งูแมวเซา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
งูแมวเซา
งูแมวเซาอินเดีย (D. r. russelii)
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์
อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ไฟลัมย่อย: Vertebrata
ชั้น: Reptilia
อันดับ: Squamata
อันดับย่อย: Serpentes
วงศ์: Viperidae
วงศ์ย่อย: Viperinae
สกุล: Daboia
Gray, 1842
ชนิด: D. russellii
ชื่อทวินาม
Daboia russellii
(Shaw & Nodder, 1797)
ชนิดย่อย
ชื่อพ้อง

งูแมวเซา (อังกฤษ: Russell's viper, Daboia) เป็นงูพิษชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Daboia russellii ในวงศ์ Viperidae และเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Daboia[2]

ลักษณะ[แก้]

เป็นงูที่มีรูปร่างอ้วนป้อม ลำตัวสั้น หางสั้น เวลาตกใจหรือถูกรบกวนมักขดตัวเตรียมสู้และระวังตัว พร้อมทั้งทำเสียงขู่คล้ายแมวหรือเสียงของยางรถยนต์รั่ว โดยการสูบลมเข้าไปในตัวจนตัวพอง แล้วพ่นลมออกมาทางรูจมูกแรง ๆ แทนที่จะเลื้อยหนี เป็นงูที่ฉกกัดได้รวดเร็วแทบไม่ทันตั้งตัวทั้ง ๆ ที่ขดตัวอยู่ในลักษณะปกติ ลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนอมเทา มีเกล็ดสีชมพูแซมบริเวณสีข้าง มีลายลักษณะทรงกลมสีน้ำตาลเข้มตลอดทั้งตัว เกล็ดมีขนาดเล็กและมีสัน หัวเป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและมีลายดำคล้ายลูกธนู มีเกล็ดเล็กละเอียดบนหัว เขี้ยวพิษมีความยาว

สามารถโตเต็มที่ได้ 120-166 เซนติเมตร พบกระจายพันธุ์ในวงกว้าง ตั้งแต่อนุทวีปอินเดีย, เอเชียตะวันออก ในภาคใต้ของจีนจรดเกาะไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกตั้งชื่อสามัญในภาษาอังกฤษและชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ แพทริก รัสเซลล์ นักฟิสิกส์และนักธรรมชาติวิทยาชาวสกอตแลนด์[3]

พฤติกรรมและความร้ายแรงของพิษ[แก้]

ส่วนหัวของงูแมวเซา

มีพฤติกรรมชอบอยู่ตามที่ราบแห้ง ๆ เชิงเขาที่เป็นดินปนทราย ตามที่ดอน หรือซ่อนตัวในซอกหิน โพรงดิน ใต้กอหญ้าใหญ่ ๆ ไม่ชอบย้ายที่อยู่บ่อย ๆ ปกติไม่เลื้อยขึ้นต้นไม้ ออกหากินไม่ไกลจากที่อยู่ เป็นงูที่มีความเชื่องช้าไม่ปราดเปรียว มีอุปนิสัยดุ เมื่อถูกรบกวนจะส่งเสียงขู่ ชอบความเย็น แต่ไม่ชอบน้ำ มักออกหากินในเวลากลางคืน แต่ในสถานที่ที่มีความเย็น ก็อาจออกหากินในเวลากลางวันด้วย สำหรับในประเทศไทย พบได้ชุกชุมที่สุดคือแถบจังหวัดในภาคกลางและภาคตะวันออก[4] กินอาหาร จำพวกหนูหรือสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดเล็กชนิดต่าง ๆ เป็นงูที่ออกลูกเป็นตัว ครั้งละประมาณ 20-30 ตัว (สูงสุด 63 ตัว) โดยจะผสมพันธุ์ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม และไปออกลูกช่วงฤดูร้อน ลูกงูแรกเกิดมีน้ำหนัก 7.2– 14.4 กรัม และความยาวโดยเฉลี่ย 24-30 เซนติเมตร[5]

