เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ พรหมเทพ)
เจ้าเมืองอุบลราชธานีศรีวนาไลยประเทศราช
ก่อนหน้า พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ)
ถัดไป เจ้าราชบุตร (หนูคำ)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด นครหลวงเวียงจันทน์
เสียชีวิต เมืองอุบลราชธานี
ศาสนา ศาสนาพุทธ

เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ มีพระนามเต็มว่า เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ดำรงรัฐสีมาอุบลราชธานีบาล พระนามเดิมว่า เจ้าหน่อคำ พรหมเทพสกุล

ทรงเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ ๕[1] ในฐานะเจ้าประเทศราชต่อจากพระพรหมราชวงศา (กุคำ สุวรรณกูฎ) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ ๔ ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)[2] เดิมมีพระยศในตำแหน่งคณะอาญาสี่เป็นที่เจ้าราชวงษ์นครจำปาศักดิ์ ในสมัยเจ้าราชบุตร (โย่) พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์เป็นเจ้านครจำปาศักดิ์[3] เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ทรงเป็นต้นสกุลพระราชทาน ๓ สกุลคือ พรหมโมบล เทวานุเคราะห์ และ พรหมเทพ

ราชตระกูลแห่งราชวงศ์เวียงจันทน์[แก้]

เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ทรงสืบเชื้อสายราชตระกูลมาจากราชวงศ์เวียงจันทน์อันเก่าแก่ พระองค์ทรงเป็นพระโอรสในเจ้าเสือกับเจ้านางท่อนแก้ว เจ้าเสือผู้เป็นพระบิดานั้นเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ (สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์) พระมหากษัตริย์แห่งนครเวียงจันทน์พระองค์สุดท้าย ดังนั้น เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์จึงมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดา (หลานปู่) ในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ และเป็นพระราชปนัดดา (เหลนทวด) ในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๓ (สมเด็จพระเจ้าสิริบุญสาร) ฝ่ายพระมารดาคือเจ้านางท่อนแก้วนั้นเป็นพระธิดาในสมเด็จเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) ผู้เป็นอุปราชนครหลวงเวียงจันทน์ในสมัยสงครามกู้เอกราชของสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ และสมเด็จเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) ยังเป็นพระราชอนุชาต่างพระมารดากับสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ ดังนั้น เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์จึงมีศักดิ์เป็นพระราชนัดดา (หลานตา) ในสมเด็จเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) อีกด้วย

เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์มีพระญาติใกล้ชิดเป็นพระขนิษฐภคินี (น้องสาว) คือเจ้าหญิงหนูมั่น ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) โดยได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า เจ้าจอมมารดาดวงคำ เจ้าหญิงหนูมั่นเป็นพระธิดาในเจ้าคลี่กับเจ้านางท่อนแก้ว เจ้าคลี่เป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ (สมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์) เจ้าคลี่จึงมีศักดิ์เป็นพี่น้องกับเจ้าเสือผู้เป็นพระบิดาในเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ฝ่ายเจ้านางท่อนแก้วนั้นเป็นพระธิดาในสมเด็จเจ้ามหาอุปฮาต (ติสสะ) ดังนั้น เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์และเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงดวงคำ จึงเป็นพี่น้องร่วมพระมารดาแต่ต่างพระบิดากัน นอกจากนี้ เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ยังมีศักดิ์เป็นลุงของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านารีรัตนา และ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) กับเจ้าจอมมารดาดวงคำ และเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ยังมีศักดิ์เป็นหลานลุงในสมเด็จเจ้าราชบุตร (โย่) พระเจ้านครจำปาศักดิ์ ผู้เป็นพระเชษฐาของเจ้าเสือพระบิดาในเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์

ขึ้นเป็นเจ้าประเทศราช[แก้]

