เวิน เจียเป่า
เวิน เจียเป่า | |||||||||||||||||||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
温家宝 | |||||||||||||||||||||||
เวินใน ค.ศ. 2012 | |||||||||||||||||||||||
| นายกรัฐมนตรีจีน คนที่ 6 | |||||||||||||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง 16 มีนาคม ค.ศ. 2003 – 14 มีนาคม ค.ศ. 2013 (9 ปี 11 เดือน 26 วัน) | |||||||||||||||||||||||
| ประธานาธิบดี | หู จิ่นเทา | ||||||||||||||||||||||
| รองหัวหน้ารัฐบาล | ครม. 1 (2003–08) ครม. 2 (2008–13) | ||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | จู หรงจี | ||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | หลี่ เค่อเฉียง | ||||||||||||||||||||||
| รอวนายกรัฐมนตรีจีน | |||||||||||||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง 18 มีนาคม ค.ศ. 1998 – 14 มีนาคม ค.ศ. 2003 (4 ปี 11 เดือน 24 วัน) | |||||||||||||||||||||||
| หัวหน้ารัฐบาล | จู หรงจี | ||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | หลี่ หลานชิง | ||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | หุย เหลียงยฺวี่ | ||||||||||||||||||||||
| ผู้อำนวยการสำนักงานทั่วไปพรรคคอมมิวนิสต์จีน | |||||||||||||||||||||||
| ดำรงตำแหน่ง เมษายน ค.ศ. 1986 – มีนาคม ค.ศ. 1993 (6 ปี 11 เดือน) | |||||||||||||||||||||||
| เลขาธิการใหญ่ | หู เย่าปัง จ้าว จื่หยาง เจียง เจ๋อหมิน | ||||||||||||||||||||||
| ก่อนหน้า | หวัง จ้าวกั๋ว | ||||||||||||||||||||||
| ถัดไป | เจิ้ง ชิ่งหง | ||||||||||||||||||||||
| ข้อมูลส่วนบุคคล | |||||||||||||||||||||||
| เกิด | 15 กันยายน ค.ศ. 1942 เทียนสิน ประเทศจีน | ||||||||||||||||||||||
| พรรคการเมือง | พรรคคอมมิวนิสต์จีน (1965–ปัจจุบัน) | ||||||||||||||||||||||
| คู่สมรส | จาง เผย์ลี่ | ||||||||||||||||||||||
| บุตร | 2 | ||||||||||||||||||||||
| ศิษย์เก่า | มหาวิทยาลัยธรณีวิทยาแห่งประเทศจีน (วท.บ., วท.ม.) | ||||||||||||||||||||||
| ลายมือชื่อ | ไฟล์:Wen Jiabao Signature.png | ||||||||||||||||||||||
| ชื่อภาษาจีน | |||||||||||||||||||||||
| จีนตัวย่อ | 温家宝 | ||||||||||||||||||||||
| จีนตัวเต็ม | 溫家寶 | ||||||||||||||||||||||
| |||||||||||||||||||||||
เวิน เจียเป่า (จีน: 温家宝; พินอิน: Wēn Jiābǎo; เกิด 15 กันยายน ค.ศ. 1942) เป็นนักการเมืองชาวจีนเกษียณอายุแล้ว เขาเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 6 ของจีนตั้งแต่ ค.ศ. 2003 ถึง 2013 ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล เวินได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังนโยบายเศรษฐกิจของจีน ตั้งแต่ ค.ศ. 2002 ถึง 2012 เขาเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน องค์กรอำนาจสูงสุดของประเทศโดยพฤตินัย โดยเขาอยู่ในลำดับที่สามจากเก้าคนรองจากหู จิ่นเทา เลขาธิการใหญ่ และอู๋ ปังกั๋ว ประธานคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาประชาชนแห่งชาติ
เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทั่วไปพรรคคอมมิวนิสต์จีนระหว่าง ค.ศ. 1986 ถึง 1993 และติดตามเลขาธิการใหญ่จ้าว จื่อหยางในฐานะเลขานุการส่วนตัวของจ้าวไปยังจัตุรัสเทียนอันเหมินระหว่างการประท้วงและการสังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989 ซึ่งจ้าวเรียกร้องให้นักศึกษาที่ประท้วงออกจากจัตุรัสและหลังจากนั้นจ้าวก็ถูกปลดจากตำแหน่งภายในพรรค ใน ค.ศ. 1998 เวินได้รับเลื่อนตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีภายใต้นายกรัฐมนตรีจู หรงจี ที่ปรึกษาของเขา และดูแลงานด้านการเกษตรและการเงินในวงกว้าง
เวินได้รับการขนานนามว่าเป็น "นายกฯ ของประชาชน" จากทั้งสื่อในและต่างประเทศ[1] แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การเติบโตของ GDP ในเมืองใหญ่และพื้นที่ชายฝั่งทะเลที่ร่ำรวย เวินสนับสนุนการผลักดันนโยบายที่ถือว่าเอื้อประโยชน์ต่อเกษตรกรและแรงงานข้ามชาติมากขึ้น รัฐบาลของเวินลดภาษีการเกษตรและดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทะเยอทะยาน หลังวิกฤตการณ์การเงินโลก ค.ศ. 2008 รัฐบาลของเวินอัดฉีดเงินสี่ล้านล้านหยวนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในฐานะที่ถูกมองว่าเป็นผู้นำคนสำคัญของกลุ่มปฏิรูปในพรรคคอมมิวนิสต์ เวินแสดงความเปิดกว้างต่อการปฏิรูปทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเขาตกเป็นเป้าการตรวจสอบของนักข่าวเชิงสืบสวน เนื่องจากได้สะสมความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล ทำให้เกิดข้อกังขาต่อมรดกทางการเมืองของเขาไม่นานก่อนจะเกษียณอายุ[2][3][4] เขาพ้นจากตำแหน่งใน ค.ศ. 2013 และมีหลี่ เค่อเฉียงมาดำรงตำแหน่งต่อจากเขา
ชีวิตช่วงต้น
[แก้]
เวินเกิดในเขตเป่ย์เฉิน นครเทียนจิน เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมหนานไค โรงเรียนเดียวกับที่โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรีคนแรกของสาธารณรัฐประชาชนจีนสำเร็จการศึกษา
เวินเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่สถาบันธรณีวิทยาปักกิ่ง (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยธรณีวิทยาจีน) ในสาขาวิชาการสำรวจและสำรวจธรณีวิทยาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 ถึง 1965 หลังจากนั้น เขาศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาในสาขาธรณีโครงสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1965 ถึง 1968[5][6]
เวินเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนขณะเป็นนักศึกษาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1965 ลุงของเขาทำงานเป็นนักการทูตที่กระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐประชาชนจีน[5][7]
อาชีพช่วงต้น
[แก้]หลังสำเร็จการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เขาเริ่มต้นอาชีพในสำนักธรณีวิทยามณฑลกานซู่ ตั้งแต่ ค.ศ. 1968 ถึง 1978 เขาเป็นหัวหน้าคณะสำรวจธรณีกลศาสตร์ภายใต้สำนักธรณีวิทยามณฑลกานซู่และหัวหน้าฝ่ายการเมืองของคณะ เวินประสบความสำเร็จในการทำงาน โดยก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าสำนักธรณีวิทยามณฑลกานซู่และต่อมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงธรณีวิทยาและทรัพยากรแร่
เวินได้รับการ "ค้นพบ" โดยหู เย่าปัง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนในขณะนั้นใน ค.ศ. 1985 และเข้าร่วมในคณะกรรมการกลางและกรมการเมือง มีการคาดเดาในที่สาธารณะหลัง ค.ศ. 1989 ว่าเวินสนิทสนมกับหู เย่าปังหรือจ้าว จื่อหยางมากกว่ากัน แต่เวินยืนยันโดยนัยว่าเขาเป็นศิษย์ของหูด้วยการเผยแพร่บทความใน ค.ศ. 2010 ของเขาเรื่อง "รำลึกถึงหู เย่าปังเมื่อฉันกลับไปซิงอี้"[8] หลังเวินได้รับเลื่อนตำแหน่งให้ทำงานในปักกิ่ง เขาดํารงตําแหน่งหัวหน้าสํานักงานกิจการทั่วไปของพรรค หน่วยงานที่ดูแลการดําเนินงานประจําวันของผู้นําพรรค เขายังคงอยู่ในตําแหน่งนั้นเป็นเวลาแปดปี
เขาสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ขึ้นมาในช่วงอาชีพของเขา ตลอดช่วงเวลานี้มีการกล่าวกันว่าเวินเป็นผู้บริหารและนักวิชาการที่แข็งแกร่ง โดยได้รับชื่อเสียงในด้านความ พิถีพิถัน ความสามารถ และการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีคนก่อนหน้าอย่างจู หรงจีแสดงความนับถือต่อเวินโดยมอบหมายให้เขารับผิดชอบดูแล นโยบายด้านเกษตรกรรม การเงิน และสิ่งแวดล้อมในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ ค.ศ. 1998 ถือเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งในขณะที่จีนเตรียมตัวเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เวินดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการงานการเงินส่วนกลางตั้งแต่ ค.ศ. 1998 ถึง 2002 ภายในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เวินและจาง เผย์ลี่เป็นนักลงทุนหลักและผู้ก่อตั้งบริษัท Ping An Insurance ซึ่งก่อตั้งขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากครอบครัวของเจิ้ง ยฺวี่ถง มหาเศรษฐีชาวฮ่องกง ผ่านบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ New World Development[9]
รอดจากการกวาดล้างเทียนอันเหมิน
[แก้]การฟื้นตัวทางการเมืองที่สำคัญที่สุดของเวินเกิดขึ้นหลังเขาติดตามจ้าวไปเยี่ยมนักศึกษาที่กำลังชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมินใน ค.ศ. 1989 ต่างจากจ้าวที่ถูกกวาดล้างออกจากพรรคในอีกไม่กี่วันต่อมาข้อหา "ขัดคำสั่งอย่างร้ายแรง" และถูกกักบริเวณในบ้านในปักกิ่งกระทั่งเสียชีวิตในเดือนมกราคม ค.ศ. 2005 เวินรอดพ้นจากผลพวงทางการเมืองของการชุมนุมดังกล่าว[5] เวิน เจียเป่าเป็นหัวหน้าสำนักงานกิจการทั่วไปของพรรคเพียงคนเดียวที่เคยรับใช้เลขาธิการใหญ่ถึงสามคน ได้แก่ หู เย่าปัง, จ้าว จื่อหยาง และเจียง เจ๋อหมิน[10]
นายกรัฐมนตรีสมัยแรก
[แก้]เวิน เจียเป่าเข้าสู่คณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองพรรคคอมมิวนิสต์จีน สภาปกครองสูงสุดของจีนในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 โดยอยู่ในอันดับสามจากสมาชิกเก้าคน (รองจากหู จิ่นเทาและอู๋ ปังกั๋ว) ระหว่างการเปลี่ยนผ่านอำนาจขณะที่หู จิ่นเทารับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่และประธานาธิบดีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2002 และมีนาคม ค.ศ. 2003 ตามลำดับ การเสนอชื่อเวินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้รับการยืนยันโดยสภาประชาชนแห่งชาติด้วยคะแนนเสียงกว่าร้อยละ 99 ของผู้แทน
หลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เวินดูแลการดำเนินการปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนเป้าหมายระดับชาติจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นทุกวิถีทางไปสู่การเติบโตที่เน้นความเท่าเทียมกันในความมั่งคั่งมากขึ้น ควบคู่ไปกับเป้าหมายทางสังคมอื่น ๆ เช่น สาธารณสุขและการศึกษา ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของเวิน โดยเฉพาะที่สั่งสมมาจากการดูแลนโยบายด้านเกษตรกรรมภายใต้การนำของจู หรงจี มีความสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่ "ผู้นำรุ่นที่สี่" พยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบทในภูมิภาคที่ถูกทอดทิ้งจากการปฏิรูปตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ รัฐบาลจีนภายใต้การนำของเวินเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนทางสังคมของการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของแรงงาน คำจำกัดความของการพัฒนาที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้ถูกสรุปไว้ในแนวคิดของสังคมเสี่ยวคัง ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2003 เวินและรัฐบาลของเขานำเสนอคำขวัญ "ห้าการประสานงานอย่าฝครอบคลุม" ซึ่งสรุปถึงลำดับความสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อการพัฒนาที่กลมกลืนและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ ได้แก่ การลดความไม่สมดุลระหว่างเมืองกับชนบท ความไม่สมดุลระหว่างภูมิภาค ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจและสังคม ความไม่สมดุลระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม และความไม่สมดุลภายในประเทศกับระหว่างประเทศ เศรษฐกิจจีนยังคงมีอัตราการเติบโตสูงตลอดวาระแรกของเวินในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจีนมีอัตราการเติบโตของ GDP เฉลี่ยร้อยละ 11 ระหว่าง ค.ศ. 2003 ถึง 2008[11]: 134
ในตอนแรกเวินถูกมองว่าเป็นคนเงียบ ๆ และถ่อมตน แต่ก็กล่าวกันว่าเป็นนักสื่อสารที่ดีและเป็นที่รู้จักในนาม "บุรุษแห่งประชาชน" เวินดูเหมือนจะพยายามอย่างมากที่จะเข้าถึงผู้ดูเหมือนจะถูกทอดทิ้งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างน่าทึ่งตลอดสองทศวรรษในพื้นที่ชนบท และโดยเฉพาะทางตะวันตกของจีน ต่างจากเจียง เจ๋อหมินและศิษย์ของเขาในคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มที่เรียกว่า "กลุ่มเซี่ยงไฮ้" ทั้งเวินและหูต่างก็มาจาก และได้สร้างฐานอำนาจทางการเมืองของตนในดินแดนอันกว้างใหญ่ภายในประเทศจีน หลายคนได้สังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างเวินและหู ซึ่งเป็น "บุรุษแห่งประชาชน" กับเจียง เจ๋อหมิน อดีตนายกเทศมนตรีเซี่ยงไฮ้ผู้ฉูดฉาด พูดได้หลายภาษา และมีความเป็นคนเมือง ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเป็นสากลมากที่สุดของประเทศ
เช่นเดียวกับหู จิ่นเทา ผู้ซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึงความฉลาดปราดเปรื่องและความจำเป็นเลิศที่ส่งเสริมให้เขาไต่เต้าขึ้นสู่อำนาจอย่างรวดเร็ว เวินก็ถูกมองว่ามีความพร้อมเป็นอย่างดีที่จะเป็นประธานดูแลระบบรัฐการขนาดใหญ่ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดและอาจเปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดในโลก ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2003 เวินซึ่งปกติเป็นคนถ่อมตัวกล่าวอ้างว่า "อดีตเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศจีนเคยกล่าวว่าสมองของผมเหมือนคอมพิวเตอร์" เขากล่าว "แท้จริงแล้ว สถิติมากมายถูกเก็บอยู่ในสมองของผม"[12]
เวินเป็นคนที่มีอัธยาศัยดีและประนีประนอม[5] โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับจู หรงจี อดีตนายกรัฐมนตรีที่แข็งกร้าวและพูดจาตรงไปตรงมา รูปแบบการบริหารที่เน้นฉันทามติของเวินทำให้เขาสร้างความนิยมชมชอบได้มาก แต่ก็สร้างศัตรูบางคนที่ไม่เห็นด้วยและต้องการนโยบายที่เข้มงวดกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวินเป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางว่าเคยขัดแย้งกับเฉิน เหลียงยฺหวี่ อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำนครเซี่ยงไฮ้ในขณะนั้นเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลกลาง[13]
เวินมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข ในช่วงต้น ค.ศ. 2003 เขามีส่วนร่วมในการยุติการเพิกเฉยของทางการต่อวิกฤตซาร์ส วันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2004 เขากลายเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนแรกของจีนที่ออกมากล่าวถึงปัญหาโรคเอดส์ต่อสาธารณะ ซึ่งได้สร้างความเสียหายแก่บางส่วนของมณฑลยูนนานและเหอหนานและคุกคามที่จะเป็นภาระสำคัญต่อการพัฒนาของจีน[14] ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2004 เวินเดินทางไปเยี่ยมชุมชนที่ได้รับความเสียหายจากโรคเอดส์หลายครั้ง การเดินทางเหล่านี้ถูกนำเสนออย่างโดดเด่นในสื่อแห่งชาติ การแสดงออกถึงการกระทำเหล่านี้ทำให้เวินพยายามพลิกนโยบายที่นักเคลื่อนไหวหลายคนอธิบายว่าเป็นนโยบายของการปฏิเสธและการเพิกเฉยมานานหลายปี นอกจากนี้ เวินมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ติดสารเสพติดที่เคยรักษาไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 2004 เวินได้เยี่ยมชมสถานบำบัดผู้ติดสารเสพติดหลายแห่งในภาคใต้ของจีนและกล่าวถึงปัญหานี้กับผู้ป่วยเป็นการส่วนตัว โดยตระหนักว่าโรคเอดส์มีแนวโน้มจะแพร่กระจายจากการใช้สารเสพติดและการนำเข็มฉีดยามาใช้ซ้ำมากกว่าการมีเพศสัมพันธ์[15]
เวินเป็นที่รู้จักจากการเดินทางไปเยี่ยมพื้นที่ชนบทที่ค่อนข้างยากจนของจีนแบบสุ่มเพื่อเลี่ยงการเตรียมการที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อเอาใจเจ้าหน้าที่และปกปิดสถานการณ์จริง ซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในจีน ในการประชุมคณะกรรมาธิการของคณะมนตรีรัฐกิจ เวินกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ในชนบทจะต้องได้รับการแก้ไข รัฐบาลภายใต้การนำของเลขาธิการใหญ่หู จิ่นเทามุ่งเน้นไปที่ "สามประเด็นชนบท" ได้แก่ เกษตรกรรม ชนบท และเกษตรกร และเน้นย้ำว่าประเด็นหลักเหล่านี้ต้องการการทำงานและการพัฒนาเพิ่มเติม รัฐบาลหู-เวินยกเลิกภาษีการเกษตรที่มีมานานนับพันปีโดยสิ้นเชิงใน ค.ศ. 2005 ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่กล้าหาญที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจชนบทอย่างมีนัยสำคัญ แต่แม้จะมีโครงการริเริ่มเหล่านี้ เวินก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าปล่อยให้ช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบทเพิ่มขึ้นในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง[16]
เช่นเดียวกับจู หรงจี เวินโดยทั่วไปถูกมองว่าเป็นเจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ที่ได้รับความนิยมจากสาธารณชนชาวจีน ท่าทีของเขาดูจริงใจและอบอุ่น ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับอดีตนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล ใน ค.ศ. 2005 เวินใช้เวลาช่วงตรุษจีนกับกลุ่มคนงานเหมืองถ่านหินในเหมืองถ่านหินชานซี สำหรับหลายคน เวินได้รับภาพลักษณ์ของการเป็น "นายกฯ ของประชาชน" นักประชานิยม และพลเมืองจีนธรรมดาที่รู้และเข้าใจความต้องการของคนทั่วไป[17] ในการประชุมประจำปีของสมาคมนักเขียนจีน เวินกล่าวกับผู้แทนเป็นเวลากว่าสองชั่วโมงโดยไม่มองสคริปต์ สำหรับสื่อต่างประเทศ เวินยังเป็นบุคคลระดับสูงสุดในรัฐบาลจีนที่ให้การแถลงข่าวอย่างอิสระ บ่อยครั้งต้องเผชิญกับคำถามที่ละเอียดอ่อนและยากทางการเมืองเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ เช่น การเรียกร้องเอกราชของไต้หวัน การเรียกร้องเอกราชของทิเบตและสิทธิมนุษยชน
ในเดือนธันวาคมค.ศ. 2003 เวินเดินทางเยือนสหรัฐเป็นครั้งแรก ระหว่างการเดินทาง เวินสามารถทำให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชออกคำตำหนิที่หลายคนมองว่าไม่รุนแรงต่อประธานาธิบดีเฉิน ฉุยเปี่ยนของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในขณะนั้น[18] เวินยังได้เดินทางเยือนแคนาดาและออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเศรษฐกิจ เวินยังเยือนญี่ปุ่นในเดือนเมษายน ค.ศ. 2007 ในสิ่งที่เรียกว่า "การเดินทางเพื่อละลายน้ำแข็ง" โดยเขาให้ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจเอเชียว่าเป็นไปเพื่อ "ผลประโยชน์ร่วมกัน" เขายังเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะและเล่นเบสบอลอีกด้วย[19]
การสร้างสมดุลในการพัฒนาภูมิภาคเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ ในช่วงต้นของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเวิน[20]: 217 ระหว่างการนำเสนอรายงานผลการดำเนินงานประจำปีของคณะมนตรีรัฐกิจในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2004 เหวินริเริ่มการณรงค์ผงาดภูมิภาคตอนกลาง[20]: 206–207 โครงการนี้ครอบคลุมมณฑลหูเป่ย์ เจียงซี เหอหนาน หูหนาน อานฮุย และชานซี[20]: 217 รัฐบาลกลางพยายามผลักดันกระบวนการถ่ายโอนอุตสาหกรรมจากภูมิภาคชายฝั่งไปยังพื้นที่ภายในประเทศที่กำลังดำเนินอยู่ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น[20]: 217
วันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 2005 หลังกฎหมายต่อต้านการแบ่งแยกดินแดนผ่านการรับรองโดยสภาประชาชนแห่งชาติด้วยคะแนน 2,896 ต่อ 0 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง เวินกล่าวว่า: "เราไม่ปรารถนาให้มีการแทรกแซงจากต่างชาติ แต่เราก็ไม่กลัว" เป็นการพาดพิงถึงจุดยืนของสหรัฐต่อไต้หวัน นั่นทำให้เขาได้รับเสียงปรบมือกึกก้องยาวนานที่หาได้ยากแม้แต่ในมาตรฐานของจีน
วันที่ 5 มีนาคม ค.ศ. 2007 เวินประกาศแผนการเพิ่มงบประมาณทางทหาร ภายในสิ้น ค.ศ. 2007 งบประมาณทางทหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.8 จาก 45,000 ล้านดอลลาร์ของปีก่อนหน้า ก่อให้เกิดความตึงเครียดกับสหรัฐ[21]
ภายหลังการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2007 สิ้นสุดลง เวินวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในความเห็นที่ต่อมาถูกเรียกว่า "สี่ไม่สมดุล" (Four Uns)[22]: 18 เวินระบุว่าหลังสามสิบปีของการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจกำลังเสี่ยงจะไม่มั่นคง ไม่สมดุล ไม่สอดคล้องกัน และไม่ยั่งยืน[22]: 18 ความเห็นของเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจที่ไม่ยั่งยืนนั้นกล่าวถึงการบริโภคทรัพยากรมากเกินไป โดยเฉพาะถ่านหิน รวมถึงความเหลื่อมล้ำทางรายได้และทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น[22]: 18–19 การวิจารณ์ "สี่ไม่สมดุล" ของเวินกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงภายในอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับกลยุทธ์การเติบโตของจีน[22]: 19
มีข่าวลือเกี่ยวกับการเกษียณอายุของเวินและการปะทะกันกับเฉิน เหลียงยฺหวี่ อดีตผู้นำพรรคประจำเซี่ยงไฮ้ก่อนการประชุมสภาพรรคครั้งที่ 17 บางแหล่งข่าวแนะนำว่าเวินจะขอเกษียณเนื่องจากความเหนื่อยล้า ในที่สุด เวินก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรับผิดชอบในการร่างสุนทรพจน์สำคัญที่เลขาธิการใหญ่หู จิ่นเทากล่าวโดยสรุปทิศทางของจีนในอีกห้าปีข้างหน้า
