สภาสังคายนาสากล
|
บทความที่เกี่ยวข้องกับ
|
|---|
| พระเจ้า |
| พระตรีเอกภาพ: พระบิดา • พระเยซู (การตรีงกางเขน • คืนพระชนม์) • พระจิต |
| ความเชื่อ |
| เทววิทยา • การตกในบาป • ความรอด • การพิพากษาครั้งสุดท้าย • หลักข้อเชื่อของอัครทูต |
| คัมภีร์ |
| ไบเบิล: เดิม • ใหม่ • พระวรสาร |
| นิกาย |
| ตะวันตก คาทอลิก • โปรเตสแตนต์ (แองกลิคัน • ลูเทอแรน • เพรสไบทีเรียน • เมทอดิสต์ • แบปทิสต์ • แอดเวนติสต์) ตะวันออก อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ • โอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ อตรีเอกภาพนิยม พยานพระยะโฮวา • มอรมอน |
| ประวัติ |
| ประวัติศาสนาคริสต์ • นักบุญเปาโล • ยุคแรก • สภาสังคายนาสากล • มหาศาสนเภท • สงครามครูเสด • การปฏิรูปศาสนา |
| อื่น ๆ |
| สถานที่สำคัญทางศาสนา • วันสำคัญ • บุคคล • นักบุญ • ศิลปะ • อภิธานศัพท์ศาสนาคริสต์ |
|
|
สภาสังคายนาสากล[1][2] (อังกฤษ: Ecumenical council หรือ oecumenical council หรือ general council) หรือสังคายนาสากล ในศาสนาคริสต์คือการประชุมของบรรดาบิชอปในคริสตจักรสังคายนาหรือตกลงกันในหัวข้อที่มีความขัดแย้งทางปรัชญาหรือการปฏิบัติทางศาสนา
คำว่า “Οικουμένη” เป็นภาษากรีกแปลว่า “ผู้อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นความหมายทึ่หมายถึงบริเวณที่เป็นอาณานิคมของจักรวรรดิโรมันเพราะการประชุมในสมัยแรกๆ เริ่มโดยจักรพรรดิโรมัน แต่ต่อมาคำนี้ก็นำมาใช้กันโดยทั่วไปในความหมายที่หมายถึง “คริสตจักร” หรือบริเวณที่มีการนับถือศาสนาคริสต์ซึ่งก็คือ “ทั่วโลก” หรือบริเวณทั่วไป การยอมรับผลจากการประชุมของสภาสงฆ์ของแต่ละครั้งเท่าใดก็ขึ้นอยู่กับนิกายของคริสต์ศาสนาแต่ละนิกาย
“คริสตจักร” ในนิกายโรมันคาทอลิกหมายถึงองค์การทึ่ขึ้นตรงต่อบิชอปแห่งโรมซึ่งก็เท่ากับขึ้นต่อพระสันตะปาปาโดยตรงเท่านั้น ทางนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ก็เช่นกัน คริสตจักรจะหมายถึงผู้ที่ขึ้นตรงต่อกันภายในอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ด้วยกันซึ่งไม่รวมคริสตจักรโรมันคาทอลิกและคริสจักรคาทอลิกตะวันออก หรือคริสตจักรโอเรียนทัลออร์โธด็อกซ์ สภาสังคายนาครั้งสุดท้ายที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั้งสองกลุ่มนี้คือสังคายนาแห่งนิเซียครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 787 ฉะนั้นการประชุมสภาสังคายนา 7 ครั้งก่อนหน้านั้นจึงมีความสำคัญ เพราะผลจากการประชุมทั้ง 7 ครั้งนั้นก็ที่เป็นที่ยอมรับกันโดยลัทธิหลายลัทธิที่รวมทั้งนิกายโปรเตสแตนต์ด้วย ฉะนั้นตามความคิดเห็นสมัยใหม่การประชุมสภาสังคายนา หรือ “Ecumenical council” ที่แท้จริงก็คือการประชุมทั้ง 7 ครั้งแรกที่กล่าวนี้เท่านั้น “สภาควินิเซ็กซท์” (Quinisext Council) ไม่เป็นที่ยอมรับว่าเป็น “สังคายนาแห่งควินนิเซ็กซท์” โดยโรมันคาทอลิกแต่อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์ถือว่าเป็น “สภาสังคายนา” หรือที่เรียกว่าการประชุมสังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 3 เมื่อปี ค.ศ. 680 (Third Council of Constantinople)
