จังหวัดโอะกินะวะ
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
จังหวัดโอะกินะวะ หรือ จังหวัดโอกินาว่า (ญี่ปุ่น: 沖縄県 Okinawa-ken ?) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของญี่ปุ่น ประกอบด้วยหมู่เกาะริวกิว (ญี่ปุ่น: 琉球諸島 Ryūkyū Shotō ?) นับร้อยเกาะ เรียงเป็นแนวยาวกว่าหนึ่งพันกิโลเมตร เรียงตัวจากทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะคีวชู (ญี่ปุ่น: 九州 Kyūshū ?) (เป็นเกาะทางตะวันตกเฉียงใต้สุดและเป็นหนึ่งในสี่เกาะหลักของญี่ปุ่น) จนถึงเกาะไต้หวัน เมืองหลวงของจังกวัดโอะกินะวะคือเมืองนะฮะ (ญี่ปุ่น: 那覇市 Naha-shi ?) ตั้งอยู่ทางใต้ของเกาะโอะกินะวะ (ญี่ปุ่น: 沖縄島 Okinawa-jima ?) อันเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดของหมู่เกาะ เกาะโอะกินะวะ นี้ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะคีวชู และเกาะไต้หวัน เกาะเซ็นคะคุ (ภาษาญี่ปุ่น:尖閣諸島, Senkaku Shotō; จีนตัวเต็ม: 釣魚台群島; จีนตัวย่อ: 钓鱼台群岛; พินอิน: Diàoyútái Qúndǎo) ที่เป็นข้อพิพาทระหว่างญี่ปุ่น สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และสาธารณรัฐประชาชนจีน ก็ถูกญี่ปุ่นจัดอยู่ในจังหวัดโอะกินะวะด้วย
นอกจากนี้ จังหวัดโอะกินะวะเป็นที่ตั้งฐานทัพเรือของสหรัฐฯในช่วงสงครามโลกอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันยังคงเหลืออยู่ ตั้งอยู่บนเกาะโอกินาว่า เมืองนะฮะ อันเป็นเมืองหลวง ในอดีตเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรริวกิว แต่ถูกญี่ปุ่นยึดเอามาผนวกเข้ากัน ปัจจุบันเป็นเมืองพักตากอากาศ เป็นต้นกำเนิดศิลปะการต่อสู้อย่าง คาราเต้ มีหาดทรายขาวสวย น้ำทะเลสีครามและปะการังที่ยังสมบูรณ์ ทำให้โอกินาวาเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักร้อนในฝันของชาวญี่ปุ่น
โอะกินะวะกลับคืนสู่ใต้การปกครองของแผ่นดินแม่ หรือญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2515 (ค.ศ. 1972) หลังจากถูกปกครองด้วยกองทัพจากสหรัฐฯตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
นอกจากนั้นจังหวัดนี้ยังเป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมาก ซึ่งมากกว่า 100 ปี โดยผู้ชายมีอายุเฉลี่ยยืนยาวถึง 90.1 ปี และผู้หญิงมีอายุเฉลี่ยถึง 93.2 ปี ซึ่งมากที่สุดในโลก สาเหตุที่คาดกันนั้นก็น่าจะเป็นเพราะว่าสภาพของสังคมและอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติศาสตร์
หลักฐานการที่เก่าที่สุดที่แสดงถึงการมนุษย์บนหมู่เกาะริวกิว ถูกค้นพบที่เมืองนะฮะ (ญี่ปุ่น: 那覇市 Naha-shi ?) และเมืองยะเอะเสะ (ญี่ปุ่น: 八重瀬町 Yaese-chō ?)[1] มีการค้นพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์จากยุคหินเก่า แต่ก็ไม่เป็นหลักฐานที่แน่ชัด นอกจากนี้ ยังมีการค้นพบเครื่องปั้นดินเผาอันเป็นร่องรอยอิทธิพลของญี่ปุ่นในยุคโจมง (ญี่ปุ่น: 縄文時代 Jōmon jidai ?) (14,000-400 ปีก่อนคริสต์ศักราช) บนหมู่เกาะซะคิชิมะ (ญี่ปุ่น: 先島諸島 Sakishima shotō ?) อันเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะริวกิว อย่างไรก็ตาม เครื่องปั้นดินเผานี้ มีลักษณะคล้ายกับเครื่องปั้นดินเผาที่พบได้ทั่วไปบนเกาะไต้หวัน
