แผนลับ 20 กรกฎาคม
-
ระวังสับสนกับ ปฏิบัติการวาลคิรี
|
|
ลิงก์ข้ามภาษาในบทความนี้ มีไว้ให้ผู้อ่านและผู้ร่วมแก้ไขบทความศึกษาเพิ่มเติมโดยสะดวก เนื่องจากวิกิพีเดียภาษาไทยยังไม่มีบทความดังกล่าว กระนั้น ควรรีบสร้างเป็นบทความโดยเร็วที่สุด |
แผนลับ 20 กรกฎาคม (อังกฤษ: 20 July plot) เป็นชื่อเรียกโดยทั่วไปของแผนการลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ภายในกองบัญชาการสนาม "รังหมาป่า" ใกล้กับเมืองรัสเทนบูร์ก แคว้นปรัสเซียตะวันออก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 แผนการดังกล่าวเป็นความพยายามของขบวนการกู้ชาติเยอรมนี เพื่อที่จะทำลายรัฐบาลนาซี ความล้มเหลวทั้งในการลอบสังหารฮิตเลอร์และรัฐประหารนำไปสู่การจับกุมประชาชนกว่า 7,000 คนโดยเกสตาโป[1] และจากการบันทึกของการประชุมกิจการกองทัพเรือฟือเรอร์ (Führer Conferences on Naval Affairs) ระบุว่า มีการประหารชีวิตประชาชนกว่า 4,980 คน[2] และทำให้ขบวนการกู้ชาติที่จัดตั้งในเยอรมนีล่มสลายลง
เนื้อหา |
เบื้องหลัง [แก้]
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938 เป็นต้นมา กลุ่มสมคบคิดได้วางแผนล้มล้างรัฐบาลนาซีได้ปรากฏขึ้นแล้วในกองทัพบกเยอรมัน และในองค์การข่าวกรองทหารเยอรมนี (อับเวร์) คณะผู้นำแผนสมคบคิดในช่วงแรกรวมไปถึงพลโทฮันส์ โอสเตอร์ พลเอกลุดวิค เบค และจอมพลเออร์วิน ฟอน วิทเซลเบน โอสเตอร์เป็นหัวหน้าของสำนักงานข่าวกรองทางทหาร เบคเคยเป็นหัวหน้ากองเสนาธิการแห่งกองบัญชาการกองทัพเยอรมัน (Oberkommando des Heeres, OKH) ฟอน วิทเซลเบนเป็นอดีดผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 แห่งเยอรมนี และอดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองบัญชาการกองทัพเยอรมันด้านตะวันตก (Oberbefehlshaber West, OB West) จากนั้น พวกเขาได้ติดต่อกับพลเรือนที่โดดเด่นหลายคน รวมไปถึงคาร์ล โกแอร์เดแลร์ อดีตนายกเทศมนตรีไลป์ซิก และเฮลมุท เจมส์ กรัฟ ฟอน มอลท์เคอ ผู้เป็นลูกชายของหลานวีรบุรุษสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย
กลุ่มสมคบคิดทางทหารหลายกลุ่มแลกเปลี่ยนแนวคิดกับกลุ่มกู้ชาติพลเรือน นักการเมืองและเหล่าปัญญาชน โดยกลุ่มที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น ไครเซาเออร์ ไครส และในสมาคมลับอื่น ๆ ส่วนมอลท์เคอเป็นผู้ที่ต่อต้านการสังหารฮิตเลอร์ โดยต้องการให้มีการพิจารณาคดีฮิตเลอร์แทน มอลท์เคอกล่าวว่า "เราทั้งหมดเป็นเพียงมือสมัครเล่น และท้ายที่สุดจะทำพลาด" มอลท์เคอยังเชื่ออีกว่าการสังหารฮิตเลอร์จะเป็นการหลอกลวง ฮิตเลอร์และลัทธิชาติสังคมนิยมได้เปลี่ยน "การกระทำผิด" ให้กลายเป็นระบบ อันเป็นสิ่งที่ขบวนการกู้ชาติควรจะหลีกเลี่ยง[3]
