โจรกรรมทางวรรณกรรม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้เพื่อความสะดวกในการศึกษาเพิ่มเติมของผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความ เนื่องจากคำดังกล่าวยังไม่มีบทความในภาษาไทย ลิงก์ข้ามภาษาจะถูกตัดออกเมื่อหมดความจำเป็นแล้ว

โจรกรรมทางวรรณกรรม หรือ การขโมยความคิด (plagiarism) หมายถึงการกระทำที่เป็นการแอบอ้างงานเขียนหรืองานสร้างสรรค์ดั้งเดิมของผู้อื่นทั้งหมดหรือนำบางส่วนมาใส่หรือใช้ในงานของโดยไม่แจ้งที่มาที่เพียงพอ ต่างกับการ “ปลอมแปลง” หรือการปลอมเอกสารตรงที่ “ความเป็นของแท้” ในงานเขียน งานเอกสารหรืออื่นๆ กรณีโจรกรรมทางวรรณกรรมมักเป็นคำถามเกี่ยวกับความห่วงใยในประเด็นของการอ้างแหล่งที่มาที่เป็นเท็จ

ในวงวิชาการ โจรกรรมทางวรรณกรรมโดยนิสิตนักศึกษา อาจารย์หรือนักวิจัยถือเป็น “ความไม่สุจริตทางวิชาการ” (academic dishonesty) หรือ “การฉ้อฉลทางวิชาการ” (academic fraud) และผู้กระทำผิดจะต้องถูกตำหนิทางวิชาการ (academic censure) โจรกรรมทางวรรณกรรมในงานสื่อสารมวลชนถือเป็นละเมิดจรรยาบรรณทางวารสารศาสตร์ (journalistic ethics) นักข่าวที่ถูกจับได้โดยทั่วไปจะถูกลงทางทางวินัยตั้งแต่พักงานถึงการถูกให้ออกจากงาน สำหรับบุคคลทั่วไปที่ถูกจับได้ว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมทางวิชาการหรือทางงานหนังสือพิมพ์มักอ้างว่าได้กระทำลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยลืมใส่อ้างอิง หรือใส่คำประกาศกิตติคุณ (citation) ที่เหมาะสมไว้ ปัญหาโจรกรรมทางวรรณกรรมเป็นปัญหาที่เกิดมานานนับศตวรรษมาแล้วซึ่งเป็นแบบรูปเล่ม การพัฒนาทางอินเทอร์เน็ตที่บทความปรากฏในรูปของอีเล็กทรอนิกส์ ทำให้งานคัดลอกทำได้เพียง “ลอก” ข้อความในเว็บมา “ใส่” ไว้ในอีกเว็บหนึ่งอย่างง่ายดายที่เรียกว่าการ “คัดลอก-แปะ” (copying and pasting)

โจรกรรมทางวรรณกรรมต่างกับการละเมิดลิขสิทธิ์แม้ทั้งสองคำนี้ใช้กับพฤติกรรมที่คล้ายๆ กัน เพียงแต่เน้นการละเมิดที่ต่างมุมกัน การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการละเมิดสิทธิ์ด้วยการไม่บอกล่าวกับผู้ถือลิขสิทธิ์ แต่ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่งโจรกรรมทางวรรณกรรมเกี่ยวข้องกับการสร้างชื่อเสียงให้ตนเองของผู้กระทำด้วยการแอบอ้างว่าตนเป็นผู้เขียน

เนื้อหา

[แก้] วิธีการบังคับ

[แก้] ทางวิชาการ

ในวงวิชาการ โจรกรรมทางวรรณกรรมโดยนักศึกษาถือเป็นการกระทำความผิดขั้นร้ายแรงมากและมีผลให้ได้รับการลงโทษ เช่นปรับตกในงานที่นำส่ง (ระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา) หรือปรับให้ตกในรายวิชานั้นๆ (ระดับอุดมศึกษา) ในกรณีที่กระทำความผิดซ้ำ หรือกระทำโจรกรรมทางวรรณกรรมขั้นร้ายแรง (เช่น นำบทความหรืองานทางวิชาการทั้งหมดของผู้อื่นมาส่งโดยอ้างว่าเป็นของตนเอง) นักศึกษาผู้นั้นอาจถูกพักการศึกษาหรือถูกไล่ออก มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกถูกกดดันให้ทำรายงานให้แล้วเสร็จตามเวลาที่จำกัดและต้องมีคุณภาพดีมักใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตลอกหรือทำโจรกรรมทางวรรณกรรมด้วยวิธี “คัดลอก-แปะ” ข้อมูลที่ได้จากแหล่งต่างๆ มาเป็นของตนเอง ในกรณีเช่นนี้อาจารย์มักจับได้โดยไม่ยากด้วยเหตุผลหลายประการ

  • ประการแรกแหล่งข้อมูลที่นักศึกษาเลือกลอกมามักไม่ใช่เป็นแหล่งต้นตออาจารย์จึงมักจับได้เนื่องจากมักมีข้อความเหมือนกับข้อมูลที่นักศึกษาคนอื่นๆ คัดลอกมาที่มีทั้งมีการอ้างอิงแหล่งที่มาและไม่ยอมอ้างอิง ซึ่งส่วนมากมักคัดมาจากแหล่งข้อมูลวิชาการที่เป็นที่แพร่หลาย (เช่นวิกิพีเดีย)
  • ประการที่สอง เป็นการไม่ยากที่อาจารย์จะทราบได้จากสำนวนการเขียนที่มักแต่กต่างกับสำนวนตอนอื่นของรายงานที่นักศึกษาเขียนเอง
  • ประการที่สาม นักศึกษาอาจเลือกแหล่งข้อมูลที่ไม่เหมาะสม ออกนอกประเด็น หรือมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามหัวเรื่อง
  • ประการที่สี่ อาจารย์อาจบังคับให้นักศึกษาส่งไฟล์รายงานของตนผ่านการตรวจสอบการโจรกรรมด้วยโปรแกรมตรวจสอบออนไลน์เสียก่อน[1]

