ซัลมาน ฟารซี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ซัลมาน
تخطيط اسم سلمان الفارسي.png
ชื่อจริงسلمان
เกิดคาเซอรูน, ปารส์, เปอร์เซีย
อิสฟาฮาน, เปอร์เซีย (อีกแหล่งอ้างอิง)
เสียชีวิตค.ศ.656[1]
ที่ฝังศพอัล-มาดาอิน, ประเทศอิรัก
(ถูกฝังที่โลด, เยรูซาเลม, อิสฟาฮาน หรือที่ไหนซักแห่งในอ้างอิง)
มีชื่อเสียงจากเป็นผู้ติดตามของมุฮัมหมัด และอะลี
ฐานันดร
  • อัล-ฟาร์ซี อาหรับ: الفارسي
  • อัล-มุฮัมมาดี
  • อบู อัล-กีตาบัยน์
  • ลุกมาน อัล-ฮากีม
บุตรอับดุลลอฮ์

ซัลมาน ฟารซี (อาหรับ: سلمان الفارسي‎ซัลมาน อัล-ฟาริซี) เป็นสาวกชาวอิหร่านที่ท่านบีมูฮัมหมัด(ศ็อล) ได้เคยกล่าวเรียกซัลมานว่า เขามาจากท่านและได้ทำให้ซัลมานถูกรู้จักในนามของมูฮัมมะดี

ในเหตุการณ์หนึ่งที่ชาวกุเรชได้ยกกองทัพมาใกล้เมืองมะดีนะห์เพื่อที่จะโจมตีชาวมุสลิม ท่านซัลมานฟารซีได้เสนอให้ขุดคูลึกรอบๆเมืองมะดีนะฮ์ เพื่อที่ว่าคูนี้จะเป็นกองกำลังทหารเพื่อปกป้องเมืองมะดีนะฮ์

ท่านซัลมานฟารซีถือเป็นที่รักและเคารพ โดยเฉพาะในหมู่ชาวมุสลิมนิกายชีอะฮ์และสำหรับพวกเขาท่านซัลมาน คือบุคคลที่มีฐานันดรและเป็นสาวกที่เป็นรักและยอมรับของท่านศาสดา[2]

ถึงแม้ว่าท่านซัลมานฟารซีจะเป็นลูกของชาวนาธรรมดาๆในประเทศอิหร่านคนหนึ่งก็ตาม แต่ท่านก็ไม่ได้ยอมรับในการบูชาไฟ และได้ออกเดินทางไปยังเมืองต่างๆ เพื่อแสวงหาความจริงและศาสนาที่ถูกต้องจนกระทั่งไปถึงเมืองๆ หนึ่งท่านถูกกักตัวไว้เป็นทาส หลังจากนั้น ท่านศาสดามูฮัมหมัดได้ช่วยเหลือจนในที่สุดเขาได้รับอิสรภาพ

ซัลมานฟารซีเป็นนักปราชญ์คนหนึ่งที่มีความเฉลียวฉลาดและมีความรู้ของอิหร่านและคริสเตียนและท่านก็เป็นที่ปรึกษาของท่านศาสดามูฮัมหมัด(ศ็อล) และท่านยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่ออกแบบให้ขุดหลุมคันดักในสงครามคันดัก ช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านซัลมาน ท่านได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมะดาอิน.

