งูกะปะ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
งูกะปะ
250px
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
Kingdom: Animalia
Phylum: Chordata
Subphylum: Vertebrata
Class: Reptilia
Order: Squamata
Suborder: Serpentes
Family: Viperidae
Subfamily: Crotalinae
Genus: Calloselasma
Cope, 1860
Species: C. rhodostoma
ชื่อวิทยาศาสตร์
Calloselasma rhodostoma
Kuhl, 1824
ชื่อพ้อง
  • Tisiphone - Fitzinger, 1843
  • Leiolepis - AMC Duméril, 1853
  • Calloselasma - Cope, 1860[1]

  • [Trigonocephalus] rhodostoma - Kuhl, 1824
  • [Trigonocephalus] rhodostoma - F. Boie, 1827
  • [Trigonocephalus] praetextatus - Gravenhorst, 1832
  • Tisiphone rhodostoma - Fitzinger, 1843
  • L[eiolepis]. rhodostoma - AMC Duméril, 1853
  • [Calloselasma] rhodostomus - Cope, 1860
  • T[isiphone]. rhodostoma - Peters, 1862
  • T[rigonocephalus]. (Tisiphone) rhodostoma - Jan, 1863
  • Calloselasma rhodostoma - Günther, 1864
  • Calloselma rhodostoma - Morice, 1875
  • Ancistrodon rhodostoma - Boettger, 1892
  • Ancistrodon rhodostoma - Boulenger, 1896
  • Agkistrodon rhodostoma - Barbour, 1912
  • Ancistrodon (Calloselasma) rhodostoma - Bourret, 1927
  • Ancistrodon annamensis - Angel, 1933
  • [Agkistrodon] annamensis - Pope, 1935
  • Calloselasma rhodostoma - Campden-Main, 1970[1]

งูกะปะ (อังกฤษ: Malayan pit viper) เป็นงูพิษที่มีพิษรุนแรงมาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Calloselasma rhodostoma จัดเป็นงูเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Calloselasma โดยไม่มีชนิดย่อย[2]

ลักษณะหัวเป็นรูปสามเหลี่ยม คอเล็ก ลำตัวอ้วน หางเรียวสั้น มีลายเป็นรูปเหมือนหลังคาบ้านอยู่ด้านข้างตลอดลำตัว มีสีเทาอมชมพูลายสีน้ำตาลเข้ม เกล็ดมีขนาดใหญ่ จะงอยปากงอนขึ้นข้างบน หากินเวลาพลบค่ำและกลางคืน โดยเฉพาะในเวลาที่มีความชื้นในอากาศสูง เช่น หลังฝนตก ชอบอาศัยในดินปนทรายที่มีใบไม้หรือเศษซากไม้ทับถมกันเพื่อซ่อนตัว เป็นงูที่ไม่ปราดเปรียว เวลาตกใจจะงอตัวหรือขดนิ่ง แต่ฉกกัดรวดเร็วมาก กินอาหารได้แก่ สัตว์ขนาดเล็ก เช่น หนู, นก หรือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก มีความยาวเต็มที่ประมาณ 1 เมตร ออกไข่ครั้งละ 10-20 ฟอง[3]ในตัวที่มีสีคล้ำเรียกว่า "งูปะบุก"[4]

พบกระจายพันธุ์ทั่วไปในภูมิภาคอินโดจีนไปจนถึงแหลมมลายู สำหรับในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค แต่จะพบมากที่สุดในภาคใต้ เป็นงูที่ปรับตัวให้อาศัยอยู่ในพื้น ๆ ที่มีการทำเกษตรกรรมได้ เช่น สวนยางพาราหรือสวนปาล์มน้ำมัน จึงมักจะมีผู้ถูกกัดอยู่บ่อย ๆ นับเป็นงูพิษที่มีอันตรายต่อมนุษย์มากที่สุดที่พบในประเทศไทย ซึ่งพิษของงูกะปะนั้นมีผลต่อระบบประสาท เมื่อถูกกัดภายใน 10 นาทีหลังบริเวณรอบแผลที่ถูกกัดจะบวมขึ้นย่างรวดเร็วจนกระทั่งแขนหรือขาข้างนั้นบวมไปหมดภายใน 1 ชั่วโมง โดยในรอยเขี้ยวจะมีเลือดไหลตลอดเวลา บริเวณแขนขาที่บวมจะมีสีเขียวคล้ำ ผิวหนังเกิดพองตอนแรกมีน้ำใสต่อมาภายหลังมีเลือด ภายหลังถูกกัดไม่กี่วันรอยเขี้ยวจะเกิดการเน่า ทำให้ผิวหนังมีเลือดออกเป็นรอยคล้ำ เลือดออกทางเดินอาหาร ผู้ที่โดนกัดจะเสียชีวิตได้จากความดันโลหิตต่ำ[5]

Commons

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 McDiarmid RW, Campbell JA, Touré T. 1999. Snake Species of the World: A Taxonomic and Geographic Reference, vol. 1. Herpetologists' League. 511 pp. ISBN 1-893777-00-6 (series). ISBN 1-893777-01-4 (volume).
  2. ^ ITIS
  3. ^ งูกะปะ
  4. ^ ความหมายของคำว่า กะปะ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
  5. ^ งูพิษ/งูกะปะ
เครื่องมือส่วนตัว
สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น