คำว่า ริวกิว ถูกกล่าวขึ้นครั้งแรกในพงศาวดารราชวงศ์สุย (จีนตัวเต็ม: 隋書; จีนตัวย่อ: 隋书; พินอิน: Suīshū) ของจีน แต่คำว่า ริวกิว ในที่นี้อาจหมายถึงเกาะไต้หวัน ไม่ใช่หมู่เกาะริวกิวในปัจจุบัน ซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ คำว่า โอะกินะวะ เป็นคำภาษาญี่ปุ่นใช้เรียกหมู่เกาะนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในบันทึกของภิกษุเจียนเจียงหรือกันจิง (鑒真 หรือ 鑑真) ภิกษุชาวจีนผู้เดินทางมาญี่ปุ่นเพื่อเผยแพร่ศาสนาพุทธ และเขียนไว้ใน ค.ศ. 779 ในศตวรรษที่ 8 เริ่มมีสังคมเกษรกรรมและเติบโตอย่างช้าๆ จนถึงศตวรรษที่ 12 เนื่องจากหมู่เกาะตั้งอยู่ใจกลางทะเลจีนตะวันออก ใกล้กับญี่ปุ่น จีน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาณาจักรริวกิวจึงกลายเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งหนึ่งในภูมิภาค ในยุคนี้จะมีการสร้างกุสุคุ (ญี่ปุ่น: 御城 Gusuku ?) หรือปราสาทแบบโอะกินะวะขึ้นมากมาย และในศตวรรษที่ 15 อาณาจักรริวกิวได้กลายเป็นรัฐบรรณาการ แห่งหนึ่งของจักรวรรดิจีน
ในค.ศ. 1609 ไดเมียว (เจ้าเมือง) แคว้นซัตสึมะ (ญี่ปุ่น: 薩摩 Satsuma ?) ดินแดนซึ่งในปัจจุบันคือจังหวัดคะโงะชิมะ (ญี่ปุ่น: 鹿児島県 Kagoshima-ken ?) ได้เข้ารุกรานอาณาจักรริวกิว ส่งผลให้อาณาจักรริวกิวต้องยอมจำนนและเป็นรัฐบรรณาการของแคว้นซัตสึมะ และรัฐบาลโชกุนโทะคุงะวะ (ญี่ปุ่น: 徳川幕府 Tokugawa bakufu ?) หรือรัฐบาลเอะโดะ (ญี่ปุ่น: 江戸幕府 Edo bakufu ?) อย่างไรก็ตาม การยึดอาณาจักรริวกิวไว้อาจสร้างความบาดหมางกับจักรวรรดิจีนได้ ดังนั้น สิทธิเสรีภาพของชาวริวกิวยังไว้เหมือนเดิม แคว้นซัตสึมะได้รับผลประโยชน์อย่างมหาศาลจากการค้ากับจักรวรรดิจีนในยุคเอะโดะ ที่ญี่ปุ่นปิดประเทศโดยรัฐบาลโชกุนโทะคุงะวะ และห้ามการค้าใดๆกับต่างชาติ
แม้ว่าแคว้นซัตสึมะจะมีอิทธิพลเหนือหมู่เกาะริวกิวอย่างมาก แต่อาณาจักรริวกิวก็ยังมีเสรีภาพทางการเมืองภายในอย่างไม่น้อยมาตลอดสองร้อยปี สี่ปีหลังการปฏิรูปเมจิ (ญี่ปุ่น: 明治王政復辟 Meiji Ishin ?) ในค.ศ. 1868 รัฐบาลญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้บุกยึกอาณาจักรริวกิวอย่างถาวรโดยการหนุนหลังของกองทัพ และเปลี่ยนชื่อเป็นริวกิวฮัน (ญี่ปุ่น: 琉球藩 Ryūkyū han ?) หรือเขตปกครองโดยไดเมียวหรือเจ้าเมือง แต่ขึ้นตรงกับรัฐบาลกลาง ในขณะเดียวกัน รัฐบาลราชวงศ์ชิงของจักรวรรดิจีนก็อ้างสิทธิบนหมู่เกาะของอาณาจักรริวกิวเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่าอาณาจักรริวกิว เคยเป็นรัฐบรรณาการของจีนมาก่อน ในค.ค.1879 ริวกิวฮันก็กลายเป็นจังหวัดโอะกินะวะของญี่ปุ่น เป็นฮันสุดท้ายหลักจากกาฮันทั้งหมดถูกยกฐานะเป็นจังหวัดในค.ศ. 1872
หลักจากยุทธการโอะกินะวะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โอะกินะวะอยู่ภายใต้อารักขาของสหรัฐอเมริกาถึง 27 ปี ในระหว่างที่โอะกินะวะอยู่ภายใต้ภาวะทรัสตีนั้น กองทัพอากาศสหรัฐฯได้ตั้งฐานทัพทหารบนมากมายบนหลายเกาะของโอะกินะวะ
