ข้ามไปเนื้อหา

ฝ่ายบริหารกลางทิเบต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ฝ่ายบริหารกลางทิเบต
བོད་མིའི་སྒྲིག་འཛུགས་
คำขวัญ: བོད་གཞུང་དགའ་ལྡན་ཕོ་བྲང་ཕྱོགས་ལས་རྣམ་རྒྱལ
"Tibetan Government, Ganden Palace, Victorious in all Directions"
เพลงชาติ: བོད་རྒྱལ་ཁབ་ཆེན་པོའི་རྒྱལ་གླུ
"เพลงชาติทิเบต"
สถานะรัฐบาลพลัดถิ่น
เมืองหลวงพลัดถิ่นธรรมศาลา
สำนักงานใหญ่McLeod Ganj 176215, ธรรมศาลา รัฐหิมาจัลประเทศ ประเทศอินเดีย
ภาษาราชการทิเบต
ศาสนา
พุทธแบบทิเบต
การปกครองสาธารณรัฐ ระบอบประธานาธิบดี
 Sikyong
Penpa Tsering
 โฆษก
Khenpo Sonam Tenphel
สภานิติบัญญัติรัฐสภาพลัดถิ่น
สถาปนา29 พฤษภาคม 2011
มีนาคม 1959
 สถาปนา Kashag ใหม่ตอนพลัดถิ่น
29 เมษายน 1959
14 มิถุนายน 1991
เขตเวลาUTC+5:30 (เวลามาตรฐานอินเดีย)
เว็บไซต์
tibet.net

ฝ่ายบริหารกลางทิเบต (อังกฤษ: Central Tibetan Administration, CTA; ทิเบต: བོད་མིའི་སྒྲིག་འཛུགས་, ไวลี: Bod mi'i sgrig 'dzugs, THL: Bömi Drikdzuk, สัทอักษรสากล: [pʰỳ.mìː ʈìʔ.tsùʔ], แปลตรงตัว'องค์กรพลัดถิ่นของประชาชนทิเบต')[1] เป็นรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบตที่ประจำอยู่ที่ธรรมศาลา ประเทศอินเดีย[2] ปรักอบด้วยฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร และให้การสนับสนุนและบริการแก่ชุมชนทิเบตพลัดถิ่น

ทะไลลามะที่ 14 ปฏิเสธข้อตกลงสิบเจ็ดประเด็นกับจีนอย่างเป็นทางการในช่วงต้นมีนาคม ค.ศ. 1959 ขณะกำลับหนีจากทิเบตไปยังอินเดีย เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1959 ทะไลลามะที่ 14 ผู้ลี้ภัย สถาปนา Kashag อีกครั้ง ซึ่งถูกยุบในเดือนก่อนโดยรัฐบาลจีนในวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1959[3][4][5] ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าถาวรของฝ่ายบริหารทิเบต และหน้าที่บริหารสำหรับชาวทิเบตพลัดถิ่น เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ทิเบตได้เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การชาติและประชาชนที่ไม่มีผู้แทน (UNPO) ในพิธีที่จัดขึ้น ณ วังสันติภาพในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์[6] หลังองค์ทะไลลามะตัดสินใจไม่รับอำนาจการบริหารอีกต่อไป กฎบัตรของชาวทิเบตพลัดถิ่นได้รับการปรับปรุงในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 เพื่อยกเลิกบทความทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ทางการเมืองของท่าน

ชาวทิเบตพลัดถิ่นและผู้ลี้ภัยสนับสนุนฝ่ายบริหารกลางทิเบตด้วยการลงคะแนนให้กับสมาชิกรัฐสภา (Sikyong) และโดยการบริจาคเงินประจำปีผ่านการใช้งานหนังสือเขียว ฝ่ายบริหารกลางทิเบตยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและบุคคลต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ ฝ่ายบริหารกลางทิเบตจัดทำรายงาน ข่าวประชาสัมพันธ์ และบริหารจัดการเครือข่ายโรงเรียนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมอื่น ๆ สำหรับชาวทิเบตในอินเดีย

