โคลชิซีน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Colchicine structure.png
โคลชิซีน
ชื่อสารเคมีในระบบ IUPAC
N-​[(7S)-​1,​2,​3,​10-​tetramethoxy-​9-​oxo-​5,​6,​7,​9-​tetrahydrobenzo​[a]​heptalen-​7-​yl]​acetamide
การจัดระบบ/ฐานข้อมูล
เลขทะเบียน CAS 64-86-8
รหัส ATC M04AC01
PubChem 6167
ChemSpider 5933
ข้อมูลทางเคมี
สูตรเคมี C22H25NO6 
น้ำหนักโมเลกุล 399.437
ข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์
ชีวปริมาณออกฤทธิ์  ?
เมแทบอลิซึม  ?
ครึ่งชีวิตของการกำจัด 9.3 - 10.6 hours
การขับถ่าย Primarily feces, urine 10-20%
ข้อคำนึงในการรักษา
ลำดับขั้นของยาต่อการตั้งครรภ์

X

สถานะตามกฎหมาย

RX/POM

ช่องทางการรับยา Oral tablets
Pharmaklog.png สารานุกรมเภสัชกรรม

โคลชิซีน (Colchicine) เป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ พบมากในดองดึง ในทางการแพทย์นำมาใช้รักษาโรคเกาต์ ไขข้ออักเสบ ส่วนในทางด้านพันธุศาสตร์และการปรับปรุงพันธุ์พืช นำมาใช้ในการเพิ่มชุดโครโมโซมของพืชเพราะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเส้นใยสปินเดิลระหว่างการแบ่งนิวเคลียส ทำให้โครโมโซมไม่แยกตัว

การสังเคราะห์[แก้]

การสังเคราะห์โคลชิซีนเกี่ยวข้องกับกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนและไทโรซีน การให้ tyrosine-2-C14 ที่ติดฉลากด้วยสารกัมมันตภาพรังสี แก่ Colchicum autumnale จะพบสารกัมมันตภาพรังสีในโครงสร้างที่เป็นวงของโคลชิซีน การให้ฟีนิลอะลานีนที่ติดฉลาก้วยสารกัมมันตภาพรังสีแก่ Colchicum byzantinum จะพบสารกัมมันตภาพรังสีในโคลชิซีนเช่นกัน[1] อย่างไรก็ตาม วงโทรโปโลนของโคลชิซีนมาจากการแผ่ขยายของวงไทโรซีน

การศึกษาทางด้านกัมมันตภาพรังสีต่อมาในต้น Colchicum autumnale แสดงให้เห็นว่า โคลชิซีนสร้างมาจาก (S)-Autumnalineวิถีการสังเคราะห์เกิดขึ้นด้วยปฏิกิริยา para-para phenolic coupling reaction ที่มีเมตาบอไลท์เป็น isoandrocymbine ซึ่งจะเปลี่ยนต่อไปด้วย O-methylation ได้เป็นS-Adenosylmethionine (SAM) ขั้นตอนออกซิเดชันสองขั้นตอนตามมาด้วยการแยกวง cyclopropane ทำให้ได้วงโทรโปโลน จากนั้นเกิด oxidative demethylation ทำให้ได้ deacetylcolchicine โมเลกุลของ colchicine เกิดขึ้นหลังจากการเติม acetyl-Coenzyme A ได้เป็น deacetylcolchicine[2][3]

A

การใช้งานทางเภสัชวิทยา[แก้]

กลไกการออกฤทธิ์[แก้]

โคลชิซีนยับยั้งการเกิดโพลีเมอร์ของไมโครทูบูล โดยเข้าไปจับกับทูบูลิน ทำให้ไม่เกิดไมโครทูบูล ทำให้สารนี้เป็นพิษต่อกระบวนการแบ่งเซลล์ โดยยับยั้งการทำงานของเส้นใยสปินเดิล[4] ทำให้นำมาใช้งานทางด้านการศึกษาพันธุศาสตร์ของเซลล์ เช่น การศึกษาคาริโอไทป์

การใช้เป็นยา[แก้]

โคลชิซีนสามารถยับยั้งการเคลื่อนที่และการทำงานของนิวโตรฟิล จึงยับยั้งการอักเสบได้ จึงใช้เป็นยาแก้อักเสบสำหรับการรักษาBehçet's disease ในระยะยาว[5] ใช้รักษา constipation-predominant irritable bowel syndrome ในผู้หญิง [6] และใช้รักษา persistent aphthous stomatitis (canker sores)[7]

ความเป็นพิษ[แก้]

ความเป็นพิษของโคลชิซีนเทียบได้กับความเป็นพิษของสารหนู อาการเกิดขึ้นภายใน 2 -5 ชั่วโมงหลังจากที่ยาในปริมาณที่เป็นพิษถูกย่อย มีรอยไหม้ที่ปากและคอหอย อาเจียน ระคายเคือง เป็นไข้ อาการปวดและไตวาย การทำงานที่ผิดปกติของอวัยวะหลายระบบ เกิดขึ้นภายใน 24 - 72 ชั่วโมง จนทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ยังไม่มียาต้านฤทธิ์โคลชิซีนโดยตรง แต่มีการรักษาหลายวิธีที่ได้ผล[8]

การใช้งานทางพฤกษศาสตร์[แก้]

การเคลื่อนที่ของโครโมโซมระหว่างการแบ่งเซลล์ถูกควบคุมด้วยไมโครทูบูล ดังนั้น โคลชิซีนจึงเป็นสารที่ใช้เพิ่มชุดโครโมโซมในพืช การให้โคลชิซีนในพืช ทำได้ทั้งนำสารมนรูปครีมป้ายที่ยอดพืช หรือแช่เมล็ด[9]

อ้างอิง[แก้]

  • บุญยืน กิจวิจารณ์ จารุวรรณ นกไม้ หนูเดือน เมืองแสน. 2551. ผลของไทโรซีนและสารเร่งการเจริญเติบโตต่อการเจริญและพัฒนาของเนื้อเยื่อดองดึงในสภาพปลอดเชื้อ. แก่นเกษตร. 36, 144 – 152
  1. Leete, E. The biosynthesis of the alkaloids of Colchicum: The incorporation of phenylalaline-2-C14 into colchicine and demecolcine. J. Am. Chem. Soc. 1963, 85, 3666-3669.
  2. Dewick, P. M.(2009).Medicinal Natural Products: A biosynthetic Approach. Wiley. p.360-362.
  3. Maier, U. H.; Meinhart, H. Z. Colchicine is formed by para para phenol-coupling from autumnaline. Tetrahedron Lett. 1997, 38, 7357-7360.
  4. Cyberbotanica: Colchicine
  5. Cocco, Giuseppe; Chu, David C.C.; Pandolfi, Stefano (2010). "Colchicine in clinical medicine. A guide for internists". European Journal of Internal Medicine 21 (6): 503. doi:10.1016/j.ejim.2010.09.010. PMID 21111934. 
  6. Verne, GN; Davis et al (May 1998). "Treatment of chronic constipation with colchicine: randomized, double-blind, placebo-controlled, crossover trial.". Am J Gastroenterology 98 (5): 1112–6. 
  7. Porter, S; Scully (June 2005). "Aphthous Ulcers (recurrent)". Clin Evid 13: 1687–1694. 
  8. Colchicine. National Institute for Occupational Safety and Health. Emergency Response Safety and Health Database, August 22, 2008. Retrieved December 23, 2008.
  9. Deppe, Carol (1993). Breed Your own Vegetable Varieties. Little, Brown & Company. p.150-151. ISBN 0-316-18104-8

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]