ความเอนเอียงทางประชาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search

ความเอนเอียงทางประชาน (อังกฤษ: cognitive bias) เป็นรูปแบบความคลาดเคลื่อนของการประเมินตัดสินใจ ที่การอนุมานถึงบุคคลอื่นหรือสถานการณ์ต่าง ๆ อาจจะเป็นไปโดยไม่สมเหตุผล[1] คือ เราจะสร้างความจริงทางสังคม (social reality) ที่เป็นอัตวิสัย จากการรับรู้ข้อมูลที่ได้ทางประสาทสัมผัส[2] เพราะฉะนั้น ความจริงที่เราสร้างขึ้นนี้ ซึ่งไม่ใช่ความจริงโดยปรวิสัย อาจจะกำหนดพฤติกรรมทางสังคมของเรา[3] ดังนั้น ความเอนเอียงทางประชานอาจนำไปสู่ความบิดเบือนทางการรับรู้ การประเมินตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง การตีความที่ไม่สมเหตุผล หรือพฤติกรรมที่เรียกกันอย่างกว้าง ๆ ว่า ความไม่มีเหตุผล (irrationality)[4][5][6]

ความเอนเอียงทางประชานบางอย่างเชื่อว่า เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสังคมสิ่งแวดล้อม คือเป็นเหตุให้เกิดการกระทำที่มีประสิทธิภาพในสถานการณ์บางอย่าง[7] นอกจากนั้นแล้ว ความเอนเอียงทางประชานบางอย่างสามารถทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น ในสถานการณ์ที่ความเร็วมีความสำคัญมากกว่าความแม่นยำ ดังที่พบในเรื่องของฮิวริสติก[8] ความเอนเอียงบางอย่างอาจจะเป็น "ผลพลอยได้" ของความจำกัดในการประมวลข้อมูลของมนุษย์[9] ซึ่งอาจจะมาจากการไม่มีกลไกทางจิตใจที่เหมาะสม (สำหรับปัญหานั้น) หรือว่ามีสมรรถภาพจำกัดในการประมวลข้อมูล[10]

ภายใน 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้มีการกำหนดความเอนเอียงทางประชานเป็นจำนวนมาก เป็นผลจากงานวิจัยในเรื่องการประเมินและการตัดสินใจของมนุษย์ จากสาขาวิชาการต่าง ๆ รวมทั้งประชานศาสตร์ จิตวิทยาสังคม และเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) ความเอนเอียงทางประชานเป็นเรื่องสำคัญที่จะศึกษาเพราะว่า "ความผิดพลาดอย่างเป็นระบบ" แสดงให้เห็นถึง "กระบวนการทางจิตที่เป็นฐานของการรับรู้และการประเมินตัดสินใจ" (Tversky & Kahneman,1999, p. 582) นอกจากนั้นแล้ว แดเนียล คาฮ์นะมัน และอะมอส ทเวอร์สกี้ ยังอ้างไว้ด้วยว่า ความรู้เกี่ยวกับความเอนเอียงทางประชานมีผลทางด้านการปฏิบัติในฟิลด์ต่าง ๆ รวมทั้งการวินิจฉัยทางคลินิก[11]

สาระสำคัญ[แก้]

ความเอนเอียงเกิดขึ้นจากระบวนการทางจิตหลายอย่างที่บางครั้งยากที่จะแยกแยะ รวมทั้ง

  • การใช้วิธีลัดในการประมวลข้อมูล (ฮิวริสติก)[12]
  • ความรบกวนทางจิตใจ (mental noise)
  • สมรรถภาพที่จำกัดของจิตใจในการประมวลข้อมูล[13]
  • แรงจูงใจทางอารมณ์และทางศีลธรรม[14]
  • อิทธิพลทางสังคม[15]

