บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเต
Basilica di San Miniato al Monte
บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเตและวังสังฆราช
บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเตและวังสังฆราช
สิ่งก่อสร้าง
ฐานะ คริสต์ศาสนสถาน
นิกาย โรมันคาทอลิก
ที่ตั้ง ฟลอเรนซ์
ประเทศ Flag of Italy.svg ประเทศอิตาลี
การก่อสร้าง
ปัจจุบัน ค.ศ. 1013
สร้างเสร็จ
แบบสถาปัตยกรรม โรมานเนสก์
แบบผัง แผนผังคริสต์ศาสนสถาน
ผู้ออกแบบ/ตกแต่ง
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
พิกัด 43°45′13″N 11°15′53″E / 43.75361°N 11.26472°E / 43.75361; 11.26472
งานโมเสกเป็นภาพนักบุญมินิอัสแห่งฟลอเรนซ์ทางขวาของพระเยซู โดยมีคำจารึกว่า: "S. MINIATUS REX ERMINIE"

บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเต (อิตาลี: Basilica di San Miniato al Monte) เป็นบาซิลิกาที่ตั้งอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ทางตอนกลางของประเทศอิตาลี ตัวบาซิลิกาตั้งอยู่บนเนินที่สูงที่สุดของเมืองฟลอเรนซ์ บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเตได้ชื่อว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งของสถาปัตยกรรมโรมาเนสก์ในทัสเคนี บาซิลิกาตั้งอยู่ติดกับสำนักสงฆ์ลัทธิโอลิเวทันส์ที่จะมองเห็นเมื่อขึ้นบันไดไปยังบาซิลิกา[1]

นักบุญมินิอัสแห่งฟลอเรนซ์ หรือมินาส (อาร์มีเนีย: Մինաս, อิตาลี: Miniato) เดิมเป็นเจ้าชายชาวอาร์มีเนียผู้รับราชการเป็นทหารในกองทัพโรมันภายใต้จักรพรรดิเดซิอัส[2] มินิอัสถูกประณามว่าเป็นผู้นับถือคริสต์ศาสนาหลังจากที่ไปเป็นนักพรต และถูกนำตัวมาปรากฏต่อหน้าจักรพรรดิ ผู้กำลังตั้งค่ายอยู่หน้าประตูเมืองฟลอเรนซ์ พระจักรพรรดิมีพระบรมราชโองการให้โยนมินิอัสให้สัตว์ป่ากินในสนามกีฬา แต่เมื่อปล่อยเสือดำเข้าไป เสือดำก็ไม่ยอมทำร้ายมินิอัส มินิอัสจึงถูกตัดหัวต่อหน้าพระจักรพรรดิ กล่าวกันว่ามินิอัสไม่ได้เสียชีวิตทันทีแต่ก้มลงยกหัวของตนขึ้นมา แล้วประคองหัวข้ามแม่น้ำอาร์โน จากนั้นก็เดินขึ้นเนินมอนส์ฟิโอเรนตินัสไปยังที่อาศัย[3] ต่อมาก็ได้มีการสร้างสักการะสถานตรงจุดนี้ และเมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 8 ก็มีชาเปลขึ้นแล้ว การก่อสร้างคริสต์ศาสนสถานที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1013 โดยสังฆราชอาลิบรันโด โดยการอุปถัมภ์ของสมเด็จพระจักรพรรดิไฮนริคที่ 2 แห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเตเริ่มด้วยการเป็นสำนักสงฆ์ของลัทธิเบ็นนาดิคติน จากนั้นก็เปลี่ยนมือไปเป็นของลัทธิคลูนี และในปี ค.ศ. 1373 ก็ตกไปเป็นของลัทธิโอลิเวตันผู้ซึ่งยังคงใช้คริสต์ศาสนสถานนี้อยู่ นักบวชของสำนักสงฆ์มีชื่อเสียงในการทำสุรา, น้ำผึ้ง และ ชาสมุนไพรที่ขายในร้านที่ตั้งอยู่ติดกับวัด

ด้านหน้าวัดที่ทำด้วยหินอ่อนเป็นลวดลายเรขาคณิตอาจจะเริ่มทำขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1090 แต่ตอนบนสร้างในคริสต์ศตวรรษที่ 12 หรือหลังจากนั้นโดยการอุปถัมภ์ของสมาคมพ่อค้าผ้าแห่งฟลอเรนซ์ผู้มีความรับผิดชอบในการทำนุบำรุงวัดมาตั้งแต่ ค.ศ. 1288 (อินทรีที่อยู่บนยอดหน้าวัดเป็นสัญลักษณ์ของสมาคม).

