พระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย
หัวข้อของบทความนี้อาจไม่ผ่านแนวปฏิบัติความโดดเด่นทั่วไป (มีนาคม 2021) |
| พระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย | |
|---|---|
| ชื่อเต็ม | พระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย หลวงพ่อองค์ดำ-ซุ่มเย็น |
| ชื่อสามัญ | หลวงพ่อองค์ดำ |
| ประเภท | พระพุทธรูป |
| ศิลปะ | ศิลปะล้านช้าง |
| ความกว้าง | 41 ซม. |
| ความสูง | 75 ซม. |
| วัสดุ | คำแดง (ตัมพะโลหะ) |
| สถานที่ประดิษฐาน | พระวิหาร วัดกลาง กาฬสินธุ์ |
| ความสำคัญ | พระพุทธรูปสำคัญ ของจังหวัดกาฬสินธุ์ |
พระพุทธสัมฤทธิ์นิโรคันตราย หรือหลวงพ่อองค์ดำ หรือหลวงพ่อองค์ดำ-ซุ่มเย็น เป็นพระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมืองจังหวัดกาฬสินธุ์ หล่อด้วยคำแดง (ตัมพะโลหะ) ราวจุลศักราช 172 เป็นพระพุทธรูปประทับขัดสมาธิราบ (วีราสนะ) ปางมารวิชัย (ภูมิสปารสมุทรา) ศิลปะล้านช้าง หน้าตักกว้าง 41 เซนติเมตร ความสูงจากฐานถึงยอดพระเมาลี 75 เซนติเมตร ใต้ฐานพระพุทธรูปมีจารึกอักษรธรรมล้านช้าง กล่าวถึงประวัติศาสตร์และตำนานการสร้าง โดยมีเจ้าครูนาขาม (กิว) เป็นประธานในการหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้น
ประวัติ
[แก้]เดิมอยู่ที่โบสถ์วัดนาขาม ตำบลนาคู อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ญาคูนาขามหรือญาคูกิว ร่วมกับอุบาสก อุบาสิกา จัดสร้างขึ้นในปีมะเมีย เดือน 2 ขึ้น 15 ค่ำ วันพฤหัสบดี จ.ศ. 1172(ตรงกับปีพ.ศ.2453)
•ซึ่งตามประวัติระบุว่าเจ้าพระยาจักรี (รัชกาลที่ ๑ ในเวลาต่อมา) ได้กวาดต้อนประชาชนชาวผู้ไทมาจากอาณาจักรล้านช้างทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งมีบ่อคำแดงอยู่มากในบริเวณเมืองสุวรรณเขต ชาวผู้ไทกลุ่มหนึ่งอพยพไปตั้งรกรากที่เมืองภูแล่นช้าง ปัจจุบันคือตำบลนาขาม อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อมาอาชญาคูกิวพระเถระที่ได้รับการนับถือและเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกวาดต้อนมา ได้นำทองแดงและทองคำที่ได้จากเมืองสุวรรณเขตมาด้วย ต่อมาอาชญาคูกิวจึงหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๓ โดยมีช่างจากทางล้านนาโบราณที่เชี่ยวชาญมาเป็นผู้หล่อขึ้น แต่ว่าทองแดงมีจำนวนไม่มากพออาชญาคูกิวจึงเดินทางกลับไปนำทองแดงมาเพิ่มอีกครั้ง ภายหลังเมื่อหล่อพระพุทธรูปสำเร็จแล้ว ปรากฏว่าองค์พระพุทธรูปทำปฏิกิริยาออกซิ-เดชั่นกับออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นสนิมสีดำเกาะทั่วองค์พระพุทธรูป เมื่อขัดสนิมออกแล้วจึงเห็นสีทองแดง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็กลับเกิดเป็นสีดำเช่นเดิม ชาวบ้านจึงขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อองค์ดำ ต่อมาชาวบ้านได้นำไปประดิษฐานที่วัดนาขาม บ้านนาขาม หลวงพ่อองค์ดำมีพุทธลักษณะเป็นปางซำนะมาร (ปางมารวิชัย) ขัดสมาธิราบ วัสดุทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 41 เซนติเมตร ฐานสูง 37 เซนติเมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเมาลี 75 เซนติเมตร ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมลาว (โตธัมม์) สมัยหลวงพระบางความว่า ...สังกราชราซาได้ฮ้อย ๗๒ ตัว ปีกดสะง้า เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วัน ๕ มื้อ ฮ่วงเหม้า นักขัตตะฤกษ์อีกหน่วยซื่อว่าปุสสยะ สังเฆ สะมะดี มีเจ้าครูนาขาม (กิว) เป็นเค้าเป็นเจ้าอธกศรัทธา ทายกอุปสกอุปาสิกาพ่ำพร้อมน้อมนำมายังตัมพะโลหาเป็นเอกศรัทธา สร้างพระพุทธฮูปองค์นี้ไว้ให้ได้เป็นที่ไหว้และบูซาแก่คนและเทวดา ตาบต่อเท่า ๕,๐๐๐ วัสสา นิพพาน ปัจจโย โหติ นิจจัง ธุวัง ธุวัง...