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 ขณะอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่รุนแรง นายกรัฐมนตรีเวินเดินทางลงใต้และเยี่ยมชมสถานีรถไฟในฉางชาและกว่างโจว โดยกล่าวปราศรัยกับประชาชนเพื่อปลอบประโลมความรู้สึกของพวกเขาที่ต้องเผชิญกับความล่าช้าของรถไฟเป็นเวลานาน[23]
นายกรัฐมนตรีสมัยที่สอง
[แก้]วันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 2008 เวิน เจียเป่าได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นวาระที่สองเป็นเวลาห้าปี โดยเป็นผู้นำความพยายามในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นและนำเสนอประเทศจีนสู่สายตาชาวโลกในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 เขาได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบน้อยกว่าที่เคยได้รับใน ค.ศ. 2003 เป็นสัญญาณว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสามารถสร้างศัตรูได้ แม้แต่ในระบบการเลือกตั้งที่เป็นเพียงพิธีการของจีน เวินเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่รุนแรงเนื่องจากโลกได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ เสถียรภาพทางสังคมและการเคลื่อนไหวของประชาชนในภูมิภาคภายในของจีนที่ยังคงมีความไม่สงบก็เป็นประเด็นสำคัญในวาระนโยบายของเวินเช่นกัน[24] วันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 2008 ระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2008 เวินกล่าวตามแนวทางของรัฐบาลโดยกล่าวโทษผู้สนับสนุนองค์ทะไลลามะว่าเป็นต้นเหตุของความรุนแรงในทิเบต และกล่าวว่ากองกำลังความมั่นคงของจีนใช้ความอดกลั้นในการเผชิญหน้ากับการจลาจลและความไม่สงบในถนนของลาซ่า[25] เวินทำหน้าที่เป็นโฆษกของรัฐบาลจีนในช่วงความไม่สงบในทิเบต ค.ศ. 2008 และปฏิเสธจะเจรจากับองค์ทะไลลามะและผู้ติดตาม เว้นแต่พวกเขาจะเลือก "ละทิ้งกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนทั้งหมด" วันที่ 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 2010 ในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ 2010 ในกว่างโจว เวินกลายเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ประมุขแห่งรัฐคนแรกที่เปิดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์
ในการรายงานผลการดำเนินงานของ "การประชุมสองสภา" ค.ศ. 2011 เวินกล่าวสนับสนุนอีคอมเมิร์ซในจีน โดยอธิบายว่าเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยขยายการบริโภคภายในประเทศ[26]: 75
ในการกล่าวปราศรัยครั้งสุดท้ายในฐานะนายกรัฐมนตรีของจีน เวินเตือนถึงความแตกแยกที่เพิ่มขึ้นของประเทศระหว่างคนรวยกับคนจน ภัยอันตรายจากการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้ถูกควบคุมและความเสี่ยงที่เกิดจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล[27]
ตอบสนองต่อแผ่นดินไหวเสฉวน ค.ศ. 2008
[แก้]ความนิยมของนายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเขาเดินทางไปยังพื้นที่ภัยพิบัติที่มณฑลเสฉวนเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดภัยพิบัติ[5] เขาประกาศทางโทรทัศน์แห่งชาติว่าผู้รอดชีวิตจะต้องได้รับการช่วยเหลือตราบใดที่ยังมี "แสงแห่งความหวังเพียงน้อยนิด" เขาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการใหญ่คณะกรรมการบรรเทาสาธารณภัยแผ่นดินไหวทันทีหลังเกิดภัยพิบัติ หลังการเยือนพื้นที่ของเขา ภาพของนายกรัฐมนตรีได้ปรากฏบนสื่อทั่วประเทศ มีวิดีโอจำนวนมากเผยแพร่บนเว็บไซต์วิดีโอของจีนโดยมีการเปรียบเทียบกับอดีตนายกรัฐมนตรีโจว เอินไหล บุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และยังได้รับฉายาว่า "นายกฯ ของประชาชน" ขณะที่ผู้นำพรรคมักปรากฏตัวทางโทรทัศน์ของรัฐในท่าทางดูเคร่งขรึมและนั่งนิ่ง ๆ แต่ภาพลักษณ์และการแสดงออกที่ตรงไปตรงมาของเวินในสถานที่เกิดเหตุ ได้ดึงดูดผู้ติดตามจำนวนมากจากประชาชนชาวจีน[28]
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ตามฟอรัมอินเทอร์เน็ตและสื่อต่างประเทศเกี่ยวกับการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับแผ่นดินไหว ค.ศ. 2008 ที่มีอยู่ และเวินถูกอ้างว่าเป็นผู้นำจีนระดับสูงเพียงคนเดียวที่พยายามประกาศการคาดการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ถูกขัดขวางโดยสมาชิกคนอื่น ๆ ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมือง[29]
สภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2009
[แก้]ก่อนการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2009 จะเริ่มต้นขึ้น ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายกรัฐมนตรีเวิน เจียเป่าเข้าร่วมการสนทนาทางวิดีโอออนไลน์เพื่อตอบคำถามที่จัดโดยเว็บไซต์ทางการของรัฐบาลจีน gov.cn และสำนักข่าวซินหัวอย่างเป็นทางการ ระหว่างการสนทนานั้นเวินกล่าวสนับสนุนความโปร่งใสของรัฐบาลอย่างเปิดเผยและให้ความเห็นว่าเขารู้สึกประหม่าเล็กน้อยกับโอกาสนี้ เขาได้รับคำถามหลากหลายจากชาวเน็ตจีนจำนวนมากและเลือกจะตอบคำถามที่คัดเลือกมาเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจที่โดดเด่น เช่น วิกฤตการณ์การเงินโลก[30]
ในการประชุมสภา เวินยังส่งสารเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการเติบโตของ GDP จะไม่ลดลงต่ำกว่าร้อยละ 8 ใน ค.ศ. 2009 เขาไม่ได้นำเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ และลดความสำคัญของการคาดการณ์ที่ว่าส่วนหนึ่งของการใช้จ่ายของรัฐบาลกลางจำนวน 1.18 ล้านล้านหยวนไม่ได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง เขายังแสดงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการถือครองพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐของปักกิ่ง ในท่าทีที่ผิดปกติมากขึ้น เวินยังแสดงความสนใจที่จะเดินทางเยือนไต้หวัน โดยกล่าวว่าเขาจะ "คลานไปที่นั่นหาก [เขา] เดินไม่ได้"[31]
นโยบายต่างประเทศ
[แก้]
เวิน เจียเป่ามีบทบาทโดดเด่นในการขับเคลื่อนจุดยืนนโยบายต่างประเทศของจีน และเป็นที่รู้จักบนเวทีโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อำนาจทางเศรษฐกิจของจีนขยายตัว เขาเดินทางเยือนเกาหลีเหนืออย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 2009 ถือเป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีจีนนับตั้งแต่การเยือนของหลี่ เผิงใน ค.ศ. 1991[32] เขาได้รับการต้อนรับที่ท่าอากาศยานเปียงยางโดยคิม จ็อง-อิล ผู้นำเกาหลีเหนือซึ่งขณะนั้นกำลังป่วย คิมไม่ค่อยออกมาต้อนรับแขกต่างประเทศด้วยตัวเองที่สนามบิน รอยเตอร์สเชื่อว่านี่เป็นการแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากเกาหลีเหนือและแสดงให้เห็นว่าประเทศนี้จริงจังกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน[33] เวินยังพบปะกับผู้นำสหภาพยุโรปในการประชุมจีน-สหภาพยุโรปในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2009 ซึ่งเขาปฏิเสธข้อเรียกร้องให้จีนปรับค่าเงินหยวนและพิจารณาระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศใหม่[34] เวินกล่าวในหนานจิงว่า "บางประเทศกำลังกดดันจีนให้เพิ่มค่าเงินของตนขณะที่อีกด้านหนึ่งพวกเขากลับใช้มาตรการปกป้องทางการค้าต่อจีนในหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน"[35]