งานโมเสกของภาพ “พระเยซูระหว่างพระแม่มารีและนักบุญมินิอัสแห่งฟลอเรนซ์” สร้างในปี ค.ศ. 1260 หอระฆังทลายลงมาในปี ค.ศ. 1499 และสร้างแทนในปี ค.ศ. 1523 แต่ก็ยังสร้างไม่เสร็จ ระหว่างการล้อมเมืองฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1530 บาซิลิกาใช้เป็นคลังอาวุธ และไมเคิล แอนเจโลสั่งให้ห่อวัดไว้ด้วยที่นอนเพื่อกันความเสียหายจากการยิงของฝ่ายศัตรู

ภายในมีลักษณะที่แปลกมาก โดยมีบริเวณร้องเพลงสวดตั้งอยู่บนยกพื้นเหนือคริพท์ขนาดใหญ่ และแทบจะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดตั้งแต่ได้ทำการสร้างมา พื้นที่เป็นลวดลายสร้างขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1207 กลางทางเดินกลางเป็นที่ตั้งของ “ชาเปลแห่งกางเขน” (อิตาลี: Cappella del Crocefisso) ที่เป็นชาเปลที่ตั้งเป็นอิสระที่ออกแบบโดยมิเกลอโซ มิเกลอซิในปี ค.ศ. 1448 เดิมชาเปลเป็นที่ตั้งของกางเขนศักดิ์สิทธิ์ที่ปัจจุบันตั้งอยู่ที่วัดซานตาทรินิตา และตกแต่งด้วยจิตรกรรมแผงที่เชื่อกันมานานว่าเขียนโดยอักโนโล กัดดี งานรูปลักษณ์ดินเผาเคลือบสร้างโดยลูคา เดลลา รอบเบีย

คริพท์เป็นบริเวณสิ่งก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดในวัดและแท่นบูชาเอกก็เชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุกระดูกของนักบุญมินิอัสแห่งฟลอเรนซ์เอง (แม้ว่าจะมีหลักฐานว่าได้ถูกทำการเคลื่อนย้ายไปยังเมท์ซก่อนที่จะสร้างวัดเสียอีก) บนเพดานเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนโดยทัดดิโอ กัดดี

บริเวณร้องเพลงสวดที่อยู่บนยกพื้นและคริสต์ศาสนพิธีมณฑลเป็นที่ตั้งของแท่นเทศน์โรมาเนสก์อันงดงามและฉากที่สร้างในปี ค.ศ. 1207 บนเพดานของมุขตะวันออกเป็นงานโมเสกอันงดงามที่สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1297 ที่หัวเรื่องของภาพเหมือนกับด้านหน้าของบาซิลิกาและอาจจะสร้างโดยศิลปินคนเดียวกัน กางเขนเหนือแท่นบูชาเอกเป็นงานที่ระบุว่าสร้างโดยลูคา เดลลา รอบเบีย สังฆทรัพยคูหาตกแต่งอย่างเต็มที่ด้วยงานจิตรกรรมฝาผนังอันมีฝีมือเป็นฉากต่างๆ ในชีวิตของนักบุญเบ็นนาดิคแห่งเนอร์เซียโดยสปีเนลโล อาเรติโน (ค.ศ. 1387)

