ฉีหฺวันกง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฉีหวนกง
Duke Huan of Qi
斉桓公
ฉีหวนกงและกวนต๋ง
ฉีกง (斉公)
ดำรงตำแหน่ง
685 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 643 ปีก่อนคริสต์ศักราช
หัวหน้ารัฐบาล กวนต๋ง
สิบผอง
เปาซกแหย
ก่อนหน้า ก๋งจูหยี
ก๋งจูบอดี
ถัดไป ก๋งจูบอคุย
เจ๋เฮาก๋ง
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด 718 ปีก่อนคริสต์ศักราช
เสียชีวิต 8 ตุลาคม 643 ก่อนปีคริสต์ศักราช
บิดา เจ๋ฮูก๋ง (斉釐公)
คู่สมรส นางองกี (王姫)
นางฮอกี (徐姫)
นางชัวกี (蔡姫)
นางเตียวฮวยกี
นางเซียวฮวยกี (少衛姫)
นางเตงกี (鄭姫)
นางกัวเอ๋ง (葛嬴)
นางเจงกี (密姫)
นางซองฮัวสี (宋華子)
ญาติ ก๋งจูหยี (斉襄公)
ก๋งจูกิว (公子糾)
นางบุนเกียง (文姜)
บุตร ก๋งจูบอคุย
เจ๋ฮุยก๋ง
เจ๋เฮาก๋ง
เจ๋เจี๋ยวก๋ง
เจ๋อีก๋ง

ฉีหวนกง (ฉบับไทยเป็น เจ๋ฮวนก๋ง) มีชีวิตอยู่ในช่วงยุคชุนชิวของจีน มีนามเดิมชื่อ เสียวไป่ (小白 ฉบับไทยเป็น เสียวแปะ) ต่อมาได้เป็นผู้ปกครองรัฐฉี และได้บริหารและดูแลบ้านเมืองร่วมกับกวนต๋ง จนทำให้รัฐฉีเป็นรัฐที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในตอนนั้น

ในช่วงต้น[แก้]

เขาเป็นบุตรของเจ๋ฮูก๋ง (ฉบับจีนเป็น ฉีซีกง) และได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับเปาซกแหย เมื่อทั้งก๋งจูหยี (ฉบับจีนเป็น ฉีเซียงกง) ผู้เป็นพี่ชายคนโต และ ก๋งจูบอดี (ฉบับจีนเป็น กงซุนอู๋จื่อ) ได้ถูกลอบสังหารเสียชีวิตทั้งสองคน ทำให้เขาต้องทำศึกชิงบัลลังก์กับก๋งจูกิว (ฉบับจีนเป็น กงจื๋อจิ่ว) ซึ่งเป็นพี่ชายคนรอง ในการนั้น เขาถูกกวนต๋งลอบยิงธนูใส่ แต่โชคดีที่ลูกธนูไปถูกหัวเข็มขัด เขาจึงรอดตายมาได้และได้รับชัยชนะเหนือก๋งจูกิว ก๋งจูกิวกับกวนต๋งต้องหนีไปพึ่งพิงฬ่อจงก๋ง (ฉบับจีนเป็น หลู่จวงกง) เมื่อเขาได้เป็นผู้นำแล้ว ก็ส่งจดหมายให้ฬ่อจงก๋งส่งศีรษะของก๋งจูกิวกับกวนต๋ง ฝ่ายฬ่อจงก๋งก็สั่งประหารก๋งจูกิว แต่ให้จับเป็นกวนต๋ง เนื่องด้วยเห็นว่ากวนต๋งมีสติปัญญาที่หลักแหลม

หลังการมอบรางวัลแก่เหล่าทหารที่ช่วยทำศึกชนะก๋งจูกิว ก็คิดใคร่จะแต่งตั้งเปาซกแหยเป็นสมุหนายก แต่เปาซกแหยได้เสนอให้มอบตำแหน่งแก่กวนต๋งและแนะนำให้ละทิ้งความแค้นส่วนตัวกับกวนต๋งเสีย เจ๋ฮวนก๋งจึงยอมทำตามคำแนะนำของเปาซกแหยและเรียกตัวกวนต๋งมาปรึกษาเรื่องราชการบ้านเมือง กวนต๋งก็ได้ชี้แจงแนวคิดในการครองบ้านเมืองรวมถึงหลักคุณธรรมนิยมให้แก่เจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ยินดีรับฟังและแต่งตั้งให้กวนต๋งเป็นสมุหนายก[1]

การเรืองอำนาจและเสียชีวิต[แก้]