ความคิดเกี่ยวกับความเอนเอียงทางประชานมาจากคาฮ์นะมันและทเวอร์สกี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1972[16] ซึ่งมีรากฐานมาจากประสบการณ์ของพวกเขาเกี่ยวกับความไม่สามารถคิดโดยเหตุผลโดยใช้ตัวเลข (innumeracy) ของมนุษย์ คาฮ์นะมันและคณะได้แสดงโดยใช้วิธีที่ทำซ้ำได้หลายอย่างว่า การประเมินและการตัดสินใจของมนุษย์ต่างไปจากที่แสดงในแบบจำลองทางเศรษฐศาตร์ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางคือ rational choice theory (ทฤษฎีการเลือกโดยเหตุผล) โดยอธิบายว่า มนุษย์ทำการประเมินและตัดสินใจโดยใช้ฮิวริสติก ซึ่งเป็นทางลัดทางความคิดที่สามารถให้ค่าประเมินอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของเหตุการณ์บางอย่าง (Baumeister & Bushman, 2010, p. 141). ฮิวริสติกเป็นวิธีแก้ปัญหาที่ง่ายกว่าในการคำนวณ แต่ว่าบางครั้งทำให้เกิด "ความผิดพลาดที่รุนแรงอย่างเป็นระบบ"[8]

ยกตัวอย่างเช่น ฮิวริสติกโดยความเป็นตัวแทน (representativeness heuristic) คือ ความโน้มเอียงที่จะ "ประเมินความชุกหรือความน่าจะเป็น" ของเหตุการณ์หนึ่ง ๆ โดยความคล้ายคลึงของเหตุการณ์นั้นกับรูปแบบตัวอย่าง (Baumeister & Bushman, 2010, p. 141) ในงานทดลองหนึ่ง[17] คาฮ์นะมันและทเวอร์สกี้ให้ผู้ร่วมการทดลองอ่านข้อความสั้น ๆ เกี่ยวกับหญิงคนหนึ่งชื่อว่าลินดา โดยกล่าวถึงเธอว่า "อายุ 31 ปี ยังโสด พูดจาตรงไปตรงมา และฉลาดมาก เธอเรียนปรัชญาเป็นวิชาเอก แม้จะเป็นนักศึกษา เธอก็มีความสนใจในปัญหาการเลือกปฏิบัติ และปัญหาความยุติธรรมทางสังคมอย่างลึกซึ้ง และเข้าร่วมการเดินขบวนต่อต้านการใช้อาวุธ/พลังงานนิวเคลียร์" ผู้ร่วมการทดลองจะอ่านข้อความนี้แล้วประเมินความเป็นไปได้ของข้อความต่าง ๆ เกี่ยวกับลินดา รวมทั้ง "ลินดาเป็นพนักงานรับฝากถอนเงินในธนาคาร" และ "ลินดาเป็นพนักงานรับฝากถอนเงินในธนาคาร และเข้าร่วมกิจกรรมขบวนการเพื่อสิทธิของสตรี" เรามักจะมีความโน้มเอียงที่มีกำลังในการเลือกข้อความหลัง ซึ่งเฉพาะเจาะจงมากกว่า ว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูงกว่า แม้ว่า จริง ๆ แล้ว ประพจน์เชื่อมในรูปแบบ "ลินดาเป็นทั้ง and " ไม่สามารถที่จะเป็นไปได้มากกว่าข้อความที่ทั่วไปยิ่งกว่าคือ "ลินดาเป็น " การอธิบายโดยใช้ฮิวริสติกโดยความเป็นตัวแทนก็คือว่า การตัดสินใจบิดเบือนไป เพราะว่า สำหรับผู้อ่านแล้ว ข้อความอธิบายบุคลิกของลินดา คล้ายกับของบุคคลที่อาจจะเป็นนักสิทธินิยมของสตรี แต่ไม่เหมือนกับคนที่ทำงานในธนาคาร ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า ฮิวริสติกโดยความเป็นตัวแทนนำไปสู่ความผิดพลาดโดยกระตุ้นความคิดแบบเหมารวม และกระตุ้นการประเมินตัดสินผู้อื่นที่ไม่เที่ยงตรง (Haselton et al., 2005, p. 726).

