มังรายกะยอฉะวา
| มังรายกะยอฉะวา | |
|---|---|
มังรายกะยอฉะวาเป็นตัวแทนนะมองมี่น-พยู | |
| พระมหาอุปราชาแห่งอังวะ | |
| ครองราชย์ | ป. ธันวาคม 1406 – 13 มีนาคม 1415 |
| ก่อนหน้า | Theiddat (ทายาทโดยสันนิษฐาน) |
| ถัดไป | สีหตู |
| พระเจ้าแปร | |
| ครองราชย์ | ป. กรกฎาคม 1413 – พฤศจิกายน 1413 |
| ก่อนหน้า | โซะกะเต้แห่งแปร (รักษาการ) |
| ถัดไป | พระเจ้าฝรั่งมังศรี |
| ประสูติ | ป. มกราคม ค.ศ. 1391 วันเสาร์ ป. เดือนดะโบ่-ดแว 752 ME ปยีนซี อาณาจักรอังวะ |
| สวรรคต | 13 มีนาคม ค.ศ. 1415 (24 พรรษา) วันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนดะกู้ตอนปลาย 776 ME ตูนเต้– ดะละ อาณาจักรหงสาวดี |
| ฝังพระศพ | ตูนเต้– ดะละ |
| คู่อภิเษก | ซอมี่นละ (ค.ศ. 1406–1415) |
| พระราชบุตร รายละเอียด |
|
| พม่า | မင်းရဲကျော်စွာ |
| ราชวงศ์ | อังวะ |
| พระราชบิดา | พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง |
| พระราชมารดา | ชีนมิเนาะ |
| ศาสนา | พุทธเถรวาท |
มังรายกะยอฉะวา (พม่า: မင်းရဲကျော်စွာ, ออกเสียง: [mɪ́ɰ̃jɛ́ tɕɔ̀zwà]; ประมาณ มกราคม 1391 – 13 มีนาคม 1415) เป็นทายาทผู้มีสิทธิโดยตรงแห่งอังวะระหว่าง ค.ศ. 1406 ถึง 1415 และผู้บัญชาการกองทัพอังวะในช่วงสงครามสี่สิบปีระหว่าง ค.ศ. 1410 ถึง 1415
มังรายกะยอฉะวาเป็นแม่ทัพที่พระราชบิดาคือ พระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง กษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งอังวะชื่นชมและไว้วางพระทัยมากที่สุดซึ่งในระหว่าง ค.ศ. 1406 ถึง 1415 ทั้งพระเจ้าฝรั่งมังฆ้องและมังรายกะยอฉะวาได้ปราบปรามอาณาจักรใกล้เคียงจนราบคาบ
มังรายกะยอฉะวาได้รับบาดเจ็บระหว่างการรบกับกองทัพหงสาวดีในสงครามสี่สิบปีและปฏิเสธการรักษาจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1415 พระเจ้าราชาธิราช กษัตริย์แห่ง อาณาจักรหงสาวดี จึงจัดการฝังพระศพของมังรายกะยอฉะวาอย่างสมพระเกียรติ
พระชนม์ชีพช่วงต้น
[แก้]
มังรายกะยอฉะวามีพระนามพระราชสมภพว่า มี่น พยู (မင်းဖြူ, [mɪ́ɰ̃ bjù]) ป. มกราคม ค.ศ. 1391[note 1] เจ้าชายในอนาคตเป็นพระราชโอรสองค์แรกของเจ้าชายมังสุเหนียดแห่งปยีนซี กับพระมเหสีองค์แรกนาม ชีนมิเนาะ พระราชบิดาเป็นพระราชโอรสในพระเจ้าฝรั่งมังศรีชวาแห่งอังวะ ส่วนพระราชมารดาเป็นพระธิดาในเจ้าฟ้าเสืองำฟ้า (Hso Ngam Hpa) หรือ ตองันพวา (Tho Ngan Bwa) แห่งเมืองยาง (โม่ญี่น)[5] มังสุเหนียดและมิเนาะสมรสกันในการสมรสระหว่างอาณาจักรเมื่อ ค.ศ. 1389/90 ในช่วงพักจากการสู้รบสั้น ๆ ระหว่างอังวะและเมืองยาง[5][6]
ตามความในพระราชพงศาวดารพม่า เจ้าชายมี่นพยูปรากฏชื่อเสียงมาตั้งแต่ก่อนจะประสูติ ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ได้เกิดในช่วงปลายของระยะแรกแห่งสงครามสี่สิบปีระหว่างอาณาจักรอังวะกับอาณาจักรหงสาวดี บรรดาผู้คนทั้งฝ่ายอังวะและหงสาวดีล้วนเชื่อกันว่าพระชาติเดิมของพระองค์คือพ่อลาวแก่นท้าว พระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระเจ้าราชาธิราชแห่งหงสาวดี ผู้ซึ่งถูกพระราชบิดาของพระองค์เองลงพระราชอาญาประหารชีวิตด้วยสงสัยว่าจะทรงก่อขบถเมื่อราวเดือนเมษายน ค.