สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง
Empress Kojun 1956-11-face.jpg

พระนาม นะงะโกะ (ญี่ปุ่น: 良子 ?)
พระอิสริยยศ จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2469 - 2532)
ราชวงศ์ ราชวงศ์โคชิสึ
ข้อมูลส่วนพระองค์
ประสูติ 6 มีนาคม พ.ศ. 2446
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
สวรรคต 16 มิถุนายน พ.ศ. 2543 (97 ปี)
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
พระราชบิดา เจ้าชายคุนิโยะชิแห่งคุนิ
พระราชมารดา ชิกะโกะ ชิมะสึ
พระราชสวามี สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ
(พ.ศ. 2467 - 2532)
พระราชโอรส/ธิดา ชิเงโกะ ฮิงะชิคุนิ
ซะชิโกะ เจ้าหญิงฮิซะ
คะซุโกะ ทะกะสึกะซะ
อะสึโกะ อิเกะดะ
สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ
มะซะฮิโตะ เจ้าชายฮิตะชิ
ทะกะโกะ ชิมะสึ

สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง (ญี่ปุ่น: 香淳皇后 kōjun kōgō โคจุงโคโง ?) (6 มีนาคม 2446 - 16 มิถุนายน 2543) พระนามเดิม เจ้าหญิงนะงะโกะแห่งคุนิ (ญี่ปุ่น: 良子女王 นะงะโกะ โจ ?) เป็นพระมเหสีในสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ (ฮิโรฮิโตะ) และพระราชมารดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ จักรพรรดิพระองค์ปัจจุบันของญี่ปุ่น สมเด็จพระจักรพรรดินีทรงดำรงพระอิศริยยศเป็นจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น[1] ทรงเริ่มดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2469 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ระยะเวลารวม 63 ปีเต็ม

พระจักรพรรดินีโคจุงทรงเป็นจักรพรรดินีพระองค์แรกของญี่ปุ่นที่ไม่ได้มาจากตระกูลฟุจิวะระ โดยทั้งสมเด็จพระจักรพรรดินีโชเคน และสมเด็จพระจักรพรรดินีเทเม ล้วนมาจากตระกูลฟุจิวะระทั้งสิ้น เมื่อสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ พระพันปีหลวงเสด็จสวรรคต พระนางจึงได้รับการสถาปนาเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง ซึ่งมีความหมายว่า ความบริสุทธิ์หอมหวาน[2]

ขณะทรงพระเยาว์[แก้]

ขณะยังทรงพระเยาว์

เจ้าหญิงคุนิ นะงะโกะ ประสูติ ณ กรุงโตเกียวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ปีเมจิที่ 36 (ค.ศ.1903,พ.ศ. 2446) เป็นพระธิดาคนที่ 3 จาก 6 พระองค์ ในเจ้าชายคุนิ คุนิโยชิ (久邇宮邦彦王) กับ เจ้าหญิงชิกะโกะ ชิมะสึ (พระธิดาพระองค์ที่ 7 ในเจ้าชายชิมะสึ ทะดะโยชิ อดีตเจ้าผู้ครองแคว้นซัตสึมะ) พระองค์มีพระเชษฐา 2 พระองค์ พระขนิษฐา 2 พระองค์ และพระอนุชา 1 พระองค์ โดยในช่วงที่พระนางประสูติ เป็นช่วงที่วัฒนธรรมจากตะวันตกไหลบ่าเข้ามาในญี่ปุ่น เจ้าชายคุนิ คุนิโยชิ พระบิดา ยังทรงเลี้ยงดูเจ้าหญิงนะงะโกะตามจารีตดั้งเดิมมาโดยตลอด โดยพระบิดาของเจ้าหญิงนะงะโกะ สืบเชื้อสายมาจากคุนิ ซึ่งไม่ได้มาจากตระกูลฟุจิวะระ (มีตระกูลย่อย ได้แก่ ตระกูลโคโนะเอะ, อิชิโจ, นิโจ, คะซะสึคะซะ และคุโจ) ส่วนพระมารดาสืบเชื้อสายมาจากไดเมียว ทำให้เจ้าหญิงนะงะโกะ เป็นพระจักรพรรดินีพระองค์แรก ที่ไม่ได้มาจากตระกูลฟุจิวะระ[3]

หลังจากที่เจ้าหญิงนะงะโกะสำเร็จในระดับประถมศึกษา เจ้าหญิงทรงเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนกะคุชูอิน (学習院) ซึ่งเป็นโรงเรียนของสตรีชั้นสูงของญี่ปุ่นในระดับนั้น มีสูงสุดถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยเจ้าหญิงนะงะโกะได้เข้ารับการศึกษาร่วมกับเจ้าหญิงมะซะโกะ นะชิโมะโตะ ซึ่งเป็นพระญาติ (ต่อมาเจ้าหญิงมะซะโกะ นะชิโมะโตะ ได้รับการสถาปนาเป็น เจ้าหญิงบังจา มกุฎราชกุมารีแห่งเกาหลี)