แต่สำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับคาฮ์นะมันและทเวอร์สกี้ มีวิธีการอธิบายอีกอย่างหนึ่งว่า การใช้ฮิวริสติกไม่ควรที่จะนำไปสู่ความคิดว่า ความคิดของมนุษย์เต็มไปด้วยความเอนเอียงทางประชานที่ไม่สมเหตุผล แต่ว่า ควรจะคิดถึงฮิวริสติกว่าเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่มีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เหมือนการใช้ตรรกะเชิงรูปนัย (formal logic) และกฎความน่าจะเป็น[18] อย่างไรก็ดี การทดลองต่าง ๆ เช่นเดียวกับเรื่องของลินดานี้ ได้กลายมาเป็นโปรแกรมงานวิจัยที่ขยายตัวไปอย่างกว้างขวางเกินขอบเขตวิชาการทางจิตวิทยา ข้ามไปยังสาขาอื่น ๆ รวมทั้งแพทยศาสตร์และรัฐศาสตร์

รูปแบบ[แก้]

ความเอนเอียงสามารถแบ่งประเภทได้หลายวิธี ยกตัวอย่างเช่นแบ่งเป็นความเอนเอียงที่เกิดเฉพาะในกลุ่มบุคคล (เช่น Group polarization) และที่เกิดในระดับบุคคล

ความเอนเอียงบางอย่างมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ (decision-making) ที่ต้องพิจารณาความน่าพอใจของผลทางเลือกต่าง ๆ (เช่น sunk costs fallacy) ความเอนเอียงอย่างอื่นเช่น illusory correlation (สหสัมพันธ์ลวง) มีอิทธิพลต่อการประเมินความน่าจะเป็น หรือว่าการประเมินว่าเหตุการณ์อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล มีความเอนเอียงพวกหนึ่งโดยเฉพาะที่มีผลต่อความจำ[19] เช่น consistency bias ซึ่งก็คือการระลึกถึงทัศนคติและพฤติกรรมในอดีตว่าเหมือนกับทัศนคติในปัจจุบันเกินความเป็นจริง

มีความเอนเอียงที่สะท้อนถึงแรงจูงใจของบุคคลนั้น[20] ยกตัวอย่างเช่น ความต้องการที่จะมีภาพพจน์ของตนเชิงบวกจะนำไปสู่ Egocentric bias[21] และการหลีกเลี่ยงความไม่ลงรอยกันทางประชาน (cognitive dissonance) ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี มีความเอนเอียงบางอย่างที่เกิดจากวิธีการรับรู้ของสมอง หรือวิธีการสร้างความจำและทำการตัดสินใจ ซึ่งมีความแตกต่างกันที่แยกออกป็น "Hot cognition" (การคิดหาเหตุผลที่มีแรงจูงใจประกอบด้วยอารมณ์) และ "Cold Cognition" เพราะว่า การคิดหาเหตุผลประกอบด้วยแรงจูงใจ (motivated reasoning) อาจเกิดขึ้นภายใต้สภาวะตื่นตัว

ในบรรดาความเอนเอียงที่จัดว่า "cold" ก็คือ

  • บางอย่าเกิดจาก "การละเลยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน" (เช่น neglect of probability)
  • บางอย่างเป็นการประเมินและการตัดสินใจที่ "มีอิทธิพลจากข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกัน" ยกตัวอย่างเช่นปรากฏการณ์ Framing (การตั้งกรอบ) ที่ปัญหาอย่างเดียวกันจะได้คำตอบต่างกันขึ้นอยู่กับว่า กล่าวถามปัญหาอย่างไร หรือ distinction bias คือ จะมีการเลือกทางเลือกที่แสดงร่วมกัน ต่างจากการเลือกทางเลือกที่แสดงทีละอย่าง
  • บางอย่างเป็นการให้ความสำคัญเกินส่วน กับลักษณะที่ไม่สำคัญแต่ชัดเจนของปัญหา (เช่น anchoring)