เมืองอุบลราชธานีนี้ เดิมแรกตั้งเมืองมีฐานะเป็นเมืองประเทศราช ปรากฏความในเอกสารจดหมายเหตุ ร.๑ จ.ศ. ๑๑๕๔ เลขที่ ๒ สมุดไทยดำ เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ว่าด้วยเรื่องตั้งให้พระประทุม เป็นพระประทุมวรราชสุริยวงษเมืองอุบลราชธานี ความว่า "ด้วย พระบาทสมเดจ๊พระพุทธิเจ้าอยหัว ผู้พานพิภพกรุงเทพพระมหาณครศรีอยุทธยา มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งให้พระประทุม เปนพระประทุมววรราชสุริยวงษ ครองเมืองอุบลราชธานีศรีวะนาไลประเทษราช เศกให้ ณ วัน ๒ ฯ ๑๓ ๘ ค่ำจุลศักราช ๑๑๕๔ ปีชวดจัตวาศก" [4] เจ้าผู้ปกครองเมืองมีพระยศเป็นพระประเทศราช นิยมออกคำนำนามพระยศในจารึกว่า เจ้าพระ เช่น เจ้าพระประทุมฯ เจ้าพระพรหมฯ เป็นต้น เจ้านายสายแรกที่ปกครองเมืองทรงปกครองเมืองดอนมดแดงมาก่อน ทรงสืบเชื้อสายจากราชตระกูลนครศรีสัตนาคณหุตล้านช้างเวียงจันทน์และนครเชียงรุ้งแสนหวีฟ้า ตั้งแต่ครั้งเจ้าพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าทิดพรหม) เจ้าเมืองพระองค์ก่อนเถิงแก่พิราลัย ทางราชการบ้านเมืองก็ยังหาตัวเจ้าเมืองจะปกครองมิได้ พระเจ้าแผ่นดินสยามจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้าราชวงศ์ (หน่อคำ) เจ้านายในคณะอาญาสี่เมืองนครจำปาศักดิ์ ผู้เป็นพระเชษฐาในเจ้าจอมมารดาเจ้าหญิงดวงคำมาเป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ดำรงรัฐสีมา อุบลราชธานีบาล เพื่อให้คล้องกันกับพระนามของ เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหาราธิบดี หรือเจ้าหนู เจ้าเมืองมุกดาหารบุรี (บังมุก) ผู้เป็นพระญาติใกล้ชิด ส่วนตำแหน่งเจ้าราชวงศ์นครจำปาศักดิ์เมื่อว่างลงแล้วนั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพิมพิสาร (บัวระพันธ์) พระโอรสในเจ้านุด พระราชนัดดาในเจ้านครจำปาศักดิ์ (หมาน้อย หรือ พรหมาน้อย) รับตำแหน่งสืบไป[5]

วิวาทกับเจ้านายกรมการเมืองอุบลราชธานี[แก้]

พี่น้อง[แก้]

การพระศาสนา[แก้]

อัญเชิญพระเจ้าทองทิพย์จากนครเวียงจันทน์[แก้]

สร้างวัดไชยมงคล[แก้]

วัดธรรมยุติกนิกายลำดับ ๔ แห่งเมืองอุบลราชธานี

วัดไชยมงคลเป็นวัดราษฎร์ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๒ ถนนสุรศักดิ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี รหัสไปรษณีย์ ๓๔๐๐๐ มีเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๘๙.๗ ตารางวา ตามเอกสารโฉนดที่ ๑๙๔๕ เลขที่ดิน ๑ หน้าสำรวจ ๑๐๖ เล่มที่ ๒๐ หน้า ๔๕ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ออกให้ตั้งแต่วันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยมีอาณาเขตทิศเหนือจรดถนนพโลชัย ทิศใต้จรดถนนสุรศักดิ์ ทิศตะวันออกจรดถนนสาธารณประโยชน์ ทิศตะวันตกจรดที่ดินเอกชน วัดไชยมงคลเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี โดยเป็นวัดที่สร้างขึ้นเป็นลำดับที่ ๔ ในบรรดาวัดที่สังกัดธรรมยุติกนิกายในเมืองอุบลราชธานี โดยวัดแรกที่สร้างขึ้นคือวัดสุปัฏนารามวรวิหาร สร้างโดยเจ้าพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าทิดพรหม ต้นสายสกุล พรหมวงศานนท์) (พ.ศ. ๒๓๓๘ - ๒๓๘๘) เจ้าเมืองอุบลราชธานีองค์ที่ ๒ วัดที่สร้างขึ้นเป็นลำดับที่ ๒ คือวัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง) สร้างโดยพระอุปฮาด (โท ต้นราชตระกูล ณ อุบล) และคณะกรมการเมืองอุบลราชธานี โดยเริ่มสร้างกุฎิ วิหาร และศาลาการเปรียญขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ นอกจากนี้เจ้านายพื้นเมืองอุบลราชธานียังได้ร่วมมือกันสร้างวัดสุทัศนาราม ซึ่งเป็นวัดในสังกัดธรรมยุติกนิกายแห่งที่ ๓ ส่วนวัดไชยมงคลนั้นเป็นวัดสังกัดธรรมยุติกนิกายในลำดับที่ ๔

