เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี รามางกูร)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี รามางกูร)
คณะอาญาสี่เมืองธาตุพนม, กรมการชั้นผู้ใหญ่เมืองคำเกิด
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด เมืองธาตุพนม
เสียชีวิต นครหลวงเวียงจันทน์
ศาสนา ศาสนาพุทธ

เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี รามางกูร) หรือ ท้าวสุวรรณบุญมี อดีตคณะอาญาสี่เมืองธาตุพนม อดีตกรมการชั้นผู้ใหญ่เมืองธาตุพนม และอดีตกรมการชั้นผู้ใหญ่เมืองคำเกิด แขวงบอลิคำไซ ในประเทศลาว ทรงดำรงพระยศในคณะอาญาสี่ตำแหน่งที่ พระอัคร์บุตรเมืองธาตุพนม เป็นองค์แรกและองค์เดียวของเมืองธาตุพนม[1] ทรงเป็นต้นตระกูล บุคคละ และ รามางกูร ณ โคตะปุระ[2] แห่งอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ในภาคอีสานของประเทศไทย อนึ่ง ใน พ.ศ. ๒๔๐๓ (ตรงกับรัชกาลที่ ๔ ของสยาม) พระองค์ได้สถาปนาตนเป็นพระยาธรรมิกราชแห่งเมืองธาตุพนมจากการสนับสนุนของกบฏผู้มีบุญองค์พระบาทและองค์ครุธ ในพื้นเมืองพนมออกพระนามของพระองค์ว่า ราชาเจ้าโอกาส ส่วนคัมภีร์ใบลานเรื่องสังกาดธาตุพระนมออกพระนามเต็มของพระองค์ว่า พระมหาสมเด็จราชาธาตุพระนมบุรมมราชาเจดีย์มหาคุณ [3]

พระประวัติ[แก้]

เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงเป็นพระโอรสพระองค์แรกในเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) เจ้าเมืองธาตุพนมหรือขุนโอกาสผู้ปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนมลำดับที่ ๒ กับอาชญานางบุษดี อีกทั้งทรงเป็นพระนัดดาในเจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) เจ้าเมืองธาตุพนมหรือขุนโอกาสผู้ปกครองกองข้าโอกาสพระธาตุพนมพระองค์แรกจากราชวงศ์เวียงจันทน์ กับอาชญานางยอดแก้วศรีบุญมาแห่งจำปาศักดิ์ เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงเป็นเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ผู้พยายามอ้างสิทธิ์และมีสิทธิ์เป็นลำดับแรกในการขึ้นปกครองธาตุพนมในลำดับที่ ๓ ต่อจากเจ้าพระรามราชปราณีศรีมหาพุทธปริษัท (ศรี รามางกูร) ผู้เป็นพระบิดา แต่ความพยายามนั้นไม่เป็นผลสำเร็จ เนื่องจากตำแหน่งเจ้าเมืองหรือขุนโอกาสตกไปเป็นของพระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องและเครือญาติใกล้ชิด อันเนื่องมาจากความยืดเยื้อเกี่ยวปัญหาการเมืองท้องถิ่นของเจ้านายลาวหลายประการ อาทิ ปัญหาการช่วงชิงดินแดนอาณานิคมริมฝั่งแม่น้ำโขงของประเทศฝรั่งเศส ปัญหาการพยายามลดอำนาจทางการปกครองของเจ้านายท้องถิ่นเมืองธาตุพนมจากฝ่ายสยาม ปัญหาการขัดแย้งผลประโยชน์ทางการเมืองของเหล่าเครือญาติเจ้านายท้องถิ่นเมืองธาตุพนมเอง ตลอดจนปัญหาเกี่ยวกับกบฏผีบุญหรือกบฏผู้มีบุญของภาคอีสาน[4]

