วิลเลียม วอลเลซ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
William Wallace
William Wallace.jpg
เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ
เกิด พ.ศ. 1813
ประเทศสก็อตแลนด์
เสียชีวิต 23 สิงหาคม พ.ศ. 1848
สมิทฟีลด์ ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ สก็อต
ชาติพันธุ์ สก็อต
การศึกษา เซอร์ (Sir)
อาชีพ อัศวิน
ผลงานเด่น สงครามประกาศอิสรภาพ
ชาวสกอตแลนด์
ศาสนา คริสต์

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ (อังกฤษ: William Wallace, ประมาณ พ.ศ. 1813 - 23 สิงหาคม พ.ศ. 1848) อัศวินและผู้รักชาติชาวสก็อต ผู้นำการต่อต้านการครอบครองสกอตแลนด์โดยอังกฤษระหว่างสงครามอิสรภาพของสกอตแลนด์ เซอร์ วิลเลียม วอลเลซได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในประวัติศาสตร์ของสก็อตแลนด์

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ เป็นแรงดลใจในงานกวีนิพนธ์ชื่อ "The Acts and Deeds of Sir William Wallace, Knight of Elderslie" โดยนักดนตรีเร่รอนในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชื่อ "แฮรี่ผู้ตาบอด" (Blind Harry) ซึ่งภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Braveheart พ.ศ. 2538 นำมาทำบทภาพยนตร์

ชีวิตและเหตุการณ์ในช่วงต้นชีวิต[แก้]

สถานที่เกิดและวันเกิดของเซอร์ วิลเลียม วอลเลซยังเป็นที่ถกเถียง ไม่ชัดเจน เข้าใจกันว่าเกิดที่เอลเดอร์สลี ซึงเป็นหมู่บ้านเหมืองเล็กๆ ใกล้ๆ เมืองจอห์นสโตน เรนฟริวไชร์ สก็อตแลนด์ตะวันตก แม้แต่บิดาของวอลเลซเองก็ยังเป็นที่ถกเถียงเช่นกัน บ้างว่าเป็นบุตรชาย 1 ใน 3 คนของเซอร์มัลคอม วอลเลซแห่งเอลเดอร์สลี แต่จากตราประจำตัวที่ค้นพบภายหลังบ่งว่าเป็นบุตรคนเล็กของ อลัน วอลเลซขุนนางศักดินาแห่งอาร์ยไชร์ วอลเลซเรียนภาษาละตินกับลุงสองคน

วอลเลซเกิดเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ครองราชย์มาแล้วมากกว่า 20 ปี ซึ่งนับเป็นช่วงแผ่นดินร่มเย็นเป็นสุข หลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์จากการตกจากหลังม้าเมื่อ พ.ศ. 1829 เนื่องจากพระองค์ไม่มีพระราชโอรส พระราชนัดดาหญิงอายุเพียง 4 ชันษา เจ้าหญิงมาร์กาเร็ตจึงได้ขึ้นครองราชย์ และมีการตั้งคณะผู้สำเร็จราชการฯ ทำหน้าที่แทน แต่จากความอ่อนแอทางการปกครอง พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษจึงจัดการให้พระโอรสของพระองค์ทรงหมั้นกับมาร์กาเร็ตโดยหวังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองรัฐ แต่มาร์กาเร็ตสิ้นพระชนม์เมื่ออายุเพียง 20 พรรษาระหว่างการเดินทางจากบ้านเกิดที่นอร์เวย์มาสก็อตแลนด์เมื่อ พ.ศ. 1833 ทันทีที่สิ้นพระชนม์ก็เกิดการอ้างสิทธิ์ในการครองบรรลังก์

เมื่อใกล้เข้าสู่ภาวะสงครามเพื่อการแย่งชิงบรรลังก์จากบรรดาเจ้านายฝ่ายต่างๆ ผู้ที่คิดว่ามีสิทธิ์ เจ้านายที่มีเชื้อสายอยู่แถวหน้าๆ จึงไปทูลเชิญกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 1 ให้มาเป็นผู้ไกล่เกลี่ย แต่ก่อนที่จะทำหน้าที่นี้ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดกลับขอให้ทุกฝ่ายที่มีสิทธิ์ได้ยอมรับก่อนว่าพระองค์เป็นเจ้าที่อยู่เหนือสกอตแลนด์ ซึ่งแม้ตอนแรกจะมีการต่อต้านบ้าง แต่ในที่สุดผู้มีสิทธิ์มากสุดสองราย คือ จอห์น บาลลิออล และ โรเบิร์ต บรูซ ได้ตกลงยอมรับตามนั้น โดยต่อมาศาลสูงศักดินา (great fudal court) ได้ตัดสินเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 1835 ให้จอห์น บาลลิออล เป็นผู้มีสิทธิ์ในราชบรรลังก์ แม้จะดูว่ายุติธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย แต่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ด ที่ 1 ก็ได้ใช้อิทธิพลเข้าแทรกแซงทำให้การบริหารประเทศสก็อตแลนด์เป็นไปด้วยความยากลำบาก เป็นเหตุให้ พระเจ้าจอห์น บาลลิออล ยกเลิกคำมั่น เมื่อเป็นดังนั้น พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดฯ จึงยกทัพเข้าตี เบอร์วิก-อัพออน-ทวีด เมืองชายแดนของสกอตแลนด์และสังหารศัตรูของพระองค์ที่อยู่ที่นั่นจนสิ้น ในเดือนเมษายนฝ่ายสก็อตแลนด์ก็แพ้สงคราม อังกฤษจึงบีบบังคับให้พระเจ้าจอห์น บาลลิออลสละราชสมบัติ พร้อมทั้งบังคับเจ้านายสก็อต 1,800 คนให้เข้าสวามิภักดิ์และได้กับนำเอา "หินลิขิตชะตา" (Stone of Destiny) ไปไว้ที่ลอนดอน