แผนการที่จะล้มล้างและป้องกันฮิตเลอร์จากการริเริ่มสงครามโลกครั้งใหม่ได้ก่อตัวขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1938-1939 แต่ต้องเป็นอันล้มเลิกไป เนื่องจากความลังเลใจของพลเอกฟรานซ์ ฮัลเดอร์ และพลเอกวัลเทอร์ ฟอน เบราคิทช และความล้มเหลวของชาติตะวันตกในการรับมือกับท่าทีแข็งกร้าวของฮิตเลอร์กระทั่งปี ค.ศ. 1939 กลุ่มทหารผู้สมคบคิดเลื่อนกำหนดการของแผนลอบสังหารออกไป หลังความนิยมในตัวฮิตเลอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วในยุทธการฝรั่งเศส
ในปี ค.ศ. 1941 ได้มีกลุ่มสมคบคิดกลุ่มใหม่ นำโดยพันเอกเฮนนิง ฟอน เทรสคคอว์ ซึ่งเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของจอมพลเฟดอร์ ฟอน บอค (ผู้บัญชาการกองทัพกลุ่มกลางในปฏิบัติการบาร์บารอสซา) เทรสคคอว์ได้เกณฑ์เอากลุ่มกู้ชาติเข้ามาทำงานในกองทัพเดียวกันอย่างเป็นระบบ และสร้างเป็นเครือข่ายกู้ชาติในกองทัพบก แต่ไม่สามารถทำอะไรฮิตเลอร์ได้มากนัก เพราะัฮิตเลอร์ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และไม่มีกลุ่มผู้ก่อการรายใดสามารถเข้าใกล้ตัวฮิตเลอร์ได้[4]
ระหว่างปี ค.ศ. 1942 พลเอกโอสเตอร์และพันเอกเทรสคคอว์ประสบความสำเร็จได้ในสร้างเครือข่ายของกลุ่มกู้ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมาใหม่ โดยมีตัวจักรสำคัญ คือ พลเอกฟรีดริช ออลบริตช์ หัวหน้าสำนักงานใหญ่กองทัพเยอรมันที่เบนด์แลร์บล็อกในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ผู้มีอำนาจควบคุมระบบสื่อสารอิสระในบรรดาหน่วยกองหนุนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการทำให้แผนการก่อรัฐประหารเป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น[5]
ปลายปี ค.ศ. 1942 พันเอกเทรสคคอว์และพลเอกออลบริตช์ได้วางแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ และวางแผนล้มล้างรัฐบาลระหว่างที่ฮิตเลอร์เดินทางเยือนกองบัญชาการใหญ่กองทัพกลุ่มกลางที่เมืองสโมเลนสก์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1943 โดยลอบวางระเบิดบนเครื่องบินของเขา แต่ระเบิดไม่ทำงาน และความพยายามครั้งที่สองในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ระหว่างที่ฮิตเลอร์กำลังตรวจอาวุธที่ยึดได้จากฝ่ายโซเวียตในกรุงเบอร์ลินก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ความผิดพลาดทั้งสองครั้งทำให้กลุ่มผู้สมคบคิดเสียกำลังใจ ระหว่างปี ค.ศ. 1943 พันเอกเทรสคคอว์พยายามที่จะเกณฑ์เอาผู้บัญชาการระดับสูง อย่างเช่น จอมพลอีริช ฟอน มันสไตน์ และจอมพลเกิร์ด ฟอน รุนด์ชเทดท์ เพื่อขอความร่วมมือ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีเพียงจอมพลฮันส์ กุนเธอร์ ฟอน คลุจเท่านั้นที่เทรสคอว์สามารถชักชวนมาได้สำเร็จและเห็นชอบด้วยในบางครั้ง แต่เขากลับลังเลที่จะเข้าร่วมในนาทีสุดท้าย[6]
การวางแผนก่อรัฐประหาร [แก้]
-
ดูบทความหลักที่ ปฏิบัติการวาลคิรี