ระหว่างที่เจ้าหญิงนะงะโกะทรงศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มกุฎราชมารฮิโระฮิโตะ ได้เสด็จประทับรถม้ามายังโรงเรียนกะคุชูอิน เพื่อหาสตรีชั้นสูงที่มาจากราชสกุลเป็นพระวรกัญญาปทาน (พระคู่หมั้น) ซึ่งในเวลานั้นเจ้าหญิงนะงะโกะ ถือเป็นสตรีที่ถือว่ามีพระสิริโฉมพระองค์หนึ่ง แม้พระองค์จะสวมฉลองพระองค์เป็นกิโนโม และกระโปรงฮากามะ ซึ่งเป็นกระโปรงจับจีบแบบญี่ปุ่น รวบพระเกศาด้วยริบบิ้นสีขาว และถุงพระบาทสีดำ เมื่อมกุฎราชกุมารฮิโระฮิโตะทอดพระเนตรเห็น และให้ความสนพระทัยเจ้าหญิงนะงะโกะ[1] พระองค์ก็ตัดสินพระทัยที่จะเลือกมาเป็นพระคู่หมั้น[4] ซึ่งก่อนหน้านี้มกุฎราชกุมารฮิโระฮิโตะเคยรู้จักคุ้นเคยกับเจ้าหญิงนะงะโกะมาก่อนในสมัยอนุบาล ในสมัยประถมทั้งสองพระองค์ก็เคยเสวยพระกระยาหารกลางวันด้วยกัน แม้ในสมัยมัธยมโรงเรียนกะคุชูอินจะแยกเป็นฝ่ายชาย และฝ่ายหญิงก็ตาม

ทรงหมั้น[แก้]

พิธีหมั้นได้จัดขึ้นในเดือนมกราคม ค.ศ. 1919 เมื่อเจ้าหญิงนะงะโกะมีพระชนมายุ 14 พรรษา และศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังจากนั้นเจ้าหญิงนะงะโกะต้องพักการเรียน เพื่อเข้ารับการศึกษา และรับการอบรมในการเตรียมสำหรับการอบรมที่มี ได้แก่ เรื่องกิริยามารยาท การวางพระองค์ในตำแหน่งสมเด็จพระจักรพรรดินี รวมไปถึงการจัดการดูแลภายในพระราชวัง และเรียนรู้ศิลปะต่างๆ เช่น การเล่นโกโตะ ทรงเปียโน การเต้นรำ เล่นเทนนิส และการใช้ดาบญี่ปุ่น หรือนางินาตะ สำหรับด้านวิชาการก็มีในด้านภาษา เช่น ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส คณิตศาสตร์ และวิชาการทหาร

ในระหว่างการอบรม ได้มีการตรวจพบว่า พระเชษฐาของพระองค์เป็นตาบอดสี ทำให้เกิดเสียงคัดค้านในหมู่พระราชวงศ์ และชนชั้นสูง ถึงกับมีการกราบทูลให้สมเด็จพระจักรพรรดิไทโช พระราชบิดาในมกุฎราชกุมารให้เปลี่ยนตัวพระคู่หมั้นเสียใหม่ ทำให้เจ้าหญิงนะงะโกะต้องได้รับการอบรมยาวนานเพิ่มอีกถึง 4 ปี ขณะที่พระองค์อื่นๆ อบรมเพียง 2 ปีเท่านั้น แต่สมเด็จพระจักรพรรดิไทโชหาได้ทรงเชื่อในคำกราบทูลเหล่านั้น รวมไปถึงสมเด็จพระจักรพรรดินีเทเม พระราชมารดาในมกุฎราชกุมาร ซึ่งมีความโปรดปรานในตัวของเจ้าหญิงนะงะโกะมาก ก็แสดงพระองค์ปกป้องพระคู่หมั้นของพระโอรสอย่างแข็งขัน จนเสียงคัดค้านจึงหมดสิ้นไป แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหญิงนะงะโกะต้องใช้เวลาถึง 6 ปี สำหรับการเตรียมตัวเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินี[1]

จักรพรรดินีนะงะโกะ และพระราชสวามี

อภิเษกสมรส[แก้]

