ข้ามไปเนื้อหา

ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (อังกฤษ: artificial general intelligence) หรือ เอจีไอ (AGI) เป็นระบบเครื่องจักรฉลาดที่สามารถทำงานได้อย่างชาญฉลาดเทียบเท่ามนุษย์[1] เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีมายาวนานของงานวิจัยสายปัญญาประดิษฐ์ (AI)[2] และมักถูกกล่าวถึงบ่อยในนิยายวิทยาศาสตร์[3] ในบางครั้งก็ถูกเรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม (Strong AI) หรือ ปัญญาประดิษฐ์เต็มรูปแบบ (Full AI) หมายถึงการกระทำที่มีความฉลาดไม่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในปรัชญาจิต คำว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม มีความหมายเฉพาะว่าเครื่องจักรที่ได้รับการตั้งโปรแกรมอย่างเหมาะสมมีจิตและความเข้าใจจริง จึงไม่จำเป็นต้องมีความหมายเดียวกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป[4][2]

ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป (General AI) แตกต่างจากปัญญาประดิษฐ์เชิงประยุกต์ (Applied AI) ซึ่งบางครั้งเรียกว่าปัญญาประดิษฐ์แบบแคบ (Narrow AI) หรือปัญญาประดิษฐ์แบบอ่อน (Weak AI) โดยปัญญาประดิษฐ์เชิงประยุกต์มุ่งเน้นไปที่การสร้างซอฟต์แวร์เพื่อแก้ปัญหาหรือทำงานเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการให้เหตุผลและการดำเนินการ การวิจัยปัญญาประดิษฐ์แบบอ่อนไม่ได้มุ่งหวังให้เครื่องจักรมีความฉลาดในวงกว้างเช่นเดียวกับการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป[5][6]

ณ ปี ค.ศ. 2026 ยังไม่มีข้อยุติร่วมกันว่าระบบปัญญาประดิษฐ์ได้บรรลุ AGI แล้วหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีนิยามหรือการทดสอบ AGI ที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล[1] นักวิชาการบางกลุ่มเห็นว่าแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ร่วมสมัยมีความสามารถทั่วไปเพียงพอที่จะนับเป็น AGI แล้ว[7] ขณะที่การประเมินอีกหลายชุดเรียกระบบเหล่านี้ว่า ปัญญาประดิษฐ์อเนกประสงค์ (general-purpose AI) และชี้ว่าความสามารถยังไม่สม่ำเสมอในงานและสถานการณ์ต่าง ๆ[8] สถานะของระบบปัจจุบันจึงยังเป็นข้อถกเถียงและขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้

ข้อกำหนด

[แก้]

นิยามของความฉลาดหรือปัญญาอาจมีความแตกต่างกันตามผู้นิยามซึ่งปัจจุบันยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนที่ทุกคนพอใจ[9][1] อย่างไรก็ตาม นักวิจัยสายปัญญาประดิษฐ์ให้นิยามความฉลาดไว้ว่าเป็นความสามารถในการ

  • ให้เหตุผล
  • แทนความรู้
  • วางแผน
  • เรียนรู้
  • สื่อสารในภาษาธรรมชาติ
  • บูรณาการทักษะต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียว[6][3]

ความสามารถอื่นๆก็นับว่าจำเป็นต่อความฉลาดเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรับรู้ (เช่น การมองเห็น การได้ยิน) ความสามารถในการแสดงการกระทำ (เช่น เคลื่อนไหวและจัดการกับวัตถุต่างๆ) ความสามารถในการตรวจจับและตอบสนองต่ออันตราย การพัฒนาความฉลาดนี้อาศัยการผสมผสานกันระหว่างศาสตร์ต่างๆ เช่น ประชานศาสตร์ ความฉลาดเชิงคำนวณ และการตัดสินใจ นักวิจัยบางคนให้ความสำคัญกับจินตนาการและความสามารถในการปกครองตนเอง ปัจจุบัน มีระบบคอมพิวเตอร์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ แต่ยังไม่ถึงระดับเดียวกับที่มนุษย์มี กล่าวคือ ระบบชั้นนำสามารถทำงานบางอย่างได้ในระดับผู้เชี่ยวชาญ แต่ความสามารถยังไม่สม่ำเสมอและยังล้มเหลวในงานพื้นฐานหรือขั้นตอนการทำงานระยะยาวบางประเภท[8]

การทดสอบความฉลาดทั่วไป

[แก้]

นักวิทยาศาสตร์หลายคนพยายามเสนอวิธีการทดสอบที่เป็นรูปธรรมเพื่อวัดว่าเครื่องจักรนั้นมีความฉลาดเทียบเท่ากับมนุษย์หรือไม่ ตัวอย่างเช่น

การทดสอบทัวริง

[แก้]
การทดสอบทัวริงสามารถให้หลักฐานบางอย่างเกี่ยวกับสติปัญญาได้ แต่จะลงโทษพฤติกรรมที่แสดงถึงสติปัญญาที่ไม่ใช่ของมนุษย์ และอาจกระตุ้นให้เกิดความโง่เทียมได้[10]