ถ้าการประชุมเป็นการประชุมท้องถิ่นก็จะเรียกว่า “ซีนอด” (synod) คำว่า “σύνοδος” มาจากคำว่า “syn” และ “odos” ในภาษากรีก “σύν” และ “οδος” ซึ่งแปลว่า “ทาง” หรือ “ถนน” ฉะนั้นจึงหมายถึงผู้ที่มาพบปะกันระหว่างผู้ที่มีพื้นฐานอย่างเดียวกัน ในกรณีนี้คือนักบวชในคริสต์ศาสนา
เนื้อหา |
[แก้] เอกสารจากการประชุม
เอกสารจากสภาสังคายนาก็คล้ายคลึงกับระบบงานในสำนักงาน ระหว่างการประชุมก็จะออกเอกสารเวียน, กล่าวและโต้สุนทรพจน์, ออกเสียง, และในที่สุดก็ออกบัญญัติและแจกจ่ายเอกสารให้แก่ผู้เหมาะสม เช่นที่สิ่งที่ทราบเกี่ยวกับการปฏิบัตินอกรีต (Christian heresy) ก็มาจากเอกสารจากสภาสังคายนา
กฎมหายที่ออกโดยสภาเรียกว่า “Canon” มาจากคำว่าในภาษากรีก “κανονες” - “kanones” ซึ่งแปลว่า “กฎ” หรือ “การดำเนินตามกฎ” ที่พิมพ์ขึ้น ซึ่งก็ยังมีหลักฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน ในบางกรณีก็พร้อมด้วยเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเกี่ยวกับกฎบัตรจากสภาสังคายนาเป็นรากฐานสำคัญของการวิวัฒนาการของ “กฎหมายศาสนจักร” (Canon law) โดยเฉพาะการวิจัยกฎบางข้อที่ขัดแย้งกันเองหรือการจัดแบ่งความสำคัญของกฎบัตรแต่ละข้อ กฎบัตรจะประกอบด้วยคำแถลงการณ์และบทลงโทษทางวินัยถ้ากฎถูกละเมิด — สภาสังคายนามักจะทำการลงโทษทางวินัยในทันที่ที่มีการละเมิดกฎ ทางนิกายอีสเทิร์นออร์ทอดอกซ์ถือว่ากฎบัตรที่ออกโดยสภาสังคายนาเป็นกฎตายตัวและมีอำนาจครอบคลุมคริสตจักรที่อยู่ในเครือข่ายในขณะที่การลงโทษจะขึ้นอยู่กับเวลาและสถานที่ซึ่งกฎบัตรอาจจะมีหรือไม่มีความหมายต่อสถานะการณ์ก็ได้
[แก้] รายชื่อสภาสังคายนา
[แก้] สภาสังคายนาแห่งเยรูซาเล็ม
กิจการของอัครทูตบันทึกสังคายนาเยรูซาเลมซึ่งเป็นการกล่าวปราศัยถึงความตึงเครียดระหว่างการพยายามรักษาการปฏิบัติพิธีของชนยิวในกลุ่มชนศาสนาคริสต์ยุคแรกและผู้ที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนา แม้ว่ามติของที่ประชุมเป็นที่ยอมรับโดยผู้นับถือคริสต์ศาสนา[3] และต่อมาคำจำกัดความของสภาสงฆ์ก็ดูจะสอดคล้องกับสภาพระคัมภีร์ (Biblical Council) แต่การประชุมครั้งนี้ไม่นับว่าอยู่ในรายการการประชุมสภาสงฆ์อย่างเป็นทางการ
[แก้] สภาสังคายนาเจ็ดครั้งแรก
-
ดูบทความหลักที่ สภาสังคายนาเจ็ดครั้งแรก
- 1. สังคายนาแห่งนิเซียครั้งที่ 1 (ค.ศ. 325)
- 2. สังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 1 (ค.ศ. 381)
- 3. สังคายนาแห่งอีฟิซัส (ค.ศ. 431)
- 4. สังคายนาแห่งชาลเซดอน (ค.ศ. 451)
- 5. สังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 2 (ค.ศ. 553)
- 6. สังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 3 (ค.ศ. 680 - ค.ศ. 681)
- 7. สังคายนาแห่งนิเซียครั้งที่ 2 (ค.ศ. 787)
[แก้] สภาสังคายนาครั้งที่แปด
- 8. สังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 4 (ค.ศ. 869-ค.ศ. 870) (ค.ศ. 869 - ค.ศ. 870) - โรมันคาทอลิก
- 8. สังคายนาแห่งคอนสแตนติโนเปิลครั้งที่ 4 (ค.ศ. 879 - ค.ศ. 880) - อีสเติร์นออร์โธด็อกซ์
[แก้] สภาสังคายนาของอีสเติร์นออร์โธดอกซ์