ในค.ศ. 1972 รัฐบาลสหรัฐฯ ได้คืนโอะกินะวะคืนให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้สนธิสัญญาความร่วมมือและความปลอดภัยระดับทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น (ภาษาอังกฤษ: Treaty of Mutual Cooperation and Security between the United States and Japan; ภาษาญี่ปุ่น: 日本国とアメリカ合衆国との間の相互協力及び安全保障条約, Nippon-koku to Amerika-gasshūkoku to no Aida no Sōgo Kyōryoku oyobi Anzen Hoshō Jōyaku) ในปัจจุบัน กองกำลังสหรัฐอเมริกาในญี่ปุ่น (ภาษาอังกฤษ: United States Forces in Japan (USFJ) ; ภาษาญี่ปุ่น: 在日米軍, Zainichi Beigun) มีขนาดใหญ่ถึง 27,000 นาย รวมถึงนาวิกโยธิน 15,000 นาย ซึ่งมีทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ นอกจากนี้ยังมีสมาชิกครอบครัวอีก 22,000 คนอาศัยอยู่ในโอะกินะวะ เนื้อที่ 18% ของเกาะโอะกินะวะอันเป็นเกาะหลักเป็นพื้นที่ของฐานทัพสหรัฐฯ และ 75% ของ USFJ ของในจังหวัดโอะกินะวะ
จำนวนอุบัติเหตุและอาชญากรรมที่คนของสหรัฐฯเป็นผู้ก่อนั้น ได้ทำให้ชาวโอะกินะวะสนับสนุนการตั้งฐานทัพน้อยลงทุกทีๆ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐฯและญี่ปุ่นต่างเห็นพ้องกันว่าการมีฐานทัพทหารบนเกาะโอะกินะวะนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง เหตุการณ์คนของสหรัฐฯข่มขืนเด็กหญิงอายุ 12 ขวบบนเกาะโอะกินะวะในค.ศ. 1995 ได้ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านฐานทัพสหรัฐฯเป็นอย่างมาก ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯและญี่ปุ่นต้องย้ายฐานทัพอากาศนาวิกโยธินฟุเตนมะ (Marine Corps Air Station Futenma หรือ MCAS Futenma) และฐานทัพเล็กอื่นๆออกไปห่างไกลชุมชน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน การปิดฐานทัพถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ประเด็นนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกต่อต้านญี่ปุ่นและกลุ่มเรียกร้องอิสรภาพริวกิว (ญี่ปุ่น: 琉球独立運動 Ryūkyū Dokuritsu Undō ?) ขึ้นมาไม่นานมานี้เอง
[แก้] ภาษาและวัฒนธรรม
เนื่องจากในอดีต โอะกินะวะ เคยมีเอกราชของตัวเองมาก่อน ภาษาและวัฒนธรรมของโอะกินะวะจึงค่อนข้างแตกต่างจากญี่ปุ่น
[แก้] ภาษา
ยังคงมีผู้พูดภาษาริวกิวอันอยู่บ้าง ซึ่งผู้พูดภาษาญี่ปุ่นจะเข้าใจได้ยาก ภาษาริวกิวอันนี้ไม่เป็นที่ยอมรับในญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ คนรุ่นใหม่ละเลยภาษาพื้นเมืองดั้งเดิมของตัวเองมากขึ้นทุกทีๆ นักภาษาศาสตร์ที่ไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นส่วนมากจัดให้ภาษาริวกิวอันมีความแตกต่างจากภาษาญี่ปุ่น แต่ในชาวญี่ปุ่นและชาวท้องถิ่นจัดให้เป็นภาษาท้องถิ่นหนึ่งของญี่ปุ่น โดยปัจจุบัน ภาษาญี่ปุ่นมาตรฐานถูกใช้เป็นภาษาทางการ ในความเป็นจริงแล้ว ภาษาที่ชาวโอะกินะวะอายุต่ำกว่า 60 ปีใช้กันทั่วไปเป็นภาษาญี่ปุ่นสำเนียงโอกินะวะที่เรียกว่า ภาษาปากโอะกินะวัน (ญี่ปุ่น: ウチナーヤマトグチ, 沖縄大和口, Uchinā Yamatoguchi ?) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากภาษาริวกิวอัน และภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน และมักสับสนกับภาษาโอกินะวันดั้งเดิม (ญี่ปุ่น: ウチナーグチ Uchinaaguchi ?) ที่มักใช้ในการการแสดงและการละเลนพื้นเมือง เช่น เพลงพื้นเมือง ระบำพื้นเมือง เป็นต้น นอกจากนี้ ข่าวท้องถิ่นยังใช้ภาษาโอกินะวันดั้งเดิมเช่นกัน
[แก้] ศาสนา
ชาวโอะกินะวะ มีความเชื่อของตัวเอง โดยจะบูชาบรรพบุรุษ และเคารพความสัมพันธ์ระหว่างชีวิต ความตาย เทพเจ้า และวิญญาณต่างๆที่สถิตในธรรมชาติ
[แก้] อิทธิพลทางวัฒนธรรม
วัฒนธรรมโอะกินะวันได้รับอิทธิพลจากชาติต่างๆที่เคยทำการค้าด้วยกันมาแต่ในอดีต แม้ในปัจจุบัน เราอาจพบสินค้าและวัฒนธรรมจากประเทศต่างๆ เช่น จีน ไทย และออสโตรเนเชียน (ชวา มาเลย์) ในย่านการค้าของโอะกินะวะ เราอาจพูดได้ว่าวัฒนธรรมที่โอะกินะวะส่งออกไปทั่วโลกคือ คาราเต้ (ญี่ปุ่น: 空手 Karate ?) ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวของศิลปะการต่อสู้ของจีนนั่นคือ กังฟู (功夫, gōngfū) และศิลปะการต่อสู้ดั้งเดิมของโอะกินะวะ ศิลปะการต่อสู้นี้พัฒนาอย่างต่อเนื่องถึงสองสมัย คือในระหว่างการสั่งห้ามใช้อาวุธหลังการยึดครองของญี่ปุ่นจนถึงรัฐบาลเมจิ
สินค้าท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของโอะกินะวะอีกอย่างคือ อะวะโมะริ (ญี่ปุ่น: 泡盛 Awamori ?) ซึ่งเป็นสุรากลั่น ทำจากข้าวเจ้านำเข้าจากประเทศไทย
[แก้] อ้างอิง
- ^ 山下町第1洞穴出土の旧石器について(ญี่ปุ่น), 南島考古22
[แก้] แผนที่อื่น
| เขตการปกครอง ของ ญี่ปุ่น | |||
|---|---|---|---|
| ภาค | จังหวัด | มหานคร (เมืองที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้กำหนดว่าเป็นมหานคร) |
|
| โตเกียว (เมืองหลวง) | 23 เขตในโตเกียว | ||
| คันโต | กุมมะ · คะนะงะวะ · ชิบะ · ไซตะมะ · โทะชิงิ · อิบะระกิ | คะวะซะกิ · ชิบะ · ไซตะมะ · โยะโกะฮะมะ | |
| คันไซ | เคียวโตะ · ชิงะ · นะระ · มิเอะ · วะกะยะมะ · โอซะกะ · เฮียวโงะ | เคียวโตะ · โคเบะ · ซะไก · โอซะกะ | |
| คีวชู | คะโงะชิมะ · คุมะโมะโตะ · ซะงะ · นะงะซะกิ · ฟุกุโอะกะ · มิยะซะกิ · โออิตะ · โอะกินะวะ | คิตะกีวชู · ฟุกุโอะกะ | |
| ชูโงะกุ | ชิมะเนะ · ทตโตะริ · ยะมะงุจิ · โอะกะยะมะ · ฮิโระชิมะ | ฮิโระชิมะ | |
| จูบุ | กิฟุ · ชิซุโอะกะ · นะงะโนะ · นีงะตะ · โทะยะมะ · ฟุกุอิ · ยะมะนะชิ · อิชิกะวะ · ไอจิ | ชิซุโอะกะ · นะโงะยะ · นีงะตะ · ฮะมะมะสึ | |
| ชิโกะกุ | คะงะวะ · โคชิ · โทะกุชิมะ · เอะฮิเมะ | ||
| โทโฮะกุ | ฟุกุชิมะ · มิยะงิ · ยะมะงะตะ · อะโอะโมะริ · อะกิตะ · อิวะเตะ | เซ็นได | |
| ฮกไกโด | ฮกไกโด | ซัปโปะโระ | แก้ |
| จังหวัดโอะกินะวะ เป็นบทความเกี่ยวกับ ประเทศ เมือง หรือเขตการปกครองต่าง ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับ จังหวัดโอะกินะวะ ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ |