ชาเอิร์ลเกรย์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ใบชาเอิร์ลเกรย์
ชาเอิร์ลเกรย์

ชาเอิร์ลเกรย์ (อังกฤษ: Earl Grey tea) เป็นชาดำชนิดผสมประเภทหนึ่งสันนิษฐานว่า พยายามปรุงเพื่อเลียนแบบชาเจิ้งซานเสี่ยวจง (หรือ เลปซาง ซูชอง) มีกลิ่นหอมของน้ำมันมะกรูดอันเป็นเอกลักษณ์และได้รับความนิยมจากทั่วโลก ในสหราชอาณาจักรนิยมดื่มชานี้กันอย่างแพร่หลายเป็นกิจวัตรประจำวัน ในปีคริสต์ศักราช 2010 ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในสหราชอาณาจักรพบว่า ชาวสหราชอาณาจักรส่วนน้อยมีความเห็นว่าการดื่มชาเอิร์ลเกรย์มีส่วนเชื่อมโยงกับความหรูหราและเกี่ยวข้องกับชนชั้นสูง ทว่าในสังคมประเทศอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่มีความเห็นว่าชาเอิร์ลเกรย์เป็นเครื่องดื่มสำหรับกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น นอกจากนี้ความคิดเห็นดังกล่าวยังครอบคลุมถึงวัฒนธรรมการดื่มชายามบ่ายอีกด้วย[1][2]

ประวัติ[แก้]

ชาเอิร์ลเกรย์บรรจุในกระป๋อง

ชาเอิร์ลเกรย์เป็นชาที่ปรุงแต่งขึ้นให้แก่ ชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2 นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ช่วงปีคริสต์ศักราช 1830 ถึงปีคริสต์ศักราช 1834 โดยการนำชาดำผสมกับน้ำมันมะกรูด[3] ต่อมาได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูงและได้แผ่ขยายไปทั่วโลก ชาเอิรล์เกรย์เป็นชาที่ปรุงขึ้นเพื่อเลียนแบบชาจีนซึ่งมีราคาสูง ซึ่งชานี้เป็นที่รู้จักในประเทศอังกฤษตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1820 ในช่วงแรกชาเอิร์ลเกรย์เป็นที่รู้จักในชื่อ "เกรยส์ (Grey's Tea)" จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราช 1880 บริษัทชาร์ลตันแอนด์โค ได้โฆษณาชานี้ในชื่อ"เอริล์เกรย์" ในเดือนเมษายน คริสต์ศักราช 2011 บริษัททไวนิงส์ (อังกฤษ: Twinings) ผู้เป็นต้นตำรับชาเอิรล์เกรย์ได้ประกาศการปรับเปลี่ยนสูตรชาเอิลร์เกรย์ของบริษัท โดยมีการเพิ่มน้ำมันมะกรูดและซิตรัส ชาเอิร์ลเกรย์ถือว่าเป็นชาตัวหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญและส่งผลต่อวัฒนธรรมการดื่มชาของชาวอังกฤษ ซึ่งก่อให้เกิดการคิดค้นชาสูตรใหม่ขึ้น เช่น ชาเลดีเกรย์ที่มีการใส่ผลไม้จำพวกมะนาวและส้ม ชาเอิร์ลเกรย์นิยมดื่มกันในช่วงบ่าย มักทานคู่กับขนมเค้กหรือของว่างต่างๆ เช่น แซนด์วิช แยมโรล มาการง หรือ สกอน สามารถดื่มได้ทุกช่วงเวลา

มีเรื่องราวกล่าวถึงต้นกำเนิดชาเอิร์ลเกรย์ระบุว่า ผู้รับใช้คนหนึ่งของลอร์ดเกรย์ได้ช่วยชีวิตลูกชายของครอบครัวชาวจีนครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวชาวจีนครอบครัวนั้นจึงต้องการตอบแทนลอร์ดชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2 โดยปรุงชาสูตรพิเศษมอบให้แก่ลอร์ดเกรย์ในปีคริสต์ศักราช 1803 เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา เรื่องราวนี้ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือยืนยันข้อเท็จจริงและมีข้อขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากลอร์ดเกรย์มิเคยเดินทางไปประเทศจีน[4] นอกจากนี้ในช่วงเวลาดังกล่าว การใช้น้ำมันมะกรูดยังไม่เป็นที่ทราบกันในประเทศจีน อย่างไรก็ตามเรื่องราวได้รับการบอกเล่าในเชิงปากต่อปากส่งผลให้ข้อมูลผิดเพี้ยนไปเมื่อเวลาผ่านไป ในเว็บไซต์ทไวนิงส์ได้ระบุว่า


" ราชทูตผู้หนึ่งได้เดินทางเดินทางไปประเทศจีน ภายหลังเดินทางกลับสหราชอาณาจักร ทูตท่านนี้ได้นำชาเอิร์ลเกรย์กลับมาด้วยและได้มอบให้แก่ ลอร์ดชาลส์ เกรย์ เอิร์ลเกรย์ที่ 2 " - ทไวนิงส์ ออฟ ลอนดอน[5]

ร้านแจ็คสันออฟพิคคาดิลลี่อ้างว่าทางร้านเป็นผู้ริเริ่มขายสูตรชาเอิร์ลเกรย์นี้เป็นร้านแรก ลอร์ดเกรย์ได้มอบสูตรชานี้ให้แก่โรเบิร์ต แจ็คซันและบริษัทหุ้นส่วนจอร์จ ชาร์ลตันในปีคริสต์ศักราช 1830 ตามที่ตระกูลแจ็คซันกล่าวอ้าง พวกเขาผลิตชาเอิร์ลเกรย์นี้ขึ้นมาตั้งแต่ได้รับสูตรมาโดยที่ชานี้มีพื้นฐานมาจากชาดำจีนตั้งแต่ต้น[6][7]