ในที่สุด สำนักพระราชวังก็ประกาศกฎหมายเรื่องการอภิเษกสมรสระหว่างมกุฎราชกุมารฮิโระฮิโตะ กับเจ้าหญิงนะงะโกะ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1923 นับจากวันที่มีประกาศจากสำนักพระราชวังซึ่งมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1921 และผ่านมาด้วยความเรียบร้อยมากว่าสองปี โดยเหลือเวลาเพียงสองเดือนก็จะถึงวันอภิเษกสมรส ขณะนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวในแถบคันโต สร้างความเสียหายแก่ประชาชนชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทำให้ประชาชนไร้ที่อยู่อาศัยหลายล้านคน เพื่อเป็นการไว้อาลัยในเหตุการณ์ครั้งนี้ สำนักพระราชวังจึงได้เลื่อนกำหนดการอภิเษกสมรส เป็นวันที่ 26 มกราคม ค.ศ. 1924 หรืออีกประมาณหนึ่งเดือนเศษ ซึงการอภิเษกสมรสเป็นไปได้อย่างราบรื่น และมกุฎราชกุมารฮิโระฮิโตะได้ประกาศยกเลิกระบบนางห้ามที่อนุญาตให้ชนชั้นสูงมีพระสนมได้หลายคน โดยมกุฎราชกุมารได้ปลดปล่อยพระสนม 39 พระองค์ โดยที่จะมีพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว และเจ้าหญิงนะงะโกะ ได้รับการสถาปนาเป็น มกุฎราชกุมารีนะงะโกะ[2]

พระราชโอรส-ธิดา[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ และเจ้าชายอะกิฮิโตะ พระราชโอรสพระองค์แรกของพระองค์

สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ ได้ทรงให้การประสูติกาลเจ้าหญิงหลายพระองค์ตลอดเวลากว่า 10 ปี ในการครองคู่กับสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ ทำให้เกิดเสียงซุบซิบนินทาเกี่ยวกับการสืบทอดราชบัลลังก์ จนในปี พ.ศ. 2476 สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะได้ให้พระประสูติกาลพระโอรสพระองค์แรกคือมกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะ[1]

สมเด็จพระจักรพรรดินี[แก้]

สมเด็จพระจักรพรรดิโชวะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ ขณะเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

สมเด็จพระจักรพรรดินีเป็นพระจักรพรรดินีแห่งประเทศญี่ปุ่นพระองค์แรกที่เสด็จเยือนต่างประเทศ โดยได้เสด็จเยือนทวีปยุโรปเมื่อปี พ.ศ. 2514 เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อปี พ.ศ. 2518

หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิโชวะเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2532 พระองค์ทรงดำรงพระอิสริยยศเป็น สมเด็จพระราชชนนี พระพันปีหลวง[2] ในงานพระราชพิธีพระบรมศพของพระราชสวามี สมเด็จพระจักรพรรดินีก็มิได้เสด็จไป เนื่องด้วยพระสุขภาพที่ไม่เอื้ออำนวย และหลังจากการปรากฏพระองค์ครั้งสุดของสมเด็จพระจักรพรรดินีเมื่อปี พ.ศ. 2531 พระองค์ก็มิได้เสด็จปรากฏพระองค์ที่ไหนอีกเลย ขณะที่พระองค์ก็ดำรงพระยศพระพันปีหลวงได้ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำลายสถิติของสมเด็จพระจักรรดินีคันชิซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ 873 ปีที่แล้ว[1]

สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ พระพันปีหลวง เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2543 สิริพระชนมายุได้ 97 พรรษา หลังจากพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะได้ทรงอันเชิญพระศพไปที่ สวนฮะจิโอจิ กรุงโตเกียวเคียงข้างพระราชสวามีของพระองค์

หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระพันปีหลวง สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะได้สถาปนาพระนามสมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ พระพันปีหลวง ขึ้นเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง โดยพระศพถูกเก็บไว้ที่สุสานหลวงมุซะชิโนะ โนะ ฮิงะชิ โนะ มิซะซะงิ ใกล้สุสานหลวงมุซาชิโนะของพระราชสวามี[2]

พระอิสริยยศ[แก้]

  • พ.ศ. 2446 - พ.ศ. 2469 เจ้าหญิงนะงะโกะ คุนิ (久邇宮良子女王)
  • พ.ศ. 2467 - พ.ศ. 2469 เจ้าฟ้าหญิงนะงะโกะ มกุฎราชกุมารีแห่งญี่ปุ่น
  • พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2532 สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะแห่งญี่ปุ่น (美智子皇后)
  • พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2543 สมเด็จพระจักรพรรดินีนะงะโกะ พระพันปีหลวง (皇太后)
  • (พระนามหลังการสวรรคต) สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง (香淳皇后)

ราชตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง

ก่อนหน้า สมเด็จพระจักรพรรดินีโคจุง ถัดไป
สมเด็จพระจักรพรรดินีเทเม 2leftarrow.png Japan Kou(tai)gou Flag.svg
จักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่น
(25 ธันวาคม พ.ศ. 2469 - 7 มกราคม พ.ศ. 2532)
2rightarrow.png สมเด็จพระจักรพรรดินีมิจิโกะ
สมเด็จพระจักรพรรดินีพันปีหลวงเทเม 2leftarrow.png พระพันปีหลวงแห่งญี่ปุ่น
(พ.ศ. 2532 - พ.ศ. 2543)
2rightarrow.png ไม่มี