มีหลายมหาวิทยาลัยที่มีบทลงโทษด้วยการถอนหรือเรียกปริญญาคืนหากพบภายหลังจากนักศึกษาประกอบอาชญากรรมทางวิชาการ

ปัจจุบันยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับโจรกรรมทางวรรณกรรมในโรงเรียนน้อยมาก ที่มีส่วนมากมักเป็นการวิจัยหลังระดับชั้นมัธยมไปแล้ว[2] ในการฉ้อโกงแบบต่างๆ (เช่นการลอกและแอบอ้างงานบางส่วนของผู้อื่น การปลอมข้อมูลขึ้นมาเองและการทุจริตในการสอบ) นักเรียนและนักศึกษายอมรับว่า ที่ทำมากที่สุดคือการลอกและแอบอ้างงานบางส่วนของผู้อื่นมากที่สุด แต่อย่างไรก็ดี เมื่อถามถึงโจรกรรมทางวรรณกรรมขั้นร้ายแรง (ได้แก่การลอกรายงานของผู้อื่นมาทั้งหมด หรือจ้างผู้อื่นทำรายงานทั้งหมดให้ทางเว็บไซต์) ตัวเลขจะลดลงมาก การพัฒนาซอฟแวร์เพื่อการตรวจจับการลอกงานผู้อื่นเมื่อเร็วๆ นี้ (ดูข้างล่าง) ได้ช่วยทำให้เห็นภาพของลักษณะโจรกรรมทางวรรณกรรมชัดเจนมากขึ้น

สำหรับอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิจัย การลงโทษการโจรกรรมทางวิชาการมีหลายรูปแบบ มีตั้งแต่การพักงานไปถึงขั้นไล่ออกหรือเลิกจ้าง ซึ่งผู้กระทำการดังกล่าวยังต้องเสียชื่อเสียงหมดความเชื่อถือ การกล่าวโทษนักศึกษาหรืออาจารย์มักได้ยินมาจากกรรมการสอบวินัยภายในสถาบันที่เป็นที่ยอมรับของนักศึกษาและอาจารย์


[แก้] การหนังสือพิมพ์

เนื่องจากหัวใจของวิชาการหนังสือพิมพ์คือการได้รับความเชื่อจากสาธารณชน ดังนั้นการบิดเบือนข่าวหรือแหล่งข่าวของผู้สื่อข่าวจึงมีส่วนทำให้สาธารณชนมองเห็นถึงความไม่สุจริตและลดความเชื่อถือไว้วางใจในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นหรือโทรทัศน์สถานีนั้นลงได้มาก นักหนังสือพิมพ์ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำโจรกรรมทางวรรณกรรมส่วนใหญ่จะถูกพักงานจากงานสื่อข่าวในระหว่างการสอบสวนโดยผู้บริหารหนังสือพิมพ์หรือสถานีโทรทัศน์นั้นๆ

ความง่ายของในการเรียกข้อมูลด้วยเทคโนโลยีข้อความอีเลกทรอนิก (electronic text) ออนไลน์ ล่อใจให้ผู้ส่อข่าวกระทำโจรกรรมทางวรรณกรรมมากขึ้น มีนักหนังสือพิมพ์จำนวนไม่น้อยที่ถูกจับไว้ว่าทำข่าวหรือบทความด้วยการ “คัดลอก-แปะ” จากเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมาก


[แก้] โจรกรรมทางวรรณกรรมออนไลน์

เนื่องจากความง่ายในการขโมยเนื้อความจากเว็บด้วยวิธีคัดลอก-แปะดังกล่าว โจรกรรมทางวรรณกรรมออนไลน์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์นี้เรียกกันว่า “เนื้อความจากขยะ” (content scraping) ซึ่งมีผลกระทบ โดยฉเพาะกับเว็บไซต์จำนวนมากที่ตั้งตัวแล้ว [3] และบลอก [4] แรงจูงใจให้กระทำการดังกล่าวเกิดจากการดึงเว็บแทรฟฟิกส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดของโปรแกรมค้นหาของเว็บไซต์หรือบลอกนั้นแล้วขโมยหรือโยกย้ายผู้เข้าชมเว็บไซต์/บลอกนั้นไปใช้หาเงินผ่านการโฆษณาออนไลน์

ปัจจุบันมีโปรแกรมเครื่องมือฟรีออนไลน์ที่สามารถนำมาใช้ตรวจกับโจรกรรมทางวรรณกรรมอออนไลน์ได้ทำให้การป้องกันทำได้ง่ายขึ้น[5] และยังมีโปรแกรมเครื่องมือแบบอื่นที่จะช่วยจำกัดการลอกงานออนไลน์ เช่น disabling right clicking ซึ่งใช้วิธีใช้เมาส์เน้นข้อความขอเว็บเพจที่ต้องการตรวจจับแล้วคลิกขวาที่โปรแกรม หากเป็นโจรกรรมก็จะมีป้ายหรือแบนเนอร์ปรากฏขึ้นที่เว็บเพจนั้น และจะมีข้อความตัวอย่างของจริงหร้อมทั้งข้อความประกาศ DMCA ของเจ้าของงานตัวจริงแจ้งให้ผู้ละเมิดหรือ ISP ของเว็บไซต์นั้นลบออก