ศ. 1390 ทั้งที่พระองค์ยังมีพระชนมพรรษาเพียงไม่เกิน 7 ปี กล่าวกันว่าก่อนเพชฌฆาตจะนำพ่อลาวแก่นท้าวไปสำเร็จโทษ พระองค์ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าหากพระองค์เป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้เป็นผู้คิดประทุษร้ายต่อพระราชบิดาในชาตินี้จริงแล้ว ชาติต่อไปขอให้พระองค์ได้กำเนิดในราชวงศ์อังวะ เพื่อจะได้กระทำสงครามล้างผลาญเมืองหงสาวดีให้สมแค้น พระราชพงศาวดารยังเล่าต่อไปอีกว่า หลังจากพ่อลาวแก่นท้าวสิ้นพระชนม์ไปแล้วได้ราว 3-4 เดือน ก็ปรากฏว่าพระนางชีนมิเนาะทรงพระครรภ์ และทรงแพ้ท้องอยากจะเสวยของ 3 สิ่งจากดินแดนทางใต้[note 2] ถึงแม้อังวะและพะโคหงสาวดีจะเคยกระทำสงครามแก่กัน แต่พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องก็ได้ส่งทูตมาทูลขอสิ่งเหล่านี้จากพระเจ้าราชาธิราชในทางไมตรี เมื่อมองในแง่ความเชื่อเรื่องอภินิหารของโลกการเมืองพม่าแล้ว พระเจ้าราชาธิราชก็ทรงแน่พระทัยว่าพระกุมารที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางชีนมิเนาะจะต้องเป็นพ่อลาวแก่นท้าวที่กลับชาติมาเกิดใหม่ด้วยแรงอธิษฐานก่อนสิ้นพระชนม์[6] ด้วยคำแนะนำของบรรดาปุโรหิตและโหราจารย์ พระองค์จึงมอบมะม่วงเมืองดะละให้แก่พระเจ้าฝรั่งมังฆ้องโดยดี แต่ดินและน้ำศักดิ์สิทธิ์นั้น ทรงเปลี่ยนให้เป็นดินและน้ำที่ผ่านการกระทำอาถรรพ์ตามพิธี "ยัตรา" (ယတြာ, yadaya) เพื่อป้องกันภัยพิบัติต่าง ๆ แทน[7][8]
เจ้าชายมี่นพยูทรงมีพระกนิษฐภคินี 1 พระองค์ คือ พระนางซอ ปยี จันตา (Saw Pyei Chantha) และทรงมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ เจ้าชายสีหตูกับเจ้าชายมินโญ (มังกะยอดิน)[9] เจ้านายสี่พี่น้องเหล่านี้เจริญพระชนม์ขึ้นในเมืองปยีนซี ห่างจากราชธานีอังวะลงไปทางใต้ 60 กิโลเมตร จนถึงปี ค.ศ. 1400 ครั้นเมื่อพระราชบิดาของพระองค์ได้เสวยราชสมบัติในกรุงอังวะ[10] และได้รับการเฉลิมพระนามว่าพระเจ้าฝั่งมังฆ้อง ครอบครัวของพระองค์ก็ย้ายติดตามมาประทับที่พระราชวังในกรุงอังวะเช่นกัน[11]
พระบรมวงศานุวงศ์
[แก้]มังรายกะยอฉะวาสมรสกับซอมี่นละ ผู้ให้กำเนิดพระราชโอรสธิดา 4 พระองค์[12]
| พระนาม | พระราชสมภพ–สวรรคต | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| มังกะยอดินแห่งตองอู | 1408–1459 | "กษัตริย์"กบฏแห่งตองอู (ครองราชย์ ค.ศ. 1452–59) |
| Min Hla Htut แห่ง Pyakaung | ป. 1410–? | พระมเหสีของอุปราชซีตูจอทีนแห่งตองอู พระอัยยิกาในพระเจ้าเมงจีโยแห่งราชวงศ์ตองอู |
| Minye Aung Naing | ป. 1412–? | |
| ซอมี่น-พยู | 1415–? | พระมเหสีองค์ที่สามของซอ-ชเวแคะแห่งแปรและสารวดี พระอัยยิกาในพระเจ้าบาเยงทเวแห่งแปร |
ประวัติศาสตร์นิพนธ์
[แก้]ราชพงศาวดารระบุเรื่องวันพระราชสมภพและวันสวรรคตของพระองค์ รวมถึงระยะเวลาในการเป็นรัชทายาทไม่ตรงกัน
| ข้อมูล | พระราชสมภพ–สวรรคต | พระชนมายุ | ในฐานะมกุฎราชกุมาร | อ้างอิง |
|---|---|---|---|---|
| ราชาธิราช | ป. ต้น ค.ศ. 1391 – 24 มีนาคม ค.ศ. 1414 [ตามต้นฉบับ] | 24 (ปีที่ 25 [ตามต้นฉบับ]) |
ไม่ระบุ | [note 3] |
| มหาราชวงศ์ | ป. ต้น ค.ศ. 1391 – 21 มีนาคม ค.ศ. 1417 [ตามต้นฉบับ] | ~26 | ต้น ค.ศ. 1412 – 21 มีนาคม ค.ศ. 1417 [ตามต้นฉบับ] | [note 4] |
| Mani Yadanabon | 1391/92 – 1416/17 พระราชสมภพวันเสาร์ |
25 (ปีที่ 26) |
ไม่ระบุ | [note 5] |
