ข้ามไปเนื้อหา

เซือง วัน มิญ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เซือง วัน มิญ
นายพลเซือง วัน มิญ เมื่อ ค.ศ. 1964
ประธานาธิบดีเวียดนามใต้ คนที่ 4
ดำรงตำแหน่ง
28 เมษายน  30 เมษายน ค.ศ. 1975
นายกรัฐมนตรีหวู วัน เหมิว
รองประธานาธิบดีเหงียน วัน ฮเหวี่ยน
ก่อนหน้าเจิ่น วัน เฮือง
ถัดไปเหงียน หืว เถาะ (ในตำแหน่งประธานรัฐบาลปฏิวัติชั่วคราวสาธารณรัฐเวียดนามใต้)
ประธานคณะทหารปฏิวัติ คนที่ 1
ดำรงตำแหน่ง
29 สิงหาคม  26 ตุลาคม ค.ศ. 1964
นายกรัฐมนตรีเหงียน คั้ญ
ก่อนหน้าเหงียน คั้ญ
ถัดไปฟาน คัก สืว (ในตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ)
ดำรงตำแหน่ง
8 กุมภาพันธ์  16 สิงหาคม ค.ศ. 1964
นายกรัฐมนตรีเหงียน คั้ญ
ก่อนหน้าเหงียน คั้ญ
ถัดไปเหงียน คั้ญ
ดำรงตำแหน่ง
2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963  30 มกราคม ค.ศ. 1964
นายกรัฐมนตรีเหงียน หง็อก เทอ
ก่อนหน้าโง ดิ่ญ เสี่ยม (ในตำแหน่งประธานาธิบดีเวียดนามใต้)
ถัดไปเหงียน คั้ญ
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด(1916-02-16)16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1916
จังหวัดหมีทอ โคชินไชนา
เสียชีวิต6 สิงหาคม ค.ศ. 2001(2001-08-06) (85 ปี)
แพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
ที่ไว้ศพสวนอนุสรณ์โรสฮิลส์
พรรคการเมืองอิสระ
การเข้าร่วม
พรรคการเมืองอื่น
กองทัพ
บุตร3 คน
การศึกษาCollège Chasseloup-Laubat
ชื่อเล่นบิ๊กมิญ
ยศที่ได้รับการแต่งตั้ง
รับใช้สาธารณรัฐเวียดนามใต้
สังกัด
ประจำการค.ศ. 1940–1964
ยศพลเอกพิเศษ (Đại Tướng)
บังคับบัญชาหัวหน้าคณะทหารปฏิวัติ (ค.ศ. 1963–1964)
ผ่านศึกการยึดกรุงไซ่ง่อน

พลเอกพิเศษ เซือง วัน มิญ (เวียดนาม: Dương Văn Minh; 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1916 – 6 สิงหาคม ค.ศ. 2001) หรือที่ส่วนใหญ่รู้จักกันว่า บิ๊กมิญ (Big Minh) เป็นนายพลอาวุโสของกองทัพบกสาธารณรัฐเวียดนามและนักการเมืองในสมัยประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม มิญกลายเป็นผู้นำคณะทหารในเหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลเสี่ยมเมื่อ ค.ศ. 1963 โดยเขาอยู่ในอำนาจเพียงสามเดือนก่อนที่จะถูกขับออกจากอำนาจหลังจากรัฐประหารที่นำโดยนายพลเหงียน คั้ญ อย่างไรก็ตาม มิญกลับสู่อำนาจอีกครั้งในตำแหน่งประธานาธิบดีเวียดนามใต้คนที่สี่และคนสุดท้ายในเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 ซี่งเป็นเวลาสองวันก่อนการยอมจำนนต่อกองทัพเวียดนามเหนือ เขาได้รับฉายาว่า "บิ๊กมิญ" เนื่องจากเขามีความสูงประมาณ 1.83 เมตร และมีน้ำหนัก 90 กิโลกรัม[1]

เขาเกิดที่จังหวัดเตี่ยนซางในภูมิภาคดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของเวียดนาม มิญเข้าร่วมกองทัพฝรั่งเศสในช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกจับกุมและทรมานเมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นบุกครองและยึดครองอินโดจีนของฝรั่งเศส หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาเข้าร่วมกองทัพเวียดนามแห่งชาติที่มีฝรั่งเศสหนุนหลัง และถูกขบวนการคอมมิวนิสต์เหวียตมิญคุมขังแต่สามารถหลบหนีออกมาได้ ใน ค.ศ. 1955 หลังจากเวียดนามถูกแบ่งแยกและรัฐเวียดนามควบคุมดินแดนครึ่งใต้ภายใต้นายกรัฐมนตรีโง ดิ่ญ เสี่ยม มิญนำกองทัพแห่งชาติในการเอาชนะกลุ่มอาชญากรรมกึ่งทหารบิ่ญเซวียน อย่างเด็ดขาด และปราบปรามกองกำลังติดอาวุธของลัทธิฮหว่าหาว ซึ่งทำให้เขาได้รับความนิยมจากประชาชนรวมถึงเสี่ยม แต่ต่อมาเสี่ยมมองเขาเป็นภัยคุกคาม จึงมอบตำแหน่งที่ไร้อำนาจให้กับเขา

ใน ค.ศ. 1963 รัฐบาลเสี่ยมเริ่มเสื่อมความนิยมอย่างหนักหน่วง เนื่องจากวิกฤตการณ์ชาวพุทธและบรรดานายพลในกองทัพบกตัดสินใจก่อรัฐประหาร ซึ่งท้ายที่สุดมิญก็กลายเป็นผู้นำในการยึดอำนาจ เสี่ยมถูกปลดจากตำแหน่งและลอบสังหารเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963 โดยมีการกล่าวหาว่ามิญเป็นผู้สั่งให้เหงียน วัน ญุง สังหารเสี่ยม[2][3] จากนั้นมิญเป็นผู้นำคณะทหารเป็นเวลาสามเดือน แต่เขาเป็นผู้นำที่ล้มเหลวและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเฉื่อยชาและไม่สนใจสิ่งใดมากนัก ในช่วงสามเดือนของการปกครองของเขา ปัญหาพลเรือนจำนวนมากทวีความรุนแรงขึ้นและคอมมิวนิสต์เหวียตกงได้รับผลประโยชน์อย่างมาก ด้านนายพลเหงียน คั้ญ ซึ่งไม่พอใจเพราะไม่ได้รับตำแหน่งที่ต้องการ ได้นำกลุ่มนายทหารที่ไม่พอใจมิญเช่นเดียวกันก่อการยึดอำนาจในเดือนมกราคม ค.ศ. 1964 คั้ญอนุญาตให้มิญดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐเพื่อใช้ประโยชน์จากสถานะทางสังคมของเขา แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของคั้ญ และหลังจากการต่อสู้ทางอำนาจ คั้ญจึงเนรเทศมิญออกนอกประเทศ มิญใช้ชีวิตอยู่ห่าง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจกลับมาแข่งขันกับนายพลเหงียน วัน เถี่ยว ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ค.ศ. 1971 แต่เมื่อเห็นได้ชัดว่าเถี่ยวจะทุจริตการเลือกตั้ง มิญจึงถอนตัวและกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบจนถึง ค.ศ. 1972

ต่อมามิญก็สนับสนุน "กองกำลังที่สาม" โดยยืนยันว่าเวียดนามสามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวได้โดยไม่ต้องได้รับชัยชนะทางทหารต่อรัฐบาลคอมมิวนิสต์หรือต่อต้านคอมมิวนิสต์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เถี่ยวเห็นด้วย ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1975 เนื่องจากเวียดนามใต้ใกล้จะถูกรุกราน เถี่ยวจึงลาออก และหนึ่งสัปดาห์ต่อมา มิญได้รับเลือกอย่างบังคับจากสภานิติบัญญัติให้เป็นประธานาธิบดีในวันที่ 28 เมษายน กรุงไซ่ง่อนล่มสลายในอีกสองวันต่อมาในวันที่ 30 เมษายน และมิญสั่งให้ยอมจำนนเพื่อป้องกันการนองเลือดบนท้องถนน มิญไม่ต้องจำคุกเป็นเวลานานเหมือนเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนของเวียดนามใต้คนอื่น ๆ และเขาใช้ชีวิตอย่างสงบจนกระทั่งได้รับอนุญาตให้ย้ายไปอยู่ที่ฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1983 ต่อมาเขาย้ายไปอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา และถึงแก่กรรมใน ค.ศ. 2001

ชีวิตช่วงต้น

[แก้]

มิญเกิดเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1916 ที่จังหวัดหมีทอในภูมิภาคดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง เขาเป็นบุตรชายของตระกูลเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่งที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงการคลังของฝ่ายบริหารอาณานิคมฝรั่งเศส[4] มิญเข้าเรียนที่โรงเรียนชั้นนำในไซ่ง่อน ซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนมัธยมเลกวี๊โดน (Le Quy Don)[5] และยังเป็นโรงเรียนที่พระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ แห่งกัมพูชาทรงเคยศึกษาด้วย[6] มิญมีแนวคิดที่แตกต่างจากเพื่อนร่วมชั้นของตน เขาปฏิเสธการรับสัญชาติฝรั่งเศสและเข้าร่วมกองทหารกอร์แอ็งดีเฌน (Corps Indigène) ซึ่งเป็นหน่วยทหารท้องถิ่นของกองทัพอาณานิคมฝรั่งเศส[5]