ในเดือนธันวาคม ในสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการตำหนิอย่างสุภาพต่อนายกรัฐมนตรีสตีเฟน ฮาร์เปอร์ของแคนาดาระหว่างการเยือนจีนของเขา เวินกล่าวว่า "นี่เป็นการเดินทางมาจีนครั้งแรกของคุณและเป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างนายกรัฐมนตรีจีนกับนายกรัฐมนตรีแคนาดาในรอบเกือบห้าปี ห้าปีเป็นเวลานานเกินไปสำหรับความสัมพันธ์จีน–แคนาดา"[36] อย่างไรก็ตาม การตีความว่าเวินตำหนิฮาร์เปอร์นั้นถูกโต้แย้งในภายหลังในบทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์บางฉบับ[37] เวินยังเดินทางไปเข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ค.ศ. 2009 ซึ่งเขาพบกับประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐสองครั้งเพื่อบรรลุความตกลงที่ไม่มีผลผูกพันเกี่ยวกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในนาทีสุดท้าย[38]
อุบัติการณ์ปั๋ว ซีไหล
[แก้]เวิน เจียเป่าเป็นหนึ่งในผู้วิพากษ์วิจารณ์ปั๋ว ซีไหล ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ประจำฉงชิ่งและเป็นบุคคลสำคัญของกลุ่มอนุรักษนิยมภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ปั๋วคัดค้านนโยบายหลายอย่างของเวินในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในรัฐบาลของเวิน เป็นที่เชื่อกันว่าทั้งเวินและรองนายกรัฐมนตรีอู๋ อี๋มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับปั๋วและทั้งสองก็ประสบความสำเร็จในการขัดขวางไม่ให้ปั๋วขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีใน ค.ศ. 2008 หลังอุบัติการณ์หวัง ลี่จฺวินในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 เวินกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญในการพยายามปลดปั๋ว และเขาก็วิพากษ์วิจารณ์การบริหารของทางการท้องถิ่นในฉงชิ่งภายใต้การนำของปั๋วอย่างเปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวหลังการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2012 ในวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 2012 หนึ่งวันหลังงานแถลงข่าว ปั๋วก็ถูกปลดจากตำแหน่งในฉงชิ่งและถูกกักบริเวณในบ้าน ท้ายที่สุดปั๋วก็ถูกขับออกจากพรรคในเดือนกันยายน ค.ศ. 2012 และถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในเดือนกันยายน ค.ศ. 2013[39]
เกษียณอายุ
[แก้]หลังการประชุมสภาพรรคครั้งที่ 18 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2012 เวินก้าวลงจากตำแหน่งสมาชิกคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมือง ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2013 เวินเกษียณจากการเมืองหลังหลี่ เค่อเฉียงขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจีนสืบต่อจากเขา
มุมมองทางการเมือง
[แก้]สื่อทั้งในและต่างประเทศบรรยายถึงเวินแตกต่างกันไปว่าเป็น "นักประชานิยม" และเป็นผู้เข้าใจความต้องการของประชาชนทั่วไป ในประเด็นทางสังคมส่วนใหญ่ เวินดูเหมือนจะเป็นผู้เดินสายกลาง โดยนโยบายของเขาตั้งอยู่บนพื้นฐานของความกลมกลืนทางสังคมตามที่กำหนดไว้ในทัศนะวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการพัฒนา อุดมการณ์หลักของการบริหารประเทศในขณะนั้น
ในช่วงวาระแรกของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทัศนคติของเวินต่อการปฏิรูปการเมืองดูเหมือนจะไม่แน่ชัด เขาเคยกล่าวว่า "ระบบสังคมนิยมจะยังคงอยู่ในจีนต่อไปอีก 100 ปี"[40] แม้ต่อมาในการแถลงข่าวที่การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2007 เขากลับกล่าวว่า "ประชาธิปไตยเป็นหนึ่งในเป้าหมายพื้นฐานของระบบสังคมนิยม" ยิ่งไปกว่านั้น ในการให้สัมภาษณ์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 เวินยอมรับว่าระบบประชาธิปไตยในจีนจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง โดยอำนาจ "เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง" ผ่านการสร้างระบบตุลาการที่เป็นอิสระและการที่รัฐบาลยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน[41] เวิน ซึ่งถูกมองว่าเป็นอดีตพันธมิตรของนายกรัฐมนตรีจ้าว จื่อหยาง มีแนวโน้มสนับสนุนการฟื้นฟูสถานะทางการเมืองของจ้าว อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่ค่อยกล่าวถึงจ้าวต่อสาธารณะในช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเรื่องไต้หวัน มีรายงานว่าเขาเชื่อในการเจรจาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนในเรื่องทิเบต เขายึดมั่นตามแนวทางของพรรคในการประณามองค์ทะไลลามะที่ลี้ภัยว่ายุยงให้เกิด "ความรุนแรงแบ่งแยกดินแดน"
วิทยาศาสตร์ ประชาธิปไตย นิติธรรม เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนไม่ใช่แนวคิดเฉพาะของทุนนิยม หากแต่เป็นค่านิยมร่วมกันที่มนุษยชาติแสวงหามาในกระบวนการทางประวัติศาสตร์อันยาวนานและเป็นผลผลิตของอารยธรรมมนุษย์ เป็นเพียงแต่ว่าในแต่ละขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกันและในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ได้บรรลุผลสำเร็จผ่านวิธีการที่แตกต่างกันและในรูปแบบที่แตกต่างกัน
— เวิน เจียเป่า, ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของเราในสังคมนิยมขั้นปฐมภูมิและหลายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีน[42]
ซินหัวตีพิมพ์บทความในช่วงต้น ค.ศ. 2007 เกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศ บทความดังกล่าวระบุชื่อผู้เขียนว่าเป็นเวิน เจียเป่า โดยเฉพาะชิ้นงานวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ชื่อเรื่อง "ภารกิจทางประวัติศาสตร์ของเราในสังคมนิยมขั้นปฐมภูมิและหลายประเด็นเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของจีน" บทความนี้นำเสนอ "หลักคำสอนสันติภาพ" ของเวินในกิจการระดับโลก รวมถึงสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นแนวโน้มในการส่งเสริมประชาธิปไตยสังคมนิยมและการสนับสนุนค่านิยมสากล สิ่งนี้ถูกสงสัยว่าเป็นสัญญาณว่าเวินมีความเห็นแตกต่างไปจากแนวทางอย่างเป็นทางการของพรรค นั่นคือค่านิยมเป็นสิ่งสัมพัทธ์และ "ค่านิยมจีน" ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ "ค่านิยมตะวันตก" ดังนั้นค่านิยมสากลจึงเป็นแนวคิดที่ว่างเปล่า การถกเถียงยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือดในแวดวงการเมืองจีนในปัจจุบัน โดยนักคิดฝ่ายซ้ายใหม่ เช่น เฉิน ขุยยฺเหวียน ประธานสถาบันสังคมศาสตร์จีน วิพากษ์วิจารณ์การสนับสนุนค่านิยมสากลของเวิน โดยกล่าวว่ามันทำให้ค่านิยมและความคิดแบบจีนกลายเป็นทางเลือกที่ด้อยกว่าบรรทัดฐานตะวันตกที่ถูกมองว่า "ถูกต้อง" กว่า[43]