การทดสอบทัวริง[11]เสนอขึ้นโดยแอลัน ทัวริงในบทความเรื่อง “Computing Machinery and Intelligence” เมื่อ ค.ศ. 1950 การทดสอบนี้ให้ผู้ตัดสินที่เป็นมนุษย์สนทนาด้วยภาษาธรรมชาติกับทั้งมนุษย์และเครื่องจักรที่ได้รับการออกแบบให้สร้างคำตอบคล้ายมนุษย์ เครื่องจักรถือว่าผ่านการทดสอบหากสามารถทำให้ผู้ตัดสินเชื่อว่าตนเป็นมนุษย์ได้ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ทัวริงเสนอการทดสอบนี้เป็นวิธีเชิงปฏิบัติสำหรับประเมินความฉลาดของเครื่องจักร โดยมุ่งพิจารณาความสามารถในการให้คำตอบที่คล้ายมนุษย์ มากกว่ากระบวนการทำงานภายในของเครื่องจักร

แนวคิดของการทดสอบนี้คือ เครื่องจักรต้องพยายามแสร้งทำเป็นมนุษย์โดยตอบคำถามที่ผู้ทดสอบถาม และจะผ่านการทดสอบได้ก็ต่อเมื่อการเสแสร้งนั้นน่าเชื่อถือพอสมควร สมาชิกคณะผู้ตัดสินจำนวนมาก ซึ่งไม่ควรเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องจักร จะต้องหลงเชื่อการเสแสร้งดังกล่าว[12]

แอลัน ทัวริง

ใน ค.ศ. 2014 มีรายงานว่าแชตบอตชื่อยูจีน กูสต์แมน ซึ่งออกแบบมาให้เลียนแบบเด็กชายชาวยูเครนวัย 13 ปี ผ่านกิจกรรมการทดสอบทัวริง โดยทำให้ผู้ตัดสินร้อยละ 33 เชื่อว่าแชตบอตดังกล่าวเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวอ้างนี้ถูกตั้งข้อสงสัยอย่างมากจากชุมชนนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งตั้งคำถามทั้งต่อวิธีดำเนินการทดสอบและความเกี่ยวข้องของผลการทดสอบกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป[13][14]

งานศึกษาแบบการทดสอบทัวริงสามฝ่ายที่มีการลงทะเบียนล่วงหน้าใน ค.ศ. 2025 โดยคาเมรอน อาร์. โจนส์ และเบนจามิน เค. เบอร์เกน พบว่า GPT-4.5 ถูกผู้ตัดสินระบุว่าเป็นมนุษย์ในร้อยละ 73 ของการสนทนาแบบข้อความที่ใช้เวลาห้านาที สูงกว่าอัตราร้อยละ 67 ของผู้ร่วมการทดลองที่เป็นมนุษย์จริง และผ่านเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนดไว้สำหรับการถือว่าผ่านการทดสอบทัวริง[15][16]

การทดสอบกาแฟ

[แก้]

เป็นการทดสอบที่ให้หุ่นยนต์เดินเข้าไปในบ้านของมนุษย์ที่ไม่คุ้นเคย แล้วพยายามชงกาแฟให้สำเร็จ แนวคิดนี้ถูกเสนอโดยสตีฟ วอซเนียก ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทแอปเปิล เครื่องจักรต้องสามารถเดินเข้าไปในบ้านทั่วไป หาเครื่องชงกาแฟเจอ เติมน้ำ ชงกาแฟโดยใส่ส่วนผสมที่เหมาะสม และเทลงแก้วได้[17]

ระบบหลายระบบได้แสดงความสามารถที่เข้าใกล้เกณฑ์ของการทดสอบนี้อย่างมีนัยสำคัญ ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2024 หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Figure 01 ของฟิกเกอร์ เอไอเรียนรู้การใช้งานเครื่องชงกาแฟคิวริกได้โดยอัตโนมัติหลังจากชมวิดีโอสาธิต โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบต้นทางถึงปลายทางเพื่อแปลงข้อมูลภาพให้เป็นการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์[18]

ใน ค.ศ. 2025 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระเผยแพร่กรอบงาน ELLMER ในวารสาร Nature Machine Intelligence โดยสาธิตแขนกลที่สามารถตีความคำสั่งด้วยวาจา วิเคราะห์สภาพแวดล้อม และชงกาแฟได้โดยอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมห้องครัวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ระบบดังกล่าวสามารถปรับตัวต่อสิ่งกีดขวางที่ไม่คาดคิดได้แบบเวลาจริง แทนที่จะปฏิบัติตามลำดับคำสั่งที่ตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า[19]

การทดสอบนักศึกษาหุ่นยนต์

[แก้]

เครื่องจักรต้องสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบผ่านวิชาเดียวกับที่มนุษย์สอบ และจบปริญญาได้[17] เสนอโดยดร. เบน เกิร์ตเซล ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์[20][21]

การทดสอบการจ้างงาน

[แก้]