เป็นงูที่มีพิษต่อผลการแข็งตัวของเลือด Factor X และ Factor V โดยตรง โดยจะไปกระตุ้น prothrombin เป็น thrombin ซึ่งทำให้เกิดการสลายไฟบริโนเจนเป็นไฟบรินในกระแสเลือด จึงทำให้เกิดเลือดออกง่าย เนื่องจากองค์ประกอบในการแข็งตัวของเลือด ถูกใช้หมดไป นอกจากนี้แล้วพิษของงูแมวเซายังมีผลต่อไต ทำให้เกิดอาการไตวายได้ และยังมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงโดยตรง[6] โดยอาการของผู้ที่ถูกกัดจะแสดงออกดังนี้ คือ มีอาการปวดและมีอาการบวมมาก อาการบวมเกิดเกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 นาทีภายหลังถูกกัด มักจะมีรอยเขี้ยว 2 จุดซึ่งมีเลือดไหลออกตลอดเวลา และบริเวณรอบแผลจะมีสีคล้ำบริเวณโดยรอบเขี้ยวจะบวมอย่างชัดเจนภายใน 15-20 นาที และเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งบริเวณที่ถูกกัดบวมหมดภายในเวลา 12-24 ชั่วโมง และอาจเริ่มพองและมีเลือดออก ผู้ที่ได้รับพิษมากจะมีอาการของเลือดออกง่ายภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง เช่น เลือดออกเป็นจ้ำ ๆ บริเวณผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน ไอมีเสมหะปนเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด เลือดออกจะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งความดันโลหิตต่ำ ไตวายและเสียชีวิตลงในที่สุด [7]

ชนิดย่อย[แก้]

งูแมวเซาถูกแบ่งได้เป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่

ชื่อสามัญ (ภาษาไทย) ชื่อวิทยาศาสตร์ ผู้อนุกรมวิธาน ชื่อสามัญ (ภาษาอังกฤษ) สถานที่พบ ลักษณะ
งูแมวเซาอินเดีย D. r. russelii (Shaw, 1797) Indian Russell's viper[8] อนุทวีปอินเดีย, ปากีสถาน, บังกลาเทศ ตลอดจนศรีลังกา ลักษณะแบบเดียวกับที่ปรากฏในเนื้อหา
งูแมวเซาสยาม D. r. siamensis (M.A. Smith, 1917) Eastern Russell's viper[9] ตั้งแต่พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ภาคใต้ของจีนและเกาะไต้หวัน มีสีเทาหรือสีเขียวมะกอกมากกว่าและมีจุดเล็ก ๆ ระหว่างแถวของจุดใหญ่[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 McDiarmid RW, Campbell JA, Touré T. 1999. Snake Species of the World: A Taxonomic and Geographic Reference, vol. 1. Herpetologists' League. 511 pp. ISBN 1-893777-00-6 (series). ISBN 1-893777-01-4 (volume).
  2. ITIS
  3. The life and viper of Dr Patrick Russell MD FRS (1727-1805): physician and naturalist
  4. งูแมวเซา
  5. งูแมวเซา จากเว็บไซต์สถานเสาวภา
  6. แนวทางการดูแลผู้ช่วยถูกงูพิษกัด
  7. อาการเมื่อถูกงูแมวเซากัดเป็นอย่างไร?
  8. Checklist of Indian Snakes with English Common Names Snakes-Checklist.pdf[ลิงก์เสีย] at University of Texas. Retrieved 22 October 2006.
  9. Daboia russelii siamensis at Munich AntiVenom INdex (MAVIN). Retrieved 23 October 2006.
  10. ^ Mallow D, Ludwig D, Nilson G. 2003. True Vipers: Natural History and Toxinology of Old World Vipers. Krieger Publishing Company, Malabar, Florida. ISBN 0-89464-877-2

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]