นักสังเกตการณ์บางคนมองว่าเวินเป็นเสียงแห่งเสรีนิยมในหมู่ชนชั้นปกครองของจีน เวินได้กล่าวถึงประชาธิปไตยและเสรีภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างเปิดเผยในสุนทรพจน์และการให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แม้ส่วนใหญ่จะถูกพิจารณาว่าเป็นความเห็นที่ "อ่อนไหว" และถูกตรวจพิจารณาในสื่อของรัฐ เวินกล่าวว่า "ผู้พูดไม่ผิด ผู้ฟังพึงระวัง" (จีน: 言者无罪,闻者足戒, ซึ่งอ้างถึงวรรณกรรมคลาสสิก ชือจิง) ในการประชุมภายในพรรคใน ค.ศ. 2009 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ซินหัวและเครือข่ายของรัฐอื่น ๆ รายงานถ้อยแถลงของเขาจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในหมู่ชาวเน็ต เนื่องจากดูเหมือนจะขัดแย้งกับแนวปฏิบัติของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะในการปราบปรามผู้เห็นต่าง นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่าข้อความของเวินมุ่งเป้าไปที่สมาชิกพรรค และไม่จำเป็นต้องเป็นสาธารณชนทั่วไปเพราะเวินเชื่อว่าเสรีภาพในการพูดเสื่อมถอยลงนับตั้งแต่หู จิ่นเทาขึ้นสู่อำนาจและส่งผลกระทบเชิงลบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองและชื่อเสียงระหว่างประเทศของจีน[44] ความเห็นของเขายังดูเหมือนจะกล่าวถึงการ "พูดเท็จ" ที่แพร่หลายในแวดวงการเมืองจีน เพื่อพยายามยับยั้งปัญหาเชิงระบบและสถาบันที่เกิดจากเจ้าหน้าที่ที่กลัวการพูดความจริง[44]
เวินได้ขยายวาทศิลป์เสรีนิยมของเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่เขายังคงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 ว่า "หากปราศจากการปฏิรูปการเมือง จีนอาจสูญเสียสิ่งที่ได้มาแล้วจากการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ"[45] คำกล่าวของเวินส่วนใหญ่ถูกตรวจพิจารณาในสื่อของรัฐ แต่เขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้อาวุโสในพรรคประมาณ 23 คนในเดือนตุลาคม ซึ่งประณามการตรวจพิจารณาคำพูดของเวินของทางการในจดหมายเปิดผนึกถึงสภาประชาชนแห่งชาติ[46] ในการสัมภาษณ์กับฟารีด ซาคาเรียในรายการโทรทัศน์ Global Public Square ของซีเอ็นเอ็นที่ออกอากาศใน ค.ศ. 2008 เวินกล่าวถ้อยแถลงดังนี้: "ผมได้สรุปอุดมการณ์ทางการเมืองของผมไว้ในสี่ประโยคต่อไปนี้ เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่มีความสุขอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง เพื่อให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยความเสมอภาคและความยุติธรรม และเพื่อให้ทุกคนมีความมั่นใจในอนาคต แม้จะมีการถกเถียงและมุมมองต่าง ๆ ในสังคม และแม้จะมีความต้านทานบางอย่าง ผมจะปฏิบัติตามอุดมการณ์เหล่านี้อย่างไม่หวั่นไหว และจะก้าวไปข้างหน้าในการปรับโครงสร้างการเมืองในขอบเขตความสามารถของผม ผมอยากจะบอกคุณสองประโยคต่อไปนี้เพื่อตอกย้ำมุมมองของผมในประเด็นนี้ ผมจะไม่ล้มลงแม้จะมีลมแรงและฝนตกหนัก และผมจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิต เมื่อถูกซาคาเรียถามว่าจีนจะมีการเลือกตั้งที่แข่งขันกันได้ในอีก 25 ปีข้างหน้าหรือไม่ เวินกล่าวว่ามัน "ยากที่จะคาดเดา" ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลานั้น[41] ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ ค.ศ. 2012 เวินกล่าวถึงคำว่า "ปฏิรูป" ถึง 70 ครั้ง เขากล่าวว่าจีนจะต้อง "ผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและการปฏิรูปโครงสร้างการเมือง โดยเฉพาะการปฏิรูปการนำของพรรคและประเทศ"[47] ยังมีข้อบ่งชี้จากคนวงในของพรรคว่าเวินได้ผลักดันให้มีการกู้ฐานะทางการเมืองของการประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989[48]
ภาพลักษณ์สาธารณะและอิทธิพลทางการเมือง
[แก้]นักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่[ใคร?] ได้ให้ฉายานักประชานิยมแก่เวิน การตอบสนองที่รวดเร็วและการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนสถานที่เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ รวมถึงแผ่นดินไหวเสฉวน ค.ศ. 2008 ทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะผู้นำที่เข้าถึงง่ายและเข้าใจประสบการณ์ของประชาชน[28] เวินมีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่นเป็นประจำในการเดินทางไปยังมณฑลต่าง ๆ ทั้งในประเทศและการเยือนต่างประเทศ เขาเคยเล่นเบสบอลและแบดมินตันกับชาวญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ระหว่างการเยือนประเทศเหล่านั้น เวินเคยกล่าวว่า "ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่นหรือว่ายน้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายทั้งทางร่างกายและจิตใจ และช่วยให้ผมรับมือกับภาระงานหนักอึ้งได้[49]

ภาพลักษณ์สาธารณะของเวินถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยยฺหวี เจี๋ย นักต่อต้านชาวจีน ซึ่งกล่าวหาว่าวาทศิลป์ของเวินไม่จริงใจและว่างเปล่า นักต่อต้านเช่นยฺหวีอ้างว่าการปรากฏตัวของเวินในสื่อจีนเป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ที่ถูกจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คนจากปัญหาที่แท้จริง[50] พวกเขากล่าวว่าการใช้เสน่ห์ส่วนตัวของเวิน รัฐบาลหวังจะนำเสนอวิธีแก้ปัญหาแบบผิวเผินสำหรับปัญหาเชิงระบบที่ใหญ่กว่ามากเพื่อให้ประชาชนพอใจ พวกเขายังชี้ให้เห็นว่าคำพูดของเวินไม่ค่อยถูกนำไปปฏิบัติจริง ในทางกลับกัน หลี่ ต้าถง ผู้สนับสนุนประชาธิปไตย ในการให้สัมภาษณ์กับแอสโซซิเอเต็ดเพรส กล่าวว่า "ในบรรดาผู้นำระดับสูงของจีน มีใครอีกบ้างที่พูดถึงประชาธิปไตย? มีใครอีกบ้างที่พูดถึงค่านิยมสากลและเสรีภาพ?... เวินเป็นคนเดียว" หลี่เชื่อว่าเวินเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตยอย่างจริงใจ แต่เขาไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องสำคัญดังกล่าวเนื่องจากการต่อต้านภายใน[51] สมาชิกในครอบครัวของเวินก็ตกเป็นเป้าของการซุบซิบและการตรวจสอบนอกจีนแผ่นดินใหญ่ สื่อไต้หวันให้ความสนใจกับทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกกล่าวหาของภรรยาของเขาจากธุรกิจเครื่องประดับของเธอ[52] ขณะที่ ไฟแนนเชียลไทมส์ รายงานเกี่ยวกับบริษัทไพรเวทอิควิตีชื่อ New Horizon Capital ที่ร่วมก่อตั้งโดยเวิน ยฺหวินซง บุตรชายของเวิน[53]
ในสมัยที่เวิน เจียเป่าดำรงตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลจีน เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในรัฐบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ใน ค.ศ. 2006 เขาได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในรายชื่อไทม์ 100[54] ใน ค.ศ. 2009 เวินได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบบุคคลและเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันในรายชื่อที่จัดทำโดยเอบีซีของบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเศรษฐกิจของสหรัฐมากที่สุดนับตั้งแต่ ค.ศ. 2000[55] เวินยังติดอันดับสูงสุดในรายชื่อ "10 ผู้นำที่น่าจับตา" ประจำปี 2010 ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 19 มกราคม โดยยูเรเชียกรุป บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงทางการเมืองระดับโลก โดยมีประธานาธิบดีบารัก โอบามาแห่งสหรัฐตามมาเป็นอันดับสอง[56][57] ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 เวินได้รับฉายาว่า "บุรุษแห่งประชาชน" โดย นิวส์วีก[58] ในเดือนตุลาคม 2010 เวิน เจียเป่า เป็นบุคคลที่ได้รับเลือกขึ้นปกนิตยสารไทม์ในหัวข้อ "Wen's World"[59] ใน ค.ศ. 2011 เวินได้รับการจัดอันดับให้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอันดับที่ 14 ในรายชื่อของฟอบส์[60]