สถานที่ถือกำเนิดและชีวิตวัยเด็ก[แก้]

ซัลมานเป็นลูกชายของ เจ้าของที่ดินเมือง จีย์ อยู่ใกล้ กับเมืองอิสฟาฮาน อิสฟาฮาน ถึงแม้นว่าจะมีการถกเถียงกันเกี่ยวสถานที่ถือกำเหนิดระหว่าง อิสฟาฮาน [3], เมืองดัชต์, อุรจุน, เมืองฟารซ์ และคุซิก็ยังถูกระบุไว้ว่าเป็นถิ่นกำเนิดของท่าน นักวิชาการบางท่านระบุว่าท่านมาจากตระกูลมุซแดคี บ้างก็ระบุว่าท่านมาจากครอบครัวชั้นสูงของตระกูลมอนวี[4]

อายุขัยของท่านซัลมาน ฟารซี[แก้]

เกี่ยวกับอายุขัยของท่านซัลมาน มีทัศนะที่แตกต่างกันหลายปี อาทิ เช่น

  1. เชคตูซีมีทัศนะว่าท่านเป็นกลุ่ม มุอัมมิรีน ที่เคยพบเห็นกับท่านนบีอีซา ดังนั้นท่าน่าจะมีอายุมากกว่า 600 ปี
  2. จากรายงานบทหนึ่งของท่านศาสดา(ศ) ระบุว่า ท่านซัลมาน มีอายุ 450 ปี
  3. ซัยยิดริฏอ และเชคตอรีฮี บันทึกไว้ว่า เพื่อพิจารณาจากรายงานและสิ่งต่างๆแล้วท่านน่าจะมีอายุ 350 ปี
  4. นักประวัติศาสตร์ส่วนมากบันทึกไว้ที่250ปี (มุฮัดดิษ นูรี) เชื่อว่าทัศนะที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ 250 ปี อิบนิอับดุลบิร ระบุไว้ในหนังสือ อัลอิสตีอาบเล่มที่ 2 หน้า 195[5][6]

แนวคิด[แก้]

เริ่มแรกที่ท่านอยู่ในอิหร่านมีความรู้เกี่ยวกับ มีตะรอออี (میترایی) หลังจากนั้นท่านก็ได้รู้จักแนวคิดโบราณของเปอร์เซีย (ศาสนาโซโรอัสเตอร์) และหลังจากที่ท่านเดินทางไปแถบตะวันตกก็ได้รู้จักกับความเชื่อของคริสเตียนและเคยรับใช้อยู่ในโบสน์คริสต์อยู่ระยะหนึ่งและได้ศึกษาแนวคิดของศาสนายูดายควบคู่ไปด้วย ทำให่ท่านเข้าถึงและมีความเชี่ยวชาญต่อแนวคิดและหลักศรัทธาของศาสนาคริสต์เป็นอย่างดี และเมื่ท่านเดินทางมาถึงเมืองยัษริบและได้พบกับท่านศาสดามุฮัมหมัด(ศ)และได้รู้จักกับแนวคิดและหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม

แนวคิดของท่านซัลมานเป็นแนวคิดที่เป็นการผสมผสานกับแนวคิดทางปรัชญายุคก่อนของเปอร์เซียกับแนวคิดปรัชญาแบบอิสลามและเนื่องจากากรที่ท่านได้ทำการศึกษาแนวคิดและปรัชญาของศาสนาต่างๆมากมาย และนักวิชากานสายปรัชญาหลายท่านที่ยอมรับว่าตนเป็นผู้ที่ยึดและฝักใฝ่ในแนวคิดของท่านซัลมาน ลูอี มาซีนีอูน ชาวฝรั่งเศส ได้แนะนำตำราที่เป็นของท่านซัลมานไว้ถึง4เล่ม วึ่งในนั้นคือ ตำราชื่อว่า คอบัรจาซะลีก .