ก่อน พ.ศ. ๒๔๔๔ หรือก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาลหลายปี เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงนำกำลังผีบุญจากองค์ครุฑฮาชและองค์พระบาทซึ่งเป็นเครือข่ายผีบุฏขององค์มั่น เข้ามาช่วงชิงกองข้าโอกาสพระธาตุพนมจากพระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร) นายกองข้าโอกาสพระธาตุพนมลำดับที่ ๑ ผู้เป็นเครือญาติใกล้ชิด[5] จากนั้นไม่นานก็ทรงวิวาทกับพระปราณีศรีมหาพุทธบริษัท (เมฆ รามางกูร) และทรงวิวาทกับเจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร) ผู้เป็นอนุชาจนต้องความผิดทางราชการบ้านเมือง พระองค์จึงเสด็จหนีจากบ้านธาตุพนมไปพึ่งอำนาจฝรั่งเศสและประทับยังฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมกับพระยาพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศ ทศบุรีศรีโคตรบูรหลวง (จันทร์ทองทิพย์ มังคละคีรี) เจ้าเมืองนครพนม ขุนสฤษดิ์เรณู (ไชยสาร บัวสาย) กรมการเมืองเรณูนครชั้นผู้ใหญ่ และท้าวพรหมบุตร (บุญเที่ยง รามางกูร) กรมการเมืองธาตุพนมผู้เป็นอนุชาร่วมพระบิดาพระมารดาเดียวกัน[6] ฝ่ายฝรั่งเศสจึงเอาใจพระองค์ด้วยการแต่งตั้งให้เป็นกรมการเมืองคำเกิดชั้นผู้ใหญ่ คอยปรึกษาราชการงานเมืองบริเวณชายแดนเวียดนามอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จากนั้นพระองค์จึงเสด็จไปประทับถาวรยังนครหลวงเวียงจันทน์ ในระหว่างที่ประทับอยู่ ณ เมืองคำเกิดนั้น ทรงสมรสกับอาชญานางบัวสี สุวันนะพักดี ธิดาในเพียทิพพะสอน (สุวรรณกุมาร สุวันนะภักดี) กับอาชญานางบัวมะนี นัดดา (หลานปู่) ในเจ้าอุปฮาตเมืองคำเกิดกับอาชญานางคำด้วง เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ระหว่างนี้ทรงเสด็จมาเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องเจ้านายเมืองธาตุพนมอยู่เป็นบางครั้งบางคราว นอกจากนี้ยังทรงมีบุตรท่านสุดท้ายและท่านเดียวที่เกิดแต่อาชญานางบัวสี สุวันนะพักดี นามว่า ท้าวสุวัณณคำมี อีกด้วย[7]

บูรณะวัดหัวเวียงรังษีและเหตุเสด็จหนีจากธาตุพนม[แก้]

วัดหัวเวียงรังษีตั้งอยู่ ณ บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม[8] ติดริมฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามกับเมืองหนองบก แขวงคำม่วน ประเทศลาว เป็นวัดโบราณมาตั้งแต่สมัยราชอาณาจักล้านช้าง และเป็นวัดประจำตระกูลเจ้าเมือง ขุนโอกาส และนายกองเมืองธาตุพนม มาตั้งแต่ครั้งที่เจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์เสด็จมาปกครองธาตุพนม วัดหัวเวียงรังษีเป็นวัดที่สร้างทับพื้นที่วัดเก่าทั้งหมด[9] สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกันกับองค์พระธาตุพนม ได้รับการบูรณะและฟื้นฟูขึ้นใหม่ในสมัยปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุพนม เนื่องจากอิฐที่ใช้ก่อพระอุโบสถ (สิม) หลังเดิมนั้นเป็นอิฐรุ่นเดียวกันกับอิฐวัดพระธาตุพนม เดิมวัดหัวเวียงรังษีมีเนื้อที่ประมาณ ๕ ไร่เศษ กล่าวกันว่าวัดแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของที่ดินกัลปนาพระธาตุพนม เหตุที่เรียกนามวัดว่าวัดหัวเวียงนั้น เนื่องจากเป็นวัดที่ตั้งอยู่ทางทิศหัวเมืองธาตุพนมซึ่งเป็นหัวเมืองพุทธศาสนานครขนาดใหญ่ หรือเมืองสำคัญของราชอาณาจักรล้านช้างและหัวเมืองฝ่ายลาวมาแต่โบราณ อีกทั้งวัดแห่งนี้ยังตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกำแพงเมืองธาตุพนมด้วย เดิมในอาณาบริเวณวัดหัวเวียงรังษีประกอบด้วยสระน้ำโบราณขนาดใหญ่จำนวน ๓ สระ สระน้ำทั้ง ๓ มีไว้สำหรับเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์อุปโภคบริโภค ในตำนานกล่าวว่าสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เคยเสด็จมาประทับยังอาณาบริเวณสระน้ำทั้ง ๓ ในเขตวัด เนื่องจากใกล้แหล่งน้ำและสะดวกในการคมนาคม อีกทั้งยังอยู่ติดกันกับหอโฮงหลวงของเจ้าเมืองธาตุพนมซึ่งเป็นพระญาติใกล้ชิดของพระองค์[10] นอกจากนี้ น้ำจากสระทั้ง ๓ ยังใช้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์สำหรับประกอบพิธีอุปราชาภิเษกและมุทธาภิเษกฮดสรง (มุรธาภิเษก) เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร) เจ้าเมืองและขุนโอกาสทุกพระองค์ ตลอดจนนายกองเมืองธาตุพนมท่านต่อมาด้วย[11] สระน้ำทั้ง ๓ ตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนบ้านธาตุพนม บริเวณหลังกุฏิวัดหัวเวียงรังษี และบริเวณริมศาลาติดที่ว่าการอำเภอธาตุพนมหลังเดิม ปัจจุบันได้ถูกถมไปทั้งหมดแล้วอันเนื่องมาจากการพัฒนาภูมิทัศน์ของบ้านเมือง