การที่ความเอนเอียงบางอย่างสะท้อนแรงจูงใจ โดยเฉพาะแรงจูงใจที่จะมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับตนเอง[21] สามารถอธิบายความที่ความเอนเอียงเป็นการรับใช้ตนเองหรือพุ่งความสนใจไปในตน (เช่น illusion of asymmetric insight, ความเอนเอียงรับใช้ตนเอง [self-serving bias], และ projection bias) มีความเอนเอียงบางอย่างที่ใช้ในการประเมินบุคคลที่อยู่ใน in-group (คือในวงสังคมตนเอง) และ out-group (คือนอกวงสังคมตนเอง) โดยที่ประเมินวงสังคมของตนเองว่ามีความหลากหลายมากกว่า และดีกว่าโดยประการต่าง ๆ แม้ว่า "วงสังคม" เหล่านั้นอาจจะเป็นการกำหนดโดยสุ่ม (เช่น ingroup bias, outgroup homogeneity bias)

ความเอนเอียงทางประชานบางอย่างเป็นกลุ่มย่อยของความเอนเอียงโดยการใส่ใจ (attentional bias) ซึ่งหมายถึงการใส่ใจสิ่งเร้าบางอย่างเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น มีหลักฐานว่า ผู้ที่ติดสุราหรือยาเสพติดอื่น ๆ ให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในสิ่งเร้าที่เกี่ยวกับสิ่งเสพติดนั้น ๆ บททดสอบทางจิตวิทยาเพื่อวัดความเอนเอียงที่สามัญก็คือ Stroop Task[22][23] และ Dot Probe Task

รายการต่อไปนี้เป็นชื่อของความเอนเอียงที่มีงานศึกษามาก

ชื่อ คำพรรณนา
Fundamental Attribution Error (FAE) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า correspondence bias (Baumeister & Bushman, 2010) เป็นความโน้มเอียงที่เราจะเน้นการใช้นิสัยในการอธิบายพฤติกรรมที่เห็นในคนอื่นมากเกินไป โดยที่ขณะเดียวกัน มีการใส่ใจในบทบาทและอำนาจของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมต่อพฤติกรรมนั้นน้อยเกินไป[24]

มีงานทดลองคลาสสิกที่แสดง FAE คือ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่า ผู้เขียนแต่ละคนได้รับมอบหมายให้เขียนปาฐกถาสนับสนุนหรือต่อต้านฟีเดล กัสโตร ผู้ร่วมการทดลองกลับไม่สนใจความกดดันทางสถานการณ์เช่นนั้นแล้วกล่าวว่าผู้เขียนแต่ละคนมีทัศนคติเช่นนั้นจริง ๆ

ความเอนเอียงเพื่อยืนยัน (Confirmation bias) ความโน้มเอียงที่จะสืบหาหรือตีความข้อมูลโดยวิธีที่จะยืนยันความเห็นของตน นอกจากนั้นแล้ว เราอาจจะไม่ให้เครดิตกับข้อมูลที่ไม่ยืนยันความเห็นของเรา[25]

ความเอนเอียงเพื่อยืนยันมีความสัมพันธ์กับความไม่ลงรอยกันทางประชาน (cognitive dissonance) คือ เราจะลดความไม่ลงรอยกันของสิ่งที่พบ โดยการสืบหาข้อมูลที่ยืนยันความเห็นของเราเพิ่มขึ้นอีก[26]

ความเอนเอียงรับใช้ตนเอง (Self-serving bias) ความโน้มเอียงที่จะรับเอาเครดิตของความสำเร็จ แต่โยนโทษของความล้มเหลว