ใน ค.ศ. 2021 ทางการจีนตรวจพิจารณาบทความไว้อาลัยที่เวินเขียนถึงมารดาของเขาในหนังสือพิมพ์ขนาดเล็กชื่อมาเก๊าเฮรัลด์[61]
ชีวิตส่วนตัวและความมั่งคั่งของครอบครัว
[แก้]เวินแต่งงานกับจาง เผย์ลี่ ซึ่งเขาพบในขณะทำงานเป็นนักธรณีวิทยาของรัฐบาลในมณฑลกานซู่ จางเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องประดับและมีบทบาทสำคัญในการค้าเพชรของประเทศ เธอไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะกับเวิน พวกเขามีบุตรชายหนึ่งคนคือเวิน ยฺหวินซง[62] และบุตรสาวหนึ่งคนคือเวิน หรูชุน (ลิลลี ชาง)[63]
ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2012 เดอะนิวยอร์กไทมส์ รายงานว่าครอบครัวของเวินควบคุมทรัพย์สินทางการเงินมูลค่าอย่างน้อย 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี[62] เพื่อตอบโต้ รายงานดังกล่าว โฆษกรัฐบาลจีนกล่าวว่ารายงานนี้ "ทำให้ชื่อเสียงของจีนมัวหมองและมีเจตนาแอบแฝง" และเว็บไซต์ของ เดอะนิวยอร์กไทมส์ ถูกตรวจพิจารณาในจีนแผ่นดินใหญ่[64] ทนายความที่เป็นตัวแทนครอบครัวของเวินก็ปฏิเสธเนื้อหาของรายงานนี้เช่นกัน[65] เวินเขียนจดหมายส่วนตัวยื่นต่อคณะกรรมาธิการสามัญประจำกรมการเมืองโดยขอให้มีการสอบสวนข้อกล่าวอ้างดังกล่าวและแสดงความเต็มใจจะเปิดเผยทรัพย์สินของครอบครัวต่อสาธารณะ ศาสตราจารย์ จู ลี่เจีย จากสถาบันการปกครองจีน แนะนำว่านี่คือความพยายามครั้งสุดท้ายของเวินในการผลักดันการผ่าน "กฎหมายตะวันฉายแสง" ซึ่งจะกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของตนต่อสาธารณะ[66] ศาสตราจารย์ ฌ็อง-ปิแอร์ กาเบสต็อง จากมหาวิทยาลัยฮ่องกงแบปติสต์ ตั้งคำถามถึงช่วงเวลาของการรายงานและชี้ว่า "ดูเหมือนว่าคนใกล้ชิดกับปั๋ว ซีไหลกำลังพยายามใส่ร้ายกลุ่มนักปฏิรูป"[67]
เวินเป็นที่รู้จักในเรื่องความสามารถในการใช้บทกวีจีนเพื่อสื่อสารข้อความทางการเมืองและการทูต ไม่ว่าจะในการตอบคำถามนักข่าว หรือเพียงแค่เริ่มต้นสุนทรพจน์[68]
ดูเพิ่ม
[แก้]- การเมืองจีน
- [[ประวัติศาสตร์สาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 2002–ปัจจุบัน)
- รัฐบาลหู–เวิน
อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Wen Jiabao re-elected Chinese Premier". Rediff.com. 16 มีนาคม 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 31 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2008.
- ↑ "Brother Wristwatch and Grandpa Wen: Chinese Kleptocracy". The New Yorker. 25 ตุลาคม 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 ตุลาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2020.
- ↑ "China, World Leader in Graft". Politico. 21 กันยายน 2015. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 มิถุนายน 2016. สืบค้นเมื่อ 3 มิถุนายน 2016.
- ↑ "Weibo reaction to Wen Jiabao's corruption". 26 ตุลาคม 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2017. สืบค้นเมื่อ 12 มีนาคม 2017.
- 1 2 3 4 5 Yu, Maochun (11 มิถุนายน 2008). "The rise and rise of China's Mr Tears". Asia Times. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2008. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2010.
{{cite news}}: CS1 maint: unfit URL (ลิงก์) - ↑ "温家宝同志简历--时政--人民网". politics.people.com.cn. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 ตุลาคม 2022. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2022.
- ↑ "温家宝简历". www.chinanews.com.cn. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 มิถุนายน 2010. สืบค้นเมื่อ 18 ตุลาคม 2022.
- ↑ Wu Zhong (21 เมษายน 2010). "Hu, Wen, and Why". Asia Times Online. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 เมษายน 2010.
- ↑ Next magazine. Issue 1098. 24 March 2011. pg 82.
- ↑ "::温式微笑将给中国带来什么?温家宝的中国命题::". Xinhua News Agency. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 พฤษภาคม 2008.
- ↑ Heilmann, Sebastian (2018). Red Swan: How Unorthodox Policy-Making Facilitated China's Rise. The Chinese University of Hong Kong Press. ISBN 978-962-996-827-4.
- ↑ "Profile: Wen Jiabao". BBC News. 5 ธันวาคม 2003. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 23 มกราคม 2011. สืบค้นเมื่อ 6 เมษายน 2010.
- ↑ "陈良宇倒台应有中共权力斗争背景". 美国之音. 27 กันยายน 2006.
- ↑ Huang, Yanzhong (2006). "The politics of HIV/AIDS in China" (PDF). Asian Perspectives. 30 (1): 95–125. doi:10.1353/apr.2006.0030. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 25 กรกฎาคม 2011. : 96, 101, 105, 117
- ↑ Pisani, Elizabeth. The Wisdom of Whores: Bureaucrats, Brothels and the Business of AIDS. p. 76. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 พฤษภาคม 2019. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2009.
- ↑ "Currency manipulation, bloggers and American politicians". chinanalyst.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 10 ตุลาคม 2011.
- ↑ "官员的施政个性". BBC. 5 มีนาคม 2007. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2023. สืบค้นเมื่อ 7 มีนาคม 2007.
- ↑ "Chen stands up to Bush". Taipei: CNN. 10 ตุลาคม 2003. สืบค้นเมื่อ 8 สิงหาคม 2010.
Bush's warning [against holding a referendum that could antagonize China] – made after he met Chinese Premier Wen Jiabao at the White House – was described by analysts as the toughest American language used against a Taiwanese leader in decades.
- ↑ Deng, Yong (28 เมษายน 2008). China's struggle for status: the realignment of international relations. Cambridge University Press. p. 198. ISBN 978-0-521-88666-6.
- 1 2 3 4 Ang, Yuen Yuen (2016). How China Escaped the Poverty Trap. Cornell University Press. ISBN 978-1-5017-0020-0. JSTOR 10.7591/j.ctt1zgwm1j.
- ↑ "Budget Increase". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 8 มีนาคม 2007.
- 1 2 3 4 Roach, Stephen (2022). Accidental Conflict: America, China, and the Clash of False Narratives. Yale University Press. doi:10.2307/j.ctv2z0vv2v. ISBN 978-0-300-26901-7. JSTOR j.ctv2z0vv2v. S2CID 252800309.