มูลเหตุสร้างวัดไชยมคล

วัดไชยมงคลสร้างขึ้นโดยเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (พ.ศ. ๒๔๐๙-๒๔๒๕) ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) มูลเหตุการสร้างวัดไชยมงคลขึ้นนั้น ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อพุทธศักราช ๒๔๐๙ หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์นุเคราะห์วงศ์ (บ้างออกพระนามว่าเจ้าพรหมเทวานุสรณ์) เป็นเจ้าเมืองอุบลราชธานีพระองค์ที่ ๔ แล้ว ในปีเดียวกันได้เกิดกบฏฮ่อขึ้นที่นครหลวงเวียงจันทน์ฝั่งประเทศลาว ขณะนั้นสยามถือว่าแผ่นดินฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงยังเป็นประเทศราชของสยามอยู่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) จึงได้มีพระบรมราชโองการให้เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ยกกองทัพไปปราบกบฏฮ่อที่นครหลวงเวียงจันทน์ เมื่อพระได้รับพระบรมราชโองการแล้ว พระองค์จึงสั่งให้แม่ทัพนายกองรวบรวมไพร่พล พระองค์เห็นว่าสถานที่รวบรวมไพร่พลหรือบริเวณที่ตั้งวัดปัจจุบันนี้ มีความร่มรื่น มีต้นโพธิ์ต้นไทรเจริญงอกงามอยู่เป็นจำนวนมาก สถานที่นี้มีชัยภูมิอันดีเหมาะที่จะเป็นที่รวบรวมไพร่พลเพื่อยกกองทัพไปปราบกบฏฮ่อ ด้วยความที่เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ทรงมีเชื้อสายมาจากพระมหากษัตริย์ที่เป็นนักรบ พระองค์จึงสามารถปราบกบฏฮ่อสำเร็จอย่างง่ายดาย หลังเสร็จศึกสงครามแล้วจึงเดินทางกลับมาที่เมืองอุบลราชธานี และทรงดำริที่จะสร้างอนุสรณ์สถานแห่งชัยชนะขึ้น ณ สถานที่รวบรวมไพร่พล พระองค์จึงทรงรวบรวมกำลังศรัทธาจากเหล่าข้าราชบริพาร ไพร่พล และชาวบ้านชาวเมืองอุบลราชธานี สร้างวัดขึ้น ณ สถานที่เคยเป็นที่รวบรวมไพร่พลก่อนเดินทางไปปราบกบฏฮ่อ ในปีพุทธศักราช ๒๔๑๔ โดยพระราชทานนามวัดว่า วัดไชยมงคล เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ พร้อมทั้งได้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ คือ พระปราบไพรีพินาศ ที่อัญเชิญมาจากนครหลวงเวียงจันทน์ มาประดิษฐานไว้ที่วัดไชยมงคลแห่งนี้ ส่วนอีกองค์หนึ่งคือ พระทองทิพย์ ทรงนำไปประดิษฐานไว้ที่วัดศรีทองหรือวัดศรีอุบลรัตนาราม ในปัจจุบัน เมื่อดำเนินการสร้างวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์พร้อมทั้งชาวบ้านชาวเมืองได้กราบอาราธนาเจ้าอธิการสีโหหรือท่านอัญญาสิงห์จากวัดศรีอุบลรัตนาราม มาเป็นเจ้าอาวาสวัดไชยมงคลรูปแรก

ลำดับเจ้าอาวาสวัดไชยมงคล (พ.ศ. ๒๔๑๔-๒๕๕๓)