ความศรัทธาต่อแนวคิด มานี[แก้]

ซัลมานฟารซีกับความศรัทธาต่อ มานี(مانی) และเนื่องจากที่ซัลมานยอมรับในแนวคิดแบบมานีแทนที่(โซโรอัสเตอร์) จึงเป็นเหตุทำให้เขาต้องหนีออกจากประเทศอิหร่าน[4][7][8][9]

ความศรัทธาต่อศาสนาคริสต์[แก้]

 ท่านซัลมานฟารซีได้รู้จักกับศาสนาคริสต์ตั้งแต่ท่านยังเยาว์วัย และศึกษาหาความรู้ที่ซีเรีย. อบูรัยฮาน บีรูนี ได้บันทึกในหนังสืออัลอะซารุ้ลบากียะอะนิลกอรูนิลคอลียะว่า ศาสนาคริสต์มี 70 พระวารสาร มีนามว่าอิลญีลเขาได้ถูกเขียนไว้ว่าได้ให้สลามไปยังลูกชายของอับดุลเลาะเป็นสลามจากปากของท่านซัลมานฟารซี.พระวารสาร มีนามว่าอิลญีลเขาได้ถูกเขียนไว้ว่าได้ให้สลามไปยังลูกชายของอับดุลเลาะฮ์เป็นสลามจากปากของท่านซัลมานฟารซี.

หลังจากการเสียชีวิตของอาจารย์ของท่าน ซัลมานฟารซี ได้เดินทางพร้อมกับกองคาราวานไปยังเมืองอาหรับซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับท่านมูฮัมหมัดบินอับดุลลอฮ์ ผู้เป็นผู้ดูแลธุรกิจการค้าของท่านหญิงคอดีญะฮ์สตรีนางเดียวที่มีความร่ำรวยในอาหรับ

ในระหว่างการเดินทางได้เกิดการจู่โจมจากฝ่ายศัตรู ทำให้ท่านซัลมานฟารซีถูกจำเป็นเฉลยและมีชายชาวยิวผู้หนึ่งจากเมืองมะดีนะฮ์ได้ซื้อตัวท่านไปในฐานะทาสและได้นำท่านไปพร้อมกับตนยังเมืองมะดีนะฮ์.

ความศรัทธาต่อศาสนาอิสลาม[แก้]

ซัลมานฟารซีได้รู้จักกับท่านนบี(ศ็อล) ที่เมืองมะดีนะฮ์และทำให้ท่านได้เข้ารับศาสนาอิสลาม. ในหนังสือ ซะฟีนะตุลบะฮาร ได้บันทึกไว้ว่า ภายหลังจากที่ท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อล)ได้อพยพมายังเมืองมะดีนะฮ์ ท่านซัลมานก็ได้รู้จักกับศาสนาอิสลามด้วยกับการเชิญชวนของท่านนบี ในที่สุดท่านซัลมานก็ได้เข้ารับอิสลาม ท่านนบีได้ทำข้อตกลงกับนายผู้เป็นเจ้าของซัลมานว่าให้ซัลมานทำงานและรายได้ที่เขาได้นั้นให้จ่ายเป็นค่าอิสรภาพของเขา ท่านนบี(ศ็อล)และมุสลิมทุกคนได้ช่วยเหลือท่านซัลมาน ค่าตัวของท่าน (เท่ากับต้นกล้าของอินทผาลัม 40 ต้นและ 40 วะกียะซึ่งทุกๆ วะกียะจะเท่ากับ 40 ดิรฮัม) ในที่สุดท่านซัลมานก็ได้รับอิสรภาพจากชายยิวคนนั้น มีความเชื่อกันว่าช่วงเวลาที่ซัลมานรู้จักกับท่านนบีนั้นคือภายหลังจากท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อล)ถูกแต่งตั้งเป็นศาสดา แต่ทว่าไม่มีระบุไว้เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นปีเท่าไหร่

สงครามคอนดัก[แก้]

สงครามคอนดักเกิดขึ้นในปีที่ฮ.ศ.5 และเนื่องด้วยคำเสนอแนะของท่านซัลมานฟารซี พวกเขาได้ทำการขุดคูขึ้นมา คันดักเป็นคำที่ได้มาจากภาษาอาหรับ หากคำนี้มาจากเปอร์เซีย ก็จะได้มาจากคำระหว่างคำว่าฆันดัก ซึ่งมีความหมายว่า การขุดและในภาษาที่เก่าแก่ของชาวอิหร่านเฉกเช่นอะเวสตานและเปอร์เซียโบราณ รากศัพท์ของคำว่า คอนดัก ในยุคปัจจุบันได้มีการใช้แล้ว คอนดักได้มาจากรากศัพท์คำว่า กุน (کن) ซึ่งให้ความหมายว่า การขุด (کندن) นั่นเอง คำว่าฟัรกันตัน (فرکنتن) มีความหมายว่า การเริ่มต้นการก่อสร้างตึกหรือเมือง.