ต่อมามิญเริ่มต้นอาชีพทางทหารเมื่อ ค.ศ. 1940[4] และเป็นหนึ่งในนายทหารชาวเวียดนามเพียง 50 นาย ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารประจำการหลังจากสำเร็จการศึกษาที่เอกอลมีลีแตร์ (École Militaire) ในประเทศฝรั่งเศส[7] ช่วงระหว่างทศวรรษ 1940 เมื่อจักรวรรดิญี่ปุ่นเข้ารุกรานอินโดจีนและยึดครองการบริหารจากฝรั่งเศส มิญถูกจับกุมและต้องทนทุกข์ทรมานจากการกระทำของเค็มเปไต (หน่วยสารวัตรทหารของญี่ปุ่น) จนทำให้ต่อมาเขาต้องสูญเสียฟันแทบทั้งหมด เวลาที่มิญยิ้ม เขาจะแสดงให้เห็นฟันเพียงซี่เดียวที่เขามีอยู่เสมอ ซึ่งเขามองว่าฟันซี่นี้เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง[7]

กองทัพแห่งชาติเวียดนามและการปรามปรามบิ่ญเซวียนกับฮหว่าหาว

[แก้]

ใน ค.ศ. 1952 มิญได้ย้ายไปเข้าร่วมกองทัพแห่งชาติเวียดนามของรัฐเวียดนามที่มีฝรั่งเศสหนุนหลัง[4][5] จากนั้นใน ค.ศ. 1954 กองกำลังเหวียตมิญได้จับกุมตัวเขา แต่ก็สามารถหลบหนีออกมาได้โดยการบีบคอผู้คุมจนเสียชีวิตและต่อสู้กับผู้คุมคนอื่น ๆ เพื่อหนีเอาชีวิตรอด[8]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1955 มิญเป็นผู้นำกองทัพแห่งชาติเวียดนามในการรบที่ไซง่อน ซึ่งเป็นการปราบกองกำลังของขบวนการอาชญากรรมบิ่ญเซวียนในเขตเจอเลิ้น หลังจากสามารถปราบปรามบิ่ญเซวียนได้สำเร็จ ประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยมจึงหันไปจัดการกับกลุ่มศาสนาลัทธิฮหว่าหาว การสู้รบระหว่างกองทัพแห่งชาติของมิญและกองกำลังของบา กุ่ต เริ่มขึ้นที่เมืองเกิ่นเทอเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน กองกำลังของฮหว่าหาว 5 กอง ยอมจำนนในทันที ขณะที่บา กุ่ต และผู้นำอีกสามคนหลบหนีไปยังชายแดนกัมพูชาในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน[9][10] ซึ่งต่อมากองกำลังของผู้นำอีกสามคนจะยอมจำนนต่อการปราบปรามของมิญ แต่มีเพียงบา กุ่ต ที่ยังคงต่อสู้ต่อไป[9][10] อย่างไรก็ดี เมื่อพบว่าตนไม่อาจเอาชนะกองทัพของมิญในการรบแบบเผชิญหน้า บา กุ่ต จึงสั่งทำลายฐานที่มั่นของตนเองเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำทรัพยากรไปใช้ และถอยกลับเข้าป่า[11] โดยตลอดเวลาที่เหลือของ ค.ศ. 1955 กองกำลังของบา กุ่ต ประมาณ 3,000 นาย ต่างพากันหลบหนีกองทัพแห่งชาติเวียดนามกว่า 20,000 นาย ที่อยู่ในการบัญชาของมิญ[11] จนกระทั่งในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1956 บา กุ่ต ถูกหน่วยลาดตระเวนจับกุมและได้รับโทษประหารชีวิตในเวลาต่อมา[9][12] ส่วนกองกำลังที่เหลือก็ถูกมิญปราบปรามจนสิ้น[12][13]

ประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม แสดงความปลื้มปิติต่อมิญ

ชัยชนะเหนือกองกำลังฮหว่าหาวและบิ่ญเซวียนถือเป็นจุดสูงสุดของชีวิตทางทหารของมิญ เมื่อเขาเดินทางมาถึงงานสวนสนามในไซง่อน ประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยมได้แสดงความปิติยินดีด้วยการกอดและจูบแก้มทั้งสองข้าง[7] มิญจึงกลายเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะในกรุงไซง่อน ซึ่งเขาช่วยขจัดอิทธิพลของบิ่ญเซวียนออกจากเมือง[5] ชื่อเสียงของเขายังทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐให้ความสนใจ และส่งเขาไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการกองทัพบกสหรัฐ ณ เมืองเลเวนเวิร์ธ รัฐแคนซัส แม้ว่าเขาจะมีทักษะภาษาอังกฤษไม่ดีก็ตาม[6]

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1960 มีความพยายามรัฐประหารต่อรัฐบาลเสี่ยม มิญซึ่งขณะนั้นเริ่มหมดศรัทธากับรัฐบาล ไม่ได้ออกมาปกป้องเสี่ยม แต่เลือกที่จะพำนักอยู่ที่บ้านพักของตนที่ไซง่อน ภายหลังเสี่ยมแต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่ง "ที่ปรึกษาทางทหารของประธานาธิบดี" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไม่มีอำนาจหรือกองกำลังในสังกัด ทำให้มิญไม่สามารถมีบทบาททางการทหารได้อีกต่อไป[14][15] ฮาวเวิร์ด โจนส์ นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้อธิบายไว้อย่างประชดประชันว่า มิญในเวลานั้น "มีหน้าที่ดูแลโทรศัพท์ 3 เครื่อง" และเขาดำรงตำแหน่งนี้จนกระทั่งการโค่นล้มรัฐบาลเสี่ยม[7]

การโค่นล้มเสี่ยม

[แก้]
Middle-aged black-haired man lies face half-down on the floor, covered on his face and dark suit and trousers with blood. His hands are behind his back.
ร่างของเสี่ยมหลังจากถูกลอบสังหารเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963

มิญกับเจิ่น วัน โดน เสนาธิการทหารกองทัพบกเวียดนามใต้ ผู้ซึ่งไม่มีกองทหารในบังคับบัญชาเนื่องจากเสี่ยมไม่ไว้ใจเขา[16] ได้เดินทางมาสังเกตการณ์การฝึกซ้อมทางทหารขององค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ซีโต้) ในประเทศไทย[17] ซึ่ง ณ ที่นั่น พวกเขาได้รับแจ้งเกี่ยวกับความไม่สงบในระดับภูมิภาคเกี่ยวกับนโยบายของเสี่ยมที่มีต่อชาวพุทธ[18]

มิญได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเสี่ยมอย่างรุนแรงระหว่างการพบปะกับเฮนรี เคบอต ลอดจ์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน โดยเขาโจมตีระบบรัฐตำรวจที่พรรคเกิ่นลาว (ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลโง) กำลังสร้างขึ้น[19] ฮาร์กินส์รายงานว่ามิญ "เอาแต่บ่นถึงรัฐบาลและวิธีการบริหารประเทศ" นับตั้งแต่เขามาถึงเวียดนาม แต่ฮาร์กินส์เองก็ยังไม่มั่นใจต่อคำกล่าวอ้างของมิญเกี่ยวกับความไม่พอใจของประชาชน[20]

ในช่วงปลายเดือนกันยายน ประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี ได้ส่งคณะสำรวจ "แม็กนามารา–เทย์เลอร์" มายังเวียดนามใต้ เพื่อประเมินสถานการณ์ทางการเมืองและการทหาร รวมถึงตรวจสอบความเป็นไปได้ที่กองทัพจะก่อรัฐประหาร มิญแสดงความประสงค์จะพบกับแม็กนามารากับเทย์เลอร์ จึงมีการจัดฉากการแข่งขันเทนนิสประเภทคู่ขึ้น โดยแม็กนามาราเป็นผู้ชม ส่วนเทย์เลอร์ลงเล่นกับมิญ ในระหว่างการพักเกม ทั้งสองได้ส่งสัญญาณเป็นนัย ๆ ถึงความสนใจของสหรัฐอเมริกาต่อประเด็นทางการเมือง[21] แต่มิญไม่ได้เปิดเผยความคิดของตนเกี่ยวกับการก่อรัฐประหาร ทำให้ผู้แทนสหรัฐรู้สึกงุนงงในท่าทีของเขา อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมามิญได้ส่งข้อความถึงเทย์เลอร์ โดยแสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่เขามองว่าเป็นการขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลวอชิงตันต่อแผนรัฐประหาร[21] ในช่วงวิกฤตการณ์ชาวพุทธ ค.ศ. 1963 ความนิยมของเสี่ยมลดต่ำลงอย่างมาก สหรัฐอเมริกาจึงแจ้งแก่บรรดานายพลเวียดนามผ่านสำนักข่าวกรองกลาง (ซีไอเอ) ว่าจะไม่ขัดขวางหากเกิดการโค่นอำนาจเสี่ยม ขณะนั้นมิญเป็นนายพลที่มียศสูงเป็นอันดับสอง และได้เป็นผู้นำของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1963[22]

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน มิญสั่งให้เหงียน วัน ญุง ผู้คุ้มกันส่วนตัวของตน ทำการจับกุมและสังหารพันเอก เล กวาง ตุง ซึ่งเป็นผู้ใกล้ชิดและภักดีต่อเสี่ยมมากที่สุด นายพลหลายคนต่างเกลียดชังตุง เนื่องจากเขาได้รับคำสั่งจากโง ดิ่ญ ญู ให้ปลอมตัวลูกน้องของตนเป็นทหาร เพื่อกล่าวโทษกองทัพว่าเป็นผู้บุกโจมตีวัดซ่าเหล้ยเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา[23][24] เมื่อถึงช่วงค่ำ ญุงได้นำตัวตุงและพันตรี เล กว๋าง เจียว ผู้เป็นน้องชายและรอง[25] ไปยังชายขอบฐานทัพอากาศเตินเซินเญิ้ต ทั้งสองถูกบังคับให้คุกเข่าหน้าหลุมที่เพิ่งขุดขึ้น ก่อนจะถูกยิงและฝังร่างไว้ในที่เดียวกัน[23] ต่อมาช่วงเช้ามืดวันที่ 2 พฤศจิกายน เสี่ยมตกลงที่จะยอมจำนน ซึ่งตามแผนเดิมแล้ว ทางกองทัพบกตั้งใจจะเนรเทศเสี่ยมและญูไปต่างประเทศ พร้อมรับรองความปลอดภัยให้แก่ทั้งสองคน[26][27]