และอาจจะปรากฏเป็นความโน้มเอียงที่ประเมินข้อมูลที่ไม่ชัดเจนเข้าข้างตัวเอง

Belief bias (ความเอนเอียงโดยความเชื่อ) คือ เมื่อการประเมินความมีเหตุผลของข้ออ้างความจริง มีความเอนเอียงเนื่องจากเชื่อว่าข้อสรุปของข้ออ้างนั้นเป็นจริงหรือเท็จตั้งแต่ก่อนทำการประเมิน
Framing (การวางกรอบ) คือ ความเอนเอียงที่เกิดขึ้นเมื่อใช้วิธีการหรือคำพรรณนาอธิบายสถานการณ์หรือปัญหาแคบเกินไป
Hindsight bias (ความเอนเอียงโดยมองย้อนหลัง) บางครั้งเรียกว่า ปรากฏการณ์ "ฉันรู้มาตั้งแต่ต้นแล้ว" เป็นความโน้มเอียงที่จะเห็นเหตุการณ์ในอดีตว่าเป็นเรื่องที่พยากรณ์ได้

ในบทความที่ตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 2012 นักวิชาการเสนอว่า ความเอนเอียงที่ดูเหมือนจะไม่มีความสัมพันธ์อย่างน้อย 8 อย่าง สามารถเกิดได้โดยใช้กลไกการสร้างของทฤษฎีสารสนเทศ[27] คือมีการแสดงว่า ความคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการรบกวน ในกระบวนการประมวลข้อมูลที่ต้องอาศัยความจำ ที่แปลงหลักฐานที่เป็นปรวิสัย (คือสังเกตการณ์) ให้เป็นค่าประเมินที่เป็นอัตวิสัย (คือการตัดสินใจ) สามารถที่จะสร้างความเอนเอียงทางประชานต่าง ๆ ได้คือ regressive conservatism, belief revision (หรือเรียกว่า Bayesian conservatism), illusory correlation (สหสัมพันธ์ลวง), illusory superiority (ความเหนือกว่าลวง หรือปรากฏการณ์ว่าฉันเหนือกว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย) และ worse-than-average effect (ฉันแย่กว่าคนอื่นโดยเฉลี่ย), subadditivity effect, exaggerated expectation, overconfidence (มั่นใจมากเกินไป), และ hard-easy effect

ความสำคัญในพฤติกรรม[แก้]

สถาบันและแนวคิดต่าง ๆ ทางสังคม ตั้งอยู่ในรากฐานว่าเราจะทำการตัดสินใจโดยใช้เหตุผล เช่น กฎหมายเกี่ยวกับตลาดลงทุนโดยมากสมมุติว่า นักลงทุนล้วนแต่มีการกระทำที่เป็นไปตามเหตุผลอย่างสมบูรณ์แบบ แต่จริง ๆ แล้ว นักลงทุนล้วนแต่มีความจำกัดทางประชานเนื่องจากการมีความเอนเอียง การใช้ฮิวริสติก และ framing effect

ตัวอย่างอีกอย่างหนึ่งคือ ในการพิจารณาคดีโดยใช้ลูกขุนที่ยุติธรรม ลูกขุนจะต้องไม่ใส่ใจในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดี สามารถชั่งหลักฐานต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง เปิดใจพิจารณาความเป็นไปได้ต่าง ๆ และพยายามยับยั้งการเกิดขึ้นของเหตุผลวิบัติต่าง ๆ เช่นการอุทธรณ์โดยความรู้สึก (appeal to emotion) แต่ว่า ความเอนเอียงที่พบในงานทดลองทางจิตวิทยาเหล่านี้แสดงว่า เราจะไม่สามารถทำการเหล่านั้นได้จริง ๆ[28] แต่ความล้มเหลวนั้นจะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ ไปในทิศทางที่สามารถพยากรณ์ได้[29]

ความเอนเอียงทางประชานยังมีความสัมพันธ์กับความดำรงอยู่ได้ของเรื่องเหนือธรรมชาติ กับปัญหาสังคมเช่นความเดียดฉันท์ และเป็นอุปสรรคกับการยอมรับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ใช่ความรู้โดยสัญชาตญาณ (non-intuitive) ของสาธารณชนทั่วไป[30]

การลดระดับความเอนเอียงทางประชาน[แก้]