หลังจากการจากไปของศาสดามุฮัมหมัด(ศ) [แก้]

ภายหลังจากการจากไปของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อล) บรรดานักฝึกงานได้เขียนในหนังสือ ซัลมานผู้บริสุทธ์ ไว้ว่า ซัลมานมีความเสียใจจาก การเร่งรีบต่อการเลือกอบูบักร์ในซะกีฟะฮ์ สิ่งนี้เป็นหนึ่งแนวทางในการปกป้องดูแลการงานและเป็นโอกาสพิเศษ ซึ่ในภาษาฟารซี สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความปรีชา คือ ทำและไม่ทำ (کردید ونکردید) ซึ่งประโยคนี้ยากที่จะแก้ไข ประโยคนี้มีรากศัพท์เดิมมาจากภาษาฟารซีว่า ใช่หรือไม่?

มะดาอีนีและมุลาซารี ได้ตีพิมพ์ในรูปแบบนี้คือ (کرداد و ناکرداد) ทำและไม่ทำ (เปอร์เซียกลาง) จำต้องกล่าวว่า ถึงแม้ว่าสองคำนี้ไม่ได้บ่งบอกหรือยืนยันถึงคำข้างต้นก็ตามแต่ในปี11ฮิจเราะฮ์หลังจากการเสียชีวิตของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อล) ท่านซัลมานฟารซีได้ลุกขึ้นต่อสู้และจับดาบเพื่อปกป้องหลักความเชื่อแห่งอิมามียะ ท่านได้แสดงการต่อต้านอย่างโจ่งแจ้งต่อการกระทำดังกล่าว

แต่ทว่าตรงกันข้ามกับคำพูดของโจเซฟฮอที่มีสัญลักษณ์ว่า ในครึ่งศตวรรษก่อนที่พวกเขาจะยอมรับยะฮกุบีผู้เป็นนักรายงานชาวอิรัก คือ ท่านซัลมานฟารซี ได้พูดถึงสิทธิตำแหน่งแห่งอิมามัตหรือผู้นำภายหลังจากท่านนบี(ศ็อล)ของท่านอิมามไว้ตอนที่พวกเขากำลังเลือกอบูบักร์อยู่ แต่ท่านซัลมานฟารซีอาจจะพูดถึงเรื่อภายหลังจากการจากไปของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ็อล) พูดถึงเรื่องนี้ในที่ประชุมลับก็ได้.  [10]

การเสียชีวิตของซัลมานฟารซี[แก้]

จากคำกล่าวของหนังสือ ซัลมานผู้บริสุทธิ์ จากมอนีซียูน ถูกแปลโดย ท่านชะรีอัตตี ว่า วันเสียชีวิตของท่านซัลมานฟารซนั้นไม่มีความแน่นอน

จากคำกล่าวของวากีดี และอิบนิซะอ์ว่า ท่านเสียชีวิตในช่วงสุดท้ายของเคาะลีฟะฮ์อุมัรหรือช่วงสมัยการเป็นเคาะลีฟะฮ์ของอุษมาน เพราะก่อนการดำรงตำแหน่งของเคาะลีฟะฮ์อุษมาน ท่านซัลมานฟารซีอาศัยอยู่ในเมืองกูฟะฮ์มาก่อนแล้ว.