สเตาฟ์เฟนแบร์กเข้ากับผู้ก่อการ [แก้]
เมื่อถึงกลางปี ค.ศ. 1943 กระแสของสงครามได้ย้อนกลับมายังเยอรมนีอย่างเด็ดขาดแล้ว ผู้ก่อการในกองทัพและพันธมิตรที่เป็นพลเรือนเชื่อว่าฮิตเลอร์จะต้องถูกลอบสังหาร เพื่อที่ว่าจะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกยอมรับ และมีการเจรจาสันติภาพให้ทันเวลาเพื่อป้องกันการรุกรานเยอรมนีของโซเวียต ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 เทรสคคอว์พบกับนายทหารเสนาธิการหนุ่ม พันโทเคลาส์ เชงค์ กรัฟ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์ก เป็นครั้งแรก หลังจากได้รับบาดเจ็บสาหัสในแอฟริกาเหนือ เคานท์ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์กเป็นพวกอนุรักษนิยมทางการเมือง มีแนวคิดชาตินิยมเยอรมันอย่างแข็งขัน และคริสตังที่มีรสนิยมในปรัชญา ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1942 เขาแบ่งปันความเชื่อมันอย่างกว้างขวางในบรรดานายทหารกองทัพบกว่าเยอรมนีกำลังถูกนำสู่หายนะและฮิตเลอร์จะต้องถูกปลดจากอำนาจ เป็นบางครั้งที่ศีลธรรมทางศาสนาของเขายับยั้งมิให้เขาเชื่อว่าการลอบสังหารเป็นวิถีที่ถูกต้องในการจุดวัตถุประสงค์นั้น อย่างไรก็ตาม หลังยุทธการสตาลินกราดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1942 เขาได้ข้อสรุปว่าการไม่ลอบสังหารฮิตเลอร์จะเป็นความชั่วร้ายทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่า เขานำความเด็ดขาดแบบใหม่เข้ามาในบรรดาขบวนการกู้ชาติ เมื่อเทรสคคอว์ได้รับมอบหมายหน้าที่ในแนวรบด้านตะวันออก สเตาฟ์เฟนแบร์กก็รับผิดชอบในการวางแผนและดำเนินการลอบสังหารฮิตเลอร์
แผนใหม่ [แก้]
พลเอกออลบริตช์ได้เสนอยุทธศาสตร์ใหม่ในการก่อรัฐประหารต่อฮิตเลอร์ กองทัพหนุน (แอร์ซัทซ์เฮร์) มีแผนปฏิบัติการที่เรียกว่า ปฏิบัติการวาลคิรี (วัลคือเรอ) ซึ่งตามหลักแล้วจะใช้ในเหตุการณ์ที่เกิดความระส่ำระสายในบ้านเมืองอันเกิดจากการทิ้งระเบิดใส่หัวเมืองต่าง ๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตร หรือการก่อจลาจลของแรงงานทาสซึ่งถูกใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมนับล้าน ๆ คนในประเทศที่ถูกยึดครอง พลเอกออลบริตช์เสนอว่าแผนการดังกล่าวต้องการความช่วยเหลือจากทัพหนุนในจุดประสงคเพื่อก่อรัฐประหารได้ ในเดือนสิงหาคมและกันยายน ค.ศ. 1943 พันเอกเฮนนิง ฟอน เทรสคคอว์ร่างแผนวาลคิรี "ฉบับทบทวน" และคำสั่งเสริมใหม่ ๆ คำแถลงลับเริ่มต้นด้วยข้อความที่ว่า "ท่านผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตายเสียแล้ว! กลุ่มผู้นำพรรคผู้ทรยศพยายามฉวยโอกาสจากสถานการณ์โดยโจมตีทหารผู้พร้อมรบจากด้านหลังเพื่อจะยึดอำนาจเป็นของตัว" รายละเอียดคำชี้แจงนั้นถูกเขียนขึ้นเพื่อการครอบครองของกระทรวงในเบอร์ลิน กองบัญชาการใหญ่ของฮิมม์เลอร์ในปรัสเซียตะวันออก สถานีวิทยุและสำนักงานโทรศัพท์ และระบบนาซีอื่นในมณฑลทหารบกต่าง ๆ และค่ายกักกัน[7] แต่เดิม เชื่อกันว่าพันโทเคลาส์ เชงค์ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์กเป็นตัวการสำคัญเบื้องหลังแผนการวาลคีรี แต่เอกสารที่สหภาพโซเวียตค้นพบหลังสงครามและได้เปิดเผยใน ค.