มีนักวิชาการหลายพวกที่ยืนยันว่า ประเด็นและทิศทางของความเอนเอียงทางประชานไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยสุ่ม คือไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ[31][9] ดังนั้น ความเอนเอียงทางประชานเป็นเรื่องที่พยากรณ์ได้ นอกจากนั้นแล้ว เรายังสามารถควบคุมความเอนเอียงได้ เช่น "Debiasing" เป็นเทคนิคลดความเอนเอียงที่สนับสนุนบุคคลให้ใช้วิธีการประมวลผลเหนือสำนึกที่ควบคุมได้ เทียบกับผลที่ได้จากความเอนเอียงซึ่งเป็นกระบวนการจิตใต้สำนึกที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ[32]

ส่วนในเรื่องการลด FAE วิธีที่ใช้เงินเป็นตัวล่อ[33] และที่แจ้งผู้ร่วมการทดลองว่าตนจะต้องรับผิดชอบต่อการหาเหตุที่ถูกต้อง[34] ทำให้ผู้ร่วมการทดลองหาเหตุได้อย่างแม่นยำขึ้น

"Cognitive bias modification" (การปรับความเอนเอียงทางประชาน) หมายถึงกระบวนการที่ปรับความเอนเอียงทางประชานของผู้ที่มีสุขภาพดี และหมายถึงวิธีการบำบัดทางจิตวิทยาที่ไม่ใช้ยาเพื่อโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และการติดสิ่งเสพติดที่เรียกว่า "Cognitive bias modification therapy" (CBMT) CBMT มีอีกชื่อหนึ่งว่า Applied Cognitive Processing Therapies (ACPT) เป็นวิธีการบำบัดที่เป็นกลุ่มย่อย ๆ ภายในวิธีการบำบัดทางจิตวิทยาที่มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทางประชาน โดยร่วมกับหรือไม่ร่วมกับการใช้ยาและการบำบัดด้วยการพูดคุย และแม้ว่า CBM จะหมายถึงการปรับกระบวนการทางประชานของผู้มีสุขภาพดี แต่ว่า CBMT จะหมายถึงการบำบัดทางจิตวิทยาที่อิงหลักฐาน ที่ทำการปรับเปลี่ยนกระบวนการทางประชานเพื่อบำบัดความทุกข์[35][36] จากโรคซึมเศร้าที่รุนแรง[37] โรควิตกกังวล[38] และจากการติดสิ่งเสพติด[39] CBMT เป็นการบำบัดที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้รักษาอยู่ร่วมด้วย CBM อาศัยทั้งหลักฐานและทฤษฎีจากแบบจำลองทางประชานเกี่ยวกับความวิตกกังวล[40] จากประสาทวิทยาศาสตร์เชิงประชาน[41] และจากแบบจำลองในการใส่ใจ[42]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. Haselton, MG; Nettle, D; Andrews, P W (2005). The evolution of cognitive bias. In D. M. Buss (Ed.), The Handbook of Evolutionary Psychology: Hoboken, NJ, US: John Wiley & Sons Inc. pp. 724–746. 
  2. Bless, H., Fiedler, K., & Strack, F. (2004). Social cognition: How individuals construct social reality. Hove and New York: Psychology Press. p. 2. 
  3. Bless, H., Fiedler, K., & Strack, F. (2004). Social cognition: How individuals construct social reality. Hove and New York: Psychology Press. 
  4. Kahneman, D.; Tversky, A. (1972). "Subjective probability: A judgment of representativeness". Cognitive Psychology 3 (3): 430–454. doi:10.1016/0010-0285(72)90016-3. 
  5. Baron, J (2007). Thinking and Deciding (4 ed.). New York, NY: Cambridge University Press. 
  6. Ariely, D (2008). Predictably Irrational: The Hidden Forces That Shape Our Decisions. New York, NY: HarperCollins. 
  7. Gigerenzer, G. & Goldstein, D. G. (1996). "Reasoning the fast and frugal way: Models of bounded rationality.". Psychological Review 103 (4): 650–669. PMID 8888650. doi:10.1037/0033-295X.103.4.650. 
  8. 8.0 8.1 Tversky, A; Kahneman, D (1974). "Judgement under uncertainty: Heuristics and biases.". Sciences 185 (4157): 1124–1131. PMID 17835457. doi:10.1126/science.185.4157.1124. 
  9. 9.0 9.1 Haselton, M. G., Nettle, D., & Andrews, P. W. (2005). The evolution of cognitive bias. In D. M. Buss (Ed.), The Handbook of Evolutionary Psychology: Hoboken, NJ, US: John Wiley & Sons Inc. pp. 724–746. 