ชีวิตนักรบ[แก้]

แฮรีผู้ตาบอดได้แต่งเรื่องว่าบิดาของวอลเลซถูกฆ่าตายพร้อมพี่ชายโดยทหารอังกฤษ เป็นเหตุให้วอลเลซต้องต่อสู้และฆ่าทหารอังกฤษไป 5 คน และจากการถูกข่มเหงจากผู้ว่าราชการเมืองดันดีและฆ่าบุตรชายของผู้ว่าราชการฯ แม้จะเป็นเรื่องที่แฮรีฯ สร้างขึ้น แต่ได้พิสูจน์ว่าเชื่อถือได้โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ดันดี

ระหว่างปี พ.ศ. 1839 - พ.ศ. 1840 วอลเลซได้สู้กับพวกอังกฤษและได้รับชัยชนะจากการกระทบกระทั่งเหล่านี้ ต่อมาวอลเลซได้เข้าร่วมรบกับเซอร์วิลเลียม ดักกลาส แห่งฮาร์ดี สามารถปลดปล่อยเมืองแอเบอร์ดีน เพิร์ท กลาสโกว์ สกอน และดันดีเป็นอิสระจากอังกฤษได้ เมื่อถึงระยะนี้ ฝ่ายราชวงศ์สก็อตถูกบีบอย่างหนักจากพระเจ้าเอ็ดเวริร์ด ที่ 1 ในเดือนเมษายน วอลเลซพร้อมผู้ติดตามได้ไปช่วยแอนดรูว์ มอเรย์ที่ "สเตอริง" ซึ่งกำลังลุกขึ้นต่อต้านอังกฤษ วอลเลซใช้ยุทธวิธีลอบโจมตีแล้วถอยหนี เป็นเหตุให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดสั่งประหารชีวิตสมาชิกสภาบารอนแห่งไอร์ทั้งหมด วอลเลซตอบโต้ด้วยการสังหารทหารอังกฤษที่ค่ายไอร์เสียชีวิตทั้งค่ายและถอยเข้าป่าเซลเคิร์ก ชื่อเสียงของวอลเลซโด่งดังขึ้นและได้ย้ายจากที่ลุ่มป่าเซลเคิร์กไปอยู่ไฮแลนด์

ยุทธภูมิสะพานสเตอร์ลิง[แก้]

สะพานสเตอร์ลิง เมื่อ พ.ศ. 2549

ในวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 1840 วอลเลซได้ชนะการสู้รบที่สะพานสเตอร์ริงทั้งๆ ที่มีไพร่พลน้อยกว่าฝ่ายอังกฤษที่นำโดยเอิร์ลแห่งเซอรเรย์ซึ่งประกอบด้วยทหารม้า 300 นายและทหารราบ 10,000 คน วอลเลซล่อให้ทหารอังกฤษยกข้ามสะพานสเตอร์ลิงมาเกือบสุดแล้วโจมตีโตกลับกลับอย่างรวดเร็ว แต่ทหารอังกฤษส่วนหลังซึ่งกำลังมุ่งตามอย่างรวดเร็วกลับดันกลับจนไปอัดแน่นกันอยู่บนสะพานเป็นเหตุให้สะพานพังทลายลง ทหารอังกฤษจมน้ำตาย แฮรีฯ อ้างว่าฝ่ายวอลเลซแอบใช้เชือกดึงให้สะพานพัง ชัยชนะของวอลเลซที่สะพานสะเตอร์ลิงครั้งนี้สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวสก็อตเป็นอย่างมาก