ชาเปลคาร์ดินัลพอร์โตกาลโลทางด้านซ้ายของทางเดินกลางที่กล่าวว่าเป็น “งานอนุสรณ์รำลึกถึงผู้ตายอันงดงามที่สุดชิ้นหนึ่งของงานจายุคฟื้นฟูศิลปวิทยาอิตาลี[4] สร้างในปี ค.ศ. 1473 เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่คาร์ดินัลเจมส์แห่งลูซิทาเนียผู้เป็นราชทูตจากโปรตุเกสผู้มาเสียชีวิตที่ฟลอเรนซ์ในปี ค.ศ. 1459 อนุสรณ์คาร์ดินัลเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงผู้ตายอนุสรณ์เดียวในบาซิลิกา ชาเปลเป็นผลงานที่ทำร่วมกันโดยศิลปินหลายท่าน โดยมีอันโตนิโอ มาเนตตีผู้ช่วยของฟีลิปโป บรูเนลเลสกีที่มาสร้างเสร็จหลังจากที่มาเนตตีเสียชีวิตไปแล้วโดยจิโอวานนิ รอซเซลลิโน ตัวอนุสรณ์สร้างโดยอันโตนิโอ รอซเซลลิโน และ แบร์นาร์โด รอซเซลลิโน ชาเปลตกแต่งโดยอเลสโซ บาลโดวิเนตตี, อันโตนิโอ เดล โพลลาโอโล, เปียโตร เดล โพลลาโอโล และลูคา เดลลา รอบเบีย

ด้านข้างของบาซิลิกาเป็นระเบียงคดที่สร้างอย่างงดงาม ที่วางแผนกันไว้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1426 และมาสร้างในระหว่างปี ค.ศ. 1443 ถึงกลางคริสต์ทศวรรษ 1450 และออกแบบโดยอันโตนิโอ รอซเซลลิโน และ แบร์นาร์โด รอซเซลลิโน โดยทุนจาก “Arte della Mercantia” แห่งฟลอเรนซ์[5] ส่วนวังป้อมของพระสังฆราชสร้างในปี ค.ศ. 1295 ต่อมาใช่เป็นค่ายทหารและโรงพยาบาล กลุ่มสิ่งก่อสร้างทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงป้องกัน เดิมสร้างอย่างรวกๆ โดยไมเคิล แอนเจโลระหว่างที่ฟลอเรนซ์ถูกล้อมในปี ค.ศ. 1553 แต่ต่อมาก็ได้รับการขยายให้เป็นป้อมปราการเต็มตัวโดยโคสิโมที่ 1 เดอ เมดิชิ ตัวกำแพงในปัจจุบันล้อมรอบสุสานขนาดใหญ่ “Porte Sante” ที่สร้างในปี ค.ศ. 1854

สุสานเป็นที่ฝังศพของบุคคลสำคัญหลายคนของอิตาลีที่รวมทั้งคาร์โล โคลโลดีผู้สร้างพินอคคิโอ, นักการเมืองจิโอวานนี สปาโดลินี, จิตรกรเปียโตร อันนิโกนี, กวีและนักประพันธ์ลุยจิ อูโกลินี, นักสร้างภาพยนตร์มาริโอ เชชชิ โกรี, ประติมากรลิเบโร อันเดรอตตี, นักเขียนจิโอวานนี ปาปินี และนักฟิสิคส์บรูโน เบเนเดตโต รอซซี

ระเบียงภาพ[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. BORGHIDITOSCANA.NET, BASILICA OF SAN MINIATO AL MONTE, FLORENCE
  2. Hare, Augustus John Cuthbert (2002). Florence. Adamant Media Corporation. p. 204. ISBN 1402159331. 
  3. Brucker, Gene (1998). Florence: The Golden Age, 1138-1737. University of California Press. p. 194. ISBN 0520215222. 
  4. Koch, Linda A. (September 1996). "The Early Christian Revival at S. Miniato al Monte: The Cardinal of Portugal Chapel". The Art Bulletin 78 (3): 527–555. 
  5. According to the Strozzi papers that recorded excerpts of the lost accounts Saalman, Howard (December 1964). "Paolo Uccello at San Miniato". The Burlington Magazine 106 (741): 558–563.  quoting archival accounts.

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ บาซิลิกาซานมินิอาโตอัลมอนเต