มิญกับโดนได้ขอให้พันเอก ลูเซียน โกนีน จัดหาเครื่องบินเพื่อใช้ส่งพี่น้องตระกูลโงออกนอกประเทศ ขณะเดียวกัน โรเจอร์ ฮิลส์แมน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แนะนำว่าหากตัดสินใจเนรเทศเสี่ยม ควรส่งตัวเขาออกไปนอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้[28] ทั้งนี้ เขายังได้แสดงความกังวลว่าจะเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่า "เทวาอัสดงในวังประธานาธิบดี"[29]

หลังจากนั้น มิญเดินทางมาที่วังซาลอง พร้อมส่งรถหุ้มเกราะเพื่อรับเสี่ยมและญู ขณะที่ฝ่ายนายพลเตรียมจัดพิธีส่งมอบอำนาจให้กับคณะปฏิวัติ[27] ซึ่งมีกำหนดถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ มิญแต่งเครื่องแบบทหารเต็มยศเพื่อควบคุมการจับกุมพี่น้องตระกูลโง แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าทั้งคู่ได้หลบหนีไปแล้ว และยังโทรศัพท์มาพูดกับเขาจากที่หลบภัย ทำให้มิญรู้สึกอับอายอย่างยิ่ง เพราะตระหนักว่าพวกเขาได้หลบหนีไปกลางดึก ขณะที่กองกำลังของฝ่ายตนยังคงต่อสู้เพื่อยึดอาคารที่ว่างเปล่าอยู่[7] อย่างไรก็ดี มีการพบและล้อมสถานที่ซ่อนตัวของเสี่ยมไว้ มิญจึงส่งพลเอก มาย หืว ซวน พร้อมด้วยพันเอก เหงียน วัน กวาน รองผู้บังคับบัญชา, เหงียน วัน ญุง ผู้คุ้มกันส่วนตัวของมิญ, และเซือง เฮี้ยว เหงีย ไปจับกุมพี่น้องตระกูลโง[30]

ญุงกับเหงียได้นั่งอยู่กับเสี่ยมและญูในรถหุ้มเกราะระหว่างการเดินทาง หลังจากออกจากสถานที่จับกุม มีรายงานว่ามิญได้แสดงท่าทีไปยังญุง ซึ่งเป็นทั้งผู้คุ้มกันและมือสังหารมืออาชีพ[4] ด้วยการชูนิ้วชี้และนิ้วกลางของมือขวาเป็นสัญลักษณ์[4] ซึ่งถูกตีความว่าเป็นคำสั่งให้สังหารทั้งสองพี่น้อง ระหว่างทาง ทั้งเสี่ยมและญูถูกสังหารในรถหุ้มเกราะ โดยญุงได้ยิงกระสุนจำนวนมากใส่ร่างของพวกเขา[4] ผลการสอบสวนของเจิ่น วัน โดน ในภายหลังระบุว่า ญุงกับเหงียได้ใช้อาวุธปืนกราดยิงพี่น้องตระกูลโง ก่อนจะใช้มีดแทงซ้ำหลายครั้ง[31] เมื่อร่างของทั้งสองถูกนำส่งไปยังสำนักงานใหญ่กองทัพ เหล่านายพลต่างรู้สึกตกตะลึง[32] โดนจึงสั่งให้พลเอกอีกคนหนึ่งแถลงต่อสื่อมวลชนว่าพี่น้องตระกูลโงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ และได้เดินทางไปพบกับมิญที่ห้องทำงานของเขาทันที[32]

  • เจิ่น วัน โดน: ทำไมพวกเขาถึงเสียชีวิต
  • เซือง วัน มิญ: แล้วมันสำคัญด้วยหรือที่พวกเขาตาย[32]

ต่อมาโดนได้รายงานว่า เมื่อเขาถามมิญถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มิญตอบเขาด้วยน้ำเสียงที่หยิ่งผยอง[32] โดยขณะเดียวกัน มาย หืว ซวน ได้เดินเข้ามาที่ห้องทำงานของมิญโดยไม่ทราบว่าโดนอยู่ในนั้น ซวนยืนตรงทำความเคารพและกล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า "ภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว"[32]

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว มิญได้สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานว่าพี่น้องตระกูลโงทำอัตวินิบาตกรรมเอง อย่างไรก็ตาม รายงานเกี่ยวกับวิธีการเสียชีวิตของทั้งสองเต็มไปด้วยความคลุมเครือและขัดแย้งกัน มิญอ้างว่า "เนื่องจากความประมาท มีปืนอยู่ในรถ และพวกเขาใช้ปืนนั้นยิงตัวตายเอง"[33] ไม่นานหลังจากนั้น พันเอก ลูเซียน โกนีน เริ่มตระหนักว่าคำกล่าวอ้างของเหล่านายพลไม่เป็นความจริง[34] โดยเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็มีการเผยแพร่ภาพถ่ายร่างไร้วิญญาณของเสี่ยมและญู ซึ่งมีร่องรอยเลือดและบาดแผลปรากฏชัด ทำให้เรื่องโกหกของเหล่านายพลถูกเปิดโปง[35] แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่โดนยังคงยืนยันว่า การสังหารทั้งสองเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ซึ่งคำอธิบายนี้เพียงพอให้เอกอัครราชทูตเฮนรี เคบอต ลอดจ์ รายงานต่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐว่า "กระผมมั่นใจว่าการสังหารไม่ได้เกิดขึ้นตามคำสั่งของพวกเขาโดยตรง"[36] ต่อมามิญกับโดนได้ยืนยันจุดยืนเดิมนี้อีกครั้ง ระหว่างการประชุมกับโกนีนและลอดจ์ไม่กี่วันหลังรัฐประหาร[36]

ความรับผิดต่อการสังหารเสี่ยมและญู

[แก้]

การลอบสังหารประธานาธิบดีโง ดิ่ญ เสี่ยม และน้องชาย สร้างความแตกแยกภายในคณะทหารและสร้างความสะเทือนใจแก่ประชาคมโลก เหตุการณ์ดังกล่าวได้ทำลายความเชื่อของประชาชนที่ว่ารัฐบาลใหม่จะดีกว่าสมัยเสี่ยม ส่งผลให้เหล่านายพลเกิดความขัดแย้งภายในกันเอง และเกิดการแย่งชิงตำแหน่งในรัฐบาลใหม่[36] โดยทั่วไปแล้ว มักมีการโยนความรับผิดชอบต่อการลอบสังหารครั้งนี้ไปที่มิญ โดยโกนีนระบุว่า "ฉันได้รับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้หลายแห่งว่า มิญเป็นผู้สั่งการโดยตรง"[37] เช่นเดียวกับวิลเลียม คอลบี ผู้อำนวยการฝ่ายตะวันออกไกลของซีไอเอที่เห็นตรงกัน ขณะที่เจิ่น วัน โดน กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "ฉันสามารถยืนยันได้อย่างไม่ลังเลว่านี่เป็นการกระทำของนายพล เซือง วัน มิญ เพียงคนเดียว"[37] ส่วนลอดจ์เชื่อว่านายพลซวนมีส่วนเกี่ยวข้องบางส่วน โดยระบุว่า "เสี่ยมและญูถูกลอบสังหาร แม้ซวนอาจไม่ได้ลงมือด้วยตนเอง แต่ก็เกิดขึ้นภายใต้คำสั่งของเขา"[36] หลายเดือนหลังเหตุการณ์ มิญได้กล่าวกับเจ้าหน้าที่สหรัฐคนหนึ่งเป็นการส่วนตัวว่า "เราไม่มีทางเลือก ทั้งสองจำเป็นต้องถูกกำจัด เราไม่อาจปล่อยเสี่ยมให้มีชีวิตอยู่ได้ เพราะเขายังเป็นที่เคารพของประชาชนในชนบท โดยเฉพาะในหมู่ชาวคาทอลิกและผู้ลี้ภัย ส่วนญูนั้นต้องถูกสังหาร เพราะเขาเป็นที่หวาดกลัวอย่างกว้างขวาง และเขาได้สร้างเครือข่ายองค์กรที่เป็นเครื่องมือของอำนาจส่วนตนของเขาเอง"[37]

เหงียน วัน เถี่ยว (ในภาพ) กับมิญต่างโทษกันและกันสำหรับความรับผิดต่อการลอบสังหาร

ต่อมาเมื่อเหงียน วัน เถี่ยว ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มิญได้กล่าวโทษว่าเถี่ยวเป็นต้นเหตุของการลอบสังหารครั้งนั้น โดยใน ค.ศ. 1971 มิญอ้างว่าความล่าช้าในการโจมตีวังซาลองของกองพลที่ 5 ซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเถี่ยว เป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยมและญูต้องเสียชีวิต โดยในคืนนั้น นายพลโดนโทรกดดันเถี่ยวว่า "ทำไมคุณถึงช้าเช่นนี้ ต้องการทหารเพิ่มไหม ถ้าต้องการก็ให้ดิ๊ญส่งไปเพิ่ม และรีบจัดการให้เสร็จ เพราะหลังจากเข้ายึดวังได้ คุณจะได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพล"[38] เถี่ยวปฏิเสธความรับผิดและออกแถลงการณ์ว่า "เซือง วัน มิญ ต้องเป็นผู้รับผิดทั้งหมดต่อการตายของโง ดิ่ญ เสี่ยม"[37]

