วัดสิงห์ (เขตจอมทอง)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สำหรับวัดสิงห์แห่งอื่น ดูที่ วัดสิงห์
วัดสิงห์
วัดสิงห์ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร (23).jpg
ที่ตั้งเลขที่ 35 ซอยเอกชัย 43 ถนนเอกชัย แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร 10150
นิกายเถรวาท มหานิกาย[1]
พระพุทธศาสนา ส่วนหนึ่งของสารานุกรมพระพุทธศาสนา

วัดสิงห์ เป็นวัดโบราณ ตั้งอยู่ริมคลองสนามชัย (คลองด่าน) ด้านหลังสถานีรถไฟวัดสิงห์ เขตจอมทอง ทางวัดเปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา สำหรับการศึกษาทางโลก มีโรงเรียนมัธยมวัดสิงห์ซึ่งทางวัดให้การสนับสนุนตั้งอยู่ในที่ธรณีสงฆ์ของวัดด้วย

ประวัติ[แก้]

เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงกับวัดเป็นชุมชนหนาแน่น จึงมีการบูรณะและสร้างเสริมถาวรวัตถุภายในวัดจนกลายเป็นวัดขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในย่านนี้ แต่เดิมคงเป็นวัดขนาดเล็ก ตั้งอยู่ริมคลองสนามชัยที่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำท่าจีน มีหลักฐานพบว่า วัดสิงห์มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หากจะกำหนดอายุถือจากใบเสมาเป็นหลัก เข้าใจว่า สร้างมาแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ด้วยเป็นเสมาของยุคนั้นแท้ ๆ อีกประการหนึ่ง ลวดลายปูนปั้นกระจกมีรูปปั้นเทพนมติดตั้งตรงช่อฟ้าและหางหงส์ แบบเดียวกับวัดท่าหลวง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง จึงคาดว่าเป็นวัดรุ่นเดียวกัน[2]

ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม[แก้]

โบสถ์หลังเก่าก่อผนังหนาทรงวิลันดาสมัยอยุธยา หน้าบรรณปั้นปูนรูปลายพะเนียงประดับถ้วยชาม ตอนล่างหน้าบรรณปั้นลักษณะจำลอง เขามอ คันทวยสลักไม้สวยงาม หน้าอุโบสถต่อเพิงยื่นออกมา เสารับเพิงเป็นเสาเหลี่ยมย่อมมุม 12 คาดว่าต่อภายหลังในอยุธยาตอนปลาย (เหตุเพราะอยุธยาตอนต้นไม่มี) ในปัจจุบันทางวัดสร้างโบสถ์หลังใหม่และใช้เสมาเก่าเฉพาะที่สมบูรณ์ดีเท่านั้น

ส่วนพระประธานในโบสถ์เก่า ทำด้วยก่ออิฐฉาบปูน ลงรักปิดทองและมีพระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ได้อัญเชิญย้ายมาวิหารหลังใหม่ มาทราบภายหลังว่า พระพุทธรูปองค์นี้เป็นเนื้อหินทรายแดง (ศิลาแลง) คาดว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยหรืออยุธยาตอนต้น เป็นพระพุทธรูปปาง อู่ทอง นั่งขัดสมาธิ ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อดำ

นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนพระพุทธรูปหินทรายแดงสมัยอยุธยาอยู่บริเวณโคนต้นโพธิ์และต้นมะขามหน้าวิหารหลวงพ่อดำอีกมาก คาดว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 300–400 ปี

อ้างอิง[แก้]

  1. รายชื่อวัดในจังหวัดกรุงเทพมหานคร
  2. น. ณ ปากน้ำ (นามแฝง). ศิลปกรรมในบางกอก. (พระนคร : โรงพิมพ์เฟื่องอักษร, 2514), หน้า 187