พ.ศ. ๒๔๕๖ เจ้านายกรมการและประชาราษฎรได้ร่วมใจกันสร้างกุฎิขึ้นที่วัดหัวเวียงรังษีใหม่ ปรากฏความในราชกิจจานุเบกษาวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๕๖ เล่ม ๓๐ หน้า ๑๕๗๔-๑๕๗๕ พุทธศักราช ๒๔๕๖ ความว่า ...ด้วยมณฑลอุดรมีใบบอกมาว่า ได้มีผู้ศรัทธาบริจาคทรัพย์ รวม ๘๐ บาท ๓๒ สตางค์ สร้างกุฏิขึ้นที่วัดหัวเวียง ในอำเภอเรณูนคร เมืองนครพนม ๑ หลัง ๒ ห้อง กว้าง ๑ วา ๓ ศอก ยาว ๓ วา ๒ ศอก เสาใช้ไม้มะค่า พื้นฝาแลเครื่องบนใช้ไม้สัก หลังคามุงกระเบื้องไม้แล้วเสร็จหมดตัวเงิน ผู้บริจาคทรัพย์ทั้งหลายขอพระราชทานถวายพระราชกุศล ดังมีรายนามผู้บริจาคทรัพย์ คือ พระเกศ ๘ บาท นายหอมเสมียน ๑๘ บาท จีนหุย ๑๔ บาท ๕๐ สตางค์ นายน้อย ๘ บาท ๕๐ สตางค์ ขุนพนมพนารักษ์นายอำเภอ ๘ บาท นายจาม ๔ บาท ๗๕ สตางค์ นายทองดี ๔ บาท ๕๐ สตางค์ นายอิน นายเหล็ก คนละ ๔ บาท ผู้บริจาคทรัพย์ต่ำกว่า ๔ บาท เงิน ๖ บาท ๗ สตางค์ กระทรวงธรรมการได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว กระทรวงธรรมการ แจ้งความมา ณวันที่ ๒๖ กันยายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๖ (ลงนาม) วิสุทธสุริยศักดิ์ เสนาบดี...[12]

พ.ศ. ๒๔๖๐ หลังจากที่เจ้าพระอัครบุตร (บุญมี) ทรงถูกลดบทบาททางการเมืองลงมานาน เนื่องจากทางสยามได้แต่งตั้งพระพิทักษ์เจดีย์ (ถง รามางกูร) เป็นนายกองข้าพระธาตุพนมขึ้นเป็นตำแหน่งใหม่แทนที่เจ้าเมืองหรือขุนโอกาสเดิม ที่ล่มสลายไปในสมัยหลังสงครามกอบกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ โดยโปรดเกล้าฯ ให้นายกองข้าพระธาตุพนมเป็นกองขึ้นเมืองนครพนมและเมืองมุกดาหาร ต่อมาเมื่อสยามปรารถนาจะรักษาชายพระราชอาณาเขตริมฝั่งแม่น้ำโขงด้วยการสร้างตราครุฑไว้ที่พระอุโบสถของวัดริมฝั่งแม่น้ำโขงทั้งหมด เจ้าพระอัครบุตร (บุญมี) ทรงไม่เห็นด้วยในนโยบาย ในขณะที่ทรงร่วมบูรณะวัดหัวเวียงรังษีอยู่นั้นพระองค์จึงสั่งให้พระอธิการอินทร์ เจ้าอาวาสวัดหัวเวียงรังษี และหลวงชาญอักษร กรมการบ้านธาตุพนม นำตราครุฑไปปั้นไว้ด้านหลังของพระอุโบสถ (สิม) ของวัด เป็นเหตุให้ข้าราชจากฝ่ายสยามถือโอกาสทำเรื่องฟ้องร้องไปถึงฝ่ายบ้านเมือง จนมีข่าวลือว่าเจ้าพระอัครบุตร์ (บุญมี) จะต้องความผิดหนักในราชการ[13] ประกอบกับขณะนั้นฝรั่งเศสได้เข้ามาชักชวนเจ้านายลาวริมฝั่งโขงข้ามไปเป็นเจ้าเมืองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงอยู่เนืองๆ พระองค์จึงตัดสินใจพาชายาหม่อมห้ามและทายาทบุตรหลานทั้งหมดอพยพข้ามแม่น้ำโขงไปพร้อมกับเจ้าเมืองนครพนม ฝ่ายฝรั่งเศสได้แต่งตั้งเจ้าเมืองนครพนมให้เป็นเจ้าเมืองท่าแขก ส่วนพระองค์นั้นไม่ปรารถนาจะประทับยังริมฝั่งโขง ฝ่ายบ้านเมืองจึงส่งพระองค์เสด็จไปยังชายแดนเวียดนาม ณ เมืองคำเกิด แขวงบอลิคำไซ ต่อมาจึงทรงร่ำรวยจากการค้าขายระหว่างชายแดนลาวเวียดนาม ทรงดำรงตำแหน่งเป็นกรมการเมืองชั้นผู่ใหญ่และที่ปรึกษาราชการเมืองคำเกิด[14]