เจิ่น วัน เฮือง นักการเมืองฝ่ายค้านซึ่งเคยถูกจำคุกในสมัยเสี่ยม และต่อมาได้เป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ ได้วิจารณ์การกระทำของเหล่านายพลอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า "บรรดานายพลระดับสูงที่ตัดสินใจสังหารเสี่ยมและน้องชายนั้นต่างหวาดกลัวสุดขีด พวกเขารู้ดีว่าตนเองไม่มีความสามารถ ไม่มีคุณธรรม และไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองใด ๆ ดังนั้น หากประธานาธิบดีและญูยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาย่อมจะกลับมามีอำนาจได้อย่างแน่นอน"[39]

โกนีนให้เหตุผลว่าความอับอายที่มิญได้รับจากเสี่ยมและญูเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เขาสั่งประหารชีวิตทั้งสอง โกนีนมองว่าทันทีที่สองพี่น้องหนีออกจากวังแทนที่จะยอมจำนนและรับข้อเสนอการลี้ภัย พวกเขาก็ถึงฆาตแล้ว หลังจากที่กองทัพบุกยึดทำเนียบได้สำเร็จ มิญได้เดินทางมาถึงทำเนียบประธานาธิบดีในเครื่องแบบเต็มยศ "พร้อมรถเก๋งหรูและขบวนอย่างสง่างาม" แต่กลับพบว่าทำเนียบว่างเปล่า โกนีนกล่าวว่ามิญเป็น "ชายที่ภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตนเอง" และการที่เขามาถึงเพื่อต้อนรับชัยชนะแต่กลับพบอาคารว่างเปล่าทำให้เขาเสียหน้าอย่างยิ่ง เขายังระบุด้วยว่าหากเสี่ยมและญูยังอยู่ในทำเนียบในเวลานั้น พวกเขาคงไม่ถูกสังหาร เพราะมีผู้คนอยู่มากเกินไป[37]

ต่อมานักวิเคราะห์นโยบายของสหรัฐมองว่ารัฐประหารและการลอบสังหารเสี่ยมกับน้องชายทำให้สหรัฐอเมริกาติดพันในสงครามเวียดนามลึกยิ่งขึ้น เพราะหลังการโค่นล้มรัฐบาลเสี่ยมแล้ว สหรัฐอเมริกาต้องรับผิดชอบโดยปริยายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง[4]

สตานลีย์ คาร์โนว์ อดีตนักข่าวประจำไซ่ง่อนของเดอะแซตเทอร์เดย์อีฟนิงโพสต์ (The Saturday Evening Post) ให้ความเห็นว่า "มิญไม่ใช่ผู้นำตัวจริงของการก่อการครั้งนี้ แต่ในฐานะนายพลอาวุโสที่สุด เขาเป็นศูนย์กลางที่รวบรวมกลุ่มต่าง ๆ ที่ต่างก็มีแผนจะโค่นเสี่ยมอยู่แล้ว เรียกได้ว่าแทบทุกคนในกองทัพต่างมีแผนของตนเองทั้งนั้น"[4]

การปกครอง

[แก้]

มิญเข้ายึดอำนาจและจัดตั้งรัฐบาลทหารเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน โดยมีนายพลเข้าร่วมรัฐบาลทั้งหมด 12 นาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ารัฐบาลใหม่มีความเป็นพลเรือน คณะปฏิวัติได้แต่งตั้งเหงียน หง็อก เทอ อดีตรองประธานาธิบดีในรัฐบาลเสี่ยม เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพลเรือนชั่วคราว ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของ "คณะทหารปฏิวัติ"[40] แม้เทอจะเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดรองจากเสี่ยมในรัฐบาลเดิม แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นเพียงหุ่นเชิดที่แทบไม่มีอำนาจ เพราะอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของพี่น้องตระกูลโง[41] เสี่ยมยังแสดงความดูหมิ่นเทอและไม่เคยให้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจด้านนโยบาย[42] เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน เทอได้เจรจากับมิญอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับโครงสร้างของรัฐบาลชั่วคราว เขาทราบดีว่าเหล่านายพลต้องการให้เขาเป็นผู้นำรัฐบาลใหม่เพื่อป้องกันสุญญากาศทางการเมือง จึงใช้จุดนี้เป็นข้อได้เปรียบในการต่อรองกับคณะปฏิวัติ ภายหลังรัฐประหาร สหรัฐอเมริกาให้การยอมรับมิญทันทีและฟื้นฟูโครงการความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารที่เคยระงับไว้ในช่วงปลายรัฐบาลเสี่ยม[43]

เมื่อรัฐบาลเสี่ยมล่มสลายลง มาตรการลงโทษต่าง ๆ ที่สหรัฐเคยใช้กับเวียดนามใต้ เพื่อตอบโต้การปราบปรามในเหตุการณ์วิกฤตการณ์ชาวพุทธและการตีโฉบฉวยวัดซ้าเหล่ยของกองกำลังพิเศษของญูได้รับการยกเลิก ไม่ว่าจะเป็นการระงับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจของสหรัฐ การระงับโครงการนำเข้าเครื่องอุปโภคบริโภคและการพัฒนาทุนจำนวนมากล้วนได้รับการยกเลิกทั้งสิ้น เนื่องจากสหรัฐต้องการแสดงการรับรองรัฐบาลเทอและมิญโดยเร็ว[43] คำสั่งแรกของรัฐบาลใหม่ คือ รัฐบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับที่ 1 ที่มีมิญเป็นผู้ลงนาม โดยมีจุดประสงค์ในการระงับการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ ค.ศ. 1956 ที่เสี่ยมเคยตราไว้[43] อย่างไรก็ตาม มิญกลับได้รับคำวิจารณ์ว่ามีบุคลิกเฉื่อยชาและไม่จริงจังต่อการบริหารประเทศ[44] เขามักใช้เวลาว่างเล่นไพ่นกกระจอก เล่นเทนนิสที่สโมสรหรูหรา[4] ดูแลสวน และจัดงานเลี้ยงน้ำชามากกว่าทำงานเพื่อปราบปรามเหวียตกงหรือขับเคลื่อนประเทศ[6] สตานลีย์ คาร์โนว์ กล่าวว่า "เขาเป็นผู้นำที่สะท้อนถึงความเฉื่อยชา ขาดทั้งความสามารถและความตั้งใจในการปกครองประเทศ" คาร์โนว์ยังกล่าวอีกว่า "มิญเคยบ่นว่าการเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติทำให้ผมไม่มีเวลาปลูกกล้วยไม้หรือเล่นเทนนิสเลย"[4]

หนังสือพิมพ์ในไซ่ง่อน ซึ่งกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากการตรวจพิจารณาภายใต้ระบอบเสี่ยมสิ้นสุดลง รายงานว่าคณะทหารไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ เนื่องจากนายพลทั้งหมด 12 นาย ในคณะทหารปฏิวัติมีอำนาจเท่าเทียมกัน สมาชิกคณะทหารแต่ละนายมีอำนาจในการยับยั้ง ทำให้พวกเขาสกัดกั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายได้[45] รัฐบาลพลเรือนของเทอก็ประสบปัญหาความขัดแย้งภายในอย่างหนัก เหงียน หง็อก ฮี ผู้ช่วยของเทอ กล่าวว่า การที่นายพลเจิ่น วัน โดน และโตน เทิ้ต ดิ๊ญ มีตำแหน่งอยู่ทั้งในคณะรัฐมนตรีและคณะทหารปฏิวัติทำให้การบริหารประเทศเป็นอัมพาต แม้ว่าดิ๊ญและโดนจะเป็นผู้ใต้บัญชาของเทอในรัฐบาลพลเรือน แต่สำหรับคณะทหารปฏิวัติแล้ว ทั้งสองกลับมีอำนาจเหนือกว่าเทอ โดยทุกครั้งที่เทอสั่งการในรัฐบาลพลเรือนและทั้งสองไม่เห็นด้วย พวกเขาก็จะไปที่คณะทหารปฏิวัติและออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งของเทอ[46]

สื่อมวลชนได้โจมตีเทออย่างรุนแรง โดยกล่าวว่ารัฐบาลพลเรือนเป็นเพียง "เครื่องมือ" ของคณะทหารปฏิวัติ[47] ผลงานของเทอในช่วงรัฐบาลเสี่ยมก็ถูกตั้งคำถาม มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าเขาสนับสนุนเสี่ยมและญูในการปราบปรามชาวพุทธ เทออ้างว่าเขาไม่เคยเห็นด้วยกับการโจมตีวัดซ้าเหล่ยอย่างโหดร้าย โดยพยายามพิสูจน์ว่าเขาตั้งใจจะลาออก หากไม่ใช่เพราะมิญร้องขอให้เขาอยู่ต่อ สื่อมวลชนยังสบประมาทว่าเทอได้ผลประโยชน์ส่วนตัวจากนโยบายที่ดินของรัฐบาลเสี่ยมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม มิญออกมาปกป้องเทอ โดยยืนยันว่าเทอมีบทบาทในการวางแผนรัฐประหาร "ตั้งแต่แรกเริ่ม" และเทอก็ได้รับ "ความไว้วางใจอย่างเต็มที่" จากคณะทหาร[47]

เมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1964 สภาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งประกอบด้วยพลเรือนชั้นนำ 60 คน ได้ประชุมกันเป็นครั้งแรก โดยสมาชิกทั้งหมดได้รับเลือกโดยพันเอก ฝั่ม หง็อก ถาว หน้าที่ของสภานี้คือให้คำปรึกษากับฝ่ายทหารและพลเรือนของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายในการปฏิรูปด้านสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ และระบบกฎหมาย[48] สภานี้ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญและแกนนำจากแวดวงวิชาการเกือบทั้งหมด โดยไม่มีตัวแทนจากภาคเกษตรกรรมหรือแรงงานเข้าร่วม ไม่นานหลังจากนั้น สภาก็กลายเป็นเวทีถกเถียงไม่รู้จบ และไม่สามารถดำเนินภารกิจหลักในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จได้[48]

มิญกับเทอได้ยุติโครงการหมู่บ้านยุทธศาสตร์ของญู ซึ่งญูเคยกล่าวยกย่องโครงการนี้ว่าเป็นทางออกของปัญหาการก่อการกำเริบของเหวียตกง โดยเขาเชื่อว่าการย้ายถิ่นฐานชาวนาจำนวนมากไปอยู่ในหมู่บ้านปราการจะช่วยตัดขาดฐานสนับสนุนของเหวียตกงในหมู่ชาวบ้าน เทอได้โต้แย้งรายงานก่อนหน้าของญูที่เกี่ยวกับความสำเร็จของโครงการ โดยอ้างว่ามีเพียงร้อยละ 20 จากหมู่บ้านยุทธศาสตร์ทั้งหมด 8,600 แห่งเท่านั้น ที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลไซ่ง่อน ส่วนที่เหลือถูกคอมมิวนิสต์ยึดครอง หมู่บ้านที่ยังสามารถรักษาไว้ได้ก็ถูกรวมเข้าด้วยกัน ส่วนหมู่บ้านที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็ถูกรื้อถอน และผู้อยู่อาศัยถูกส่งกลับไปยังถิ่นฐานเดิมของตนเอง[49]

ภายใต้การปกครองของมิญ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งที่ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือการกดขี่ภายใต้รัฐบาลเสี่ยมถูกจับกุมอย่างไม่เลือกหน้าโดยไม่มีการตั้งข้อหา ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง โตน เทิ้ต ดิ๊ญ และมาย หืว ซวน ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ ได้รับอำนาจควบคุมกระทรวงมหาดไทย โดยทั้งสองเผชิญข้อกล่าวหาว่าจับกุมผู้คนเป็นจำนวนมาก แล้วปล่อยตัวหลังได้รับสินบนหรือคำมั่นว่าจะภักดี รัฐบาลได้รับคำวิจารณ์อย่างหนักจากการไล่ออกนายอำเภอและผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนมากที่เสี่ยมแต่งตั้ง ซึ่งทำให้การรักษากฎหมายและความสงบเรียบร้อยเกิดความปั่นป่วนในช่วงเปลี่ยนผ่าน[45]

เนื่องด้วยขาดทิศทางในด้านนโยบายและการวางแผน ส่งผลให้รัฐบาลชั่วคราวล่มสลายอย่างรวดเร็ว[50] จำนวนการโจมตีแถบชนบทที่เหวียตกงก่อเพิ่มสูงขึ้นหลังจากการโค่นล้มเสี่ยม เนื่องจากการย้ายกำลังทหารเข้าเมืองเพื่อสนับสนุนรัฐประหาร การอภิปรายที่เสรีมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเปิดเผยข้อมูลใหม่ที่ถูกต้องภายหลังรัฐประหาร ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ทางทหารเลวร้ายยิ่งกว่าที่เสี่ยมรายงานไว้ การโจมตีของเหวียตกงยังคงเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับในฤดูร้อน ค.ศ. 1963 อัตราการสูญเสียอาวุธย่ำแย่ลง และจำนวนผู้แปรพักตร์จากเหวียตกงลดลง หน่วยทหารที่เข้าร่วมรัฐประหารถูกส่งกลับไปประจำการในพื้นที่ชนบทเพื่อป้องกันการรุกรานครั้งใหญ่จากคอมมิวนิสต์ที่อาจเกิดขึ้นได้ การปลอมแปลงข้อมูลทางทหารโดยเจ้าหน้าที่ของเสี่ยมทำให้เกิดการคำนวณผิดพลาด ซึ่งปรากฏให้เห็นในสมรภูมิหลังการเสียชีวิตของเสี่ยม[43]

การโค่นล้มอำนาจ

[แก้]

พลเอก เหงียน คั้ญ เริ่มวางแผนต่อต้านคณะทหารปฏิวัตินับตั้งแต่จัดตั้งขึ้น คั้ญคาดหวังว่าจะได้รับรางวัลใหญ่จากบทบาทของตนในรัฐประหาร แต่บรรดานายพลคนอื่นกลับมองว่าเขาไม่น่าไว้วางใจ และจงใจกีดกันเขาออกจากคณะทหารปฏิวัติ[51] จากนั้นยังย้ายคั้ญไปเป็นผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 ทางตอนเหนือสุดของประเทศ เพื่อกีดกันให้ออกจากกรุงไซง่อน[52][53] ภายหลังคั้ญอ้างว่าเขาเคยสร้างระบบข่าวกรองเพื่อปราบปรามเหวียตกงในสมัยเสี่ยม แต่คณะทหารปฏิวัติของมิญได้ยกเลิกระบบนี้และปล่อยตัวนักโทษเหวียตกง[54] คั้ญได้รับความช่วยเหลือจากพลเอก เจิ่น เถี่ยน เคียม ผู้ควบคุมกองกำลังบริเวณโดยรอบไซ่ง่อน, พลเอก โด๋ เหมิ่ว, และพันเอก เหงียน ชั้ญ ที[55] โดยคั้ญพร้อมพรรคพวกช่วยกันแพร่ข่าวลือไปยังเจ้าหน้าที่สหรัฐว่ามิญและพรรคพวกกำลังจะประกาศ "ความเป็นกลาง" ของเวียดนามใต้ และเตรียมลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับเวียดนามเหนือ[56][57]

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1964 คั้ญขับคณะทหารปฏิวัติของมิญออกจากอำนาจอย่างไม่ทันตั้งตัวในรัฐประหารที่ไร้การนองเลือด[58][59] ทั้งมิญ, โดน, และเล วัน กีม ตื่นขึ้นมาพบว่าบ้านของตนถูกล้อมไว้ด้วยกองกำลังศัตรู และเข้าใจผิดว่าเป็นการกระทำหุนหันของนายทหารหนุ่มบางคน[60]

คั้ญใช้โอกาสนี้แก้แค้นมิญ โดน กีม ดิ๊ญ และซวน โดยสั่งจับกุมทั้งหมดในข้อหาร่วมมือกับฝรั่งเศสในการวางแผนทำให้เวียดนามใต้เป็นกลาง โดยอ้างหลักฐานจากการที่นายพลเหล่านี้เคยรับราชการในกองทัพแห่งชาติเวียดนามในช่วงต้นทศวรรษ 1950 สมัยอาณานิคมฝรั่งเศส แม้ตัวคั้ญเองก็เคยรับราชการในกองทัพดังกล่าวเช่นเดียวกัน[61] คั้ญยังสั่งประหารพันตรี เหงียน วัน ญุง ผู้คุ้มกันของมิญ ซึ่ฃการกระทำนี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชน เพราะกลัวว่าคั้ญจะหวนคืนระบอบเสี่ยมขึ้นมาอีกครั้ง[62][63] ภายหลังคั้ญยินยอมให้มิญดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐแต่ในนามเท่านั้น ส่วนหนึ่งเพราะแรงกดดันจากสหรัฐอเมริกาที่เห็นว่ามิญเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมและสามารถช่วยสร้างเสถียรภาพได้ อย่างไรก็ตาม คั้ญก็กีดกันมิญออกจากอำนาจในเวลาต่อมา[64][65]

มิญรู้สึกขุ่นเคืองที่ตนถูกนายทหารหนุ่มที่เขามองว่าไร้ศีลธรรมและไม่มีความเหมาะสมปลดออกจากอำนาจ และยังไม่พอใจที่คั้ญจับกุมนายพลเพื่อนร่วมรุ่นและนายทหารรุ่นน้องอีกประมาณ 30 คน คั้ญจำต้องปล่อยตัวทหารเหล่านั้นเมื่อมิญเรียกร้องแลกกับการยอมอยู่ในตำแหน่งประมุขแห่งรัฐ ขณะเดียวกัน คั้ญก็ไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวหาของเขาต่อเหล่านายพลได้[66]

ในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน คั้ญเป็นผู้ควบคุมการพิจารณาคดี[61] มีการตั้งข้อหามิญเพียงเล็กน้อยเรื่องการใช้เงินในทางที่ผิด ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เป็น "ที่ปรึกษา" ในคณะลูกขุนเสียเอง[65][66] ส่วนนายพลคนอื่น ๆ คั้ญได้ร้องขอว่า "เมื่อพวกคุณกลับมารับราชการในกองทัพอีกครั้ง อย่าได้คิดแก้แค้นผู้ใด"[61] จากนั้นศาลทหารได้ "แสดงความยินดี" ต่อเหล่านายพล แต่ก็มีคำวินิจฉัยว่าพวกเขา "มีศีลธรรมหย่อนยาน" ไม่มีคุณสมบัติที่จะบังคับบัญชาผู้ใดเนื่องจาก "ขาดแนวคิดทางการเมืองที่ชัดเจน" จึงถูกลดตำแหน่งไปทำงานเอกสารแทน[61] การกระทำของคั้ญสร้างความแตกแยกในหมู่นายทหารกองทัพบกเวียดนามใต้ และเมื่อเขาถูกโค่นล้มใน ค.ศ. 1965 คั้ญได้ส่งมอบ[เป็นใคร?] แฟ้มเอกสารที่พิสูจน์ได้ว่ามิญและนายทหารคนอื่น ๆ เป็นผู้บริสุทธิ์[67] นักข่าวโรเบิร์ต แชปลิน กล่าวไว้ว่า "คดีนี้ยังคงเป็นหนึ่งในความอับอายครั้งใหญ่ที่สุดของคั้ญ"[66]