- ↑ French, Howard W. (28 มกราคม 2008). "Severe snowstorms batter China". International Herald Tribune. Shanghai. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 11 พฤษภาคม 2013. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2010.
- ↑ "Wen gets second term as China's premier". CNN. 16 มีนาคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 มีนาคม 2008.
- ↑ "Dalai Lama 'to resign' if violence worsens". CNN. 18 มีนาคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 มีนาคม 2008.
- ↑ Liu, Lizhi (2024). From Click to Boom: The Political Economy of E-Commerce in China. Princeton University Press. ISBN 9780691254104.
- ↑ Jacobs, Andrew; Buckley, Chris (6 มีนาคม 2013). "Chinese Premier's Parting Words Include Warning". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 เมษายน 2017. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- 1 2 "China's 'Grandpa Wen' widely admired for work to rally victims in hard-hit earthquake areas". International Herald Tribune. 16 พฤษภาคม 2008. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 พฤษภาคม 2008.
- ↑ "开放杂志:中共政治局隐瞒四川地震预警". Sina BBS. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 กันยายน 2009. สืบค้นเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2009.
- ↑ Cha, Ariana Eunjung (15 มีนาคม 2009). "In Crisis, China Vows Openness". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2010.
- ↑ "Chinese Premier says would 'crawl to Taiwan' even if he could not walk". Xinhua News Agency. 13 มีนาคม 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 กรกฎาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2010.
- ↑ "China's Wen arrives in Pyongyang, told N. Korea open to nuke talks". Beijing. Associated Press. 4 ตุลาคม 2009.
- ↑ "Chinese premier meets NK leader". BBC News. 4 ตุลาคม 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 5 ตุลาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 4 ตุลาคม 2009.
- ↑ Wheeler, Carolynne (30 พฤศจิกายน 2009). "China refuses to budge on EU plea to boost yuan". The Globe and Mail. Canada. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2009.
- ↑ Bougon, Francois (30 พฤศจิกายน 2009). "China's Wen says yuan stability is vital". Nanjing. Agence France-Presse. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 มกราคม 2010. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2009.
- ↑ "Transcript of Harper's exchange with Premier Wen". The Globe and Mail. Canada. 3 ธันวาคม 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2009.
- ↑ "Harper was not Rebuked". National Post. Canada. 9 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 28 ธันวาคม 2009. [ลิงก์เสีย]
- ↑ "Obama and Wen take historic talks to brink". The Sydney Morning Herald. Copenhagen. Agence France-Presse. 20 ธันวาคม 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 ธันวาคม 2009. สืบค้นเมื่อ 20 ธันวาคม 2009.
- ↑ "The Bo Xilai Crisis: A Curse or a Blessing for China?". เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 1 มิถุนายน 2024. สืบค้นเมื่อ 1 มิถุนายน 2024.
- ↑ Spencer, Richard (28 กุมภาพันธ์ 2007). "China promises socialism for 100 years". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 ตุลาคม 2023. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- 1 2 "Transcript of interview with Chinese Premier Wen Jiabao". CNN. 29 กันยายน 2008. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- ↑ Wen, Jiabao. "Our Historical Tasks at the Primary Stage of Socialism and Several Issues Concerning China's Foreign Policy". Beijing Review. Xinhua News Agency. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 กันยายน 2011. สืบค้นเมื่อ 13 มิถุนายน 2010.
- ↑ "中国再起左右两派论战" [China's Left-Right Divide Resurfaces]. Duowei. 9 มิถุนายน 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 มิถุนายน 2010. สืบค้นเมื่อ 11 มิถุนายน 2010.
- 1 2 "温家宝"言者无罪"引热议 (Discussions over Wen Jiabao's Comments)" (ภาษาจีน). Radio Free Asia. 21 พฤศจิกายน 2009. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 16 เมษายน 2015. สืบค้นเมื่อ 29 พฤศจิกายน 2009.
- ↑ Bodeen, Christopher. "China's Wen inspiring debate with calls for reform". Yahoo!. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 17 ตุลาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 15 มกราคม 2017.
- ↑ Wang, Zhicheng (14 ตุลาคม 2010). "Party members call for an end to press censorship, backing Wen Jiabao". Asianews.it. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 ตุลาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 14 ตุลาคม 2010.
- ↑ Sainsbury, Michael (17 มีนาคม 2012). "Wen Jiabao's remarkable road to reform". The Australian. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 20 มีนาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 20 มีนาคม 2012.
- ↑ Anderlini, Jamil (20 มีนาคม 2012). "Wen lays ground for Tiananmen healing". Financial Times. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2024.
- ↑ Moore, Malcolm (31 พฤษภาคม 2010). "Wen Jiabao goes for a jog to take his mind off negotiations". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 มกราคม 2022.
- ↑ Foster, Peter (17 สิงหาคม 2010). "Book by Chinese dissident brands Wen Jiabao a fraud". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 มกราคม 2022.
- ↑ Wong, Gillian (9 สิงหาคม 2010). "Book says Chinese premier is no reformist". Boston Globe. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 4 มีนาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2020.
- ↑ China Times, 2 November 2007
- ↑ "金融时报:生而为钱的中国太子党们 - 纵览中国". chinainperspective.org. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 25 กรกฎาคม 2011. สืบค้นเมื่อ 29 กรกฎาคม 2010.
- ↑ "The 2006 TIME 100". Time. 2006. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2 พฤษภาคม 2006.
- ↑ "Page 3: Ten Most Powerful Economic Figures of the Decade". ABC News. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 กันยายน 2020. สืบค้นเมื่อ 16 เมษายน 2020.
- ↑ "Chinese Premier Named 'World Leader to Watch' for 2010". The Chosun Ilbo. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 มกราคม 2010. สืบค้นเมื่อ 21 มกราคม 2010.
- ↑ "梁京评论:温家宝演累了". 17 มีนาคม 2009. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 14 สิงหาคม 2011.
- ↑ "The Man of the People Wen Jiabao". Newsweek. 6 สิงหาคม 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 19 สิงหาคม 2010.
- ↑ "Wen's World". Time. Vol. 176 no. 16. 18 ตุลาคม 2010. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 9 ตุลาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 29 มิถุนายน 2017.
- ↑ Donald Kirk. "Wen Jiabao". Forbes. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 มกราคม 2017. สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2017.
- ↑ "China Censors Ex-Premier's Article Ahead of Communist Party Anniversary". www.usnews.com. U.S. News & World Report. Reuters. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 28 เมษายน 2021. สืบค้นเมื่อ 28 เมษายน 2021.
- 1 2 Barboza, David (25 ตุลาคม 2012). "Billions in Hidden Riches for Family of Chinese Leader". The New York Times (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0362-4331. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 22 สิงหาคม 2018. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- ↑ "U.S. probe of JPMorgan hiring in China involves ex-Premier Wen's daughter - NYTimes". Reuters. 14 พฤศจิกายน 2013. สืบค้นเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2024.
- ↑ Branigan, Tania (26 ตุลาคม 2012). "Wen Jiabao's £1.68bn family wealth: China furious at US exposé". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 26 กรกฎาคม 2016. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- ↑ "Statement from lawyers of Premier Wen Jiabao's family obtained by the Sunday Morning Post". South China Morning Post (ภาษาอังกฤษ). 28 ตุลาคม 2012. สืบค้นเมื่อ 13 ตุลาคม 2023.
- ↑ "Premier Wen Jiabao calls for party probe into claims of family's 'hidden fortune'". South China Morning Post. 5 พฤศจิกายน 2012. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2012. สืบค้นเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2012.
- ↑ Moore, Malcolm (26 ตุลาคม 2012). "China censors reports of Wen Jiabao's vast family fortune". The Daily Telegraph. London. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 มกราคม 2022.
- ↑ Lam, Chinese Politics in the Hu Jintao Era