เครื่องจักรต้องสามารถทำงานที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจได้ ตลอดจนทำได้เทียบเท่าหรือดีกว่ามนุษย์ที่ทำงานเดียวกัน[22]

งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์สาขาหลัก

[แก้]

งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์สาขาหลักในอดีตที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป

[แก้]

งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์สมัยใหม่เริ่มต้นราวทศวรรษที่ 1950 โดยนักวิจัยปัญญาประดิษฐ์รุ่นแรกเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์แบบเข้มเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และน่าจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า[23] เฮอร์เบิร์ต ไซมอน เขียนไว้ในหนังสือเมื่อปี ค.ศ. 1965 ว่า "ภายใน 20 ปี เครื่องจักรจะสามารถทำทุกอย่างที่มนุษย์ทำได้"[24] ความเชื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อภาพของ HAL 9000 เครื่องจักรที่แสนฉลาดในจอมจักรวาลของอาร์เธอร์ ซี. คลาร์กและสแตนลีย์ คูบริก โดยมาร์วิน มินสกี นักวิจัยปัญญาประดิษฐ์เป็นที่ปรึกษาของภาพยนตร์เรื่องนี้[25]

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์พัฒนาไปช้ากว่าที่คิดเพราะมองข้ามเรื่องความยากในการพัฒนาไป หน่วยงานหลายแห่งที่เคยให้การสนับสนุนการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เริ่มตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ของปัญญาประดิษฐ์แบบเข้ม กลายเป็นแรงกดดันให้นักวิทยาศาสตร์หันมาพัฒนาเทคโนโลยีที่จับต้องได้และนำไปใช้ได้จริง จนกลายเป็นศาสตร์ของ ปัญญาประดิษฐ์แบบประยุกต์ (Applied AI) ขึ้นมา[26][23] ต่อมาในช่วงทศวรรษที่ 1980 ญี่ปุ่นเริ่มตั้งโครงการคอมพิวเตอร์รุ่นที่ 5 ทำให้ความสนใจด้านปัญญาประดิษฐ์กลับคืนมาอีกครั้ง โครงการมีระยะเวลา 10 ปีและมุ่งพัฒนาระบบประมวลผลความรู้ การอนุมาน และการติดต่อกับคอมพิวเตอร์ผ่านภาษา เสียง และภาพ[27] การที่ปัญญาประดิษฐ์กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการพัฒนาระบบผู้เชี่ยวชาญที่ประสบความสำเร็จมาก ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดของปัญญาประดิษฐ์ได้พังลงอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และในที่สุดระบบคอมพิวเตอร์รุ่นที่ 5 ก็ไปไม่ถึงเป้าหมายเชิงพาณิชย์ที่คาดหวังไว้[23][27] นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์แบบเข้มจะเกิดขึ้นในอีกไม่นานเริ่มยอมรับว่าเข้าใจผิดในเชิงหลักการพื้นฐาน จนไม่สามารถสร้างเทคโนโลยีที่เคยสัญญาเอาไว้ได้ นักวิจัยเริ่มไม่แน่ใจอนาคตของงานวิจัยด้านนี้และเริ่มเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดเทียบเท่ากับมนุษย์ เพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้คนคาดหวังเกินไป[5]

งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์สาขาหลักในปัจจุบัน

[แก้]

ในช่วงทศวรรษที่ 1990 และต้นศตวรรษที่ 21 นักวิจัยปัญญาประดิษฐ์สาขาหลักเริ่มประสบความสำเร็จในการสร้างระบบปัญญาประดิษฐ์เชิงพาณิชย์ มีผลงานวิชาการออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญญาย่อยบางปัญหาและได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ ไม่ว่าจะเป็น โครงข่ายประสาทเทียม คอมพิวเตอร์วิทัศน์ หรือการทำเหมืองข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์เชิงประยุกต์เหล่านี้เริ่มแพร่หลายในอุตสาหกรรมต่างๆและงานวิจัยสายนี้ได้รับทุนวิจัยสนับสนุนอย่างมาก ทั้งในวงการวิชาการและอุตสาหกรรม[23][6]

นักวิจัยปัญญาประดิษฐ์สายหนึ่งเชื่อว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบเข้มจะเกิดขึ้นได้จากการรวมเอาโปรแกรมต่างๆที่แก้ไขปัญญาย่อยเข้าไว้ด้วยกัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมระบบผสมผสาน[28] อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนก็ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ โดยเห็นว่าการนำองค์ประกอบเฉพาะด้านที่สร้างจากสมมุติฐานต่างกันมารวมกันไม่ทำให้องค์ประกอบเหล่านั้นทำงานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ[5]

โมเดลอเนกประสงค์และข้อถกเถียงในคริสต์ทศวรรษ 2020

[แก้]

นับแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 2020 แบบจำลองรากฐาน (foundation model) ซึ่งฝึกด้วยข้อมูลขนาดใหญ่และสามารถปรับใช้กับงานปลายทางได้หลากหลาย กลายเป็นแนวทางสำคัญของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์[29] แบบจำลองภาษาและแบบจำลองข้อมูลหลายรูปแบบสามารถสนทนา เขียนโปรแกรม สร้างภาพ วิเคราะห์ข้อมูล และใช้เครื่องมือภายนอกได้ ระบบบางชนิดยังจัดแบบจำลองเหล่านี้เป็นเอเจนต์ที่วางแผนและดำเนินการหลายขั้นตอนแทนผู้ใช้ ความสามารถที่กว้างขึ้นนี้ทำให้เส้นแบ่งระหว่างปัญญาประดิษฐ์แบบแคบกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปไม่ชัดเจนเท่าเดิม

ในปี ค.ศ. 2026 ระบบแนวหน้าทำคะแนนเทียบเท่าหรือสูงกว่าผู้เชี่ยวชาญในการประเมินมาตรฐานหลายสาขา และระบบจากกูเกิลดีปไมด์กับโอเพนเอไอทำคะแนนระดับเหรียญทองในการแก้โจทย์คณิตศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศเมื่อปี ค.ศ. 2025[8] รายงานดัชนีปัญญาประดิษฐ์ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดระบุด้วยว่า คะแนนบนแบบทดสอบที่สร้างขึ้นให้ยากสำหรับปัญญาประดิษฐ์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนแบบทดสอบจำนวนหนึ่งเริ่มสูญเสียความสามารถในการแยกระดับของระบบ[30]

อย่างไรก็ตาม การทำคะแนนสูงในข้อสอบหรือเกณฑ์มาตรฐานเฉพาะชุดไม่ได้แสดงว่าระบบสามารถวางนัยทั่วไปได้ในทุกสถานการณ์ ระบบปัจจุบันยังอาจสร้างข้อมูลผิดพลาด ให้คำตอบไม่สม่ำเสมอ มีปัญหากับการให้เหตุผลเชิงพื้นที่ และล้มเหลวเมื่อภารกิจต้องวางแผนเป็นเวลานานหรือรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด[8] การประเมินเอเจนต์ด้านซอฟต์แวร์ด้วย ขอบเขตเวลาการทำภารกิจสำเร็จ (task-completion time horizon) จึงวัดทั้งความยากของงานและระดับความน่าเชื่อถือ แทนที่จะพิจารณาเพียงว่าระบบตอบคำถามหนึ่งข้อถูกหรือไม่ แต่การประเมินดังกล่าวครอบคลุมงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ การเรียนรู้ของเครื่อง และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นหลัก จึงไม่ใช่การทดสอบความฉลาดทั่วไปเพียงลำพัง[31] นอกจากนี้ ARC-AGI-2 ยังถูกพัฒนาขึ้นเพื่อวัดการแก้ปัญหาใหม่ การให้เหตุผลเชิงองค์ประกอบ และการปรับตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยังเป็นความท้าทายของระบบปัญญาประดิษฐ์[32]

มอร์ริสและคณะเสนอให้มอง AGI เป็นระดับต่อเนื่องตามสองมิติ คือ ความกว้างของงานที่ระบบทำได้ และระดับสมรรถนะเมื่อเทียบกับมนุษย์[2] กรอบนี้ช่วยอธิบายว่าระบบหนึ่งอาจเก่งกว่ามนุษย์ในบางงาน แต่ยังไม่บรรลุความสามารถระดับเดียวกันในภารกิจทางปริชาน (cognitive tasks) ส่วนใหญ่

ระดับ ชื่อ เกณฑ์สมรรถนะโดยสังเขป
0 ไม่มีปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป ไม่แสดงความสามารถทั่วไป
1 AGI ระยะเริ่มต้น (Emerging AGI) ทำงานทั่วไปได้ในระดับใกล้เคียงหรือสูงกว่ามนุษย์ที่ไม่มีทักษะเฉพาะ
2 AGI ระดับมีสมรรถนะ (Competent AGI) ทำภารกิจทางปริชานส่วนใหญ่ได้อย่างน้อยเทียบเท่าค่ามัธยฐานของผู้ใหญ่ที่มีทักษะ
3 AGI ระดับผู้เชี่ยวชาญ (Expert AGI) ทำภารกิจทางปริชานส่วนใหญ่ได้อย่างน้อยเทียบเท่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ของผู้ใหญ่ที่มีทักษะ
4 AGI ระดับเชี่ยวชาญยิ่ง (Virtuoso AGI) ทำภารกิจทางปริชานส่วนใหญ่ได้อย่างน้อยเทียบเท่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 99 ของผู้ใหญ่ที่มีทักษะ
5 ปัญญาประดิษฐ์เหนือมนุษย์ เหนือกว่ามนุษย์ทั้งหมดในภารกิจทางปริชานโดยทั่วไป

กรอบระดับดังกล่าวเป็นข้อเสนอทางวิชาการ ไม่ใช่มาตรฐานที่ยอมรับร่วมกัน และผู้เขียนระบุว่าการจัดระดับระบบอย่างชัดเจนต้องอาศัยชุดงานประเมินที่เป็นมาตรฐาน[2] ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่า AGI “เกิดขึ้นแล้ว” อาจถูกต้องภายใต้นิยามที่ถือว่าความสามารถทั่วไประดับเริ่มต้นเพียงพอ แต่ยังไม่ถูกต้องภายใต้นิยามที่กำหนดให้ระบบต้องทำภารกิจทางปริชานส่วนใหญ่ได้เทียบเท่ามนุษย์อย่างสม่ำเสมอ

งานวิจัยปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป

[แก้]

ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป หรือ AGI เป็นงานวิจัยที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างเครื่องจักรที่มีการกระทำที่ฉลาดแบบทั่วไป มีงานวิจัยในโครงการ Cyc เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1984[33] และโครงการ Soar ในปี ค.ศ. 1983[34] คำว่าปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปปรากฏในงานตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 1997 โดยมาร์ก กับบรัด ในบทความว่าด้วยผลกระทบของการผลิตและปฏิบัติการทางทหารที่เป็นอัตโนมัติเต็มรูปแบบ[2] ต่อมา ในปี 2006 เป่ย หวัง และเบน เกิร์ตเซลชี้ว่างานวิจัยสาขาปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปรุ่นใหม่เริ่มมีสิ่งพิมพ์และผลลัพธ์เบื้องต้น และมีการประชุมที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้น[5] นักวิจัยหลายคนเริ่มให้ความสนใจกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป บางคนก็เชื่อว่าความฉลาดเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินไปที่จะทำให้ใกล้เคียงได้ แต่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์หลายๆคนก็เชื่อในศักยภาพของศาสตร์นี้ และเริ่มจัดงานประชุมวิชาการเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปขึ้น[35] ปัจจุบันงานวิจัยแต่ละงานในสายนี้มีความแตกต่างกันสูง นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปจะเป็นไปได้ในอีกสิบปีข้างหน้า แต่บางคนก็เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปี[5] ในหนังสือ The Singularity Is Near เรย์ เคิร์ซไวล์คาดว่าคอมพิวเตอร์จะมีสติปัญญาระดับมนุษย์ราวปี ค.ศ. 2029 และภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยีจะเกิดขึ้นราวปี ค.ศ. 2045[36]

การจำลองสมองทั้งหมด

[แก้]

วิธีการหนึ่งที่มีผู้เสนอสำหรับพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปคือการจำลองสมองทั้งหมดบนระบบคอมพิวเตอร์ เริ่มจากการสร้างแบบจำลองสมองด้วยการสแกนและทำแผนที่สมองชีวภาพด้วยความละเอียดสูง จากนั้นทำซ้ำด้วยระบบคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์คำนวณอื่นๆ หากแบบจำลองมีรายละเอียดเพียงพอ เครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวอาจสามารถทำงานเลียนแบบสมองได้อย่างน่าเชื่อถือและสุดท้ายอาจสามารถทำงานได้แบบเดียวกับสมองต้นแบบหรือคล้ายกับสมองต้นแบบมาก[37] นักวิทยาศาสตร์หลายวงการเริ่มให้ความสนใจสมองจำลองโดยเฉพาะผู้ที่ต้องการประยุกต์ใช้ในเชิงการแพทย์ ปัจจุบัน เทคโนโลยีการถ่ายภาพสมอง การบันทึกกิจกรรมประสาท และคอนเน็กโทมิกส์พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่การจำลองสมองมนุษย์ทั้งสมองยังไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังคำนวณและข้อมูลการวัดสมอง[38]

ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการคำนวณ

[แก้]
ภาพแสดงการประมาณการประมวลผลที่จำเป็นต้องใช้ในการจำลองมนุษย์ในแต่ละระดับและแสดงกำลังของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 500 เครื่องที่เร็วที่สุดในแต่ละปี

สำหรับการจำลองสมองระดับล่างนั้น จะต้องมีคอมพิวเตอร์ที่ทรงพลัง สมองของมนุษย์มีไซแนปส์จำนวนมหาศาล โดยค่าประมาณจำนวนไซแนปส์ในสมองผู้ใหญ่อยู่ราว 100 ถึง 500 ล้านล้านไซแนปส์[39] เรย์ เคิร์ซไวล์ประมาณไว้ว่าฮาร์ดแวร์จะต้องทำการคำนวณราว 1016 ครั้งต่อวินาทีจึงจะสามารถคำนวณได้เทียบเท่ากับสมองมนุษย์ และคาดว่าน่าจะมีฮาร์ดแวร์ที่ทรงพลังพอในช่วงประมาณปี 2015 ถึง 2025 หากคอมพิวเตอร์เติบโตแบบชี้กำลังอย่างต่อเนื่อง[36] อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าประมาณหนึ่งชุด และการมีฮาร์ดแวร์ที่คำนวณได้ตามจำนวนนี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีข้อมูลและแบบจำลองที่เพียงพอสำหรับจำลองสมองมนุษย์ทั้งสมอง[37][38]

ความยาก

[แก้]