  10. Bless, H., Fiedler, K., & Strack, F. (2004). Social cognition: How individuals construct social reality. Hove and New York: Psychology Press. 
  11. Kahneman, D; Tversky, A. (1996). "On the reality of cognitive illusions". Psychological Review 103 (3): 582–591. PMID 8759048. doi:10.1037/0033-295X.103.3.582. 
  12. Kahneman, D; Slovic, P; Tversky, A (1982). Judgment under uncertainty: Heuristics and biases (1 ed.). Cambridge University Press. 
  13. Simon, H. A. (1955). "A behavioral model of rational choice". The Quarterly Journal of Economics 69 (1): 99–118. doi:10.2307/1884852. 
  14. Pfister, H.-R.; Böhm, G. (2008). "The multiplicity of emotions: A framework of emotional functions in decision making". Judgment and Decision Making 3: 5–17. 
  15. Wang, X. T; Simons, F; Brédart, S (2001). "Social cues and verbal framing in risky choice". Journal of Behavioral Decision Making 14 (1): 1–15. doi:10.1002/1099-0771(200101)14:1<1::AID-BDM361>3.0.CO;2-N. 
  16. Kahneman, Daniel; Shane Frederick (2002). "Representativeness Revisited: Attribute Substitution in Intuitive Judgment". In Thomas Gilovich, Dale Griffin, Daniel Kahneman. Heuristics and Biases: The Psychology of Intuitive Judgment. Cambridge: Cambridge University Press. pp. 51–52. ISBN 978-0-521-79679-8. 
  17. Tversky, A., & Kahneman, D. (1983). "Extensional versus intuitive reasoning: The conjunction fallacy in probability judgement". Psychological Review 90: 293–315. doi:10.1037/0033-295X.90.4.293. 
  18. Gigerenzer, G. (2006). "Bounded and Rational". In Stainton, R. J. Contemporary Debates in Cognitive Science. Blackwell. p. 129. ISBN 1-4051-1304-9. 
  19. Schacter, D.L. (1999). "The Seven Sins of Memory: Insights From Psychology and Cognitive Neuroscience". American Psychologist 54 (3): 182–203. PMID 10199218. doi:10.1037/0003-066X.54.3.182. 
  20. Kunda, Z. (1990). "The Case for Motivated Reasoning". Psychological Bulletin 108 (3): 480–498. PMID 2270237. doi:10.1037/0033-2909.108.3.480. 
  21. 21.0 21.1 Hoorens, V. (1993). "Self-enhancement and Superiority Biases in Social Comparison". In Stroebe, W; Hewstone, Miles. European Review of Social Psychology 4. Wiley. 
  22. Jensen AR, Rohwer WD (1966). "The Stroop color-word test: a review". Acta psychologica 25 (1): 36–93. PMID 5328883. doi:10.1016/0001-6918(66)90004-7. 
  23. MacLeod CM (1991-03). "Half a century of research on the Stroop effect: an integrative review". Psychological Bulletin 109 (2): 163–203. PMID 2034749. doi:10.1037/0033-2909.109.2.163. 
  24. Jones, EE; Harris, VA (1967). "The attribution of attitudes". Journal of Experimental Social Psychology 3: 1–24. doi:10.1016/0022-1031(67)90034-0. 
  25. Mahoney, M. J. (1977). "Publication prejudices: An experimental study of confirmatory bias in the peer review system". Cognitive Therapy and Research, 1 (2): 161–175. doi:10.1007/bf01173636. 
  26. Jermias, J. (2001). "Cognitive dissonance and resistance to change: The influence of commitment confirmation and feedback on judgement usefulness of accounting systems". Accounting, Organizations and Society 26: 141–160. doi:10.1016/s0361-3682(00)00008-8. 