  • เจ้าอธิการสีโห (เจ้าอธิการสิงห์) เจ้าอาวาสรูปแรก (พ.ศ. ๒๔๑๔) เดิมอยู่วัดศรีทอง
  • ญาครูลา บ้านเดิมอยู่บ้านปลาดุก
  • ญาครูคำ บ้านเดิมอยู่บ้านก้านเหลือง
  • พระอาจารย์ทอง
  • พระอาจารย์มหาคำแสน
  • พระอาจารย์กอง
  • พระครูชิโนวาทสาทร (พระมหาอุทัย ปภสฺสโร, ปธ. ๔) พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๓๘
  • พระครูมงคลชัยคุณ (พระสมชาย กลฺยาโณ) พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๓)
  • พระครูจิตวิสุทธิญาณคุณ (พระจตุรงค์ ญาณุตฺตโม) พ.ศ. ๒๕๔๓-ปัจจุบัน ๒๕๕๓)[6]

ผลงาน[แก้]

เสด็จราชการทัพศึกฮ่อ[แก้]

ขอตั้งเมืองชานุมานมลฑลและเมืองพนานิคม[แก้]

รวบรวมตำนานเมืองจำปาศักดิ์[แก้]

เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ทรงเป็นเจ้านายลาวพระองค์หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้า และรวบรวมตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ร่วมกันกับเจ้าราชวงษ์ผู้เป็นเจ้านายลาวจากนครจำปาศักดิ์ ตำนานนี้ถูกรวบรวมไว้ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๗๐ เรียกว่า ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ ฉะบับเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ และเจ้าราชวงศ์ ดังปรากฏความในตอนต้นของตำนานว่า

...วัน ๔ เดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๓ ปีระกาตรีศกศักราช ๑๒๒๓ ตรงกับปีคฤสตศักราช ๑๘๖๑ เป็นปีที่ ๑๑ ในรัชชกาลที่ ๔ ในพระบรมราชวงศ์อันนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ สุทธสมมติเทพยพงศ์วงศาดิศวรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมราชมหาจักรพรรดิราชสังกาศ บรเมธรรหิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตรพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ที่ ๔ ในพระบรมราชวงศ์อันนี้ มีพระบรมราชโองการดำรัสสั่งพระศรีสุนทรโวหารเจ้ากรมพระอาลักษณ์ และเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์เจ้าเมืองอุบลราชธานี และเจ้าราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์เก่า ซึ่งเป็นโทษต้องถอดออกนอกราชการค้างอยู่นานในกรุงเทพมหานคร มารวบรวมพงศาวดารเก่าของเมืองนครจำปาศักดิ์ และรวบรวมจดหมายเหตุเก่าใหม่มีใน ๔ แผ่นดินมาเลือกเอาความตามสมควร แล้วเรียงเรื่องพระพุทธปฏิมากรแก้วผลึกเอกอุดมลงไว้ เพื่อจะให้ผู้อ่านได้ทราบความเดิม ตามเหตุที่มีจริงเป็นจริงดังจะกล่าวไปนี้...

ตำนานเมืองนครจำปาศักดิ์ฉบับนี้ ได้ถูกนำมาอ้างอิงทางวิชาการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ลาวและประวัติศาสตร์อีสานอยู่บ่อยครั้งในวงการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ยุคปัจจุบัน[7]

การพระราชทานเพลิง[แก้]

เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ทรงมีพระชนม์และถึงพิราลัยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงพระศพ ณ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ ๑ เมษายน ร.ศ. ๑๒๖ [8] พร้อมกับพระศพของพระขนิษฐภคินีคือ เจ้าจอมมารดาดวงคำ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)

อนุสรณ์[แก้]

จังหวัดอุบลราชธานีได้ตั้งชื่อถนนสายหนึ่งว่า ถนนพรหมเทพ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระนามและคุณงามความดีของพระองค์

เกี่ยวกับนามสกุล[แก้]

สกุลพรหมโมบล[แก้]