ข้อเสนอเกี่ยวกับการจำลองสมองทั้งหมดบางแนวทางเห็นว่า สมองจำลองต้องมีร่างกายและสิ่งแวดล้อมรองรับ เช่น ใส่สมองนั้นเข้าไปในรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ (เช่น หุ่นยนต์) นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอวิธีการใส่เข้าไปในโลกเทียม (virtual) แทน แต่ก็ยังไม่ทราบว่าเพียงพอหรือไม่[40]

การเปรียบเทียบจำนวนคำสั่งที่ไมโครโปรเซสเซอร์ทำได้กับกำลังประมวลผลของสมองโดยตรงทำได้ยาก เพราะการคำนวณของสมองไม่ได้มีลักษณะเป็นดิจิทัลเพียงอย่างเดียว[41] งานศึกษาด้วยวิธีแยกส่วนแบบไอโซโทรปิกประมาณว่าสมองคนมีเซลล์ประสาทเฉลี่ยราว 86 พันล้านตัว โดยราว 16 พันล้านตัวอยู่ที่เปลือกสมอง ขณะที่อีกประมาณ 69 พันล้านตัวอยู่ที่สมองน้อย และมีเซลล์ที่ไม่ใช่เซลล์ประสาทซึ่งรวมเซลล์เกลียอยู่ในจำนวนใกล้เคียงกัน[42]

การจำลองเซลล์ประสาทด้วยความละเอียดสูง

[แก้]

แบบจำลองเซลล์ประสาทเทียมที่ใช้ในงานวิจัยโครงข่ายประสาทเทียมจัดว่าเป็นระดับพื้นฐานมากเมื่อเทียบกับแบบจำลองเซลล์ประสาทที่เลียนแบบมาของจริงทางชีววิทยา การจำลองสมองจะต้องสามารถจับพฤติกรรมของเซลล์ประสาทจริงได้ แต่ความรู้เกี่ยวกับรายละเอียดที่จำเป็นต่อการจำลองอย่างเที่ยงตรงยังไม่สมบูรณ์ ความซับซ้อนคือแบบจำลองอาจต้องคำนวณรายละเอียดทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยาของพฤติกรรมเซลล์ประสาทด้วย ทำให้การคำนวณนั้นอาจมากกว่าที่เรย์ เคิร์ซไวล์ได้เคยประมาณไว้[37][40] นอกจากนี้ การประมาณดังกล่าวยังไม่ได้คำนึงถึงเซลล์เกลีย ซึ่งมีจำนวนโดยรวมใกล้เคียงกับเซลล์ประสาท ไม่ใช่มากกว่าถึงสิบเท่าตามความเชื่อเดิม และเป็นเซลล์ที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการทำงานของสมองในทางชีววิทยา[43]

นักวิจัยจากหลายโครงการพยายามสร้างแบบจำลองสมองบนคอมพิวเตอร์ ในปี 2005 ยูจีน อิซิเควิชจำลองแบบจำลองเซลล์ประสาทแบบสไปกิงอย่างง่ายจำนวน 1011 ตัวและไซแนปส์เกือบ 1015 จุด โดยใช้การคำนวณนานถึง 50 วันบนหน่วยประมวลผล 27 ตัวเพื่อจำลองการทำงานเพียง 1 วินาที[44] ต่อมาโครงการบลูเบรน (Blue Brain Project) ใช้เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์บลูจีน (Blue Gene) ของบริษัทไอบีเอ็มสร้างแบบจำลองเปลือกสมองใหม่ส่วนหนึ่งของหนู ซึ่งมีเซลล์ประสาทราว 10,000 ตัวและไซแนปส์หลายสิบล้านจุด[45] เฮนรี มาร์กแรม หัวหน้าโครงการนี้กล่าวในเวทีการประชุมTEDที่ออกซฟอร์ดในปี 2009 ว่า การสร้างสมองมนุษย์ “ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้” และคาดว่าจะทำได้ภายใน 10 ปี[46] อย่างไรก็ตาม เป้าหมายดังกล่าวไม่สำเร็จภายในกรอบเวลาที่ประกาศไว้ โครงการบลูเบรนดำเนินงานตั้งแต่ปี 2005 ถึงสิ้นปี 2024 และมุ่งพัฒนาการสร้างแบบจำลองและการจำลองสมองหนูในรายละเอียดทางชีววิทยา[47]

งานวิจัยจิตรู้สำนึกเทียม

[แก้]