  27. Hilbert, Martin (2012). "Toward a synthesis of cognitive biases: How noisy information processing can bias human decision making". Psychological Bulletin 138 (2): 211–237.  Full ArticlePDF
  28. Sutherland, Stuart (2007). Irrationality: The Enemy Within (2 ed.). Pinter & Martin. ISBN 978-1-905177-07-3. 
  29. Ariely, Dan (2008). Predictably Irrational: The Hidden Forces That Shape Our Decisions. HarperCollins. p. 304. ISBN 978-0-06-135323-9. 
  30. Günter Radden, H. Cuyckens (2003). Motivation in language: studies in honor of Günter Radden. John Benjamins. p. 275. ISBN 978-1-58811-426-6. 
  31. Gigerenzer, G. (1996). "On narrow norms and vague heuristics: A reply to Kahneman and Tversky (1996)". Psychological Review 103 (3): 592–596. doi:10.1037/0033-295x.103.3.592. 
  32. Baumeister, RF; Bushman, BJ (2010). Social psychology and human nature: International Edition. Belmont, USA: Wadsworth. p. 155. 
  33. Vonk, R. (1999). "Effects of outcome dependency on correspondence bias.". Personality and Social Psychology Bulletin 25: 382–389. doi:10.1177/0146167299025003009. 
  34. Tetlock, P. E. (1985). "Accountability: A social check on the fundamental attribution error". Social Psychology Quarterly 48: 227–236. doi:10.2307/3033683. 
  35. MacLeod, C.; Mathews, A.; Tata, P. (1986). "Attentional Bias in Emotional Disorders". Journal of Abnormal Psychology 95 (1): 15–20. doi:10.1037/0021-843x.95.1.15. 
  36. Bar-Haim, Y.; Lamy, D.; Pergamin, L.; Bakermans-Kranenburg, M. J. (2007). "Threat-related attentional bias in anxious and nonanxious individuals: a meta-analytic study". Psychol Bull 133 (1): 1–24. doi:10.1037/0033-2909.133.1.1. 
  37. Holmes, E. A.; Lang, T. J.; Shah, D. M. (2009). "Developing interpretation bias modification as a "cognitive vaccine" for depressed mood: imagining positive events makes you feel better than thinking about them verbally". J Abnorm Psychol 118 (1): 76–88. doi:10.1037/a0012590. 
  38. Hakamata, Y.; Lissek, S.; Bar-Haim, Y.; Britton, J. C.; Fox, N. A.; Leibenluft, E.; Pine, D. S. (2010). "Attention bias modification treatment: a meta-analysis toward the establishment of novel treatment for anxiety". Biol Psychiatry 68 (11): 982–990. doi:10.1016/j.biopsych.2010.07.021. 
  39. Eberl, C.; Wiers, R. W.; Pawelczack, S.; Rinck, M.; Becker, E. S.; Lindenmeyer, J. (2013). "Approach bias modification in alcohol dependence: Do clinical effects replicate and for whom does it work best?". Developmental Cognitive Neuroscience 4 (0): 38–51. doi:10.1016/j.dcn.2012.11.002. 
  40. Clark, DA; Beck, AT (2009). Cognitive Therapy of Anxiety Disorders: Science and Practice. London: Guildford. 
  41. Browning, M.; Holmes, E. A.; Murphy, S. E.; Goodwin, G. M.; Harmer, C. J. (2010). "Lateral prefrontal cortex mediates the cognitive modification of attentional bias". Biol Psychiatry 67 (10): 919–925. doi:10.1016/j.biopsych.2009.10.031. 
  42. Eysenck, M. W.; Derakshan, N.; Santos, R.; Calvo, M. G. (2007). "Anxiety and cognitive performance: Attentional control theory". Emotion 7 (2): 336–353. doi:10.1037/1528-3542.7.2.336. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]