•เมื่อปีพ.ศ. 2436 พระยาไชยสุนทร(เก) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยกรมการเมืองกาฬสินธุ์ประกอบด้วย หลวงสุนทรวุฒิรักษ์(มี)และขุนไชยทรงยศ(ศรี) มาตรวจราชการที่เมืองภูแล่นช้าง ได้พบพระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ดำที่สิมร้างเมืองภูแล่นช้างขณะนั้น ท้าวทองสุกผู้เป็นว่าที่”พระพิไชยอุดมเดช”เป็นผู้รักษาราชการเมือง เนื่องจากชาวบ้านในละแวกนั้นไม่เอาใจใส่ดูแลเปล่อยให้พระพุทธรูปจมดินอยู่ปิดฐานพระและมีความเคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์ดำมาแต่โบราณ พระยาไชยสุนทร(เก) จึงสั่งให้ชาวบ้านขุดแต่งสิมและพระพุทธรูปขึ้นมาแล้วได้นำช้าง ๕ เชือก มาอัญเชิญพระพุทธรูปใส่หลังช้างแห่ไปยังเมืองกาฬสินธุ์ ทำให้ชาวบ้านพร้อมใจถวายหลวงพ่อองค์ดำ แก่พระยาไชยสุนทร(เก) เจ้าเมือง จึงจัดขบวนแห่ใส่หลังช้างเข้าเมืองกาฬสินธุ์มาประดิษฐานสมโภชที่โฮงเจ้าเมือง แล้วจึงได้นำพาข้าราชการและพุทธศาสนิกชนชาวเมืองกาฬสินธุ์พร้อมใจอัญเชิญไปถวายไว้เพื่อสืบทอดพระบวรพุทธศาสนาและประดิษฐานที่วัดกลางพระอารามหลวงประจำเมืองกาฬสินธุ์ ในสมัยพระครูกาฬสินธุ์ทิวาจารย์สังฆปาโมกข์(อ้ม)ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ได้ไปจำพรรษาที่วัดเหนือและต่อมาได้จำพรรษาที่วัดกลางและในทุกๆปีของวันสงกรานต์ทางวัดกลางจะนำมาแห่รอบเมืองเพื่อขอพรเมื่อชาวเมืองได้เห็นจึงเรียกว่า“หลวงพ่อองค์ดำ”ซึ่งสอดคล้องตามความหมายนามเมืองกาฬสินธุ์ที่แปลว่า“เมืองน้ำดำ”
•สมัยของพระครูสุขุมวาทวรคุณ (สุข สุขโณ)(สมณศักดิ์ขณะนั้น) จึงได้นำหลวงพ่อองค์ดำประดิษฐานไว้ที่กุฎิเพื่อป้องกันการสูญหาย แต่ทว่าด้วยชื่อเสียงของหลวงพ่อองค์ดำทำให้ชาวบ้านต้องมาสักการะบูชา พระครูสุขุมวาทวรคุณ (สุข สุขโณ) จึงนำหลวงพ่อองค์ดำไปแห่รอบเมืองเพื่อขอฝนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวเมืองกาฬสินธุ์ เป็นเหตุให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลทำให้ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อองค์ดำอีกนามหนึ่งว่า“หลวงพ่อซุ่มเย็น”ซึ่งต่อมาทางวัดได้ขอทำเรื่องนำเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองประจำจังหวัดกาฬสินธุ์และตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ ให้ชาวเมืองกาฬสินธุ์เรียกขานนามว่า พระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย
•สมัยของ พระวิเชียรกวี (ปราชญ์ อกฺกโชโต)(สมณศักดิ์ขณะนั้น) เจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์และคณะกรรมการวัดพร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงินสมทบทุนในการก่อสร้างพระวิหารฯ ได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 โดยมีพระธรรมปริยัติโมลี เจ้าคณะภาค 9 วัดทินกรนิมิต เป็นประธาน และได้อัญเชิญหลวงพ่อองค์ดำขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิหารนี้ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2546 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม จ.ศ. 1365 ซึ่งมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) กรรมการมหาเถรสมาคมเจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก วัดสระเกศ เป็นประธานในพิธีเปิดพระวิหารนี้
คำบูชาพระพุทธสัมฤทธิ์นิโรคันตราย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 จบ)
“อะหัง วันทามิ พุทธะสัมฤทธิ์ นิระโรคันตะรายัง อะหัง วันทามิ ตัง สะทา”