แม้ว่าเรื่องของจิตรู้สำนึกยังเป็นเรื่องที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างมากในสาขาปัญญาประดิษฐ์ แต่นักวิจัยด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วไปหลายคนก็เริ่มศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะสร้างจิตรู้สำนึกเทียมขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์อย่างอิกอร์ อเล็กซานเดอร์ได้เสนอกรอบการคำนวณเพื่อศึกษาจิตรู้สำนึกของเครื่องจักร[48] อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีฉันทามติทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิธีตรวจสอบว่าเครื่องจักรมีจิตรู้สำนึกจริงหรือไม่[49]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 "What Is AGI (Artificial General Intelligence)?". Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence. Stanford University. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  2. 1 2 3 4 5 Morris, Meredith Ringel; Sohl-Dickstein, Jascha; Fiedel, Noah; Warkentin, Tris; Dafoe, Allan; Faust, Aleksandra; Farabet, Clement; Legg, Shane (2024). "Position: Levels of AGI for Operationalizing Progress on the Path to AGI". arXiv:2311.02462 [cs.AI].
  3. 1 2 Goertzel, Ben (2014). "Artificial General Intelligence: Concept, State of the Art, and Future Prospects". Journal of Artificial General Intelligence. 5 (1): 1–48. doi:10.2478/jagi-2014-0001.
  4. Searle, John R. (1980). "Minds, Brains, and Programs". Behavioral and Brain Sciences. 3 (3): 417–457. doi:10.1017/S0140525X00005756.
  5. 1 2 3 4 5 Wang, Pei; Goertzel, Ben (2007). "Introduction: Aspects of Artificial General Intelligence" (PDF). ใน Goertzel, Ben; Wang, Pei (บ.ก.). Advances in Artificial General Intelligence: Concepts, Architectures and Algorithms. Frontiers in Artificial Intelligence and Applications. เล่มที่ 157. IOS Press. น. 1–16. ISBN 978-1-58603-758-1.
  6. 1 2 3 Russell, Stuart J.; Norvig, Peter (2020). Artificial Intelligence: A Modern Approach (พิมพ์ครั้งที่ 4). Pearson. ISBN 978-0-13-461099-3.
  7. Chen, Eddy Keming; Belkin, Mikhail; Bergen, Leon; Danks, David (2 กุมภาพันธ์ 2026). "Does AI Already Have Human-Level Intelligence? The Evidence Is Clear". Nature. 650: 36–40. doi:10.1038/d41586-026-00285-6.
  8. 1 2 3 4 International AI Safety Report (3 กุมภาพันธ์ 2026). "International AI Safety Report 2026". สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  9. Legg, Shane; Hutter, Marcus (2007). "Universal Intelligence: A Definition of Machine Intelligence". Minds and Machines. 17 (4): 391–444. doi:10.1007/s11023-007-9079-x.
  10. Batson, Joshua. "Forget the Turing Test: Here's How We Could Actually Measure AI". Wired (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 1059-1028. สืบค้นเมื่อ 2025-03-22.
  11. Turing, Alan M. (1950). "Computing Machinery and Intelligence". Mind. LIX (236): 433–460. doi:10.1093/mind/LIX.236.433.
  12. Turing, Alan (2004). B. Jack Copeland (บ.ก.). Can Automatic Calculating Machines Be Said To Think? (1957). Oxford: Oxford University Press. น. 487–506. ISBN 978-0-1982-5079-1.
  13. "Eugene Goostman is a real boy – the Turing Test says so". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2014-06-09. ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2024-03-03.
  14. "Scientists dispute whether computer 'Eugene Goostman' passed Turing test". BBC News. 2014-06-09. สืบค้นเมื่อ 2024-03-03.
  15. Jones, Cameron R.; Bergen, Benjamin K. (2025-03-31). "Large Language Models Pass the Turing Test". arXiv:2503.23674 [cs.CL].
  16. "AI model passes Turing Test better than a human". The Independent. 2025-04-09. สืบค้นเมื่อ 2025-04-18.
  17. 1 2 Muehlhauser, Luke (11 สิงหาคม 2013). "What is AGI?". Machine Intelligence Research Institute. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  18. Kurt Knutsson, CyberGuy Report (2024-01-18). "How this humanoid robot learned to make coffee by watching videos". Fox News (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-26.
  19. Mon-Williams, Ruaridh; Li, Gen; Long, Ran; Du, Wenqian; Lucas, Christopher G. (2025-03-19). "Embodied large language models enable robots to complete complex tasks in unpredictable environments". Nature Machine Intelligence (ภาษาอังกฤษ). 7 (4): 592–601. doi:10.1038/s42256-025-01005-x. ISSN 2522-5839. PMC 12088599. PMID 40391151.
  20. "SingularityNET – Next Generation of Decentralized AI". stagging.singularitynet.io (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2026-07-26.
  21. Sparrow, Jeff (2022-11-18). "'Full-on robot writing': the artificial intelligence challenge facing universities". The Guardian (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). ISSN 0261-3077. สืบค้นเมื่อ 2026-07-26.
  22. Nilsson, Nils J. (2005). "Human-Level Artificial Intelligence? Be Serious!" (PDF). AI Magazine. 26 (4): 68–75. doi:10.1609/aimag.v26i4.1850.