[แก้] สภาสังคายนาของโรมันคาทอลิก
- 9. สังคายนาแห่งแลตเตอรันครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1123)
- 10. สังคายนาแห่งแลตเตอรันครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1139)
- 11. สังคายนาแห่งแลตเตอรันครั้งที่ 3 (ค.ศ. 1179)
- 12. สังคายนาแห่งแลตเตอรันครั้งที่ 4 (ค.ศ. 1215)
- 13. สังคายนาแห่งลิอองครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1245)
- 14. สังคายนาแห่งลิอองครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1274)
- 15. สังคายนาแห่งเวียนน์ (ค.ศ. 1311 - ค.ศ. 1312)
- 16.สังคายนาแห่งคอนแสตนซ์ (ค.ศ. 1414 - ค.ศ. 1418)
- 17. สังคายนาแห่งฟลอเรนซ์ (ค.ศ. 1431 - ค.ศ. 1445)
- 18. สังคายนาแห่งแลตเตอรันครั้งที่ 5 (ค.ศ. 1512 - ค.ศ. 1514)
- 19. สังคายนาแห่งเทรนต์ (ค.ศ. 1512 - ค.ศ. 1514)
- 20. สังคายนวาติกันครั้งที่ 1 (ค.ศ. 1545 - ค.ศ. 1563)
- 21. สังคายนวาติกันครั้งที่ 2 (ค.ศ. 1962 - ค.ศ. 1965)
[แก้] อ้างอิง
- ^ อารัมภบทบรรทัดที่ 1 ของคำแถลงของสภาสังคายนาเรื่องการอบรมตามหลักพระคริสตธรรม
- ^ บัญญัติศัพท์, เขตมิสซังกรุงเทพฯ, หน้า 12
- ^ Karl Josef von Hefele's commentary on canon II of Gangra notes: "We further see that, at the time of the Synod of Gangra, the rule of the Apostolic Synod with regard to blood and things strangled was still in force. With the Greek Orthodox Church, indeed, it continued always in force as their Euchologies still show. Theodore Balsamon also, the well-known commentator on the canons of the Middle Ages, in his commentary on the sixty-third Apostolic Canon, expressly blames the Latins because they had ceased to observe this command. What the Latin Church, however, thought on this subject about the year 400, is shown by St. Augustine in his work Contra Faustum, where he states that the Apostles had given this command in order to unite the heathens and Jews in the one ark of Noah; but that then, when the barrier between Jewish and heathen converts had fallen, this command concerning things strangled and blood had lost its meaning, and was only observed by few. But still, as late as the eighth century, Pope Gregory the Third 731 forbade the eating of blood or things strangled under threat of a penance of forty days. No one will pretend that the disciplinary enactments of any council, even though it be one of the undisputed Ecumenical Synods, can be of greater and more unchanging force than the decree of that first council, held by the Apostles at Jerusalem, and the fact that its decree has been obsolete for centuries in the West is proof that even Ecumenical canons may be of only temporary utility and may be repealed by disuser, like other laws."
[แก้] ดูเพิ่ม
|
||||||||||||||