| มหาราชวงศ์ ฉบับใหม่ | ป. ต้น ค.ศ. 1391 – 13 มีนาคม ค.ศ. 1415 | 24 (ปีที่ 25) |
1406/07 – 13 มีนาคม ค.ศ. 1415 | [note 6] |
| มหาราชวงศ์ ฉบับหอแก้ว | ป. ต้น ค.ศ. 1391 – 21 มีนาคม ค.ศ. 1417 [ตามต้นฉบับ] | ~26 | 1406/07 – 21 มีนาคม ค.ศ. 1417 [ตามต้นฉบับ] | [note 7] |
หมายเหตุ
[แก้]- ↑ เสด็จพระราชสมภพประมาณเก้าเดือนหลังเจ้าชายพ่อลาวแก่นท้าวสวรรคตในช่วงต้นปี 752 ME (ป. เมษายน ค.ศ. 1390)[1][2][3] หรือปลายปี 751 ME (ป. มีนาคม ค.ศ. 1390)[4]
- ↑ (Yazawin Thit Vol. 1 2012: 202): ของเสวยแก้อาการแพ้ท้องดังกล่าวคือ มะม่วงจากเมืองดะละ, น้ำจากหมู่บ้านปุนซะไลง์ (Punsalaing, อยู่ใกล้เกาะบีลู่ เป็นสถานที่ซึ่งแม่น้ำห้าสายไหลมาบรรจบกัน และถือกันว่าเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์), และดินจากใจกลางเมืองเมาะตะมะ
- ↑ รายงานเกี่ยวกับพระชนมายุของมังรายกะยอฉะวาใน Razadarit ไม่สอดคล้องกัน ในนี้กล่าวว่ามังรายกะยอฉะวาเสด็จพระราชสมภพเมื่อปลายปี 752 ME (ป. ต้น ค.ศ. 1391) [ประมาณเก้าเดือน]หลังเจ้าชายพ่อลาวแก่นท้าวสวรรคตในช่วงต้นปี 752 ME (ป. เมษายน ค.ศ. 1390)[1] และยังระบุอีกว่าพระองค์สวรรคตในวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนดะกู้ตอนปลาย 775 ME (วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม ค.ศ. 1414) ในปีที่ 25 (24 พรรษา)[13] ถ้าเจ้าชายเสด็จพระราชสมภพในช่วงต้น ค.ศ. 1391 ตามรายงานช่วงแรก พระองค์จะมีพระชนมายุมากสุดที่ 23 พรรษาในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1414
- ↑ พระราชสมภพเมื่อปลายปี 752 ME (ป. ต้น ค.ศ. 1391) [ประมาณเก้าเดือน]หลังเจ้าชายพ่อลาวแก่นท้าวสวรรคตในช่วงปลายปี 751 ME (ป. มีนาคม ค.ศ. 1390)[4] สวรรคตวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนดะกู้ตอนปลาย 778 ME (วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1417)[14] ได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปลายปี 773 ME (ต้น ค.ศ. 1412)[15]
- ↑ Mani Yadanabon ไม่สอดคล้องกัน โดยระบุว่ามังรายกะยอฉะวาพระราชสมภพวันเสาร์ สวรรคตในเดือนดะกู้ 778 ME ซึ่งอาจหมายถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 1416 (หรือมีนาคม ค.ศ. 1417 ถ้าเป็นเดือนดะกู้ตอนปลาย) ในปีที่ 26 (25 พรรษา).[16] ในช่วงต้นระบุว่ามังรายกะยอฉะวาในปีที่ 17 (16 พรรษา) ทรงรุกรานยะไข่ใน 766 ME (ค.ศ. 1404/05)[17] หมายความว่าพระองค์เสด็จพระราชสมภพ ป. ค.ศ. 1388
- ↑ พระราชสมภพเมื่อปลายปี 752 ME (ป. ต้น ค.ศ. 1391) [ประมาณเก้าเดือน]หลังเจ้าชายพ่อลาวแก่นท้าวสวรรคตในช่วงต้นปี 752 ME (ป. เมษายน ค.ศ. 1390)[2] สวรรคตวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนดะกู้ตอนปลาย 776 ME (วันพุธที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1415)[18] ได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี 768 ME (ค.ศ. 1406/07)[19]
- ↑ พระราชสมภพเมื่อปลายปี 752 ME (ป. ต้น ค.ศ. 1391) [ประมาณเก้าเดือน]หลังเจ้าชายพ่อลาวแก่นท้าวสวรรคตในช่วงต้นปี 752 ME (ป. เมษายน ค.ศ. 1390)[3] สวรรคตวันพุธ ขึ้น 4 ค่ำ เดือนดะกู้ตอนปลาย 778 ME (วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1417)[20] ได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี 768 ME (ค.ศ. 1406/07)[21]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 Pan Hla 2005: 194–196