  23. 1 2 3 4 Nilsson, Nils J. (2010). The Quest for Artificial Intelligence: A History of Ideas and Achievements (PDF). Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-12293-1.
  24. Simon, Herbert A. (1965). The Shape of Automation for Men and Management. Harper & Row. น. 96. OCLC 526243.
  25. Gelmis, Joseph (5 พฤศจิกายน 1966). "How About a Little Game?". The New Yorker. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  26. Lighthill, James (1973). Artificial Intelligence: A General Survey (PDF) (รายงาน). Science Research Council.
  27. 1 2 Feigenbaum, Edward A.; Shrobe, Howard E. (1993). "The Japanese National Fifth Generation Project: Introduction, Survey, and Evaluation". Communications of the ACM. 36 (3): 46–55. doi:10.1145/153577.153580.
  28. Brachman, Ronald J. (2006). "(AA)AI—More than the Sum of Its Parts". AI Magazine. 27 (4): 19–34. doi:10.1609/aimag.v27i4.1907.
  29. Bommasani, Rishi; และคณะ (2021). "On the Opportunities and Risks of Foundation Models". arXiv:2108.07258 [cs.LG].
  30. "Technical Performance". The 2026 AI Index Report. Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  31. "Task-Completion Time Horizons of Frontier AI Models". Model Evaluation and Threat Research. 8 พฤษภาคม 2026. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  32. Chollet, François; Knoop, Mike; Kamradt, Gregory; Landers, Bryan; Pinkard, Henry (2025). "ARC-AGI-2: A New Challenge for Frontier AI Reasoning Systems". arXiv:2505.11831 [cs.AI].
  33. Lenat, Douglas B. (1995). "CYC: A Large-Scale Investment in Knowledge Infrastructure". Communications of the ACM. 38 (11): 33–38. doi:10.1145/219717.219745.
  34. Laird, John E. (2012). The Soar Cognitive Architecture. MIT Press. ISBN 978-0-262-12296-2.
  35. Wang, Pei; Goertzel, Ben; Franklin, Stan, บ.ก. (2008). Artificial General Intelligence 2008: Proceedings of the First AGI Conference. Frontiers in Artificial Intelligence and Applications. เล่มที่ 171. IOS Press. ISBN 978-1-58603-833-5.
  36. 1 2 Kurzweil, Ray (2005). The Singularity Is Near: When Humans Transcend Biology. Viking. ISBN 978-0-670-03384-3.
  37. 1 2 3 Sandberg, Anders; Bostrom, Nick (2008). Whole Brain Emulation: A Roadmap (รายงาน). Future of Humanity Institute, University of Oxford.
  38. 1 2 Igarashi, Jun (2025). "Future Projections for Mammalian Whole-Brain Simulations Based on Technological Trends in Related Fields". Neuroscience Research. 215: 64–76. doi:10.1016/j.neures.2024.11.005. PMID 39571736.
  39. Drachman, David A. (2005). "Do We Have Brain to Spare?". Neurology. 64 (12): 2004–2005. doi:10.1212/01.WNL.0000166914.38327.BB. PMID 15985565.
  40. 1 2 Zanichelli, Niccolò; Schons, Maximilian; Freeman, Isaak; Shiu, Philip; Arkhipov, Anton (2025). "State of Brain Emulation Report 2025". arXiv:2510.15745 [q-bio.NC].
  41. Gebicke-Haerter, Peter J. (2023). "The Computational Power of the Human Brain". Frontiers in Cellular Neuroscience. 17. doi:10.3389/fncel.2023.1220030. PMC 10441807. PMID 37608987.{{cite journal}}: CS1 maint: unflagged free DOI (ลิงก์)
  42. Azevedo, Frederico A. C.; Carvalho, Ludmila R. B.; Grinberg, Lea T.; Farfel, José Marcelo; Ferretti, Renata E. L.; Leite, Renata E. P.; Jacob Filho, Wilson; Lent, Roberto; Herculano-Houzel, Suzana (2009). "Equal Numbers of Neuronal and Nonneuronal Cells Make the Human Brain an Isometrically Scaled-Up Primate Brain". Journal of Comparative Neurology. 513 (5): 532–541. doi:10.1002/cne.21974. PMID 19226510.
  43. von Bartheld, Christopher S.; Bahney, Jami; Herculano-Houzel, Suzana (2016). "The Search for True Numbers of Neurons and Glial Cells in the Human Brain: A Review of 150 Years of Cell Counting". Journal of Comparative Neurology. 524 (18): 3865–3895. doi:10.1002/cne.24040. PMC 5063692. PMID 27187682.
  44. Izhikevich, Eugene M. "Large-Scale Simulation of the Human Brain". สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  45. Markram, Henry (2006). "The Blue Brain Project". Nature Reviews Neuroscience. 7 (2): 153–160. doi:10.1038/nrn1848. PMID 16429124.
  46. Trost, Matthew (22 กรกฎาคม 2009). "Henry Markram at TEDGlobal 2009: Running Notes from Session 5". TED Blog. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  47. "Blue Brain Project". École Polytechnique Fédérale de Lausanne. สืบค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2026.
  48. Aleksander, Igor (2005). "Machine Consciousness". Progress in Brain Research. 150: 229–243. doi:10.1016/S0079-6123(05)50017-4. PMID 16186018.
  49. Butlin, Patrick; Long, Robert; Elmoznino, Eric; Bengio, Yoshua; และคณะ (2023). "Consciousness in Artificial Intelligence: Insights from the Science of Consciousness". arXiv:2308.08708 [cs.AI].

ดูเพิ่ม

[แก้]