาสตร์ล้านนา : ประวัติศาสตร์ไทยที่คนไทยไม่ค่อยมีโกาสได้ศึกษา. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  2. พงศาวดารลาวเฉียง
  3. อาณาจักรล้านนา กำเนิดและการล่มสลาย :พระบารมีปกเกล้า ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน หน้า ๖๒; โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ; 2548
  4. 4.0 4.1 4.2 4.3 อาณาจักรล้านนา กำเนิดและการล่มสลาย :พระบารมีปกเกล้า ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน หน้า ๔๐
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 อาณาจักรล้านนา กำเนิดและการล่มสลาย :พระบารมีปกเกล้า ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน หน้า ๔๑
  6. อาณาจักรล้านนา กำเนิดและการล่มสลาย :พระบารมีปกเกล้า ยุพราชวิทยาลัย ๑๐๐ ปีนามพระราชทาน หน้า ๔๓

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
  • สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ) . เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
  • ศักดิ์ รัตนชัย. พงศาวดารสุวรรณหอคำนครลำปาง (ตำนานเจ้าเจ็ดพระองค์กับหอคำมงคล ฉบับสอบทานกับเอกสารสืบค้น สรสว.ลำปาง) .
  • เจ้าวงศ์สัก ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539.
  • คณะทายาทสายสกุล เจ้าหลวงเมืองพะเยา, สถาบันศิลปวัฒนธรรมโยนก. ครบรอบ 100 ปี แม่เจ้าทรายมูล (มหาวงศ์) ไชยเมือง และประวัติสายสกุลเจ้าหลวงเมืองพะเยา พุทธศักราช 2387 - 2456. พะเยา :บ.ฮาซัน พริ้นติ้ง จก., 2546
  • นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี : พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. เชียงใหม่ :สุริวงศ์บุ๊คเซนเตอร์, 2539.
  • คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
รัชสมัยก่อนหน้า พระเจ้ากาวิละ รัชสมัยถัดไป
เจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครลำปาง
(พ.ศ. 2317 - พ.ศ. 2325)
2rightarrow.png พระเจ้าคำโสม
พระยาวิเชียรปราการ 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
(พ.ศ. 2325 - พ.ศ. 2358)
2rightarrow.png พระยาธรรมลังกา