การแย่งชิงอำนาจกับเหงียน คั้ญ ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

[แก้]
พลเอก เหงียน คั้ญ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1964

ในเดือนสิงหาคม คั้ญได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้ตนเองและลดบทบาทของมิญ รวมทั้งเตรียมการปลดมิญออกจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกลับสร้างผลในทางตรงกันข้าม เมื่อเกิดการประท้วงขนาดใหญ่ในเมืองต่าง ๆ โดยมีชาวพุทธเป็นผู้นำ เรียกร้องให้ยุติภาวะฉุกเฉินและยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่[68] คั้ญเลือกที่จะอ่อนข้อให้กับชาวพุทธเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าตนกำลังนำประเทศกลับไปสู่สมัยเสี่ยม ซึ่งชาวคาทอลิกมีอิทธิพลเหนือรัฐ แต่การกระทำนี้กลับสร้างความไม่พอใจแก่เจิ่น เถี่ยน เคียม และเหงียน วัน เถี่ยว ซึ่งเป็นชาวคาทอลิก ทั้งสองจึงพยายามโค่นล้มคั้ญและสนับสนุนให้มิญกลับมามีอำนาจ โดยพวกเขาได้รวบรวมกำลังทหารเป็นจำนวนมาก[69] เคียมกับเถี่ยวเข้าพบเทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ เพื่อขอการสนับสนุนสำหรับการก่อรัฐประหารนำมิญกลับคืนสู่อำนาจ แต่เทย์เลอร์ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าการเปลี่ยนผู้นำบ่อยครั้งจะยิ่งทำให้รัฐบาลสูญเสียเสถียรภาพ ความลังเลของสหรัฐทำให้แผนรัฐประหารครั้งนั้นต้องยุติลง[70]

ความขัดแย้งในหมู่นายพลทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงการประชุมคณะทหารปฏิวัติระหว่างวันที่ 26–27 สิงหาคม คั้ญกับเคียมต่างกล่าวโทษกันและกันว่าเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั่วประเทศ[71] เถี่ยวและเหงียน หืว ก๊อ ซึ่งเป็นนายพลชาวคาทอลิกอีกนายหนึ่ง เสนอให้ปลดคั้ญและแต่งตั้งมิญขึ้นแทน แต่ฝ่ายหลังปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าคั้ญเป็นเพียงบุคคลเดียวที่สามารถขอการสนับสนุนทางการเงินจากสหรัฐได้ ทำให้เคียมแสดงความไม่พอใจและกล่าวว่า "เห็นได้ชัดว่าคั้ญเป็นเพียงหุ่นเชิดของรัฐบาลสหรัฐ และเรารู้สึกเบื่อหน่ายที่ต้องให้ชาวอเมริกันมาบอกว่าเราควรบริหารประเทศอย่างไร"[71] คั้ญแสดงความตั้งใจจะลาออก แต่เมื่อไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้[71] ในที่สุดนายทหารระดับสูงจึงตกลงให้คั้ญ มิญ และเคียมร่วมกันบริหารประเทศในฐานะ "คณะสามผู้นำ" เป็นเวลาสองเดือน เพื่อเตรียมจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนใหม่[70] ทั้งสามได้นำหน่วยพลร่มเข้ากรุงไซ่ง่อนเพื่อสลายการจลาจล แต่คณะสามผู้นำกลับไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ คั้ญยังคงเป็นผู้ตัดสินใจหลักและกีดกันทั้งเคียมและมิญออกจากการมีส่วนร่วม[70]

ต่อมาในวันที่ 13 กันยายน นายพล เลิม วัน ฟ้าต และเซือง วัน ดึ๊ก ซึ่งทั้งคู่เป็นชาวคาทอลิกและเคยถูกคั้ญลดตำแหน่งลงภายหลังแรงกดดันจากชาวพุทธ ได้ก่อรัฐประหารโดยได้รับการสนับสนุนจากชาวคาทอลิกบางส่วน แต่ความพยายามครั้งนี้ล้มเหลวภายในวันเดียว[72] ระหว่างเหตุการณ์รัฐประหาร มิญวางตัวเป็นกลาง ทำให้คั้ญไม่พอใจและเพิ่มความขัดแย้งระหว่างทั้งคู่ ปลายเดือนตุลาคม รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน เริ่มเห็นด้วยกับความเห็นของเอกอัครราชทูตเทย์เลอร์ว่า สหรัฐจะได้ประโยชน์สูงสุดหากคั้ญมีชัยเหนือการแย่งชิงอำนาจ ผลที่ตามมาคือ มิญถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจ "มิตรไมตรี" ในต่างประเทศเพื่อผลักดันเขาออกจากเวทีการเมืองอย่างมีศักดิ์ศรี ส่วนเคียมถูกส่งไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐประหาร[73]

ในช่วงเดือนกันยายน ก่อนที่มิญจะเดินทางออกนอกประเทศ คณะรัฐประหารได้จัดตั้ง "สภาแห่งชาติชั้นสูง" ซึ่งเป็นองค์กรที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและเตรียมความพร้อมสู่การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ คั้ญมอบหมายให้มิญเป็นผู้คัดเลือกสมาชิก 17 คน ของสภานี้ และมิญได้เลือกบุคคลที่มีแนวคิดสอดคล้องกับตนเอง สภาแห่งชาติชั้นสูงได้เสนอแนวคิดให้ประเทศมีประมุขที่มีอำนาจสูง ซึ่งอาจทำให้มิญขึ้นดำรงตำแหน่ง คั้ญไม่ต้องการให้คู่แข่งของตนกลับมามีอำนาจ จึงร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการผลักดันให้สภาลดอำนาจของตำแหน่งประมุขรัฐลง เพื่อไม่ให้มิญสนใจในตำแหน่งนั้น[74] ในที่สุด สภาจึงได้แต่งตั้งฟาน คัก สืว เป็นประมุขแห่งรัฐ และสืวได้เลือกเจิ่น วัน เฮือง เป็นนายกรัฐมนตรี แต่คณะทหารยังคงเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริงอยู่เช่นเดิม[75] ภายในสิ้นปีนั้น มิญได้กลับมายังเวียดนามหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในต่างประเทศ[76]

ชัยชนะของเหงียน คั้ญ

[แก้]

คั้ญและกลุ่มนายทหารรุ่นเยาว์ได้ตัดสินใจปลดนายทหารที่รับราชการมานานกว่า 25 ปีออกจากตำแหน่งโดยบังคับ รวมถึงมิญและนายทหารคนอื่น ๆ ที่เคยถูกคั้ญโค่นอำนาจเมื่อเดือนมกราคม เหตุผลที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ คือ พวกเขามองว่านายทหารกลุ่มนี้เฉื่อยชาและไร้ประสิทธิภาพ แต่ในความเป็นจริง เหตุผลสำคัญกว่านั้นคือกลุ่มนายทหารอาวุโสเหล่านี้เป็นคู่แข่งทางอำนาจที่อาจเป็นภัยต่อคั้ญและกลุ่มของเขา[77] คั้ญและกลุ่มนายทหารรุ่นเยาว์หรือ "ยังเติร์ก" เชื่อว่านายทหารรุ่นเก่าที่นำโดยมิญกำลังร่วมมือกับชาวพุทธเพื่อวางแผนกลับมามีอำนาจอีกครั้ง[76][78]

การดำเนินการดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการลงลายมือชื่อจากสืว แต่สืวได้ส่งเรื่องให้สภาแห่งชาติชั้นสูงเป็นผู้พิจารณา[78] ซึ่งภายหลังสภาปฏิเสธข้อเสนอนี้[79] ทำให้ต่อมาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม เหล่านายพลจึงประกาศยุบสภาแห่งชาติชั้นสูง พร้อมจับกุมสมาชิกบางคน นักการเมือง และผู้นำนักศึกษา[78][80] ขณะเดียวกัน มิญและนายทหารรุ่นเก่าคนอื่น ๆ ก็ถูกจับกุมและส่งตัวไปยังเมืองเปล็ยกู ก่อนจะขับออกจากกองทัพในเวลาต่อมา[76]

การลี้ภัย

[แก้]

มิญเดินทางลี้ภัยมาที่กรุงเทพมหานคร เขาใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยมักใช้เวลาว่างไปกับการทำสวนและเล่นเทนนิส[5] เขายังคงมีเพื่อนชาวอเมริกันจำนวนมาก โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ซีไอเอซึ่งให้การสนับสนุนเขาในช่วงเวลานั้น รวมถึงช่วยออกค่าใช้จ่ายด้านทันตกรรมให้ด้วย อย่างไรก็ตาม เอลส์เวิร์ธ บังเกอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ แสดงท่าทีเหยียดหยามมิญอย่างเปิดเผยและมักกล่าวถึงเขาด้วยถ้อยคำหยาบคายในที่สาธารณะ มิญจึงตอบโต้ด้วยการเขียนบทความสนับสนุนสงครามลงในวารสารฟอเรนอะแฟส์ (Foreign Affairs) เมื่อ ค.ศ. 1968 โดยประณามฝ่ายคอมมิวนิสต์และปฏิเสธแนวคิดการแบ่งปันอำนาจ ซึ่งบทความดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เขาสิ้นสุดช่วงเวลาลี้ภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ[6]

มิญเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเถี่ยว ซึ่งในช่วงนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม "ยังเติร์ก" ที่รวมตัวกับเหงียน กาว กี่, เหงียน ชั้ญ ที, และจุง เติ๊น กาง เพื่อยุติความขัดแย้งและรัฐประหารที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเถี่ยวสามารถเอาชนะคั้ญได้ใน ค.ศ. 1965 และขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ ค.ศ. 1967 พร้อมได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากสหรัฐอเมริกา มิญตั้งใจจะลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ. 1971 เพื่อต่อสู้กับเถี่ยว แต่ภายหลังได้ถอนตัวออก เนื่องจากทราบว่าการเลือกตั้งครั้งนั้นจะกำหนดให้เถี่ยวชนะ โดยมีการจำกัดสิทธิ์ของผู้สมัครฝ่ายตรงข้ามหลายประการ[6] ผลคือเถี่ยวกลายเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวและคงอำนาจต่อไป ส่วนมิญจึงวางตัวเงียบและแทบไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก[5]

มิญได้รับการพิจารณาว่าอาจเป็นผู้นำของ "กองกำลังที่สาม" ซึ่งสามารถเป็นทางออกในการประนีประนอมกับเวียดนามเหนือ เพื่อให้เกิดการรวมประเทศโดยไม่ต้องใช้กำลังทางทหาร รัฐบาลเวียดนามเหนือเองก็หลีกเลี่ยงที่จะสนับสนุนหรือวิจารณ์มิญโดยตรง เนื่องจากเซือง วัน ญุต น้องชายของมิญ เป็นนายพลหนึ่งดาวสังกัดกองทัพประชาชนเวียดนาม ใน ค.ศ. 1973 มิญได้เสนอแนวทางทางการเมืองของตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางสายกลางระหว่างข้อเสนอของเถี่ยวกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่เถี่ยวไม่เห็นด้วยกับแนวคิดประนีประนอมดังกล่าว[6]

การเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง

[แก้]

เมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1975 เถี่ยวได้มอบอำนาจให้รองประธานาธิบดีเจิ่น วัน เฮือง และเดินทางลี้ภัยไปยังไต้หวัน เฮืองพยายามเปิดการเจรจาสันติภาพกับเวียดนามเหนือ แต่เมื่อข้อเสนอของเขาถูกปฏิเสธ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง[81] เมื่อการโจมตีไซ่ง่อนของกองทัพเวียดนามเหนือทวีความรุนแรงขึ้นในวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1975 ที่ประชุมร่วมของรัฐสภาทั้งสองสภาได้ลงมติเป็นเอกฉันท์แต่งตั้งมิญขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และเขาได้เข้าพิธีสาบานตนในวันถัดมา รัฐบาลฝรั่งเศสเชื่อว่ามิญอาจสามารถเป็นคนกลางในการเจรจาหยุดยิงได้ จึงสนับสนุนให้เขาขึ้นสู่อำนาจ[5] อีกทั้งยังเชื่อว่าด้วยบุคลิกที่ลังเลและไม่เด็ดขาด มิญจะถูกควบคุมหรือชักจูงได้ง่ายจากหลายฝ่าย[6] นอกจากนี้ มิญยังเป็นที่รู้กันว่า[82] มีความสัมพันธ์กับฝ่ายคอมมิวนิสต์มาอย่างยาวนาน[6] จึงมีความคาดหวังว่าเขาจะสามารถเจรจาหยุดยิงและเปิดการเจรจาสันติภาพได้[83][84][85] อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังนี้ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะในขณะนั้นกองทัพเวียดนามเหนืออยู่ในสถานะได้เปรียบอย่างเด็ดขาดและใกล้จะได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องประนีประนอมทางการเมืองใด ๆ อีก[86]

ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 1975 กองทัพประชาชนเวียดนามรุกกำลังพลเข้าสู่ชานเมืองไซ่ง่อน[87] ระหว่างที่มิญกล่าวสุนทรพจน์รับตำแหน่งและเรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันที[6] ฝูงเครื่องบินโจมตี เอ-37 จำนวน 5 ลำ ที่ยึดมาจากกองทัพอากาศสาธารณรัฐเวียดนามได้ทิ้งระเบิดโจมตีฐานทัพอากาศเตินเซินเญิ้ต[88] เมื่อเมืองเบียนฮหว่าแตก พลเอก เหงียน วัน ตว่าน ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ได้หลบหนีเข้ากรุงไซ่ง่อน โดยยอมรับว่าผู้บัญชาการทหารส่วนใหญ่สิ้นหวังต่อสถานการณ์แล้ว[89] การขึ้นดำรงตำแหน่งของมิญจึงเป็นสัญญาณให้นายทหารจำนวนมากที่ไม่ต้องการประนีประนอมกับฝ่ายคอมมิวนิสต์เริ่มอพยพออกจากเมือง หรือบางคนเลือกปลิดชีพตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม[90]

กองทัพประชาชนเวียดนามรุกเข้าสู่ใจกลางกรุงไซ่ง่อนโดยแทบไม่พบการต่อต้าน[91] ยกเว้นในพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงซึ่งกองทัพเวียดนามใต้ยังคงมีขีดความสามารถอยู่บ้าง[92] ก่อนรุ่งสางของวันที่ 30 เมษายน เวลา 05.00 นาฬิกา[91] เกรแฮม มาร์ติน เอกอัครราชทูตสหรัฐ ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากไซ่ง่อน และเมื่อเวลา 07.53 นาฬิกา นาวิกโยธินสหรัฐกลุ่มสุดท้ายก็อพยพออกจากดาดฟ้าของสถานทูตสหรัฐ[93] เมื่อเวลา 10:24 นาฬิกา[91] มิญได้รับคำแนะนำจากนายพล เหงียน หืว หั่ญ ให้ประกาศผ่านวิทยุกระจายเสียงไซ่ง่อนสั่งให้กองทัพเวียดนามใต้ยุติการสู้รบ และต่อมาได้ประกาศยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข เขากล่าวว่า "นโยบายของสาธารณรัฐเวียดนามคือสันติภาพและการปรองดอง เพื่อรักษาชีวิตของประชาชน เรารออยู่ที่นี่เพื่อส่งมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลปฏิวัติชั่วคราว เพื่อยุติการนองเลือดที่ไร้ประโยชน์นี้"[6]

จากบทสัมภาษณ์ของนายพล เหงียน หืว หั่ญ ทางบีบีซี เปิดเผยว่ามิญไม่ต้องการอพยพรัฐบาลไซ่ง่อนไปยังพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงเพื่อสู้รบต่อ เขามีความตั้งใจที่จะยุติสงครามผ่านสันติวิธี[94]

เวลาประมาณเที่ยงวัน รถถังของกองทัพประชาชนเวียดนามได้พุ่งชนประตูวังอิสรภาพ[91][95] และเมื่อทหารเวียดนามเหนือบุกเข้าไปในตัวอาคาร ก็พบกับมิญและคณะรัฐมนตรีนั่งรออยู่รอบโต๊ะประชุม มิญกล่าวว่า "การปฏิวัติมาถึงแล้ว พวกท่านก็มาถึงแล้ว"[6] และกล่าวเพิ่มเติมว่า "เรารออยู่เพื่อส่งมอบอำนาจให้พวกท่าน" พันเอก บุ่ย วัน ตุ่ง ผู้บัญชาการฝ่ายเวียดนามเหนือกล่าวตอบว่า "ไม่มีสิ่งใดให้ส่งมอบอีกต่อไป อำนาจของท่านได้สิ้นสุดลงแล้ว ท่านไม่อาจมอบสิ่งที่ท่านไม่มีได้"[4] ต่อมาในช่วงบ่าย มิญได้ประกาศทางวิทยุอีกครั้งว่า "ข้าพเจ้าขอประกาศว่ารัฐบาลไซ่ง่อนยุติการดำเนินงานทั้งหมดแล้ว"[6]

หลังการยอมจำนนอย่างเป็นทางการ มิญถูกเรียกตัวไปสอบสวน แต่หลังจากไม่กี่วันเขาได้รับอนุญาตให้กลับไปพักที่บ้านพักของตน ซึ่งแตกต่างจากนายทหารและข้าราชการส่วนใหญ่[5] ที่ถูกส่งไปยังค่ายปรับทัศนคติเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะนายทหารระดับสูง[96] มิญใช้ชีวิตอย่างสงบและโดดเดี่ยวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 8 ปี เขาใช้เวลาว่างไปกับการเลี้ยงนกและปลูกกล้วยไม้หายาก[6] รัฐบาลฮานอยมองว่ามิญไม่ได้ต่อต้านพวกเขาอย่างแข็งขันในช่วงท้ายของสงคราม จึงอนุญาตให้เขามีชีวิตอย่างสงบตราบใดที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก[5]

การลี้ภัยครั้งที่สองและปัจฉิมวัย

[แก้]

มิญได้รับอนุญาตให้อพยพไปยังประเทศฝรั่งเศสใน ค.ศ. 1983 และตั้งถิ่นฐานอยู่ชานกรุงปารีส โดยทั่วไปเชื่อกันว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์อนุญาตให้เขาเดินทางออกนอกประเทศได้ ภายใต้เงื่อนไขว่าเขาจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ช่วงปลายทศวรรษ 1980 มีข่าวลือว่าเขาอาจได้รับอนุญาตให้กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เวียดนาม แต่เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นจริง[5] ต่อมาใน ค.ศ. 1988 มิญได้ย้ายไปพำนักในสหรัฐอเมริกา อาศัยอยู่ที่เมืองแพซาดีนา รัฐแคลิฟอร์เนีย กับบุตรสาวของเขาอย่างมาย เซือง ในช่วงบั้นปลายชีวิต เขาต้องใช้รถเข็นในการเคลื่อนไหว[4] มิญใช้ชีวิตในต่างแดนอย่างเงียบสงบ ไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเวียดนาม และไม่ได้เขียนบันทึกความทรงจำใด ๆ[6]