บรรดาผู้รวบรวมฮะดีษและซุนนะฮ์ พวกเขาได้กำหนดวันเสียชีวิตของท่านซัลมานไว้ในศตวรรษที่ 3

ลูยี มอซีนียูน ได้กล่าวในหนังสือของตนแบบประมาณการว่า ท่านซัลมานฟารซีโดยการอนุญาตจากคอลีฟะฮ์ ซัลมานไม่มีสิทธ์ที่จะได้รับเงินบำนาญ ซึ่งเป็นส่วนของกองกลาง เงินบัยตุลมานนั่นเองเหมือนกับทุกๆคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามใหม่ๆ ที่ไม่ใช่อาหรับ เพื่อความปลอดภัยของเขา เขาระได้รับความช่วยเหลือในส่วนนี้.

เผ่าอับดุลเกซ ซึ่งเป็นเผ่าที่ท่านซัลมานเคยร่วมเดินทางมาพร้อมกับพวกเขา พวกเขากับซัลมานได้ทำสนธิสัญญาต่อกัน เมื่อพิจารณาไปยังสภาพและคุณลักษณะต่างๆของเผ่าอับดุลเกซแล้ว เราจะพบว่าสภาพของเผ่านี้ได้ทำให้สมมุติฐานข้างต้นของลูยี มอซีนียูนนั้น มีความแข็งแรงขึ้น. [11]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Vida, G. Levi Della. Salmān al-Fārisī. P. Bearman; Th. Bianquis; C.E. Bosworth; E. van Donzel; and W.P. Heinrichs. In Encyclopaedia of Islam. Second ed. Brill Online, 2012.แม่แบบ:یادکرد دانشنامه
  • หนังสือนัฟซุลเราะห์มาน ฟี ฟะฏออิลิ ซัลมาน نفس الرحمن فی فضائل سلمان  .
  • บิฮารรุล อันวาร ของ อัลลามะฮ์ มัจลิซี เล่มที่ 6 และ 8.
  • หนังสือ ซัลมอนเน่พอก (ซัลมานผู้บริสุทธิ).سلمان پاک
  • หนังสือ คุรชีด เด้ จี 

อ้างอิง[แก้]

  1. Web Admin. "Salman Farsi, the Son of Islam". Sibtayn International Foundation. สืบค้นเมื่อ September 20, 2015.
  2. بعلبکی, มุนีร. «Salman al-Farisi». در دانشنامه المورد. เล่มที่ 8. بیروت:دارالعلم للملایین, 1980. 194.
  3. تاریخ دمشق ابن عساکر อิบนิ อะกาซิร ,ประวัติศาสตร์ ดามัสกัส
  4. 4.0 4.1 مانی و آیین او از: فرید شالیزاده و سایت روزنامک
  5. http://www.hawzah.net/fa/Book/View/45266/23642/
  6. มัจมะอุ้ลบะฮ์รอยน์,หน้า309,นัฟซุรเราะห์มาน ,หน้า650 کتاب نفس الرحمن، ص 650. کتاب مجمع البحرین، ص 309
  7. الآثار الباقیه عن القرون الخالیه دائرةالمعارف بزرگ اسلامی
  8. شناخت هویّت ایرانی از زمان فردوسی تاکنون مرتضی ثاقب فر - سخنرانی در دانشکده حقوق دانشگاه تهران در «همایش هویّت و حاکمیت ملی ایران «در ۲۷ بهمن ۱۳۸۳، منتشره در ماهنامه ایران‌مهر به تاریخ اسفند ۱۳۸۳
  9. سابقهٔ تاریخی اسکان قبایل عرب در خوزستان دکتر امیرحسین خنجی - دوشنبه ۳ اسفند ۱۳۸۱ - ایران امروز
  10. کتاب سلمان پاک نوشته: لویی ماسینیون، ص ۷۷.
  11. کتاب سلمان پاک نوشته: لویی ماسینیون، ص ۸۳.