ความหลากหลาย[แก้]

ผลมะกรูด

ชามิใช้สินค้าจดทะเบียนโดยบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ชาเอิร์ลเกรย์จึงมีสูตรมากมายแตกต่างไปตามบริษัทผู้ผลิต โดยแต่ละบริษัทมักชูความแตกต่างทั้งประเภทของชาที่ผลิตและนอกจากนี้ยังมีการเพิ่มส่วนผสมบางอย่างลงไปเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้แก่ชาของบริษัทตนเอง ผลมะกรูดที่ใส่ในชาเอิร์ลเกรย์ยี่ห้อดังต่าง ๆ นิยมปลูกที่แคว้นคาลาเบรีย ประเทศอิตาลี่[8]

  • ชาเลดี้เกรย์ ถูกต่อยอดสูตรมาจากชาเอิร์ลเกรย์โดยส่วนใหญ่มีสองสูตร (ชาเลดี้เกรย์ดอกคอร์นฟลาวเวอร์ และชาเลดี้เกรย์ส้ม) ซึ่งทั้งสองสูตรเกิดจากการผสมชาเอิร์ลเกรย์กับดอกคอร์นฟลาวเวอร์และส้มซ่า โดยที่ชาเลดี้เกรย์เป็นชื่อสินค้าจดทะเบียนโดยบริษัททไวนิงส์แต่เพียงผู้เดียว
  • "London Fog" เป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากการผสมชาเอิร์ลเกรย์กับนมและวานิลลาไซรัป
  • ชาเอิร์ลเกรย์ถูกผสมด้วยดอกไม้ต่าง ๆ เช่นมะลิ ชาเอิร์ลเกรย์ที่ผสมกลีบดอกกุหลาบลงไปเป็นที่รู้จักในชื่อ เฟรนช์เอิร์ลเกรย​์ (อังกฤษ: French Earl Grey)
  • รัสเซียนเอิร์ลเกรย​์ (อังกฤษ: Russian Earl Grey) คือชาที่มีการผสมเปลือกส้มและตะไคร้แทนการใช้ใบชาดำและมะกรูด


การปรุงแต่งรสชาติ[แก้]

ชาเอิร์ลเกรย์ถูกใช้เพื่อปรุงแต่งรสชาติเค้กและของหวานอย่างแพร่หลาย เช่นช็อกโกแลต และ ซอสปรุงของหวาน

วัฒนธรรมการดื่ม[แก้]

โดยทั่วไปมักไม่เติมนมลงในชาเอิร์ลเกรย์ดังเช่นชาอื่น ๆ ชาวสหราชอาณาจักรส่วนมากให้ความเห็นว่าชาเอิร์ลเกรย์และนมนั้นไม่อาจเข้าด้วยกันได้ เนื่องจากนมทำให้กลิ่นของน้ำมันมะกรูดอันเป็นเอกลักษณ์ของชาหายไป อีกทั้งทำให้รสชาติของชาเปลี่ยน ดังนั้นจึงไม่นิยมเติมนมลงในชา

ชาเอิร์ลเกรย์นิยมทานขณะชายังร้อน โดยสามารถเติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มความหวานหรืออาจเติมมะนาวหรือส้มได้ตามแต่ใจผู้ดื่ม

อ้างอิง[แก้]

  1. "Want to seem posh? Employ a cleaner and drink Earl Grey". The Telegraph.
  2. "Survey Results". 20 May 2010. Retrieved 15 Jan 2016.
  3. "Foods of England". Retrieved 1 January 2013.
  4. Pettigrew, Jane (2004). The Tea Companion: A Connoisseur's Guide (Connoisseur's Guides). Philadelphia, Pa: Running Press Book Publishers. ISBN 0-7624-2150-9.
  5. "Earl Grey". Twiningsusashop.com. Retrieved 2010-12-07.
  6. Fenix, Micky (24 July 2008). "More Than Just A Pot Of Tea". Philippine Daily Inquirer. Archived from the originalon 20 January 2013. Stephen Twining traced back his family's business to the 1700s, when coffee houses as meeting places were the vogue. How ironic that it was in the company's coffee house where tea was introduced. Earl Grey tea makes Stephen Twining wish he could move back time because the company did not lay claim to the formula, or the name, when they had produced the blend for the British Prime Minister who was known as the second Earl Grey.
  7. Pagano, Margareta (3 July 1985). "The secret of Earl Grey tea is changing hands at last / Sale of Jacksons of Piccadilly to Fitch Lovell food manufacturing group". The Guardian (London). The original secret formula for Earl Grey tea is changing hands after 155 years with its sole proprietors, the Jacksons of Piccadilly tea merchants... with the sale goes the special recipe of the Earl Grey blend which was entrusted to Robert Jackson's partner, George Charlton, in 1830 by the second Earl Grey. To this day the formula—which mixes black China tea with other unknown teas—has remained unaltered.
  8. RFLP ANALYSIS OF THE ORIGIN OF CITRUS BERGAMIA, CITRUS JAMBHIRI, AND CITRUS LIMONIA[1]. nternational Society for Horticultural Science. Retrieved 18 February2012.