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 2001 มิญประสบอุบัติเหตุหกล้มภายในบ้านพักที่แพซาดีนา เขาถูกนำส่งโรงพยาบาลฮันทิงตัน และถึงแก่อสัญกรรมในคืนถัดมา ด้วยวัย 85 ปี[4][6] ร่างของเขาได้รับการฝังไว้ที่สวนอนุสรณ์โรสฮิลส์ที่เมืองวิตเทียร์ รัฐแคลิฟอร์เนีย[5] การเสียชีวิตของมิญไม่ได้รับการไว้อาลัยจากชาวเวียดนามพลัดถิ่นมากนัก เนื่องจากหลายคนยังคงไม่ให้อภัยมิญที่สั่งให้ทหารเวียดนามใต้ยอมวางอาวุธ และมองว่าเขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อการล่มสลายของเวียดนามใต้[6]

อ้างอิง

[แก้]

เชิงอรรถ

[แก้]
  1. Dương Văn Minh profile
  2. Robert Trando Letters of a Vietnamese Émigré − 2010, p. 87 "We learned soon that President Diệm and his brother Nhu had been savagely butchered on the floor of the M-113 by Major Nhung, the aide of General Dương-Văn Minh. This man had the reputation of being a bloodthirsty monster, that every ..."
  3. Phan Rang Chronicles: A British Surgeon in Vietnam Henry Hamilton – 2007, p. 38 "General Dương Văn Minh, who had assumed power, had the major shot."
  4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 Butterfield, Fox (8 August 2001). (Obituaries) "Duong Van Minh, 85, Saigon Plotter, Dies". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 14 July 2010. {{cite web}}: ตรวจสอบค่า |url= (help)
  5. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Stowe, Judy (9 August 2001). "General Duong Van Minh". The Independent. สืบค้นเมื่อ 11 October 2009.
  6. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 Oliver, Myrna (8 August 2001). "Duong Van Minh; Last President of S. Vietnam". Los Angeles Times. สืบค้นเมื่อ 11 October 2009.
  7. 1 2 3 4 5 Jones, p. 418
  8. Jones, p. 417
  9. 1 2 3 Jacobs, pp. 99–100.
  10. 1 2 Lansdale, p. 300
  11. 1 2 Moyar (2006), pp. 53–54
  12. 1 2 Doyle, p. 131
  13. Moyar (2006), p. 65
  14. Moyar, p. 114
  15. Hammer, p. 126
  16. Hammer, p. 147
  17. Jones, p. 286
  18. Jones, p. 247
  19. Jones, p. 370.
  20. Jones, p. 371
  21. 1 2 Jones, p. 373
  22. Tucker, pp. 288–292
  23. 1 2 Jones, p. 414
  24. Hammer, p. 290.
  25. Karnow, p. 321.
  26. Hammer, p. 297
  27. 1 2 Jones, pp. 416–417
  28. Hammer, p. 294
  29. Hammer, p. 295
  30. Hammer, pp. 297–298
  31. Karnow, p. 326
  32. 1 2 3 4 5 Jones, p. 429.
  33. Jones, p. 425
  34. Jones, p. 430
  35. Jones, pp. 430–431
  36. 1 2 3 4 Jones, p. 436
  37. 1 2 3 4 5 Jones, p. 435
  38. Hammer, p. 299
  39. Jones, pp. 435–436
  40. Hammer, pp. 300–301.
  41. Jones, pp. 99–100.
  42. Buttinger, p. 954
  43. 1 2 3 4 "The Overthrow of Ngo Dinh Diem, May–November, 1963". Pentagon Papers. pp. 266–76. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 24 April 2008. สืบค้นเมื่อ 2 November 2007.
  44. Shaplen, pp. 221–224
  45. 1 2 Shaplen, p. 221
  46. Jones, p. 437
  47. 1 2 Shaplen, p. 223
  48. 1 2 Shaplen, p. 225
  49. Shaplen, p. 220
  50. Shaplen, p. 213
  51. Logevall, p. 161
  52. Karnow, pp. 354–355
  53. Shaplen, p. 230
  54. Moyar (2006), p. 294
  55. Shaplen, p. 321
  56. Shaplen, p. 232
  57. Logevall, p. 162
  58. Karnow, pp. 352–354
  59. Shaplen, pp. 332–333
  60. Langguth, p. 278
  61. 1 2 3 4 Langguth, pp. 289–291.
  62. Karnow, p. 354
  63. Langguth, p. 279
  64. Shaplen, pp. 236–237
  65. 1 2 Karnow, p. 355
  66. 1 2 3 Shaplen, pp. 244–245
  67. Langguth, p. 347
  68. Karnow, pp. 394–395
  69. Moyar, p. 762
  70. 1 2 3 Moyar (2006), p. 763
  71. 1 2 3 Moyar (2006), p. 318
  72. Kahin, pp. 229–232
  73. Kahin, p. 232
  74. Moyar, p. 328
  75. Moyar, pp. 765–766
  76. 1 2 3 Karnow, p. 398
  77. Moyar (2004), p. 769
  78. 1 2 3 "South Viet Nam: The U.S. v. the Generals". Time. 1 January 1965.
  79. Moyar (2006), p. 344
  80. Shaplen, p. 294
  81. Willbanks, pp. 264–270
  82. Dougan and Fulghum, pp. 154–155
  83. Isaacs, pp. 439, 432–433
  84. Dougan and Fulghum, pp. 102–103
  85. Willbanks, pp. 273–274
  86. Dougan and Fulghum, pp. 142–143
  87. Willbanks, p. 273
  88. Willbanks, p. 274
  89. Willbanks, p. 275.
  90. Vien, p. 146
  91. 1 2 3 4 Willbanks, p. 276
  92. Escape with Honor: My Last Hours in Vietnam by Francis Terry McNamara and Adrian Hill, p. 133
  93. Dunham, George R (1990). U.S. Marines in Vietnam: The Bitter End, 1973–1975 (Marine Corps Vietnam Operational Historical Series). Marine Corps Association. p. 200. ISBN 9780160264559.
  94. "The day the Vietnam War ended" (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 28 April 2005. สืบค้นเมื่อ 26 January 2020.
  95. Dougan and Fulghum, p. 175
  96. Crossette, Barbara (18 December 1987). "Ho Chi Minh City Journal; 'Re-educated' 12 Years, An Ex-General Reflects". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 14 July 2010.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Buttinger, Joseph (1967). Vietnam: A Dragon Embattled. New York: Praeger Publishers.
  • Cao Văn Viên (1983). The Final Collapse. Washington, D.C.: U.S. Army Center of Military History.
  • Dougan, Clark; Fulghum, David; และคณะ (1985). The Fall of the South. Boston, Massachusetts: Boston Publishing Company. ISBN 0-939526-16-6.
  • Doyle, Edward; Lipsman, Samuel; Weiss, Stephen (1981). Passing the Torch. Boston, Massachusetts: Boston Publishing Company. ISBN 0-939526-01-8.
  • Hammer, Ellen J. (1987). A Death in November: America in Vietnam, 1963. New York: E. P. Dutton. ISBN 0-525-24210-4.
  • Isaacs, Arnold R. (1983). Without Honor: Defeat in Vietnam and Cambodia. Baltimore: Johns Hopkins University Press. ISBN 0-8018-3060-5.
  • Jacobs, Seth (2006). Cold War Mandarin: Ngo Dinh Diem and the Origins of America's War in Vietnam, 1950–1963. Lanham, Maryland: Rowman & Littlefield. ISBN 0-7425-4447-8.
  • Jones, Howard (2003). Death of a Generation: how the assassinations of Diem and JFK prolonged the Vietnam War. New York: Oxford University Press. ISBN 0-19-505286-2.
  • Kahin, George McT. (1986). Intervention: how America became involved in Vietnam. New York: Knopf. ISBN 0-394-54367-X.
  • Karnow, Stanley (1997). Vietnam: A history. New York: Penguin Books. ISBN 0-670-84218-4.
  • Langguth, A. J. (2000). Our Vietnam: the war, 1954–1975. New York: Simon & SchusterF0-684-81202-9.
  • Lansdale, Edward Geary (1991). In the Midst of Wars: An American's Mission to Southeast Asia. New York: Fordham University Press. ISBN 0-8232-1314-5.
  • Logevall, Fredrik (2006). "The French recognition of China and its implications for the Vietnam War". ใน Roberts, Priscilla (บ.ก.). Behind the bamboo curtain: China, Vietnam, and the world beyond Asia. Stanford, California: Stanford University Press. ISBN 0-8047-5502-7.
  • Moyar, Mark (2004). "Political Monks: The Militant Buddhist Movement during the Vietnam War". Modern Asian Studies. New York: Cambridge University Press. 38 (4): 749–784. doi:10.1017/s0026749x04001295. S2CID 145723264.
  • Moyar, Mark (2006). Triumph Forsaken: The Vietnam War, 1954–1965. New York: Cambridge University Press. ISBN 0-521-86911-0.
  • Penniman, Howard R. (1972). Elections in South Vietnam. Washington, D.C.: American Enterprise Institute for Public Policy Research.
  • Shaplen, Robert (1966). The lost revolution: Vietnam 1945–1965. London: André Deutsch.
  • Tucker, Spencer C. (2000). Encyclopedia of the Vietnam War. Santa Barbara, California: ABC-CLIO. ISBN 1-57607-040-9.
  • Willbanks, James H. (2004). Abandoning Vietnam: How America Left and South Vietnam Lost Its War. Lawrence, Kentucky: University of Kansas Press. ISBN 0-7006-1331-5.

แห่งข้อมูลอื่น

[แก้]