- 1 2 Yazawin Thit Vol. 1 2012: 201–202
- 1 2 Hmannan Vol. 1 2003: 428
- 1 2 Maha Yazawin Vol. 1 2006: 299–300
- 1 2 Hmannan Vol. 1 2003: 424
- 1 2 Harvey 1925: 86
- ↑ Hmannan Vol. 1 2003: 428–429
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 202
- ↑ Hmannan Vol. 1 2003: 441
- ↑ Than Tun 1959: 128
- ↑ Hmannan Vol. 1 2003: 440
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 54
- ↑ Pan Hla 2005: 317
- ↑ Maha Yazawin Vol. 1 2006: 39
- ↑ Maha Yazawin Vol. 2 2006: 33
- ↑ Mani 2009: 103
- ↑ Mani 2009: 73
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 260
- ↑ Yazawin Thit Vol. 1 2012: 225–226
- ↑ Hmannan Vol. 2 2003: 43
- ↑ Hmannan Vol. 1 2003: 471
บรรณานุกรม
[แก้]- Goh, Geok Yian (2009). Connecting and Distancing: Southeast Asia and China. Institute of Southeast Asian. ISBN 9789812308566.
- Fernquest, Jon (Spring 2006). "Rajadhirat's Mask of Command: Military Leadership in Burma (c. 1348–1421)" (PDF). SBBR. 4 (1). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 1 August 2019. สืบค้นเมื่อ 28 November 2016.
- Fernquest, Jon (Autumn 2006). "Crucible of War: Burma and the Ming in the Tai Frontier Zone (1382–1454)" (PDF). SOAS Bulletin of Burma Research. 4 (2). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 15 April 2019. สืบค้นเมื่อ 28 November 2016.
- Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
- Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
- Kala, U (2006) [1724]. Maha Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (4th printing ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
- Maha Sithu (2012) [1798]. Kyaw Win; Thein Hlaing (บ.ก.). Yazawin Thit (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2nd ed.). Yangon: Ya-Pyei Publishing.
- Royal Historians of Burma (1960) [c. 1680]. U Hla Tin (Hla Thamein) (บ.ก.). Zatadawbon Yazawin (ภาษาพม่า). Historical Research Directorate of the Union of Burma.
- Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1967) [1883]. History of Burma. London: Susil Gupta.
- Phayre, Maj. Gen. Sir Arthur P. (1873). "The History of Pegu". Journal of the Asiatic Society of Bengal. Oxford University. 42.
- Royal Historical Commission of Burma (2003) [1832]. Hmannan Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3. Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
- Sandalinka, Shin (2009) [1781]. Mani Yadanabon (ภาษาพม่า) (4th printing ed.). Yangon: Seit-Ku Cho Cho.
- Sandamala Linkara, Ashin (1997–1999) [1931]. Rakhine Razawin Thit (ภาษาพม่า). Vol. 1–2. Yangon: Tetlan Sarpay.
- Than Tun (December 1959). "History of Burma: A.D. 1300–1400". Journal of Burma Research Society. XLII (II).