[แก้] การกระทำในรูปแบบอื่น

โดยทั่วไป แม้จะมีการกล่าวถึงโจรกรรมทางวรรณกรรมอย่างหลวมๆ ว่าเป็นการลักลอบหรือการขโมย แต่ก็ไม่ได้กำหนดไว้ให้เป็นอาชญากรรมในศาลยุติธรรม[6] โจรกรรมทางวรรณกรรมจึงไม่มีสถานะเป็นคดีอาญาในกฎหมายจารีตด้วยเช่นกัน แต่การฟ้องร้องโจรกรรมทางวรรณกรรมสามารถทำได้ทางแพ่ง โดยเจ้าทุกข์สามารถฟ้องศาลเรียกค่าเสียหายจากถูกโจรกรรมทางวรรณกรรมได้ว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นการขัดต่อศีลธรรมก็ได้

กรณีปัญหาด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงกันว่ามากว่าจะนับให้เป็นคดีอาญาได้หรือไม่

[แก้] โจรกรรมทางวรรณกรรมผลงานของตนเอง

“โจรกรรมทางวรรณกรรมของตนเอง” หมายถึงการนำเอางานส่วนใหญ่ หรืองานทั้งหมด หรือเกือบทั้งหมดของตนเองมาทำเป็นงานใหม่โดยไม่ได้แจ้งให้ชัดเจน บทความประเภทนี้ส่วนใหญ่มักเป็นบทความตีพิมพ์ซ้ำ (multiple publication) แต่อย่างไรก็ดี บทความประเภทนี้ที่กำลังแพร่หลายและเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจสาธารณชนไม่นับว่าเข้าข่ายการโจรกรรมผลงานตนเอง แต่ก็ควรระวังเรื่องลิขสิทธิ์หากมี เช่นเป็นบทความที่มีสำนักพิมพ์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นต้น “ข้อเขียนที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน” ส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางสังคม วิชาชีพและความเห็นทางวัฒนธรรมซึ่งปกติจะตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ

ในสาขาวิชาการ การโจรกรรมผลงานของตนเองจะเป็นปัญหาเมื่อผู้เขียนนำส่วนหนึ่งของงานของตนเองที่ตีพิมพ์และสงวนลิขสิทธิ์ไปแล้วมาตีพิมพ์ซ้ำโดยไม่แจ้งหรือแถลงให้ทราบในงานตีพิมพ์ครั้งใหม่ [7] การที่จะบ่งชี้ให้ชัดเจนว่างานใดเป็นการโจรกรรมผลงานของตนเองเป็นเรื่องลำบากเนื่องจากกฎหมายได้กล่าวถึงประเด็น “การใช้ลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยชอบธรรม” ไว้ด้วย[8] บางองค์การวิชาชีพ เช่นสมาคมเครื่องคอมพิวเตอร์ (ACM) ได้จัดทำนโยบายของตนเองเกี่ยวกับการโจรกรรมผลงานตนเองขึ้น [9] เมื่อเทียบกับโจรกรรมทางวรรณกรรม นับว่าการโจรกรรมผลงานของตนเองยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่ดีพอ บางมหาวิทยาลัยและคณะบรรณาธิการบางคณะเลือกที่จะไม่มีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย หลายคนที่คิดว่าผู้กล่าวหาเรื่องการโจรกรรมผลงานตนเองเป็นพวกขัดแย้งในตัวเองเนื่องจากไม่มีใครที่จะกล่าวว่าตนเองลอกงานตนเองได้

สำหรับผู้เขียนที่ประสงค์ที่จะหลีกเลี่ยงประเด็นปัญหานี้เมื่อจะเขียนงานใหม่ ควรอย่างยิ่งที่จะพยายามปฏิบัติตามแนวทางที่ดีที่สุดต่อไปนี้

  1. แสดงข้อเท็จจริงทั้งหมด - อ้างไว้ในบทนำว่างานใหม่หรือส่วนของงานใหม่ได้รวมงานเดิมไว้ด้วยอย่างไร
  2. ต้องให้แน่ใจว่าไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ผู้ใด (เช่น งานเดิมของตนอาจเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ ฯลฯ)
  3. อ้างอิงงานเดิมไว้ในอ้างอิงหรือบรรณานุกรมท้ายงานใหม่


[แก้] งานตีพิมพ์ขององค์กร

โจรกรรมทางวรรณกรรมไม่เป็นประเด็นปัญหาเมื่อองค์กรตีพิมพ์ผลงานร่วมหลายคนที่ไม่มีการใส่ชื่อผู้เขียนว่าเป็นเจ้าของงานแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ตัวอย่างเช่น “ประกาศว่าด้วยมาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ” (พ.ศ. 2548) ของสมาคมประวัติศาสตร์อเมริกันว่าด้วยหนังสือตำราและหนังสืออ้างอิงว่าไม่เป็นโจรกรรมทางวรรณกรรม เนื่องจากตำราหรือสารานุกรมเป็นเพียงการสรุปเนื้อหาสาระมาจากผลงานวิชาการของผู้อื่น ไม่ได้ลอกต้นฉบับงานวิจัยดั้งเดิมมาใช้ทั้งหมดจึงไม่ตกอยู่ในสถานะเดียวกันกับมาตรฐานที่บ่งชี้ว่าเป็นโจรกรรมทางวรรณกรรม แต่อย่างไรก็ตาม งานตีพิมพ์นั้นจะต้องไม่นำข้อความ คำ หรือย่อหน้าจากหนังสืออื่นมาใช้โดยชัดเจนหรือทำรูปแบบการจัดเล่มเหมือนหนังสืออื่นมากเกินไป

ภายขององค์กรเอง แม้มาตรฐานงานจะหลวมกว่างานทางวิจัยหรือวิชาการ แต่ก็ยังคงต้องมีมาตรฐานเกี่ยวกับโจรกรรมทางวรรณกรรมอยู่ หากมีผู้ช่วยด้านการเขียนรายงาน ผู้นั้นควรได้รับเครดิต (ข้อความให้เกียรติเจ้าของงาน) และหากบทย่อหน้าได้มาจากรายงานทางกฎหมายก็จะต้องจะต้องมีการประกาศกิตติคุณให้เสมอ หนังสือคู่มือทางเทคนิคจำนวนมากที่คัดลอกข้อเท็จจริงที่เป็นข้อความหรือตัวเลขมาโดยไม่ลอกรูปแบบจากหนังสืออื่นถือเป็นปกติ เนื่องจากผู้ผลิตงานมีจิตวิญญาณความมุ่งมั่นทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน (จะเห็นได้จากงานในโครงการต่างๆ เช่น “ฟรีซอฟต์แวร์” และ “ซอฟต์แวร์เสรี”) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มีความเต็มใจที่แบ่งปันงานซึ่งกันและกัน