ศ. 2007 เสนอว่า รายละเอียดของแผนการถูกพัฒนาโดยเทรสคคอว์ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1943[8] ข้อความเขียนทั้งหมดถูกจัดการโดยภรรยาของเทรสคคอว์ เอริกา และมาร์กาเรต ฟอน โอเฟน เลขานุการของเขา หญิงทั้งสองสวมถุงมือเพื่อไม่เป็นทิ้งร่องรอยเป็นลายนิ้วมือ[9] ปฏิบัติการวาลคีรีจะสามารถนำไปปฏิบัติได้เฉพะโดยคำสั่งของพลเอกฟรีดริช ฟรอมม์ ผู้บัญชาการกองทัพหนุน ดังนั้นเขาจะต้องเข้าร่วมการสมคบคิดด้วยหรือจะต้องถูกทำให้วางตัวเป็นกลางในทางใดทางหนึ่งหากต้องการให้แผนการสำเร็จ ฟรอมม์ เช่นเดียวกับนายทหารอาวุโสอีกจำนวนมาก ทราบในภาพรวมเกี่ยวกับการสมคบทางทหารต่อต้านฮิตเลอร์ แต่ก็มิได้ให้การสนับสนุนหรือรายงานต่อเกสตาโปแต่อย่างใด
ความพยายามที่ล้มเหลว [แก้]
ระหว่างปี ค.ศ. 1943 จนถึงต้นปี ค.ศ. 1944 ได้มีความพยายามของพันเอกเทรสคคอว์ และพันเอกสเตาฟ์เฟนแบร์ก ที่จะให้หนึ่งในผู้สมคบคิดเข้าไปใกล้ฮิตเลอร์ และสังหารเขาด้วยระเบิดมือ ระเบิดหรือปืนพกลูกโม่ ทั้งหมดจำนวนสี่ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ การลอบสังหารฮิตเลอร์เริ่มยากขึ้นตามลำดับ เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มเลวร้ายลง ฮิตเลอร์เริ่มที่จะไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะและเดินทางมายังกรุงเบอร์ลินไม่กี่ครั้ง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ "รังหมาป่า" ใกล้กับรัสเทนบูร์กในปรัสเซียตะวันออก โดยมีการเดินทางไปพักผ่อนเป็นบางครั้งที่สถานที่ส่วนตัวในแถบภูเขาของรัฐบาวาเรีย โอแบร์ซัลซแบร์ก ใกล้กับแบร์ชเทสกาเดน สถานที่ทั้งสองนี้มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนาและแทบจะไม่พบคนที่ฮิตเลอร์ไม่รู้จักหรือไว้ใจ ฮิมม์เลอร์และหน่วยเกสตาโปเริ่มสงสัยต่อการมีอยู่ของแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ และสงสัยโดยเฉพาะนายทหารแห่งกองเสนาธิการ ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของผู้ลอบสังหารฮิตเลอร์จำนวนมาก
โอกาสสุดท้าย [แก้]
