พัลลภ ปิ่นมณี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี

พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี (นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร)[1] อดีตรองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ฝ่ายการเมือง (กอ.รมน.) และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2479 ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม มีชื่อเดิมว่า อำนาจ ปิ่นมณี สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6) จากโรงเรียนอำนวยศิลป์ พระนคร แล้วเข้าศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมนายร้อยทหารบก รุ่นที่ 14 และจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.7 รุ่นเดียวกับ พลตรีจำลอง ศรีเมือง, พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร, พันเอก (พิเศษ) ประจักษ์ สว่างจิตร) และโรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 49

ภารกิจในประเทศลาวและเวียดนาม[แก้]

ปี พ.ศ. 2508 พล.อ.พัลลภ สมัครเข้าเป็นหัวหน้าชุดสตาร์ทีมหรือที่เรียกว่า Special Force เข้าไปปฏิบัติการลับในประเทศลาว และโดยได้เป็นหัวหน้าทีมภารกิจนอกราชการ ลอบสังหารและภารกิจกองโจรในสงครามเวียดนาม โดยในทีมมี 6 คน ทุกคนต้องลาออกจากราชการก่อน ภารกิจคือซุ่มยิงนายทหาร วางระเบิดเส้นทางลำเลียง ตัดกำลังข้าศึกทุกรูปแบบ ร่วมกับทหารลาว ในการโจมตีเวียดนาม

รวมทั้งสงครามปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในประเทศลาวด้วย[2]

ก่อการปฏิวัติและรัฐประหาร[แก้]

ในปี พ.ศ. 2524 ในเหตุการณ์กบฏเมษาฮาวายหรือ กบฏยังเติร์ก พล.อ.พัลลภในตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 19 อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี (จังหวัดสระแก้วในปัจจุบัน) เป็นผู้นำกำลังรถถังกว่า 100 คัน และทหาร 4 กองพัน คือ 3 กองพันทหารราบ และ 1 กองพันทหารปืนใหญ่ จาก อำเภออรัญประเทศ มุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร เพื่อยึดอำนาจรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หนีไปอยู่ประเทศลาว ถูกจับขังคุกอยู่นาน 2 เดือน ก่อนที่กลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปี พ.ศ. 2530

นอกจากนี้แล้วในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 พล.อ.พัลลภให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าเป็นผู้นำในการเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้งเอง รวมทั้งยังเคยไล่ล่าเอาชีวิต พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ในยุคที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกด้วย เพราะ พล.อ.พัลลภอ้างว่า พล.อ.อาทิตย์รู้เห็นเป็นใจให้นายทหารรุ่น จปร.5 กลั่นแกล้งตนเอง[3]

และในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 นั้น พล.อ.พัลลภ เป็นบุคคลหนึ่งที่ทางคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ติดต่อเพื่อให้เป็นที่ปรึกษาด้วยในคืนวันก่อการ ที่กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน[4]

กรณีกรือเซะ[แก้]

ในเหตุการณ์ความไม่สงบในชายแดนภาคใต้ที่มัสยิดกรือเซะเมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 ที่ทางทหารไทยได้สังหารผู้ก่อความไม่สงบที่หลบไปซ่อนอยู่ในมัสยิดเสียชีวิตทั้งหมด 33 ศพนั้น พล.อ.พัลลภ ในฐานะผู้อำนวยการเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกมองว่ากระทำการรุนแรงเกินกว่าเหตุ ซึ่งต่อมาทาง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ออกมาแสดงท่าทีปกป้องการทำหน้าที่ครั้งนี้ของ พล.อ.พัลลภ และได้ให้ฉายา พล.อ.พัลลภว่า "แมคอาเทอร์เมืองไทย"[5]

กรณีคาร์บอมบ์[แก้]

ในวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทยเมื่อช่วงกลางปี พ.ศ. 2549 ในกรณีคาร์บอมบ์รถยนต์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น พล.อ.พัลลภถูก พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ ซึ่งทาง พล.อ.พัลลภได้ปฏิเสธพร้อมกล่าวว่า หากตนต้องการสังหารชีวิต พ.ต.ท.ทักษิณจริง ไม่ต้องใช้ระเบิดรถทั้งคัน เพียงแค่ใช้กระสุนนัดเดียวก็เพียงพอแล้ว[4]

บทบาทในวิกฤตการณ์การเมือง[แก้]

บทบาทของ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ในวิกฤตการณ์การเมืองในประเทศไทย พ.ศ. 2548-2553 นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ช่วง ช่วงแรกในระหว่างที่ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุมกันอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เมื่อกลางปี พ.ศ. 2551 นั้น หลังจากที่ทางกลุ่มพันธมิตรฯได้บุกยึดทำเนียบรัฐบาลแล้วในวันที่ 26 สิงหาคม มีความเป็นไปได้ว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำของพันธมิตรฯอาจถูกจับ ซึ่งในกรณีนี้ พล.อ.พัลลภได้กล่าวไว้ว่า หาก พล.ต.จำลอง ถูกจับเมื่อใด ตนจะขอเป็นแกนนำรุ่นที่ 2 เอง โดยทั้งหมดนี้มิได้เคยสัญญากันมาก่อน แต่เป็นสัญญาใจระหว่างเพื่อน[6]

แต่หลังจากนั้นมา พล.อ.พัลลภก็มีท่าทีเปลี่ยนไป โดยหันไปสนับสนุนฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีข่าวคราวว่าได้เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งได้เข้าสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย

ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 พล.อ.พัลลภ ได้เปิดแถลงข่าวว่า จะขอจัดตั้งกองทัพประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นต่อสู้ แทนที่จะเป็นกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ แดงทั้งแผ่นดิน (นปก.) โดยจะให้ พล.อ.ชวลิต เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ว่าแนวคิดนี้ได้ถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงจากสังคมหรือแม้แต่ฝ่ายแนวร่วมของนปก.เองก็ตาม เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ หรือ นายจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นเหตุให้ พล.อ.พัลลภมีวิวาทะกับนายจตุพร และได้ประกาศขอยุติบทบาทในส่วนนี้ไป[7]

ประวัติการทำงาน[แก้]

ตำแหน่งทางการเมือง[แก้]

  • สมาชิกวุฒิสภา ปี พ.ศ. 2522 และปี พ.ศ. 2539
  • ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540
  • ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 และลาออกเมื่อ 8 มีนาคม พ.ศ. 2545
  • ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
  • ผอ.กอ.สสส.จชต. รับผิดชอบบัญชาการแก้ไขปัญหาความไม่สงบทางภาคใต้ รองผู้อำนวยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และถูกคำสั่งให้ออกตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 160/2549
  • ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา)
  • ผู้สมัคร ส.ส. พรรคเพื่อไทย เขต 2 กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2539

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]