หนังสือ “คู่มือสไตล์ว่าด้วยการตีพิมพ์งานเทคนิคของไมโครซอฟท์” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2546) โดยไมโครซอฟท์ไม่การกล่าวถึงการสงวนลิขสิทธิ์หรือโจรกรรมทางวรรณกรรมไว้แต่อย่างใด รวมทั้งหนังสือ “การเขียนงานทางวิทยาศาสตร์และงานเทคนิค: คู่มือว่าด้วยรูปแบบการเขียน” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2543) โดยฟิลิปส์ รูเบนส์ ก็เช่นกัน เส้นแบ่งระหว่างจรรยาของโจรกรรมทางวรรณกรรมว่าด้วยการยอมให้ได้กับการยอมให้ไม่ได้ทางวรรณกรรมนั้นค่อนข้างบาง เช่นเดียวกับที่สาขาทางเทคนิคอื่นๆ เช่นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้ทั่วไปที่คนอื่นคิดค้นขึ้น

นับเป็นเรื่องปกติที่นักวิจัยตามมหาวิทยาลัยที่จะอ้างงานของตนเองหรือนำงานตนเองมาพิมพ์ซ้ำ หรือดัดแปลงปรับปรุงเพื่อใช้ในบทความเพื่อลงในวารสารวิชาการหรือในหนังสือพิมพ์ เพื่อเผยแพร่งานของตนที่เกี่ยวกับความรู้ที่สาธารณชนกำลังให้ความสนใจได้ แต่นักวิจัยเหล่านี้จะต้องระลึกอยู่เสมอว่ามีขีดจำกัด ถ้าเมื่อใดเนื้อหาของบทความชื่อใหม่ที่มากกว่ากึ่งหนึ่งยังเหมือนบทความเดิมที่ตีพิมพ์ไปแล้วมักได้รับการปฏิเสธ ซึ่งกลไกหนึ่งในกระบวนการที่เรียกว่า “การทบทวนโดยผู้รู้เสมอกัน” (peer-review) ที่ใช้ในวงการวิชาการเพื่อการรักษาคุณภาพและเพื่อป้องกันการเสนอบทความประเภท “แปรใช้ใหม่” หรือ recycle ดังกล่าว

นักการเมืองหรือบุคคลสาธารณะมักใช้ผู้เขียนสุนทรพจน์ที่ไม่เปิดเผยนาม ถ้ามีโจรกรรมทางวรรณกรรมเกิดขึ้น ผู้ได้รับผลเสียย่อมเป็นตัวบุคคลสาธารณะนั้นๆ เองไม่ใช่ผู้เขียนจริง ดังเช่นกรณีของโจ ไบเดน วุฒิสมาชิกจากรัฐเดลาแวร์ของสหรัฐที่ถูกบังคับให้ถอนตัวจากการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เมื่อ พ.ศ. 2531 (แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งวุฒิสมาชิกต่อไปได้) ที่หลายส่วนของสุนทรพจน์ลอกมาจากสุนทรพจน์ของ นีล คินนอก หัวหน้าพรรคแรงงานอังกฤษ และจากสุนทรพจน์ของโรเบิร์ต เคเนดี