เมื่อย่างเข้าฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1944 หน่วยเกสตาโปเริ่มสืบใกล้ถึงตัวของผู้สมคบคิด มีความรู้สึกว่าเวลากำลังจะหมดลง ทั้งในสนามรบ ซึ่งในแนวรบด้านตะวันออก ทหารเยอรมันเริ่มถอยทัพเต็มรูปแบบ และฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยกพลขึ้นบกในฝรั่งเศส ในวันที่ 6 มิถุนายน และในเยอรมนี ซึ่งพื้นที่ในการลงมือถูกจำกัดมากขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่าการลงมือครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสุดท้ายสำหรับคณะสมคบคิด จนถึงขณะนี้ แกนกลางของผู้สมคบคิดเริ่มคิดถึงตัวเองว่าเป็นผู้มีเคราะห์ร้าย ซึ่งการกระทำของพวกเขาเป็นไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าความเป็นจริง จุดประสงค์ของการสมคบคิดเริ่มถูกมองโดยผู้ก่อการบางคนว่าเป็นไปเพื่อรักษาเกียรติยศของตัวเอง ครอบครัว กองทัพและเยอรมนี แทนที่จะเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงบันทึกแห่งประวัติศาสตร์
ผู้ก่อการเตรียมก่อรัฐประหารใหญ่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมเมื่อพวกเขาสามารถชักเชวนเออร์วิน รอมเมล ฉายา "จิ้งจอกทะเลทราย" ผู้มีชื่อเสียง เข้าร่วมคณะได้ จนถึงขณะนี้ รอมเมลเป็นนายทหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเยอรมนี และยังเป็นจอมพลประจำการคนแรกที่ให้การสนับสนุนแผนการดังกล่าวด้วย (วิทเซลเบนถูกปลดประจำการตั้งแต่ ค.ศ. 1942) แม้ว่ารอมเมลจะรู้สึกว่าตนต้องทำ ดังที่เขาเคยบอกว่า "มาเพื่อช่วยเยอรมนี" เขาคิดว่าการสังหารฮิตเลอร์จะทำให้เขาเป็นมรณสักขี แทนที่จะทำดังนั้น เขาต้องการให้ฮิตเลอร์ถูกจับกุมและนำตัวไปพิพากษาต่อหน้าศาลทหารสำหรับอาชญากรรมทั้งหลายที่เขาก่อ[10]
เมื่อสเตาฟ์เฟนแบร์กส่งข้อความถึงเทรสคคอว์ผ่านร้อยโทไฮนริช กรัฟ ฟอน เลฮ์นดอรฟฟ์-สไตนอร์ต เพื่อถามไถ่ถึงเหตุผลในความพยายามลอบสังหารฮิตเลอร์โดยปราศจากเหตุผลทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เทรสคคอว์ตอบว่า "การลอบสังหารจะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไรก็ตาม และแม้ว่าจะล้มเหลว เราต้องลงมือในกรุงเบอร์ลิน สำหรับจุดประสงค์ในการลงมือนั้นไม่สำคัญอีกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรขบวนการกู้ชาติเยอรมันจะต้องก้าวต่อไป ต่อหน้าสายตาของโลกและประวัติศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีความสำคัญอะไรเลย"[11]
ฮิมม์เลอร์ได้มีการสนทนาอย่างน้อยหนึ่งครั้งกับฝ่ายต่อต้านที่เป็นที่รู้จัก โดยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิย์ปรัสเซีย โจฮันเนส โพพิตซ์ ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของโกแอร์เดแลร์ มาพบเขาและยื่นข้อเสนอให้ฮิมม์เลอร์เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ต่อต้าน เพื่อแลกกับการสนับสนุนของกลุ่มต่อต้านหากเขาดำเนินการเพื่อถอดฮิตเลอร์ และรับประกันการเจรจายุติสงคราม[12] ไม่มีข้อมูลใด ๆ จากการนัดพบกันดังกล่าว แต่โพพิตซ์ไม่ถูกจับกุม และฮิมม์เลอร์ก็ไม่ได้กระทำการใด ๆ ในการสืบหาเครือข่ายต่อต้าน ซึ่งเขาทราบแล้วว่ากำลังปฏิบัติการอยู่ภายใต้ระบบรัฐการ จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า ฮิมม์เลอร์ ในปลายปี ค.