พ.ศ. ๒๔๖๒ วัดหัวเวียงรังษีได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาดังปรากฏความว่า ...มีพระบรมราชโองการประกาศไว้แก่ชนทั้งปวงว่า ที่เขตพระอุโบสถวัดหัวเวียง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยยาว ๑ เส้น ๑๘ วา โดยกว้าง ๑ เส้น ๑๖ วา พระครูพนมนครคณาจารย์เจ้าคณะจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยพระครูเจ้าคณะแขวง ได้ให้กราบบังคมทูลพระกรูณา ขอเปนที่วิสุงคามสิมา พระเจ้าแผ่นดินสยามได้ทรงยินดีอนุโมทนาอนุญาตแล้ว โปรดให้กรมการ ปักกำหนดให้ตามประสงค์ ทรงพระราชอุทิศที่นั้นให้เปนที่วิสุงคามสิมา ยกเปนแผนกหนึ่งต่างหากจากพระราชอาณาเขตร เปนที่วิเสสสำหรับพระสงฆ์มาแต่จาตุทิศทั้งสี่ ทำสังฆกรรมมีอุโบสถกรรมเปนต้น พระราชทานตั้งแต่ณวันที่ ๒๙ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๓๘ พระพุทธศาสนกาล ๒๔๖๒ พรรษา เปนวันที่ ๓๓๖๗ ในรัชกาลปัตยุบันนี้...[15]

ชายาและหม่อม[แก้]

เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงมีชายาและหม่อมที่ปรากฏนามทั้งหมด ๑๗ ท่าน ได้แก่

  • อาชญานางบัวสี สุวันนะพักดี (สุวรรณภักดี) ชายาชาวเมืองคำเกิด ธิดาในเพียทิพพะสอน (สุวรรณกุมาร สุวันนะพักดี)
  • หม่อมวัน ชาวธาตุพนม
  • หม่อมโผน ชาวธาตุพนม
  • อาชญานางแก้วปัพพาร ชาวเมืองคำเกิด
  • อาชญานางสีสุข ชาวเมืองคำเกิด
  • อาชญานางเคือวัลย์ ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน
  • นางผ่อง ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน
  • นางเนือด ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน
  • นางต่อนคำ ชาวเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน
  • นางถ่อนแก้ว ชาวนครเวียงจันทน์ ธิดาเพียจันทะฮด อดีตกรมการเมืองเวียงจันทน์
  • นางหมัย ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางศรีเกิด ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางจำเลิน ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางน้อง ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางบัวสาย ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางหนุ่น ชาวนครเวียงจันทน์
  • นางหนูสุ่น ชาวนครเวียงจันทน์

บุตรธิดา[แก้]

เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ทรงมีพระโอรสและพระธิดาซึ่งต่างมารดากันทั้งหมด ๒๙ ท่าน ได้แก่