[แก้] ตัวอย่างงานที่ส่อว่าเป็น หรือ ที่เป็นจริงของโจรกรรมทางวรรณกรรม

[แก้] ในวงวิชาการ

  • ตัวอย่างแรกสุดของการกล่าวหาการส่อโจรกรรมทางวรรณกรรมเกิดขึ้นเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 11 (ประมาณ พ.ศ. 1545พ.ศ. 1645) เมื่ออัลกาหลิบ อัลแบกห์ดาดี (al-Khatib al-Baghdadi) กล่าวหาว่าหนังสือ “บุคออฟแอนิมอลส์” (Book of Animals) ของ อัลจาห์อิซ ( al-Jahiz) ส่วนหนึ่งถูกขโมยมาจากผลงานของอริสโตเติล ชื่อ Kitāb al-Hayawān,[10] แต่ต่อมานักปราชญ์ในสมัยหลังให้ข้อสังเกตว่ามีเพียงอิทธิพลผลงานอริสโตเติลเท่านั้นที่ปรากฏในงานของอัลจาห์อิซดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากอัลแบกห์ดาดีอาจมีความคุ้นต่องานของอริสโตเติล[11]
  • เจมส์ เอ. แมกเคย์ (James A. Mackay) นักประวัติศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ถูกบังคับให้ถอนหนังสือชีวประวัติของอเลกซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ทั้งหมดออกจากตลาดเมื่อ พ.ศ. 254 เนื่องจากการโจรกรรมผลงานของผู้อื่นที่ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2516 รวมทั้งการลอกหนังสือชีวประวัติของพระราชินีแมรีแห่งสกอตแลนด์ (Mary Queen of Scots) แอนดรู คาร์เนกี (Andrew Carnegie) และเซอร์วิลเลียม วอลเลซ นอกจากนี้แมกเคย์ยังถูกบังคับให้ถอนงานรุ่นต่อมาคือเรื่อง จอห์น ปอล โจนส์ (John Paul Jones) ออกจากตลาดอีกด้วยเมื่อ พ.ศ. 2542 ด้วยเหตุผลเดียวกัน[12][13]
  • มาร์ก ชาเบดี ศาตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวิทวอเตอส์รานด์ ในประเทศแอฟริกาใต้ ได้ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมมาใช้ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของตน โดยใช้งานที่เขียนโดยคิมเบอร์ลีย์ เลเนแกรนแห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดาที่ลอกมาคำต่อคำ เมื่อเลเนแกรนพบเข้า เธอได้ขอให้มีการสอบสวนชาเบดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาเบดีถูกไล่ออกและถอนตำแหน่งศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยเดิมก็ได้ถอนปริญญาเอกของเขาด้วย.[14] (หมายเลข OCLC วิทยานิพนธ์ดังกล่าวคือ AAG9801108 และAAI9980001.)
  • นักประวัติศาสตร์ชื่อ สตีเฟน แอมโบรส (Stephen Ambrose) ถุกวิพากษ์วิจารณ์ว่าได้ใช้งานส่วนหนึ่งของผู้อื่นมาใช้ในหนังสือหลายเล่มของตน แอมโบรสถูกกล่าวหาครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2545 โดยนักเขียน 2 คน ว่าได้ลอกข้อความเกี่ยวกับนักบินทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2 จากหนังสือเรื่อง The Wings of Morning ของโทมัส ชิลเดอร์ (Thomas Childers) ไปใช้ในหนังสือเรื่อง The Wild Blue ของตน[15] หลังจากที่แอมโบรสยอมรับถึงความเผอเรอของตน หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ก็ได้ค้นพบโจรกรรมทางวรรณกรรมของแอมโบรสอีก ซึ่งนิวยอร์กไทม์ได้ลงข่าวว่า “แอมโบรสก็ได้ยอมรับถึงความเผอเรออีกครั้งหนึ่งและสัญญาว่าจะแก้ไขให้ในการพิมพ์ครั้งต่อไป” [16]
  • ผู้เขียนหนังสือชื่อดอริส คีนส์ กู๊ดวิน ได้ทำการสัมภาษณ์ลีนน์ แมกแทกการ์ท ผู้เขียนหนังสือชื่อ “The Fitzgeralds and the Kennedys" ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2530 และได้ใช้ประโยคถ้อยคำจากหนังสือของแมกแทกการ์ทเกี่ยวกับแคเทอรีน เคเนดี ในปี พ.ศ. 2545 เมื่อความเหมือนกันระหว่างหนังสือของกู๊ดวินและแมกแทกการ์ทปรากฏขึ้นต่อสาธารณชน กู๊ดวินได้แถลงว่าเธอเข้าใจว่าการประกาศกิตติกรรมไม่จำเป็นสำหรับทุกๆ การอ้างอิงเนื่องจากได้มีเชิงอรรถเป็นจำนวนมากไว้ให้ครบแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงมีความสงสัยในคำอ้างและเธอถูกบังคับให้ลาออกจากการเป็นคณะกรรมการรางวัลพูลิตเซอร์ในที่สุด [17][18]
  • นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชื่อดานุท มาร์คู (Dănuţ Marcu) ที่อ้างว่าตนได้ตีพิมพ์บทความวิชาการดั้งเดิมมากกว่า 383 บทความในวารสารทางวิทยาศาสตร์หลายฉบับ ภายหลังปรากฏว่ามีบทความหลายเรื่องของมาร์คูที่ไปเหมือนกับบทความที่มีผู้อื่นตีพิมพ์ไปแล้วก่อนหน้านั้น[19]
  • คณะกรรมการสอบสวนคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยโคโลราโดพบว่าศาสตราจารย์ด้านชาติพันธุ์ศึกษา (Ethnic Studies) ชื่อวอร์ด เชอร์ชิล มีความผิดหลายกระทงในการโจรกรรมทางวรรณกรรม ปลอมแปลงงานและอ้างสิ่งที่เป็นความเท็จ หลังจากอธิการบดีนำเรื่องเสนอสภามหาวิทยาลัย เชอร์ชิลก็ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 [20][21]
  • ศาสตราจารย์ บี. เอส. ราชบุต นักฟิสิกส์และรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยคูมาโอน ประเทศอินเดียลาออกจากมหาวิทยาลัยเมื่อ พ.ศ. 2546 เนื่องจากถูกพบว่าได้ทำการโจรกรรมผลงานจากบทความทางวิชาการชิ้นหนึ่ง (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา) [22][23]
  • ในปี พ.ศ. 2550 นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยแอนนา เชนไน ( Anna University Chenna) ในมาดราสได้ตีพิมพ์บทความวิชาการในวารสารวัสดุศาสตร์ [24] ซึ่งเหมือนกับบทความจากมหาวิทยาลัยลินโคปิง (University of Linköping) ที่ตีพิมพ์มาแล้วในวารสาร PNAS [25] [26]

[แก้] ธุรกิจ

ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2550 วารสาร Financial Times ได้ตีพิมพ์บทความในหน้า 1 ชื่อ "'Pipeliners All!’ Shell’s memo to Sakhalin" [27]

บทความอ้างถึงการรั่วอย่างจงใจของบันทึกช่วยจำในรูปอีเมลจากเดวิด เกรียร์ รองประธานบริหารของบริษัทพลังงานสักขาลิน (Sakhalin Energy) แจกจ่ายแก่พนักงานบริษัท มีบางคนที่ตาแหลมคมได้สังเกตว่าข้อความให้ความบันดาลหลายข้อความในนั้นเอามาจากสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงของนายพลอเมริกันผู้มีตำนานโด่งดังคือนายพลจอร์จ เอส. แพตตัน (George S. Patton) ที่แสดงไว้เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2487 ก่อนวันดีเดย์ (D-Day) หนึ่งวัน ในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทม์และเว็บไซต์ FT.com ก็ได้มีตีพิมพ์สุนทรพจน์ดังกล่าวของเกรียร์ ใต้พาดหัวว่า “บันทึกช่วยจำสักขาลินลอกจากสุนทรพจน์เกือบทั้งหมดของแพตตัน” [28]

ในวันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ไฟแนนเชียลไทม์ได้ตีพิมพ์อีกบทความหนึ่ง [29] เกี่ยวกับโจรกรรมทางวรรณกรรม คราวนี้พาดหัวว่า “บักทึกสร้างแรงบันดาลใจนี้จะต้องทำความชัดเจนให้ปรากฏ” และในเนื้อข่าวเขียนว่าบันทึกของเกรียร์ซึ่งเป็นรองประธานบริษัทหยาบ เว้นวรรคตอนผิดๆ ถูกๆ และไม่ได้เขียนเองไปลอกของแพตตันมาเกือบทั้งหมดแล้วนำมาใช้เป็นของตนเองในการใช้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่วิศวกรเดินท่อน้ำมัน ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2550 หนังสือพิมพ์มอสโคไทม์ก็ลงข่าวโจมตีในทำนองเดียวกันfront page story ในวันที่ 22 มิถุนายนก็รายงานข่าวว่าเกรียร์ซึ่งทำงานกับบริษัทนี้มา 27 ปีได้ขอลาออกจากบริษัทเพื่อไปประกอบอาชีพอื่นและว่าการลาออกโดยกระทันหันเนื่องมากจากทนแรงกดดันไม่ไหว


[แก้] เกมคอมพิวเตอร์

  • วิดิโอเกมส์ ชื่อ “ปอง” (Pong) ของอาตาริ (Atari) ถูกกล่าวหาโดยแมกนาวอกซ์ ( Magnavox) ว่าลอกเลียนแบบมาจากเกมส์เทนนิสออดิซีของตน โดยโนลาน บุชเนล ( Nolan Bushnell) ได้ไปเห็นงานของราฟ แบร์ (Ralph Baer) ที่งานแสดงทางอีเลกทรอนิกส์ในเบอร์ลิงเกมส์ แคลิฟอร์เนียเมื่อปี พ.ศ. 2515 จากนั้นบุชเนลได้ก่อตั้งอาตาริและสร้าง “ปอง” ขึ้นเป็นสินค้าเกมส์นำร่อง แบร์และแมกนาวอกซ์ได้ฟ้องร้องบุชเนลและอาตาริต่อศาลเมื่อ พ.ศ. 2516 ซึ่งในที่สุดสามารถตกลงยอมความกันนอกศาลได้เมื่อ พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นจุดจบของออดิซีและการเริ่มยุคของอาตาริ [30] [31]

[แก้] ภาพยนตร์

  • ภาพยนตร์เรื่อง Nosferatu เมื่อ พ.ศ. 2465 เป็นการดัดแปลงที่ไม่ได้รับอนุญาตมาจากนวนิยายเรื่อง “แดรกคิวลา” ของแบรม สโตเกอร์ (Bram Stoker) ภรรยาหม้ายของสโตเกอร์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้อำนวยการสร้าง และภาพยนตร์เรื่องนี้หลายสำเนาถูกนำไปทำลาย (มีบางสำเนาที่ยังหลงเหลืออยู่บ้าง) [32]
  • ในปี พ.ศ. 2533 ภาพยนตร์เรื่อง Hardware ถูกพบว่ามีหลายบทตอนที่ไปเหมือนกับการ์ตูนชุดเรื่อง "SHOK!" หลังจากสิ้นคดีฟ้องร้องผู้ผลิตได้ตกลงยินยอมที่จะแก้ไขโดยการเพิ่มข้อความกิตติกรรมประกาศลงไปในภาพยนตร์ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากผู้วาดการ์ตูนชุดเรื่องดังกล่าว[33]