ศ. 1943 ทราบดีว่าสงครามครั้งนี้ไม่อาจเอาชนะได้ ปล่อยให้การลอบสังหารฮิตเลอร์เกิดขึ้นเพื่อที่ว่าตนอาจจะได้รับสืบทอดเป็นทายาทของฮิตเลอร์ และจะสามารถทำให้เกิดการตกลงสันติภาพได้ โพพิตซ์ไม่ได้มองว่าฮิมม์เลอร์มีศักยภาพจะเป็นพันธมิตรแต่เพียงผู้เดียว พลเอกฟอน บอคเองก็แนะนำให้เทรสคคอว์มองหาการสนับสนุนจากเขา แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่ว่าเขาทำเช่นนั้น เกอเดเลอร์เองก็ได้ติดต่อกับฮิมม์เลอร์ทางอ้อมผ่านทางคนรู้จัก คือ คาร์ล ลังเบฮ์น นักอัตชีวประวัติวิลเฮล์ม คานาริส ไฮนส์ เฮอเนอ เสนอว่าคานาริสกับฮิมม์เลอร์อาจกำลังทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงแค่สมมุติฐานเท่านั้น[13]
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เทรสคคอว์และผู้ก่อการวงในไม่มีเจตนาจะถอดฮิตเลอร์ เพียงเพื่อที่ว่าคนที่มาแทนเขานั้นจะเป็นหัวหน้าเอสเอสผู้น่าสะพรึงกลัวและโหดเหี้ยม และแผนการคือจะต้องฆ่าเสียทั้งสองคนหากเป็นไปได้ ทำให้ความพยายามลอบสังหารครั้งแรกของสเตาฟ์เฟนแบร์กเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมถูกยกเลิก เพราะฮิมม์เลอร์ไม่ได้อยู่กับฮิตเลอร์
ลำดับเหตุการณ์ [แก้]
ก่อนวันที่ 20 กรกฎาคม [แก้]
วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 สเตาฟ์เฟนแบร์กได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเสนาธิการของพลเอกฟรอมม์ที่กองบัญชาการกองทัพหนุนที่เบนด์เลอร์สทราเซอในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ตำแหน่งนี้เปิดโอกาสให้เขาสามารถเข้าร่วมการประชุมทางทหารของฮิตเลอร์ได้ ไม่ว่าที่รังหมาป่าในปรัสเซียตะวันออกหรือแบร์ชเทสกาเดน และอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เผยออกมา ในการสังหารฮิตเลอร์ด้วยระเบิดหรือปืนพก ขณะเดียวกัน ก็ได้รับพันธมิตรที่สำคัญใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งรวมไปถึงพลเอกคาร์ล-ไฮนริช ฟอน สทืลพ์นาเกล ผู้บัญชาการทหารเยอรมันในฝรั่งเศส ผู้ซึ่งจะเข้าควบคุมกรุงปารีสเมื่อฮิตเลอร์ถูกสังหารแล้ว และเจรจาสัญญาสงบศึกในทันทีกับกองทัพสัมพันธมิตรฝ่ายรุกราน ตามที่หวังเอาไว้
ถึงตอนนี้แผนการได้เตรียมการไว้สมบูรณ์แล้ว วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 พลเอกสไทฟฟ์เกือบจะสังหารฮิตเลอร์ที่การแสดงเครื่องแบบใหม่ที่ปราสาทเคลสส์ไฮม์ใกล้กับซัลซบูร์กแล้ว อย่างไรก็ตาม สไทฟฟ์รู้สึกว่าตนไม่สามารถสังหารฮิตเลอร์ได้ สเตาฟ์เฟนแบร์กจึงตัดสินใจจะทำสองภารกิจไปพร้อมกัน คือ ทั้งลอบสังหารฮิตเลอร์เมื่อเขามีโอกาส และจัดการแผนการในกรุงเบอร์ลินไปพร้อมกัน ในวันที่ 11 กรกฎาคม สเตาฟ์เฟนแบร์กเข้าร่วมการประชุมทางทหารของฮิตเลอร์โดยพกระเบิดไว้ในกระเป๋าเอกสารของเขา แต่เนื่องจากผู้ก่อการได้ตัดสินใจแล้วว่า ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์และแฮร์มันน์ เกอริงควรจะถูกฆ่าไปพร้อมการหากแผนการระดมพลตามปฏิบัติการวางคิรีจะมีโอกาสสำเร็จ เขาจึงถอยกลับในนาทีสุดท้ายเพราะฮิมม์เลอร์ไม่ได้เข้าร่วมประชุม ซึ่งอันที่จริงแล้ว ซึ่งไม่ปกติวิสัยที่ฮิมม์เลอร์จะเข้าประชุมทางทหาร[4]