  • พระบำรุงพระนมเจดีย์ศรีมหาบริษัท (เทพพะจิตต์ บุคคละ) รักษาราชการธาตุพนมก่อนปฏิรูปการปกครอง
  • ท้าวโพธิสารพินิต (อินทระวงษ์ บุคคละ) กรมการบ้านธาตุพนม
  • ท้าวไชยสุริยวงศ์ (ชัยวงศ์ บุคคละ) กรมการบ้านธาตุพนม
  • หลวงพระศรีอรรคฮาต (สุวรรณพรหมา บุคคละ) กรมการบ้านธาตุพนม
  • หลวงโพธิ์สาราช (พรหมพุทธา บุคคละ) ปลัดกองข้าโอกาสพระธาตุพนม
  • เพียพรหมวงศ์ (สุวรรณวงศ์ บุคคละ) กรมการบ้านธาตุพนม
  • หมื่นศีลาสมาทานวัตร์ (สุวรรณศีลา รามางกูร) กำนันตำบลธาตุพนมคนแรก
  • กำนันสุนีย์ รามางกูร (สุนีย์ บุคคละ) กำนันตำบลธาตุพนมคนแรกหลังยกเลิกระบบบรรดาศักดิ์
  • ท้าวสุวรรณคำเถิก บุคคละ
  • ท้าวสุวรรณคำกอง บุคคละ
  • ท้าวธรรมะทาด บุคคละ
  • ท้าวเจียง บุคคละ
  • ท้าวฮุย บุคคละ
  • ท้าวอินทชิต บุคคละ
  • ท้าวพระลาม บุคคละ
  • ท้าวอุตมะ บุคคละ
  • ท้าวสุทธนู บุคคละ
  • ท้าวคำสิงห์หาญ บุคคละ
  • นางคำสี บุคคละ
  • นางคำดี บุคคละ
  • นางหล่ำ บุคคละ
  • นางสุวรรณเลิศ บุคคละ
  • นางสุวรรณข่าย บุคคละ
  • นางจันทบุตรี บุคคละ
  • นางจันทลี บุคคละ
  • นางจันทผุศดี บุคคละ
  • นางสิมพลี บุคคละ
  • นางอรพิมพ์ บุคคละ
  • นายคำมี รามางกูร (สุวัณณคำมี บุคคละ)

อนึ่ง โอรสธิดาทั้งหมดของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ล้วนอาศัยและตั้งรกรากอยู่ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน และเมืองคำเกิด แขวงบอลิคำไซ ในประเทศลาวทั้งสิ้น มีเพียงกำนันสุนีย์ รามางกูร (สุนีย์ บุคคละ) และนายคำมี รามางกูร (สุวัณณคำมี บุคคละ) ๒ ท่านเท่านั้น ที่กลับเข้ามาอาศัยอยู่ ณ อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ของประเทศไทย ภายหลังจากที่เจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร สกุลเดิม บุคคละ) อนุชาในเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ตั้งสกุลรามางกูรขึ้นโดยเปลี่ยนสกุลเดิมจากสกุลบุคคละมาเป็นรามางกูร จึงได้เชิญบุตรชายทั้ง ๒ ท่านของเจ้าพระอัครบุตร์ (บุญมี) มาร่วมใช้สกุลรามางกูร เป็นเหตุให้ทายาทของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) เพียง ๒ สาย เท่านั้นที่ใช้สกุลรามางกูร[16]

ถึงแก่กรรม[แก้]

ในช่วงบั้นปลายของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) นั้นทรงใช้ชีวิตอย่างสงบ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศลาว โดยเจ้านายทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงมิได้ปลดพระองค์ออกจากตำแหน่งพระอัคร์บุตรแต่ประการใด พระองค์ไม่ปรารถนาจะกลับไปประทับอยู่ ณ อำเภอธาตุพนมซึ่งเป็นเมืองที่พระองค์จากมา เป็นเหตุให้โฮง (เรือน) ที่ดิน และทรัพย์สินทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงของพระองค์ตกเป็นของอนุชาและบุตรหลานของอนุชาทั้งหมด หลังจากถึงแก่กรรมแล้วทายาทบุตรหลานทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงได้จัดพิธีพระศพอย่างเรียบง่าย เนื่องด้วยเป็นช่วงวิกฤตการณ์ทางการเมืองของลาว โดยมีทายาทบุตรหลานจากอำเภอธาตุพนมบางส่วนเดินทางไปร่วมงาน และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเชิญพระอัฐิของพระองค์กลับคืนมาก่อธาตุเจดีย์ยังธาตุพนมแต่ประการใด เจ้านายเมืองธาตุพนมองค์หนึ่งที่เดินทางเข้าร่วมพิธีศพของพระองค์คือ เจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร) ผู้เป็นอนุชาร่วมพระบิดามารดา หลังเสร็จสิ้นงานพระศพ เจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร) ได้นำตัวท้าวสุวัณณคำมีซึ่งเป็นบุตรท่านสุดท้ายของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) กลับมาเลี้ยงดูและรับเป็นบุตรบุญธรรมยังอำเภอธาตุพนมด้วย[17]

