ไตวาย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไตวาย
(Renal failure)
การจำแนก และแหล่งข้อมูลอื่น
ICD-10 N17-N19
ICD-9 584-585
DiseasesDB 26060
MeSH C12.777.419.780.500

ไตวาย (อังกฤษ: renal failure, kidney failure, renal insufficiency) เป็นภาวะซึ่งการทำงานของไตผิดปกติไปจนไม่สามารถกรองสารพิษและของเสียออกจากเลือดได้เพียงพอ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดเฉียบพลัน (ไตเสียหายเฉียบพลัน) และเรื้อรัง (ไตวายเรื้อรัง) ซึ่งเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นๆ ได้หลายสาเหตุ

ไตที่วายจะมีอัตราการกรองผ่านโกลเมอรูลัสลดลง ตรวจเคมีในเลือดมักพบว่ามีระดับครีแอทินีนในซีรัม (serum creatinine) สูงขึ้น ปัญหาที่เกิดจากการทำงานผิดปกติของไตได้แก่ความผิดปกติของปริมาณสารน้ำในร่างกาย กรดด่างไม่สมดุล ระดับโพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสเฟต ผิดปกติ เมื่อเป็นเรื้อรังทำให้เลือดจาง กระดูกหักแล้วหายช้า ในบางสาเหตุอาจทำให้มีปัสสาวะเป็นเลือดหรือมีโปรตีนปนในปัสสาวะได้ การเป็นโรคไตเรื้อรังส่งผลต่อโรคอื่นๆ เช่น โรคระบบหัวใจหลอดเลือด ได้อย่างมาก

การจำแนกประเภท[แก้]

ไตวายเฉียบพลัน[แก้]

ภาวะไตเสียหายเฉียบพลัน (acute kidney injury, AKI) หรือเดิมใช้คำว่าไตวายเฉียบพลัน (acute renal failure, ARF) เป็นภาวะที่มีการสูญเสียการทำงานของไตอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีลักษณะคือมีปัสสาวะน้อย (น้อยกว่า 400 mL ต่อวัน ในผู้ใหญ่, น้อยกว่า 0.5 mL/kg/h ในเด็ก หรือน้อยกว่า 1 mL/kg/h ในทารก) และมีภาวะสารน้ำและเกลือแร่ไม่สมดุล AKI อาจเกิดจากสาเหตุได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่แยกเป็น prerenal (สาเหตุจากตำแหน่งก่อนถึงไต) intrinsic (สาเหตุจากไตเอง) และ postrenal (สาเหตุจากทางเดินปัสสาวะที่พ้นจากไตไปแล้ว) ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาสาเหตุนั้นเพื่อไม่ให้ไตเสียหายเพิ่ม อาจจำเป็นต้องฟอกเลือดเพื่อประคับประคองระหว่างที่กำลังรักษาสาเหตุจริงๆ

ไตวายเรื้อรัง[แก้]

ไตวายเฉียบพลันแทรกซ้อนไตวายเรื้อรัง[แก้]

ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังอาจมีภาวะไตวายเฉียบพลันแทรกซ้อนขึ้นมาได้ เรียกว่า acute-on-chronic renal failure (AoCRF) ซึ่งภาวะไตวายเฉียบพลันที่เกิดขึ้นนี้อาจกลับคืนเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ก็ได้ แนวทางการรักษาโดยหลักจึงเป็นไปในแนวทางเดียวกับการรักษาภาวะไตวายเฉียบพลัน นั่นคือฟื้นฟูการทำงานของไตของผู้ป่วยให้ใกล้เคียงกับระดับเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ดูจากระดับซีรัมครีเอทินีน และเช่นเดียวกันกับไตวายเฉียบพลันทั่วไป ภาวะนี้อาจให้การวินิจฉัยได้ยาก หากผู้ป่วยขาดการรักษาเป็นเวลานาน และไม่มีผลเลือดเดิมให้เปรียบเทียบ