หลังกลับจากการสู้รบที่สะพานสเตอริง วอลเลซได้รับบรรดาศักดิ์ขุนนางระดับเซอร์และได้รับการขนานนามว่า "ผู้พิทักษ์และแม่ทัพใหญ่แห่งสก็อตแลนด์" โดยกษัตริย์สก็อตแลนด์ที่ถูกกักขังในลอนดอนและมอบอำนาจการบริหารประเทศแก่วอลเลซ หกเดือนหลังการสู้รบที่สะพานสเตอร์ลิง วอลเลซได้นำทัพสู้รบกับอังกฤษทางด้านเหนือเพื่อแสดงให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดได้เห็นว่าสก็อตแลนด์ยังมีกำลังแข็งแกร่ง ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงกริ้ว

สงครามฟอลเคิร์ก[แก้]

ปีต่อมาวอลเลซแพ้การสู้รบที่ฟอลเคิร์ก เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 1841 ฝ่ายอังกฤษยกกำลังย่ำยีสก็อตแลนด์และยึดพื้นที่คืนได้มาก ฝ่ายสก็อตใช้ยุทธวิธีเผาค่ายข้าศึกและเผาบ้านเรือนไร่นาของสก็อตเองหากเป็นฝ่ายล่าถอย ทำให้ฝ่ายอังกฤษขาดขวัญกำลังใจ แต่กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดก็ยังไม่ลดละในการตามล่าตัววอลเลซ ยกกำลังติดตามจนวอลเลซต้องหนีและมอบอำนาจ "ผู้พิทักษ์และแม่ทัพใหญ่แห่งสก็อตแลนด์" ให้แก่โรเบิร์ต บรูซ เอิร์ลแห่งคาร์ริก และ จอห์นโคมีนแห่งบาเดนอชซึ่งเป็นเขยของอดีตกษัตริย์จอห์น บาลลิออล ซึ่งได้ตกลงปรองดองกับพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดต่อมาเมื่อป๊ พ.ศ. 1845 ซึ่งวอลเลซไม่ยอมรับ

วอลเลซได้เดินทางไปราชสำนักฝรั่งเศสกับวิลเลียม ครอว์ฟอร์ดเพื่อขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าฟิลิปส์ เลอ เบลในการต่อสู่เพื่ออิสรภาพของสก็อตแลนด์ ระหว่างเดินทางจากอังกฤษ เรือของวอลเลซถูกโจรสลัดผู้ลือนามคือ ริชาร์ด ลองโกวิลล์ ดักปล้น แต่วอลเลซกลับเป็นฝ่ายจับลองโกวิลล์ไปถวายพระเจ้าฟิลิปส์ แล้วขอพระราชทานอภัยโทษให้ลองโกวอวิลล์เพื่อให้เป็นฝ่ายช่วยข้างสก็อตแลนด์ เรื่อราวตอนนี้เชื่อว่าเป็นการเสริมแต่งของแฮรีฯ ต่อมา ในปี พ.ศ. 1846 วอลเลซได้รับการขอร้องให้กลับสก็อตแลนด์

การถูกจับประหารชีวิต[แก้]

อนุสาวรีย์ของวอลเลซที่ตั้งอยู่ใกล้จุดถูกประหาร

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ กลับถึงสก็อตแลนด์และซ่อนตัวที่ฟาร์มของวิลเลียม ครอว์ฟอร์ดใกล้เอโควูด ฝ่ายอังกฤษได้ระแคะระคายจึงออกตามจับ แต่วอลเลซเอาตัวรอดได้หลายครั้งและถูกจับตัวได้ในที่สุดเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 1848 โดยจอห์น เดอ เมนทีท อัศวินผู้จงรักภักดีต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด โดยจับตัววอลเลซมอบให้ทหารอังกฤษที่เมือง โรบรอยสตันใกล้กลาสโกว์และถูกส่งตัวไปลอนดอนถูกฟ้องในข้อหากบฏและฆ่าพลเรือนและนักโทษ วอลเลซกล่าวสู้คดีว่า "ข้าพเจ้ามิได้เป็นกบฏต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นข้าแผ่นดินของพระองค์ พระเจ้าจอห์น บาลลิออล คือกษัตริย์ของข้าพเจ้า" และยืนยันไม่ยอมรับสารภาพ

ในวันที่ 23 สิงหาคม ปีเดียวกัน วอลเลซ ถูกเปลื้องผ้าในศาล ถูกม้าลากออกไปตามถนนในเมืองและถูกแขวนคอในลานเมืองสาธารณะที่ตลาดสมิทฟีลด์ (วิธีแขวนคอกบฏ ของอังกฤษโบราณด้วยวิธีเปลื้องผ้าใช้ม้าลากไปแขวนคอไม่ให้ถึงตายไปถึงกลางตลาดแล้วจึงหั่นอวัยวะออกที่ละชิ้นโดยเริ่มจากองคชาติแล้วเผาต่อหน้า เมื่อนักโทษตายจึงตัดคอและหั่นศพเป็น 4 ท่อนแล้วนำศีรษะไปทำไม่ให้เน่าเปื่อยก่อนนำไปปักประจาน- อังกฤษ: hanged, drawn and quartered) ศีรษะของวอลเลซถูกปักประจานที่สะพานลอนดอน ร่วมกับศีรษะของน้องชาย คือจอห์นและ ไซมอน ฟราเซีย ส่วนแขนขาของวอลเลซถูกแยกนำไปประจานที่นิวคาสเซิล เบอร์วิก สเตอร์ลิงและที่แอเบอร์ดีน