การตั้งสกุล[แก้]

สกุลบุคคละ[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประชาชนไทยมีการตั้งนามสกุลเหมือนกับประเทศอื่นๆ โดยให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุลเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๖[18] เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ได้เสด็จจากนครหลวงเวียงจันทน์มายังอำเภอธาตุพนมเพื่อมาเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องทางฝั่งไทยตามคำเชิญชวนของทายาทบุตรหลาน พระองค์ได้ถือโอกาสจดทะเบียนสกุลเพื่อเป็นศิริมงคลไว้แก่ทายาทบุตร์หลานที่สืบเชื้อสายจากเจ้าเมืองและขุนโอกาสเมืองธาตุพนมสายตรงทั้งหมด ตามคำขอร้องของทายาทบุตรหลาน ณ ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม โดยใช้ชื่อสกุลว่า บุคคละ เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Bhuccala คำว่า บุคคละ มาจากภาษาบาลีว่า ปุคฺคล หมายถึงบุคคล ซึ่งเป็นคำมงคลอันมาจากสร้อยราชทินนามของเจ้าพระยาแสนศรีสุวัณณไชยปุคคละหรือเจ้าพระยานาเหนือ (ท้าวคำมุก) พระบิดาในเจ้าพระยาเมืองฮามนามฮุ่งศรี (คำอยู่) ผู้เป็นพระปัยยกา (ทวด) ของเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) และเป็นคำอันมาจากสร้อยราชทินนามของเจ้าพระยาหลวงบุตร์โคตรวังศาเสดถบัวระพาสุวัณณไชยปุคคละ (เจ้าบุตรโคตร) พระบิดาในเจ้าพระยาแสนศรีสุวัณณไชยปุคคละ (ท้าวคำมุก) เจ้าพระยาหลวงบุตร์โคตรวังศาเสดถบัวระพาสุวัณณไชยปุคคละ (เจ้าบุตรโคตร) ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ หรือสมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารพระมหากษัตริย์แห่งนครหลวงเวียงจันทน์ (พระราชบิดาในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์) กับพระนางนาถจันทรมาสศรีราชเทวีแห่งเวียงกะบองขอนหรือเมืองโคตรบองในฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง[19] ดังนั้น สกุลบุคคละจึงนับเป็นสกุลที่เก่าแก่ที่สุดสายแรกของทายาทบุตรหลานเจ้านายเมืองธาตุพนม และเป็นราชตระกูลสายหนึ่งที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ก่อนตกเป็นประเทศราชของราชอาณาจักรสยามด้วย

อนึ่ง ภายหลังจากที่เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) ถึงแก่พิราลัยแล้ว เจ้าพระอุปฮาชา (เฮือง รามางกูร) ผู้เป็นพระอนุชาได้เปลี่ยนสกุลบุคคละมาเป็นสกุลรามางกูร พระองค์ได้เชิญชวนให้ทายาทบุตรหลานเจ้านายเมืองธาตุพนมทั้งหมดที่ถือกำเนิดและใช้สกุลว่าบุคคละให้เปลี่ยนสกุลมาเป็นสกุลรามางกูรทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทายาทบุตรหลานบางส่วนยังคงไม่เห็นด้วย จึงเป็นเหตุให้ทายาทเจ้านายเมืองธาตุพนมที่ใช้สกุลบุคคละยังคงสืบสายสกุลมาจนถึงปัจจุบันแต่มีจำนวนไม่มากนัก สำหรับทายาทบุตรหลานเจ้านายเมืองธาตุพนมที่ใช้ชื่อสกุลว่าบุคคละซึ่งอาศัยอยู่ในตัวอำเภอธาตุพนมนั้น ปัจจุบันเหลือจำนวนน้อยมาก[20]

สกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ[แก้]

สกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ เป็นสกุลที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษสำหรับทายาทสายตรงผู้สืบสกุลเจ้าเมืองและขุนโอกาสเมืองธาตุพนม โดยมิได้ผ่านการขอพระราชทานนามสกุลเช่นเดียวกันกับนามสกุลของทายาทบุตรหลานเจ้านายหัวเมืองลาวอีสานอื่นๆ อันเนื่องมาจากสกุลเดิมของทายาทผู้ขอจดทะเบียนสกุลนั้นเป็นสกุลเก่าแก่ของอำเภอธาตุพนมมาก่อนแล้ว อีกทั้งยังเป็นมงคลนามของบรรพบุรุษมาแต่เดิมด้วย ผู้จดทะเบียนสกุลคือนายเพลิงสุริยเทพ เจ้ามลาวลาช รามางกูร ณ โคตะปุระ (สกุลเดิม รามางกูร) บุตรชายลำดับที่ ๒ ของนายสุพรรณ รามางกูร (ท้าวจารย์กิ สกุลเดิม บุคคละ) หลานปู่ลำดับที่ ๒ ของนายคำมี รามางกูร (ท้าวสุวัณณคำมี สกุลเดิม บุคคละ) เหลนทวดในเจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี) กับอาชญานางบัวสี (สกุลเดิม สุวันนะพักดี) สกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ จดทะเบียน ณ ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ เลขที่ ๓๒๐/๒๕๕๒ จดทะเบียนตามคำขอที่ ๕๑๒๐/๒๕๕๒ ทางราชการออกสกุลให้ไว้เป็นสิริมงคลแก่ทายาทโดยเพิ่มสร้อยสกุลต่อท้ายสกุลเดิมว่า ณ โคตะปุระ[21] ปัจจุบันมีผู้ใช้สกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ เป็นชื่อสกุลเพียงท่านเดียวเท่านั้น

คำว่า รามางกูร ณ โคตะปุระ แปลว่า หน่อเนื้อเชื้อไขของเจ้าพระรามราชแห่งเมืองศรีโคตรบูร เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Ramangkura na Kotapura คำว่า โคตะปุระ หมายถึงเมืองทางทิศตะวันออก เป็นชื่อภาษาบาลีของเมืองศรีโคตรบองหรือเมืองศรีโคตรบูร ในคัมภีร์อุรังคธาตุเทศนาออกนามเมืองว่าเมืองสีโคตโมหรือสิริโคตะปุรี ในคำไหว้พระติ้วพระเทียมออกนามเมืองว่าสิริโคตปุร[22] ในจารึกวัดโอกาสศรีบัวบานออกนามเมืองว่าสีโคตตบูรหลวง ในพงศาวดารล้านช้างออกนามเมืองว่าเมืองตะบองขอน หรือเมืองกะบอง หรือเมืองติโคฏบอง เมืองโคตะปุระเป็นเมืองที่สร้างขึ้นบริเวณปากเซบั้งไฟในประเทศลาวโดยพระยาศรีโคตรบูร ต่อมาภายหลังจากพระยานันทเสนพระราชอนุชาของพระองค์เสด็จสวรรคตลงแล้ว บรรดาเสนาอามาตย์จึงได้ย้ายเมืองไปตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระธาตุพนมบริเวณป่าไม้รวก โดยขนานนามเมืองใหม่ว่า มะรุกขะนะคอน บํวอนพะนม ปะถมมะเจดี (มรุกขนคร บวรพนม ประถมเจดีย์)[23] หรือเมืองมรุกขนคร หรือเมืองลุกขานคร เมื่อเมืองมรุกขนครล่มสลายลงในสมัยพระยานิรุธราชจึงยังคงเหลือแต่เมืองพนมหรือเมืองธาตุพนมตั้งอยู่ในบริเวณนั้น ส่วนเมืองมรุกขนครนั้นเจ้านายในราชวงศ์ล้านช้างจึงย้ายเมืองไปตั้งใหม่ ณ บริเวณเมืองเก่าท่าแขกปากห้วยศรีมังค์ ต่อมาเจ้าพระยาหลวงนครพิชิตราชธานีศรีโคตรบูรหลวงหรือเจ้าหน่อเมืองจึงเปลี่ยนนามเมืองจากมรุกขนครเป็นเมืองศรีโคตรบูรเช่นเดิม ในพื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนมกล่าวว่า พระยาศรีโคตรบองและพระยานันทเสนทรงเป็นปฐมบรรพบุรุษของเจ้านายผู้เข้ามาปกครองธาตุพนมและข้าโอกาสพระมหาธาตุพนมมาตั้งแต่สมัยหลังสถาปนาอูบมุงภูกำพร้า เจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมในยุคต่อมาล้วนสืบเชื้อสายจากพระองค์ทั้งสิ้น จนกระทั่งสมัยอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสารพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ได้อภิเษกกับเจ้านางจันทะมาสเทวีผู้สืบเชื้อสายจากเจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมเดิมซึ่งเป็นเชื้อสายของพระยานันทเสน เป็นเหตุให้ทายาทที่สืบบรรพบุรุษฝ่ายชายจากพระยาศรีโคตรบองและพระยานันทเสนถูกเปลี่ยนมาเป็นทายาทผู้สืบสกุลฝ่ายชายจากราชวงศ์เวียงจันทน์แทน โดยเจ้านายผู้ปกครองธาตุพนมพระองค์แรกที่สืบเชื้อสายจากราชวงศ์เวียงจันทน์โดยมีเชื้อสายของราชวงศ์ศรีโคตรบูรผ่านทางเจ้านางจันทะมาสเทวีอยู่ก็คือ เจ้าพระรามราชรามางกูรขุนโอกาส (ราม รามางกูร)[24]