[แก้] การหนังสือพิมพ์

  • เมื่อปี พ.ศ. 2542 นักเขียนและนักวิเคราะห์ข่าวชื่อมอนิกา โครว์เลย์ (Monica Crowley) ถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมในส่วนหนึ่งของบทความที่เธอเขียนลงในวารสารวอลล์สตรีทฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2542 ที่มีชื่อบทความว่า “วันที่นิกสันกล่าวอำลา” (The Day Nixon Said Goodbye) และวารสารวอลล์สตรีทก็ได้รีบประกาศคำขอโทษในสัปดาห์นั้น ต่อมา ทิโมนี โนอาห์ (Timothy Noah) แห่งนิตยสารสเลท (Slate Magazine) ก็ได้เขียนบทความของเธอที่ไปเหมือนเป็นอย่างมากกับบางตอนในบทความที่พอล จอห์นสัน (Paul Johnson) เขียนในบทวิจารณ์ของเขาที่ชื่อ “สดุดีนิกสัน” (Praise of Richard Nixon) [34]
  • เจสัน แบลร์ Jayson Blair ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ "นิวยอร์กไทม์" ได้ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมในบทความหลายเรื่อง และแต่งอัญพจน์ (คำในเครื่องหมายคำพูด) เอาเอง รวมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเจสสิกา ลินช์ (Jessica Lynch) และเรื่อง Beltway sniper attacks เจสัน แบลร์และบรรณาธิการอีกหลายคนที่เกี่ยวข้องต้องลาออกจากนิวยอร์กไทม์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2546 [35]
  • แบลร์ ฮอร์นสไตน์ (en:Blair Hornstine) นักเรียนมัธยมมูส์ทาวน์ชิพ ในนิวเจอร์ซีถูกเพิกถอนจากการได้รับเข้าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2545 หลังจากถูกจับได้ว่าเธอทำโจรกรรมทางวรรณกรรมด้วยการใช้สุนทรพจน์และข้อเขียนของบุคคลสำคัญหลายคนรวมทั้งบิล คลินตันไปใส่ในบทความของเธอในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในฐานะของ “นักเรียนนักหนังสือพิมพ์” [36]
  • มิเชล โอเลสเกอร์ (Michael Olesker) นักเขียนคอลัมน์เก่าแก่ประจำหนังสือพิมพ์บัลติมอร์ซัน ( Baltimore Sun) ได้ลาออกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2549 หลังจากถูกจับได้ว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมลอกบทความของนักเขียนคอลัมน์ประจำของหนังสือพิมพ์อื่นมาใส่ในบทความของตน [37]
  • ไม่นานหลังจากได้รับการว่าจ้างเป็นผู้เขียน “บล็อก” ประจำให้แก่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เมื่อ พ.ศ. 2549 เบน โดเมเนช (Ben Domenech) ก็ถูกจับได้ว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมจากการลอกคอลัมน์และบทความที่ตนเองเคยเขียนในหนังสือพิมพ์มหาวิทยาลัยและใน “เนชันแนลรีวิวออนไลน์” (National Review Online) รวมทั้งจากหยิบเอาข้อความจากหลายๆ แหล่งมาจากทั้งของนักเขียนวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงไปจนถึงของนักวิจารณ์ภาพยนตร์สมัครเล่น โดเมเนชได้กล่าวขอโทษและขอลาออกจากวอชิงตันโพสต์ [38]
  • นักเขียนคอลัมน์ประจำของหนังสือพิมพ์บอสตันโกลบชื่อไมค์ บาร์นิเคิล (Mike Barnicle) ถูกบังคับให้ลาออกเมื่อถูกกล่าวหาและพบว่าในคอลัมน์ของตนในหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีข้อความ 10 ข้อความที่ลอกมาจากหนังสือเรื่อง Brain Droppings (พ.ศ. 2540) ของจอร์จ คาร์ลิน (George Carlin) [39]
  • วารสารเอไซน์ (ezine) Wecite,ของปากีสถานถูกพบว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมในบทความในสารสารฉบับประจำเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2550 จำนวน 11 บทความที่มีเนื้อหาที่ลอกมาจากแหล่งต่างๆ ในเว็บ มีหลายบทความที่ลอกมาคำต่อคำ รวมทั้งจากเว็บ Hindustan Times, Rediff, Blogcritics, นิตยสาร "Vis-a-Vis" และนิตยสาร Slate [40] ฝ่ายบริหารของวารสารเอไซน์ได้ถอดเว็บไซต์ออกและกล่าวขอโทษ และว่าโจรกรรมทางวรรณกรรมที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากการใช้งานที่ผิดของผู้เขียนและบรรณาธิการของวารสาร และสัญญาว่าจะดูแลเรื่องโจรกรรมทางวรรณกรรมตามสมควร แต่จะไม่ลงโทษนักเขียนคนอื่น ผู้บริหารและผู้จัดการที่ไม่ได้ตั้งใจในการกระทำครั้งนี้ [41]
  • เดวิด โคช (David Koch) พรีเซนเตอร์โทรทัศน์ออสเตรเลียได้ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมโดยลอกแบบคำต่อคำ 3 บรรทัดจากคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ The Sunday Telegraph มาใช้ในคอลัมน์สำหรับหนังสือพิมพ์ en:The Sun-Herald ประจำเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ของตน โคชแถลงต่อกลุ่มผู้เฝ้ามองสื่อ (Media Watch) ของออสเตรเลียว่า “....ตั้งแต่ผมถูกชี้ให้เห็นว่า 3 ประโยคนี้ดูเหมือนว่าจะเอามาจากเรื่องที่คล้ายกันในหนังสือพิมพ์ฉบับอื่น แม้ว่ามันจะไม่ชัดเจนนัก แต่ผมก็ขอรับผิดชอบต่อความผิดทั้งหมดนั้น” [42]

