การกำหนดรู้การทรงตัว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
การทรงตัวที่กำลังพัฒนาการในเด็ก

การกำหนดรู้การทรงตัว[1] (อังกฤษ: sense of balance, equilibrioception) เป็นประสาทสัมผัสเกี่ยวกับการทรงตัว ซึ่งช่วยให้มนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ ทรงตัวได้โดยไม่ล้มเมื่อยืนหรือไป เป็นผลการทำงานร่วมกันของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย คือ ตา (ระบบการเห็น) หู (ระบบกำหนดรู้การทรงตัว) และการรู้แนวทิศทางของร่างกาย (การรับรู้อากัปกิริยา) ระบบกำหนดรู้การทรงตัว (vestibular system) เป็นบริเวณในหูชั้นในที่หลอดกึ่งวงกลม (semicircular canal) 3 หลอดมารวมกัน ซึ่งทำงานร่วมกับระบบการเห็นเพื่อรักษาโฟกัสที่วัตถุหนึ่ง ๆ เมื่อศีรษะกำลังเคลื่อนที่ การทำงานร่วมกันเช่นนี้เรียกว่า vestibulo-ocular reflex (VOR)[2] ระบบการทรงตัวทำงานกับระบบการเห็น กล้ามเนื้อข้อต่อร่วมกับตัวรับรู้ของมัน เพื่อรักษาแนวทิศทางและการทรงตัวของร่างกาย

ระบบกำหนดรู้การทรงตัว (vestibular system)[แก้]

ดูบทความหลักที่: ระบบกำหนดรู้การทรงตัว

ในระบบกำหนดรู้การทรงตัว (vestibular system) การทรงตัวสามารถรู้ได้อาศัยระดับน้ำที่เรียกว่า endolymph ในห้องหูชั้นใน (labyrinth) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มหลอดที่ซับซ้อน

การทำหน้าที่ผิดปรกติ[แก้]

ดูบทความหลักที่: Balance disorder

เมื่อการกำหนดรู้การทรงตัวมีปัญหา มันจะทำให้เวียนหัว เสียทิศทางการทรงตัว และคลื่นไส้ การทรงตัวอาจเสียไปเพราะโรคเมนิแยร์, superior canal dehiscence syndrome[A], หูชั้นในติดเชื้อ, ไข้หวัดธรรมดาที่อาการแย่โดยมีผลต่อศีรษะ หรืออาการอื่น ๆ เช่น อาการรู้สึกหมุน โดยอาจมีปัญหาชั่วคราวเพราะการเร่งที่เร็วมากหรือยาว เช่น เมื่อนั่งม้าหมุน การกระทบ/การถูกตีก็อาจมีผลด้วยโดยเฉพาะที่ข้าง ๆ ศีรษะหรือที่หู

นักบินอวกาศส่วนมากพบว่า การกำหนดรู้การทรงตัวมีปัญหาเมื่ออยู่ในวงโคจรรอบโลกเพราะอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอยู่ตลอด นี่เป็นเหตุให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน (เหมือนเมารถเมาเรือ) ที่เรียกว่า space adaptation syndrome (อาการปรับตัวในอวกาศได้ไม่ดี)

สัตว์อื่น ๆ[แก้]

สัตว์บางอย่างกำหนดรู้การทรงตัวได้ดีกว่ามนุษย์ เช่น แมวสามารถเดินบนรั้วได้โดยอาศัยหูชั้นในและหาง[8] สัตว์ทะเลหลายอย่างกำหนดรู้การทรงตัวด้วยอวัยวะที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงที่เรียกว่า statocyst ซึ่งตรวจจับตำแหน่งของผลึกแคลเซียม/หินปูนเล็ก ๆ เพื่อกำหนดว่าทิศไหนเป็น "ด้านบน"

ในพืช[แก้]

ยังกล่าวได้ด้วยว่า พืชมีรูปแบบการกำหนดรูการทรงตัวอย่างหนึ่ง คือถ้าเปลี่ยนแนวทิศทางของพืชจากปกติ ลำต้นจะโตไปทางด้านบน (คือไปทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วง) และรากจะงอกไปทางด้านล่าง (ไปทางแรงโน้มถ่วง) ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า การเบนเหตุความโน้มถ่วง (gravitropism) เช่น มีงานศึกษาที่ได้แสดงแล้วว่าต้นไม้สกุล Populus (เป็นไม้ดอกผลัดใบในซีกโลกเหนือ) สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแนวทิศทาง[9]

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถ[แก้]

  1. superior canal dehiscence syndrome (SCDS) เป็นโรคมีน้อยของหูชั้นใน ซึ่งทำให้มีอาการเกี่ยวกับการได้ยินหรือการทรงตัว[3][4][5] อาการเกิดจากกระดูกขมับ (ซึ่งป้องกัน superior semicircular canal และระบบกำหนดรู้การทรงตัว) ที่บางหรือไม่มี มีหลักฐานว่าความผิดปกตินี้ หรือความเสี่ยงมีโรคนี้ เป็นตั้งแต่กำเนิด[6][7] ยังมีกรณีคนไข้มากมายที่เกิดจากการบาดเจ็บศีรษะด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. "การกำหนดรู้การทรงตัว", ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑ ฉบับ ๒๕๔๕, (แพทยศาสตร์) sense, labyrinthine; sense, static; sense, vestibular; sense of equilibrium
  2. https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/vestibulo-ocular-reflex
  3. Minor, LB (January 2000). "Superior canal dehiscence syndrome". The American Journal of Otology. 21 (1): 9–19. doi:10.1016/s0196-0709(00)80105-2. PMID 10651428.
  4. "Symptoms and signs in superior canal dehiscence syndrome". October 2001. PMID 11710468.
  5. "Clinical manifestations of superior semicircular canal dehiscence". October 2005. PMID 16222184.
  6. Murray, Melissa (1999-03-08). "Old Bone Collection Reveals Basis for Some Dizziness". The Hopkins Gazette. 28 (25). John Hopkins University. Archived from the original on 2019-03-30.
  7. Duffy, Jim (1999). "The Clue in the Old Bones". Hopkins Medical News. Archived from the original on 2002-03-15.
  8. "Equilibrioception". ScienceDaily. Archived from the original on 2015-04-10. สืบค้นเมื่อ 2011-01-15.
  9. Azri, W.; Chambon, C.; Herbette, S. P.; Brunel, N.; Coutand, C.; Leplé, J. C.; Ben Rejeb, I.; Ammar, .; Julien, J. L.; Roeckel-Drevet, P. (2009). "Proteome analysis of apical and basal regions of poplar stems under gravitropic stimulation". Physiologia Plantarum. 136 (2): 193–208. doi:10.1111/j.1399-3054.2009.01230.x. PMID 19453506.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]