ก่อนหน้า เจ้าพระอัคร์บุตร (บุญมี รามางกูร) ถัดไป
ไม่ปรากฏนาม 2leftarrow.png พระอัคร์บุตรเมืองธาตุพนม,
กรมการเมืองธาตุพนมและเมืองคำเกิด

2rightarrow.png ไม่ปรากฏนาม


อ้างอิง[แก้]

  1. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  2. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ. เอกสารจดทะเบียนตั้งสกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ. ที่ว่าการอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๒.
  3. คัมภีร์ใบลานเรื่อง สังกาดธาดตุพระนม ฉบับหอสมุดแห่งชาตินครเวียงจันทน์ หน้าลานที่ ๔ บรรทัดที่ ๒-๓
  4. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  5. พระครูสิริปัญญาวุฒิ (ขุนละคร ขันตะ). พื้นครุธราช. นครพนม : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  6. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง ประวัติญาพ่อพระอรรคบุตร สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๒ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐.
  7. สัมภาษณ์คุณยายทองแสง รามางกูร เรื่อง ประวัติของท้าวคำมี รามางกูร และบิดาของท้าวคำมี รามางกูร สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒.
  8. http://www.archae.su.ac.th/art_in_thailand/?q=node/927
  9. http://www.finearts.go.th/fad10/parameters/km/item/
  10. พระอธิการหนูกัน ธมฺมทินฺโน. วัดหัวเวียง. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ๒๕๑๖.
  11. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..
  12. กระทรวงธรรมการ. ราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๕๖ เล่ม ๓๐ น่า ๑๕๗๔-๑๕๗๕. พุทธศักราช ๒๔๕๖.
  13. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง ประวัติวัดหัวเวียง เมืองธาตุพนม สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑.
  14. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง ชีวิตญาพ่ออรรคบุตรในเวียดนาม สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๑.
  15. พระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมาวัดหัวเวียง. พุทธศักราช ๒๔๕๖.
  16. คำมี รามางกูร. เอกสารเปลี่ยนนามสกุลจากบุคคละมาเป็นรามางกูร . ที่ว่าการอำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๒๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๘.
  17. สัมภาษณ์คุณยายพิศมัย คงเพชร (รามางกูร) เรื่อง ประวัติท้าวคำมี รามางกูร สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๒.
  18. http://www.oknation.net/blog/purelife/2008/01/22/entry-17
  19. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง การตั้งสกุลบุคคละ สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐.
  20. สัมภาษณ์คุณยายจันเนา รามางกูร เรื่อง ผู้สืบสกุลบุคคละในอำเภอธาตุพนม สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๑ เดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐.
  21. เพลิงสุริยเทพฯ รามางกูร ณ โคตะปุระ. เอกสารจดทะเบียนตั้งสกุลรามางกูร ณ โคตะปุระ. ที่ว่าการอำเภอ จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๕๒.
  22. วัดโอกาส (ศรีบัวบาน). พระติ้ว-พระเทียม : พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนครพนม. นครพนม. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป. น. ๕.
  23. ดำรง พ. ทัมมิกะมุนี. พระพุทธศาสนาในประเทศลาว : ศึกษาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน. กรุงเทพ. : สุขภาพใจ. ๒๕๕๓. น. ๔๐.
  24. ดวง รามางกูร. พื้นประวัติวงศ์เจ้าเมืองพนม. ม.ป.ท. : ม.ป.พ.. ม.ป.ป..