ข้ามไปเนื้อหา

เรซูเม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ตัวอย่างเรซูเม

เรซูเม (ฝรั่งเศส: Résumé) เป็นเอกสารที่สร้างขึ้นเพื่อนำเสนอประวัติส่วนบุคคลทางด้านการทำงานของคนนั้น ๆ โดยแสดงถึงความสามารถในการทำงาน ความสามารถพิเศษ และรางวัลที่ได้รับ[1] มีการใช้งานเรซูเมแตกต่างกันไปหลากหลายวิธี ในประเทศไทยนิยมใช้เรซูเมเพื่อการสมัครงานกันอย่างแพร่หลาย

เรซูเมโดยทั่วไปจะเป็นเอกสาร "สรุป" ประวัติของบุคคลนั้น ๆ อยู่ภายใน 1 หน้ากระดาษ โดยเน้นที่ประสบการณ์ทำงาน และการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานที่สมัคร เรซูเมนั้นแทบจะเป็นเอกสารชิ้นแรก ๆ ที่นายจ้างจะใช้เพื่อการคัดเลือกพนักงานใหม่ หรือคัดเลือกบุคลากรเพื่อการสัมภาษณ์ก่อนการจ้างงาน

ประวัติ

[แก้]

คำว่าเรซูเม มาจากรากศัพท์ภาษาฝรั่งเศส résumé ซึ่งแปลว่า "สรุป"[2] ผู้เขียนเรซูเมคนแรกของโลกคือ เลโอนาร์โด ดา วินชี โดยเขาเขียนสรุปประวัติของตนเองลงในจดหมายสมัครงาน เพื่อส่งถึงผู้ว่าจ้างชื่อ ลุโดวิโค สฟอร์ซา[3][4] ในช่วงปี ค.ศ. 1481 - 1482 หลังจากนั้นก็นิยมใช้เรซูเมเพื่อเป็นเอกสารสรุปประวัติการทำงานส่วนบุคคล ในการสมัครงานกันอย่างแพร่หลาย มายาวนานกว่า 450 ปี

ในช่วงปี ค.ศ. 1900 เรซูเมจะเขียนสรุปเฉพาะรายละเอียดส่วนบุคคลเช่น น้ำหนัก ส่วนสูง เพศ และศาสนา แต่หลังจากปี ค.ศ. 1950 เป็นต้นมา เรซูเมก็มีวิวัฒนาการมากขึ้นโดยเพิ่มรายละเอียดทางด้านประวัติการทำงาน ประวัติการศึกษา ความสนใจส่วนบุคคล และงานอดิเรกเข้ามาด้วย จนถึงช่วงหลังสุดในปี ค.ศ. 1970 ที่เข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์ เรซูเมได้มีวิวัฒนาการอีกครั้งหนึ่งเข้าสู่เอกสารสรุป ที่เน้นแสดงทักษะของตัวเองที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่สมัคร[5]

ชนิดของเรซูเม

[แก้]
  1. Chronological resume – ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การทำงาน ด้วยการเรียงลำดับช่วงเวลาที่ชัดเจน โดยเริ่มจากตำแหน่งหรืองานล่าสุดที่เราทำไล่ไปจนถึงงานแรกที่เราเริ่มทำ ข้อได้เปรียบของการใช้เรซูเมประเภทนี้ก็คือ เป็นที่คุ้นเคยของคนทั่วไปรวมไปถึงผู้ว่าจ้าง และช่วยเน้นให้เห็นความต่อเนื่องในการทำงาน รวมไปถึงความเติบโตในทางหน้าที่การงานเราอย่างชัดเจน เรซูเมประเภทนี้จึงเหมาะสมกับผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานต่อเนื่อง และมีประสบการณ์หรือเป้าหมายในการทำงานที่ชัดเจน
  2. Functional resume (หรือ skills resume) – ให้ความสำคัญกับทักษะและความสามารถด้านต่าง ๆ โดยการเน้นสิ่งที่เราสามารถทำได้หรือสิ่งที่เรามีทักษะ มากกว่าจะเน้นเรื่องลักษณะของงานหรือองค์กรที่เคยว่าจ้างเรา ข้อดีของเรซูเมประเภทนี้ก็คือ ผู้ว่าจ้างจะเห็นทักษะและความสามารถของเราได้อย่างชัดเจนและเราสามารถอำพรางจุดด้อยของเราได้ เรซูเมรูปแบบนี้จึงเหมาะสมกับผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานหรือขาดประสบการณ์การทำงานที่ต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี เราควรคำนึงถึงความไม่เป็นที่แพร่หลายของเรซูเมประเภทนี้ไว้ด้วย
  3. Combination resume – เป็นการผสมผสานระหว่างเรซูเมสองประเภทที่ได้กล่าวมา โดยดึงจุดเด่นของเรซูเมทั้งสองประเภทนั้นมาใช้ กล่าวคือ เน้นทักษะและความสามารถของเราโดยใช้รูปแบบการเรียงลำดับตามช่วงเวลาที่ชัดเจน อย่างไรก็ดีเรซูเมรูปแบบนี้กลับไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนักและอาจมีข้อเสียเปรียบบางประการ กล่าวคือ การผสมผสานรูปแบบต่างๆเข้าด้วยกัน อาจทำให้เรซูเมของเราไม่กระชับและกินความยาวหน้ากระดาษเกิน 1-2 หน้า

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Bennett, Scott A. The Elements of Résumé Style: Essential Rules and Eye-Opening Advice for Writing Résumés and Cover Letters that Work. AMACOM, 2005 ISBN 0-8144-7280-X.
  • Whitcomb, Susan Britton. Resume Magic: Trade Secrets of a Professional Resume Writer, Third Edition. JIST Publishing, 2006. ISBN 978-1-59357-311-9.
  • Thiollet, Jean-Pierre.Euro CV, Paris, Top Editions, 1997. ISBN 2-87731-131-7