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสกุลแก่ทายาทใกล้ชิดของเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ว่า พรหโมบล เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Brahmopala ลำดับเลขทะเบียนพระราชทานนามสกุลที่ ๑๔๐๔ ทรงพระราชทานแก่หลวงบุเรศผดุงกิจ (รวย) ปลัดกรมกองตระเวณ เป็นหลานเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ เมืองอุบลราชธานี ๒๗/๔/๑๔ [9] อนึ่ง หลวงบุเรศผดุงกิจ (รวย) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นที่ พันตำรวจเอก พระยาบุเรศผดุงกิจ อธิบดีกรมตำรวจ เป็นบุตรของนายขำ เป็นพระนัดดาในเจ้าหญิงหนูจีน เจ้าหญิงหนูจีนเป็นพี่น้องกับเจ้าเสือพระบิดาในเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ) เจ้าหญิงหนูจีนและเจ้าเสือเป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ หรือสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ดังนั้น พระยาบุเรศผดุงกิจ (รวย พรหโมบล) จึงมีศักดิ์เป็นหลานยายในเจ้าหญิงหนูจีน และมีศักดิ์เป็นหลานตาในเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ) ผู้ถือว่าเป็นต้นสกุล

สกุลเทวานุเคราะห์[แก้]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสกุลแก่ทายาทใกล้ชิดของเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ว่า เทวานุเคราะห์ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า Devanugrah ลำดับเลขทะเบียนพระราชทานนามสกุลที่ ๓/๖๔๓๕ ทรงพระราชทานแก่นายจันทร์แพ บุตรชายเจ้าจันทร์โสม (จันทร์โฉม) ลำดับอักษร ท ที่ ๒๔ พระราชทานเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๑[10] อนึ่ง เจ้าจันทร์โสมเคยได้รับการสถาปนาเป็นพระสนมในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) และได้รับพระราชทานพระนามใหม่ว่า เจ้าจอมมารดาจันทร์โฉม และมีพระราชธิดา ๑ พระองค์ คือพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงไม่ปรากฏพระนาม ต่อมาเจ้าจอมมารดาจันทร์โฉมได้สมรสใหม่และมีบุตรชายคือนายจันทร์แพ เจ้าจอมมารดาจันทร์โฉมเป็นพี่น้องกับเจ้าเสือพระบิดาของเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ) ทั้ง ๒ พระองค์เป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๕ หรือสมเด็จพระเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ดังนั้น นายจันทร์แพ จึงมีศักดิ์เป็นหลานลุงในเจ้าเสือ และมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (น้องชาย) ในเจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ (หน่อคำ) ผู้ถือว่าเป็นต้นสกุล

สกุลพรหมเทพ[แก้]

ก่อนหน้า เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ ถัดไป
พระพรหมราชวงศา (กุทอง สุวรรณกูฏ) 2leftarrow.png Seal Ubon Ratchathani.png
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ. 2409 - พ.ศ. 2425)
2rightarrow.png หลวงจินดารัตน์


อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.guideubon.com/news/view.php?t=5&s_id=1&d_id=1&page=1
  2. บำเพ็ญ ณ อุบล และคณะ. อุบลราชธานี ๒๐๐ ปี. กรุงเทพฯ : ชวนพิมพ์. ๒๕๓๕.
  3. หม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเนจร). พงศาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ : ตีพิมพ์ในประชุมพงศาวดารภาค ๔. ม.ป.ท. : ม.ป.พ., ม.ป.ป..
  4. คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี. เรื่อง ทรงตั้งเจ้าประเทศราช กรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑. ม.ป.ท. : สำนักนายกรัฐมนตรี, ๒๕๑๔. น. ๕-๗.
  5. เติม วิภาคย์พจนกิจ. ประวัติศาสตร์อีสาน. พิมพ์ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ๒๕๔๖. น. ๑๑๑.
  6. http://www.chaimongkol.net/site/index.php/history
  7. https://th.wikisource.org/wiki/%
  8. http://www.moc.go.th/opscenter/ub/Touring%20&%20Interest%20place/Toongsrimuang%20Park.htm
  9. https://sites.google.com/site/thailandsurname/home/-ph-1
  10. กรมศิลปากร. นามสกุลพระราชทานในรัชกาลที่ ๗ ถึงรัชกาลปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : เดือนตุลา. ๒๕๕๔. น. ๕๕