ดาบของวอลเลซถูกยึดไว้ที่ปราสาทลูดอนเป็นเวลานาน ปัจจุบันถูกนำไปจัดแสดงไว้ในพิพธภัณฑ์สถานแห่งชาติวอลเลซ ใกล้เมืองสเตอร์ลิง

เรื่องราวลักษณะนวนิยาย[แก้]

เรื่องราวเกี่ยวกับวอลเลซในยุคต้นๆ ของชีวิตไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็มีผู้นำไปเขียนเป็นนิยายประวัติศาสตร์ รวมทั้งกวีนิพนธ์ เช่น นักดนตรีเร่ ชื่อ "แฮรีผู้ตาบอด" แต่งบทกวีเรื่อง "วีรกรรมและมรดกของเซอร์วิลเลียม วอลเลซ อัศวินแห่งเอลเดอส์ลี" ซึ่งแต่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2013 นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเรื่องราวทั้งหมดหรือบางส่วนในกวีนิพนธ์ของแฮร์รีฯ ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีผู้นำเรื่องราวของเซอร์ วิลเลียม วอลเลซ ไปเขียนมากมายจนเกือบกลายเป็นนิยายปรัมปรา

เรื่องราวของเซอร์ วิลเลียม วอลเลซที่ค่อนข้างใกล้เคียงความจริงได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ชื่อ "Braveheart" นำแสดงและกำกับโดย เมล กิบสัน เมื่อ พ.ศ. 2538 ซึ่งได้รับรางวัลอะแคเดมีมากถึง 5 รางวัล แม้จะอิงประวัติศาสตร์อย่างมากแล้ว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังมีที่ผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ไม่น้อย

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ เสียชีวิตด้วยอายุเพียง 35 ปี และมีชีวิตอยู่ในระหว่างรัชสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพระยาเลอไท แห่งสมัยสุโขทัย

เกร็ด[แก้]

  • เมื่อ พ.ศ. 2545 เซอร์ วิลเลียม วอลเลซได้รับการจัดอันดับที่ 48 ในบรรดาชาวบริติชที่ยิ่งใหญ๋ที่สุด
  • พ.ศ. 2506 เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ ได้รับการโหวตเป็นลำดับที่ 10 ของชาวสก็อตที่โด่งดังของโลกโดยผู้อ่านหนังสือพิมพ์ เดอะกลาสโกว์เฮอราลด์
  • ลูกหลานผู้สืบเชื้อสายจากเซอร์ วิลเลียม วอลเลซที่เป็นที่รู้จักได้แก่นายพลเรือจัตวา โอลิเวอร์ ฮาซาร์ด เพอร์รี และนายพลเรือจัตวา แมททิว กัลเบรต เพอร์รี วีรบุรุษกองทัพเรือของสหรัฐฯ ผู้ใช้เรือรบปิดอ่าวบังคับให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศเมื่อ พ.ศ. 2396

อ้างอิง[แก้]

  • Brown, Chris. William Wallace. The True Story of Braveheart. Stroud: Tempus Publishing Ltd, 2005. ISBN 0-7524-3432-2.
  • Clater-Roszak, Christine. "Sir William Wallace ignited a flame." Military History 14 (1997): 12-15. .
  • Folklore, Myths and Legends of Britain. London: The Reader’s Digest Association, 1973, 519-20.
  • Harris, Nathaniel. Heritage of Scotland: A Cultural History of Scotland & Its People. London: Hamlyn, 2000. ISBN 0-600-59834-9..
  • MacLean, Fitzroy. Scotland: A Concise History. London: Thames & Hudson, 1997. ISBN 0-500-27706-0.
  • Morton, Graeme. William Wallace. London: Sutton, 2004. ISBN 0-7509-3523-5.
  • Reese, Peter. William Wallace: A Biography. Edinburgh: Canongate, 1998. ISBN 0-86241-607-8.
  • Scott, Sir Walter. "Exploits and death of William Wallace, the 'Hero of Scotland'."
  • Stead, Michael J., and Alan Young. In the Footsteps of William Wallace. London: Sutton, 2002.
  • Wallace, Margaret. William Wallace: Champion of Scotland. Musselborough: Goblinshead, 1999. ISBN 1-899874-19-4.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]