ตำแหน่งสถานะทิเบต

[แก้]

Cultural/historical, (highlighted) depicted with various competing territorial claims

      เกรตเตอร์ทิเบตที่อ้างสิทธิ์โดยกลุ่มชาวทิเบตผู้ลี้ภัย

ใน ค.ศ. 1963 องค์ทะไลลามะที่ 14 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญทิเบต และดำรงตำแหน่งประมุขแห่งรัฐถาวรของทิเบต[5] ใน ค.ศ. 1974 ทะไลลามะที่ 14 ปฏิเสธข้อเรียกร้องเอกราชทิเบต[7] และกลายเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารทิเบตและหน้าที่บริหารสำหรับชาวทิเบตพลัดถิ่นอย่างถาวรใน ค.ศ. 1991 จากนั้นใน ค.ศ. 2005 องค์ทะไลลามะเน้นย้ำว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน และวัฒนธรรมทิเบตก้ับพุทธศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีน[8] ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 เมื่อมีอายุ 71 ปี ท่านตัดสินใจไม่รับอำนาจทางการเมืองและการบริหารใด ๆ อีกต่อไป ทำให้กฎบัตรของชาวทิเบตพลัดถิ่นได้รับการปรับปรุงทันทีในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2011 และบทความทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับผู้สำเร็จราชการแทนก็ถูกยกเลิกเช่นกัน ใน ค.ศ. 2017 องค์ทะไลลามะที่ 14 ได้ย้ำอีกครั้งว่าทิเบตไม่ได้แสวงหาเอกราชจากจีน แต่แสวงหาการพัฒนา[9]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Tibetan Government Official Website". Central Tibetan Administration. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 3 สิงหาคม 2010. สืบค้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2010.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  2. "Tibet dying a 'slow death' under Chinese rule, says exiled leader". aljazeera.com (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2023-07-19.
  3. Chen, Jian (2006). "The Tibetan Rebellion of 1959 and China's Changing Relations with India and the Soviet Union" (PDF). Journal of Cold War Studies. Vol. 8, No. 3, Summer 2006, pp. 54–101. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ (PDF) เมื่อ 3 มิถุนายน 2022.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  4. 外交部:中方从来不承认所谓的西藏"流亡政府" [Ministry of Foreign Affairs: China has never recognized the so-called "government in exile" in Tibet]. 中国西藏网 (ภาษาจีน). 18 มีนาคม 2016. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 29 กันยายน 2017. สืบค้นเมื่อ 1 มีนาคม 2020.{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  5. 1 2 十四世达赖喇嘛. 五洲传播出版社. 1977. ISBN 978-7-80113-298-7.
  6. "Members". UNPO. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2 ธันวาคม 2020. สืบค้นเมื่อ 27 พฤศจิกายน 2011.{{cite web}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์)
  7. "The Dalai Lama Has Been the Face of Buddhism for 60 Years. China Wants to Change That". Time.
  8. "Dalai Lama: "Tibet is a Part of the People's Republic of China"". Congressional-Executive Commission on China. 2005-03-15. สืบค้นเมื่อ 2025-02-03. This is the message I wish to deliver to China. I am not in favor of separation. Tibet is a part of the People's Republic of China. It is an autonomous region of the People's Republic of China. Tibetan culture and Buddhism are part of Chinese culture. Many young Chinese like Tibetan culture as a tradition of China.
  9. "Tibet wants to stay with China, seeks development: Dalai Lama". The Economic Times.

บรรณานุกรม

[แก้]
  • Roemer, Stephanie (2008). The Tibetan Government-in-Exile. Routledge Advances in South Asian Studies. Abingdon, Oxon: Routledge. ISBN 978-0-415-58612-2.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Central Tibetan Administration