ประจักษ์ สว่างจิตร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ สว่างจิตร ถูกควบคุมตัวในเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวาย เมื่อ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524

พันเอก (พิเศษ) ประจักษ์ สว่างจิตร หรือที่นิยมเรียกว่า ผู้การประจักษ์ (12 กันยายน พ.ศ. 248010 กันยายน พ.ศ. 2546) สำเร็จการศึกษาจาก โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) หลักสูตรเวสปอยท์ รุ่นที่ 7 ซึ่งได้รับฉายาว่า "กลุ่มยังเติร์ก"

พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของนายทหาร จปร.7 เป็นนักรบอาชีพที่ผ่านการรบมาอย่างโชกโชนในสมรภูมิอินโดจีน ทั้งในเวียดนาม กัมพูชา ลาว เป็นทหารที่ดุดันเอาจริงเอาจังในการตอบโต้การล่วงละเมิดอธิปไตยของไทย จนเพื่อนในรุ่นเรียกว่า "นักรบบ้าดีเดือด" และชาวบ้านบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ตั้งฉายาให้ว่า "วีรบุรุษตาพระยา"

แม้จะเป็นคนมุทะลุ ดุดัน แต่รักพวกพ้อง พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร ประธานวุฒิสภา, พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศจากเหตุการณ์ "กบฏเมษาฮาวาย" เมื่อวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ. 2524 ที่กลุ่มนายทหารยังเติร์ก พยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น โดยร่วมกับ พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา และ พ.อ.มนูญ รูปขจร (ชื่อและยศในขณะนั้น) ใช้กำลังพลถึง 42 กองพันแต่กลับก่อการไม่สำเร็จ ในครั้งนั้นผู้การประจักษ์รับหน้าที่ไปควบคุมตัว พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสาร์เทเวศน์ แต่สุดท้าย พล.อ.เปรม สามารถหลอกล่อจนหลุดจากการควบคุมตัวได้ ขณะที่ต่อมาตัว พ.อ.(พิเศษ) ประจักษ์เองกลับถูกทหารราบ 21 นำโดย พ.ท.ณรงค์เดช นันทโพธิ์เดช จับกุมตัวจนพันเอกพัลลภ ปิ่นมณี (ยศขณะนั้น) ต้องตัดสินใจบุกเดี่ยวไปช่วยเหลือ และได้เจรจากับ พล.ต.ชวลิต ยงใจยุทธ (ยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นทหารชั้นผู้ใหญ่ในที่นั้นจน พ.อ.ประจักษ์ ได้รับการรับรองความปลอดภัย

หลังสถานการณ์คลี่คลายลง พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ ผันตัวเองไปทำธุรกิจส่วนตัวเช่นกิจการรักษาความปลอดภัย ธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ขณะที่เพื่อน ๆ ที่ร่วมก่อรัฐประหารได้โอกาสกลับเข้ารับราชการใหม่ จนต่อมาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพล

พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์เคยลงสมัคร ส.ส. กรุงเทพ ฯ เขตบางเขน ในนามพรรคชาติไทย ในปี พ.ศ. 2529 และได้เป็น ส.ส. ถือเป็น ส.ส.ของพรรคชาติไทยเพียงคนเดียวในกรุงเทพ ฯ[1] จนกระทั่ง น.ส.จณิสตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ ในปี พ.ศ. 2548 และเคยเป็นที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์) สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย

หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2543 พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เบอร์ 10 ซึ่งได้สร้างสีสันให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอย่างมาก จากการเกณฑ์พนักงานรักษาความปลอดภัยในบริษัทของตัวเอง ไปยืนเข้าแถวแสดงความเข้มแข็ง ขณะยื่นใบสมัครและหาเสียง อีกทั้งยังใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "รถโรโบค้อป" เป็นพาหนะในการหาเสียง โดยใช้นโยบายการหาเสียงว่า "จ้างยาม 5 หมื่นคน... ปราบโจร...ปราบยา.....ฯลฯ" เป็นที่ฮือฮากันอย่างยิ่ง เพราะมีการวิจารณ์ว่าเป็นการตบหน้าการทำงานของตำรวจอย่างเต็มที่[2] แม้จะไม่ได้รับการเลือกตั้งก็ตาม

ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ นางสัจจา สว่างจิตร มีบุตรธิดา 4 คน

  1. นางสาวอลิสา สว่างจิตร
  2. นางสาวคณางค์รัชต์ สว่างจิตร
  3. นางสาวนิรัชดา สว่างจิตร
  4. นางสาวราสิณี สว่างจิตร

และ สมรส กับนาง กรพรรณ จันทีนอก มีบุตร ธิดา 4 คน

  1. นาง ยิหวา สุทธิพิเศษชาติ
  2. นาย มาตร สว่างจิตร
  3. พ.ท.สมพล สว่างจิตร
  4. นาย อารัม สว่างจิตร

ช่วงบั้นปลายชีวิต พ.อ. (พิเศษ) ประจักษ์ได้ต่อสู้กับโรคตับที่ป่วยเรื้อรังมานาน และจบชีวิตตัวเองลงด้วยอาวุธปืนในห้องน้ำที่บ้าน ในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2546 ก่อนจะถึงวันครบรอบวันเกิดปีที่ 68 เพียง 2 วัน[3]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]