ด้วยความช่วยเหลือของกวนต๋ง ทำให้เจ๋ฮวนก๋งกลายเป็นผู้มีอำนาจทั้งในและนอกราชสำนัก รวมถึงมีอาณาเขตที่กว้างใหญ่ด้วย โดยในช่วง 664 ปีก่อนคริสต์ศักราช เจ๋ฮวนก๋งได้นำกองทัพไปช่วยเหลือเอียนจงก๋ง (ฉบับจีนเป็น เยี่ยนจวงกง) จากการโจมตีของชนเผ่าซานหยง (ฉบับไทยเป็น เมืองปักหยง)[2] และส่งทหารไปช่วยโอยบุนก๋ง (ฉบับจีนเป็น เว่ยเหวินกง) จากการรุกรานของชนเผ่าเป่ยตี้ (ฉบับไทยเป็น เมืองเต๊ก)

ต่อมา ได้ทำสงครามกับเมืองฌ้ออยู่ประมาณหนึ่ง ก็พากันเลิกทัพกลับ[3] ครั้นถึงปลายรัชสมัยของพระเจ้าจิวอุยอ๋อง เจ๋ฮวนก๋งได้ทำตามคำแนะนำของสิบผอง ด้วยการสนับสนุนองค์ไทจิวเต้เป็นรัชทายาท เมื่อไทจิวเต้ได้ครองราชย์ต่อจากพระบิดาแล้ว ก็ทำการนำของเซ่นไหว้ไปเคารพแด่จิวบุนอ๋องและจิวบูอ๋องตามธรรมเนียม พร้อมทั้งประทานรางวัลมากมายให้เจ๋ฮวนก๋ง

ในช่วงท้ายของชีวิต เจ๋ฮวนก๋งได้ปรึกษากับกวนต๋งเรื่องการแต่งตั้งทายาท กวนต๋งจึงเสนอชื่อก๋งจูเจียว ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สาม เจ๋ฮวนก๋งก็เห็นด้วย จึงให้ก๋งจูเจียวไปศึกษาเล่าเรียนกับซองเซียงก๋ง[4] ในช่วง 645 ปีก่อนคริสต์ศักราช กวนต๋งได้เสียชีวิต แต่ก่อนตาย กวนต๋งได้สั่งเสียต่อเจ๋ฮวนก๋งว่า "อันตัวเอ็ดแหย (易牙) ซูเตียว (豎刁) และ ไคหอง (開方) ทั้งสามคนนี้จะเป็นผู้ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับแคว้นของเราในวันหน้า ขอท่านได้โปรดอย่าเรียกใช้พวกนั้นเลย จงขับไล่ให้ออกไปเสีย" ตอนกวนต๋งเสียชีวิต อายุประมาณได้ 75 ปี[5]

หลังการเสียชีวิตของกวนต๋ง เจ๋ฮวนก๋งก็ทำตามคำสั่งเสียได้พักหนึ่ง ก็ละเลยคำสั่งเสียนี้ทิ้ง เปาซกแหยพยายามว่ากล่าวตักเตือน แต่เจ๋ฮวนก๋งปฏิเสธ เปาซกแหยก็ตรอมใจจนป่วยตาย หลังการตายของเปาซกแหย สามขุนนางอย่าง เอ็ดแหย ซูเตียว ไคหอง ก็ทำการบริหารบ้านเมืองตามอำเภอใจ ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เมื่อเจ๋ฮวนก๋งป่วยหนักใกล้ตายนั้น สามขุนนางได้สั่งให้ก่อฉาบปูนเป็นกำแพงปิดบังตำหนักของเจ๋ฮวนก๋ง เจ๋ฮวนก๋งซึ่งชราอยู่แล้ว ไม่ได้รับสารอาหารมากพอ ก็เสียชีวิตลงเมื่ออายุได้ 72 ปี[6]

หลังการเสียชีวิตของเจ๋ฮวนก๋ง บรรดาลูกชายก็ทำสงครามเพื่อหวังครอบครองรัฐฉี สุดท้ายก๋งจูเจียวได้รับชัยชนะ และขึ้นปกครองรัฐฉีในนาม เจ๋เฮาก๋ง[7] ถึงกระนั้นเจ๋เฮาก๋งไม่อาจทำให้รัฐฉีกลับมารุ่งเรืองได้ดังเก่า เป็นผลจากสงครามกลางเมือง ทำให้จิ้นบุนก๋ง ขึ้นมามีอำนาจแทน

อ้างอิง[แก้]

  1. เลียดก๊ก ๑๖[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  2. เลียดก๊ก ๒๑[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  3. เลียดก๊ก ๒๓[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  4. เลียดก๊ก ๒๔[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  5. เลียดก๊ก ๒๙[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  6. เลียดก๊ก ๓๒[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]
  7. เลียดก๊ก ๓๓[ต้องการแหล่งอ้างอิงดีกว่านี้]