[แก้] วรรณกรรม

  • เฮเลน เคลเลอร์ ซึ่งตอนนั้นมีอายุไม่มาก ถูกกล่าวหาเมื่อ พ.ศ. 2435 ว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมโดยการลอกงานบางส่วนของจากหนังสือมากาเรต ที แคนบี ชื่อ The Frost Fairies มาใส่ในเรื่องสั้นของเธอชื่อ The Frost King เคลลเลอร์ถูกสอบสวนโดยคณะกรรมการสถาบันคนตาบอดเพอร์กิน (Perkins Institute for the Blind) ซึ่งเธอชนะด้วยคะแนนเสียงเดียวและถูกยกฟ้อง เคลเลอร์อ้างในกรณีนี้ว่าเธออาจเคยอ่านเรื่อง The Frost Fairies แต่ได้ลืมไป ซึ่งเป็นเหตุให้เคลเลอร์เกิดความหวาดระแวงโจรกรรมทางวรรณกรรมมาโดยตลอดชีวิต [43][44] รวมทั้งเป็นเหตุให้เคลเลอร์เขียนหนังสืออัตชีวประวัติด้วยการสำนึกตลอดเวลาว่าจะต้องมีความดั้งเดิมทั้งหมด
  • อเลกซ์ ฮาเลย์ (Alex Haley) ได้ตกลงยอมความคดีฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากฮาโรล คูแลนเดอร์ (Harold Courlander) เนื่องจากการยกเอาข้อความมากกว่า 80 แห่งมาจากนวนิยายเรื่อง “ดิแอฟริกัน” ของคูแลนเดอร์มาใช้ในหนังสือเรื่อง “รูทส์” (Roots: The Saga of an American Family) ของตน การถูกกล่าวหาและฟ้องร้องครั้งนี้ทำให้ฮาเลย์วุ่นวายใจไปตลอดและเสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2545 ในการยอมความนอกศาล ฮาเลย์ต้องจ่ายเงินให้แก่คูแลนเดอร์เป็นเงิน 650,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 21 ล้านบาท [45] ฮาเลย์อ้างว่าตนได้ข้อความมาจากใครบางคนและจำไม่ได้ว่าใครให้มา ....ซึ่งสุดท้ายก็ได้มาปรากฏในหนังสือของตน[46]
  • แดน บราวน์ (Dan Brown) ผู้ประพันธ์นวนิยายเรื่อง “ดา วินชีโค้ด” (Da vinci Code) ถูกกล่าวหาทางโจรกรรมทางวรรณกรรมถึงสองครั้งที่เรียกกันว่า “การวิพากษ์วิจารณ์ดา วินชี โค้ด” ( Criticisms of The Da Vinci Code) ถึงขั้นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย แต่ในที่สุดก็ได้รับการยกฟ้องทั้งสองครั้ง [47][48][49][50][51]
    • บราวน์ถูกกล่าวหาว่าใช้โครงร่างหนังสือของมิเชล ไบเจนและริชาร์ด เลห์ เรื่อง The Holy Blood and the Holy Grail (พ.ศ. 2525) ผู้พิพากษาอังกฤษตัดสินยกฟ้องคดีละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อ พ.ศ. 2549
    • นอกจากนี้ บราวน์ยังถูกกล่าวหาโดยนักประพันธ์นวนิยายชื่อลูอิส เพอร์ดิว ( Lewis Perdue) ว่าบราวน์ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมงานของตนจากหนังสือเรื่อง “มรดกดา วินซี” (The Da Vinci Legacy) และเรื่อง “ลูกสาวพระเจ้า” (Daughter of God) ผู้พิพากษาสหรัฐฯ ตัดสินยกฟ้องในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2548
  • นวนิยายเรื่องแรกของแคแอฟยา วิศวานาธาน (Kaavya Viswanathan) เรื่อง "How Opal Mehta Got Kissed, Got Wild and Got a Life" ถูกกล่าวหาว่ามีข้อความหลายตอนในหนังสือที่โจรกรรมทางวรรณกรรมมาจากนวนิยายเรื่องอื่นๆ ก่อนหน้านี้อย่างน้อย 5 เล่ม เป็นเหตุให้หนังสือนวนิยายเรื่องดังกล่าวทุกฉบับพิมพ์ถูกเก็บออกจากตลาด สัญญาที่เกี่ยวข้องที่ทำไว้กับสำนักพิมพ์ลิตเติล บราวน์ถูกยกเลิก การต่อรองที่กำลังทำกับบริษัทภาพยนตร์ดรีมเวิร์ค เอสเคจีต้องยุติลงไปด้วย [52][53][54]
  • ปี พ.ศ. 2543 เจ. เค. โรว์ลิง ผู้แต่งนวนิยายชุดแฮรี พอตเตอร์ มีคดีข้อขัดแย้งทางกฎหมายที่ฟ้องร้องโดย แนนซี สตูฟเฟอร์ ที่อ้างว่าโรว์ลิงได้ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมด้วยการใช้เรื่องราวจากงานเขียนของเธอในอาชีพนักเขียนอันสั้นของเธอ สตูฟเฟอร์แพ้คดีหลังจากศาลตัดสินว่าเป็นการปั้นเรื่องขึ้น

[แก้] วิกิพีเดีย

  • เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2549 สำนักข่าว เอ.พี. รายงานว่านักเคลื่อนไหวชื่อ แดเนียล บรานท์ อ้างว่าได้พบว่ามีบทความจำนวน 142 บทความในวิกิพีเดียภาษาอังกฤษจาก 12,00 บทความที่เขาเลือกตรวจจับได้ว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรม ผู้บริหารวิกิพีเดียโต้ตอบว่า รายชื่อบทความจำนวนดังกล่าวถูกตรวจจับอย่างผิดๆ เพราะมีบทความที่อ้างว่าวิกิพีเดียไปทำโจรกรรมทางวรรณกรรมมานั้น แท้จริงได้ทำโจรกรรมทางวรรณกรรมไปจากบทความดั้งเดิมของวิกิพีเดียก่อนหน้านั้นโดยได้ดำเนินการแจ้งการละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้วด้วย [55] He "called on Wikipedia to conduct a thorough review of all its articles."[56]
  • จอร์จ ออร์เวล (George Orwel) (คนละคนกับ จอร์จ ออร์เวลล์ - George Orwell) ถูกกล่าวหาว่าทำโจรกรรมทางวรรณกรรมจากวิกิพีเดียในหนังสือชื่อ Black Gold: The New Frontier in Oil for Investors โดยสำนักพิมพ์จอห์น ไวเลย์แอนซัน ( John Wiley & Sons) ได้ให้คำยืนยันว่าหนังสือเล่มดังกล่าวใช้ข้อความจากวิกิพีเดียจำนวนประมาณ 5 ย่อหน้าจริง [57] จากบทความปี พ.ศ. 2548 เรื่อง "Khobar Towers Bombing ในซาอุดิอาระเบีย" มีหน้าอภิปรายของผู้ใช้หน้าหนึ่งที่อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ [58] ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม (รวมข้อความเดิม) และความเห็นต่างๆ หาดูได้ในเว็บมีเดีย

[59][60]

[แก้] ดูเพิ่ม

  • การไม่สุจริตทางวิชาการ (Academic dishonesty)
  • การโกงสัญญา (Contract cheating)
  • ข้อความแจ้งแหล่งที่มาหรือผู้มีส่วนร่วม (Credit (creative arts))
  • การลืมโดยมิได้จงใจ (Cryptomnesia)
  • โรงงานผลิตบทความ (Essay mill)
  • การใช้ลิขสิทธิ์ผู้อื่นโดยชอบ (Fair use)
  • เรื่องอื้อฉาวทางการหนังสือพิมพ์ (Journalism scandals -plagiarism, fabrication, omission)
  • แคแอฟยา วิศวานาธาน (Kaavya Viswanathan) -นักศึกษาหญิงฮาร์วาร์ดผู้กระทำโจรกรรมทางวรรณกรรม
  • การ