อกุสต้าเวสท์แลนด์ อาพาชี่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1
บทบาทเฮลิคอปเตอร์โจมตี
บริษัทผู้ผลิตเวสท์แลนด์
เริ่มใช้มกราคม พ.ศ. 2544
สถานะประจำการ
ผู้ใช้งานหลักเหล่าอากาศทหารบก (สหราชอาณาจักร)
ช่วงการผลิตพ.ศ. 2541-2547
จำนวนที่ผลิต67 ลำ
พัฒนามาจากเอเอช-64ดี อาพาชี่ลองโบว์

อกุสต้าเวสท์แลนด์ อาพาชี่ (อังกฤษ: AgustaWestland Apache) เป็นเฮลิคอปเตอร์โจมตีเอเอช-64ดี อาพาชี่ลองโบว์ของโบอิงที่ผลิตขึ้นมาภายใต้ใบอนุญาตให้กับกองทัพบกอังกฤษ เฮลิคอปเตอร์แปดลำแรกถูกสร้างขึ้นโดบโบอิง อีก 59 ลำที่เหลือประกอบโดยเวสท์แลนด์ เฮลิคอปเตอร์ (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอกุสต้าเวสท์แลนด์) โดยใช้ส่วนประกอบจากโบอิง สิ่งที่มันมีแตกต่างจากเอเอช-64ดีคือเครื่องยนต์โรลส์รอยซ์ ระบบอิเลคทรอนิกป้องกันแบบใหม่ และกลไลใบพัดที่ททำให้รุ่นนี้สามารถทำหน้าที่ได้จากบนเรือ เฮลิคอปเตอร์รุ่นนี้ได้รับชื่อว่า"ดับบลิวเอเอช-64" ที่ตั้งโดยเวสท์แลดน์ เฮลิคอปเตอร์ มันใช้อีกชื่อหนึ่งว่า"อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1" (Apache AH Mk 1) หรือ"อาพาชี่ เอเอช1" โดยกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร

การพัฒนา[แก้]

ความต้องการเฮลิคอปเตอร์โจมตีแบบเกิดขึ้นในต้นทศวรรษที่ 2533 โดยเริ่มแรกมีการสั่งซื้อประมาณ 125 ลำ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังไม่มีการเชื้อเชิญอย่างแม้จริงจนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2536 โดยมีข้อเสนอดังนี้

อาพาชี่ถูกเลือกในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538 และสัญญาสั่งซื้อเฮลิคอปเตอร์ 67 ก็ทำขึ้นในปีพ.ศ. 2539 เฮลิคอปเตอร์ลำแรกถูกสร้างขึ้นโดยโบอิง (ซึ่งถูกรวมเข้ากับแมคดอนเนลล์ ดักลาสในปีพ.ศ. 2540) ซึ่งถูกส่งมอบในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 เวสท์แลนด์ส่งมอบเครื่องของตนในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2543 อาพาชี่ลำสุดท้ายถูกส่งมอบในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547[1] ราคาของเฮลิคอปเตอร์ทั้งหมดคือประมาณ 3,100 ล้านปอนด์ มากขึ้นกว่าเดิม 1 พันล้านปอนด์ที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม เพราะว่าค่าขนส่งนั่นเอง

การออกแบบ[แก้]

การสำรวรการป้องกันทางยุทธศาสตร์ของสหราชอาณาจักรต้องการอาพาชี่เพื่อรองรับภารกิจโจมตีที่ซับซ้อน โดยปฏิบัติการได้จากเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์เรือหลวงโอเชี่ยน เป็นเรือบรรทุกอากาศยานชั้นอินวินซิเบิล เรือหลวงบุลวาร์ค และเรือหลวงอัลเบียน ดังนั้นความแตกต่างหลักระหว่างดับบลิวเอเอช-64 กับเอเอช-64 อาพาชี่คือระบบกลไกใบพัดที่พับเก็บได้ ซึ่งต้องทำให้เฮลิคอปเตอร์เล็กพอที่จะบรรทุกไปบนเรือ

อาพาชี่จะทำหน้าที่บนเรือของราชนาวีโดยจะประจำการบนเรือหลวงโอเชี่ยนในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2548 จากนั้นในวันที่17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 เรือหลวงอาร์คโรยัลจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกที่ใช้อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1 ที่ฐานทัพเรือพอร์ตสเมาธ์

นอกจากนั้นยังมีข้อแตกต่างดังนี้

  • เครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ เทอร์โบเมก้า อาร์ทีเอ็ม322 01/12[2] ซึ่งมาแทนที่เจเนรัล อิเลคทริก ที700-0uvu-701ซี เครื่องยนต์โรลส์-รอยส์นั้นให้กำลังขับ 2,100 แรงม้า ในขณะที่เครื่องจีอี ที700ซีให้แรงขับ 1,890 แรงม้า กำลังที่มากกว่า 11% จะเกิดขึ้นเมื่อทำการบินขึ้นเพราะว่าระบบส่งสัญญาณ ของอาพาชี่[3] ระบบส่งสัญญาณใหม่นี้มีเพื่อใช้พลังงานทั้งหมดที่มี ก็เป็นการพัฒนาใหม่เช่นกัน[4]
  • ใบพัดที่มีระบบกำจัดน้ำแข็ง ทำให้มันสามารถปฏิบัติการในพื้นที่แทบอาร์กติกได้
  • ระบบช่วยเหลือป้องกันแบบซีเล็กซ์ (SELEX)
  • การเชื่อมต่อกับระบบการสื่อสารปลอดภัยโบว์แมน (BOWMAN secure communications system)
  • ความสามารถในการขนและยิงจรวดซีอาร์วี7 76 ลูก
  • การฝึกใช้เลเซอร์ที่ปลอดภัยต่อสายตาถูกพัฒนาขึ้นมาและใส่เข้าไปเพื่อทำให้การฝึกโดยใช้อาพาชี่ในการระบุเป้า เพราะเลเซอร์ยุทธวิธีนั้นไม่สามารถใช้ได้ในสหราชอาณาจักรเพราะขีดจำกัดในเรื่องระยะทาง ข้อห้ามได้ถูกตั้งใหม่และสามารถใช้เลเซอร์ดังกล่าวได้โดยมีผู้ดูแล

ประวัติการใช้งาน[แก้]

ในกองทัพบกอังกฤษอาพาชี่ เอเอช มาร์ค1 จะเข้ามาแทนที่เฮลิคอปเตอร์ต่อต้านรถถังเวสท์แลนด์ ลิงซ์ เอเอช7 อาพาชี่ยังทำหน้าที่ในการโจมตีของกองทัพบกสหรัฐ อาพาชี่ทำสงครามครั้งแรกในสงครามอ่าวเมื่อปีพ.ศ. 2534 โดยทำลายการป้องกันทางอากาศส่วนใหญ่ลงไป อีกภารกิจหนึ่งคือการลาดตระเวนพร้อมอาวุธ เช่นเดียวกันกับเอเอช-64ดี อาพาชี่ลองโบว์ของสหรัฐ อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1 จะมีเรดาร์ควบคุมการยิงและระบบอาร์เอฟไอที่ให้การตรวจตราแบบผสมและระบบการโจมตี เรดาร์ของลองโบว์จะมีรูปร่างเหมือนกระเปาะวงกลมที่อยู่เหนือแกนใบพัด ตำแหน่งของมันทำให้อาพาชี่สามารถร่อนอยู่หลังที่ซ่อนในขณะที่ทำการตรวจหาเป้าหมายโดยเผยแค่ส่วนเรดาร์เท่านั้น[5]

ปฏิบัติการแรกของอาพาชี่เกิดขึ้นในอัฟกานิสถาน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 อาพาชี่ของสหราชอาณาจักรได้ปฏิบัติการในเขตเฮลมานด์ ทางใต้ของอัฟกานิสถาน โดยได้ยิงขีปนาวุธเฮลไฟร์เพื่อทำลายยานเกราะของฝรั่งเศสที่เสียหายจนใช้งานไม่ได้ สาเหตุที่ทำลายก็เพราะว่าความเสียหายนั้นมากเกินกว่าที่จะซ่อมแซมได้ นี้คือแต้มแรกของอาพาชี่ที่เกิดขึ้นในเขตศัตรู เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1 ก็มีทั้งสิ้น 8 ลำในอัฟกานิสถาน[6]

ในวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2550 กองกำลัง 200 นายของอังกฤษที่นำโดยนาวิกโนธินได้เริ่มการโจมตีป้อมจูกรูม (Jugroom Fort) อันเป็นที่ตั้งขนาดใหญ่ของตาลิบันในเขตเฮลมานด์[7] หลังจากการยิงอันดุเดือดนายหลายชั่วโมงนาวิกโยธินก็รมตัวกันใหม่และพบว่านายทหารแมทธิว ฟอร์ดได้หายตัวไป ภารกิจช่วยเหลือจึงเริ่มขึ้นเพื่อหาตัวฟอร์ดโดยมีอาสามสมัครเป็นนาวิกโยธินสามนายและทหารช่างอีหหนึ่งนายซึ่งผูกตัวเองไว้กับปีกของอาพาชี่สองลำ เฮลิคอปเตอร์ไม่สามารถบินได้เร็วกว่า 50 ไมล์ต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของทหารทั้งสี่นาย[8] อาพาชี่ลงจอดเมื่อถูกยิง จากนั้นทีมช่วยเหลือก็ปลดตัวเองและสามารถกู้ร่างของฟอร์ดมาได้ ร่างของฟอร์ดถูกนำออกไปด้วยวิธีเดียวกับที่ทีมช่วยเหลือทำ อาพาชี่อีกสองลำจะคอยช่วยยิงคุ้มกันใหม้ทีมช่วยเหลือ ไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใดได้รับบาดเจ็บในภารกิจกู้ชีพและต่อมาก็ได้รับการยกย่องในความกล้าหาญ[9][10]

ไม่เหมือนกับฝ่ายอเมริกันในอัฟกานิสถาน อาพาชี่ เอเอช มาร์ค1 นั้นใช้เรดารควบคุมการยิงของลองโบว์ ซึ่งทำให้นักบินสามารถจัดการกับจราจรทางอากาศได้ดีกว่า[11]

ประเทศผู้ใช้งาน[แก้]

รายละเอียด[12][13][แก้]

  • ลูกเรือ 2 นาย
  • ความยาว 17.7 เมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลางใบพัด 14.6 เมตร
  • ความสูง 3.87 เมตร
  • พื้นที่การหมุนของใบพัด 168.11 ตารางเมตร
  • น้ำหนักเปล่า 5,165 กิโลกรัม
  • น้ำหนักพร้อมอาวุธ 8,006 กิโลกรัม
  • น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด 9,525 กิโลกรัม
  • ขุมกำลัง เครื่องยนต์เทอร์โบชาฟท์โรลส์-รอยซ์ อาร์ที่เอ็ม322 ให้กำลังเครื่องละ 2,100 แรงม้า
  • ความเร็วสูงสุด 293 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • พิสัย 1,700 กิโลเมตร
  • เพดานบินทำการ 2,100 ฟุต
  • อัตราการไต่ระดับ 2,500 ฟุตต่อนาที
  • อาวุธ
  • ปืนกลเอ็ม230 พร้อมกระสุน 1,156 นัด
  • ขีปนาวุธเฮลไฟร์ (เอฟไอเอ็ม-92 สติงเกอร์ สตาร์สตรีค ไซด์ไวน์เดอร์/ไซด์อาร์ม)
  • จรวดซีอาร์วี7

ดูเพิ่ม[แก้]

การพัฒนาที่เกี่ยวข้อง
อากาศยานที่เทียบเท่า

อ้างอิง[แก้]

  1. "British Army Receives 67th Apache In Ceremony Held At The Farnborough Air Show 2004". AgustaWestland, 21 July 2004.
  2. RTM 322 page, Turbomeca
  3. APACHE IN FOREIGN SERVICE, Vectorsite.net, 1 July 2007.
  4. Apache Moves On
  5. Give us an enemy to fight, says chief of Britain's Apache helicopter fleet
  6. "Parliamentary questions to The Secretary of State for Defence (Des Browne)", Hansard, February 26, 2007, 122586 Check date values in: |date= (help)
  7. MoD news release
  8. News Of The World article[ลิงก์เสีย]
  9. Helicopter rescue marines hailed
  10. Troops made rescue bid for marine
  11. Afghan Field Report: British WAH-64Ds. Defense Industry Daily
  12. Apache AH Mk1, AgustaWestland.
  13. "Boeing AH-64 Apache". Jane's: All the World's Aircraft. Jane's Information Group. 2000-10-13. สืบค้นเมื่อ 2006-06-17. Check date values in: |date= (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]