ในวันที่ 15 กรกฎาคม สเตาฟ์เฟนเบิร์กบินมายังรังหมาป่าอีกครั้งหนึ่ง แต่เงื่อนไขดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไป แผนการของสเตาฟ์เฟนเบิร์ก คือ วางกระเป๋าเอกสารบรรจุระเบิดที่มีตัวจับเวลาไว้ในห้องประชุมของฮิตเลอร์ ก่อนจะถอนตัวออกจากการประชุม รอจนเกิดระเบิดขึ้น แล้วบินกลับไปยังกรุงเบอร์ลินและเข้าร่วมกับผู้ก่อการคนอื่นที่เบนด์เลอร์บล็อก ปฏิบัติการวาลคิรีก็จะเริ่มต้นขึ้น และกองทัพหนุนก็จะทำการควบคุมเยอรมนีทั้งหมด และคณะผู้นำนาซีทั้งหมดก็จะถูกจับกุม เบคก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขของรัฐ ขณะที่คาร์ล ฟรีดริช เกอดีเลอร์ นักการเมืองอนุรักษนิยมและผู้ต่อต้านนาซี ก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรี และวิตเซลเบนก็จะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่แผนการดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไปในนาทีสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าฮิมม์เลอร์กับเกอริงจะเข้าประชุมด้วย แต่ฮิตเลอร์ออกจากการประชุมในช่วงสุดท้าย สเตาฟ์เฟนเบิร์กสามารถยับยั้งระเบิดและป้องกันการถูกตรวจพบได้[4]
20 กรกฎาคม [แก้]
การลอบสังหาร [แก้]
วันที่ 18 กรกฎาคม มีข่าวลือมาถึงหูสเตาฟ์เฟนแบร์กว่าเกสตาโปทราบข่าวการสมคบคิดและเขาอาจถูกจับกุมได้ตลอดเวลา เป็นที่ชัดเจนว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่มีข่าวรู้สึกว่าตาข่ายกำลังใกล้เข้ามาและโอกาสสังหารฮิตเลอร์ครั้งต่อไปจะต้องลงมือเพราะอาจไม่มีโอกาสครั้งต่อไปอีกแล้ว เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม สเตาฟNเฟนเบิร์กบินมายังรังหมาป่าเพื่อเข้าร่วมประชุมทางทหารของฮิตเลอร์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกระเป๋าเอกสารซึ่งบรรจุระเบิดไว้เช่นเดิม โดยที่ผู้ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมดไม่ถูกตรวจค้นตัวเลย
ราว 12.30 น. การประชุมเริ่มขึ้น สเตาฟ์เฟนเบิร์กขอตัวใช้ห้องน้ำในสำนักงานของวิลเฮล์ม ไคย์เทล ซึ่งเขาได้ใช้คีมกระทกปลายตัวจุดระเบิดดินสอสอดเข้าไปในแท่งระเบิดพลาสติก 1 กิโลกรัมซึ่งห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ตัวจุดระเบิดประกอบด้วยหลอดทองแดงผอม ๆ ที่มีกรดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการกินผ่านสายที่รั้งเข็มแทงชนวนไว้จากเพอร์คัสชั่นแค็ป แล้วเขาจะวางระเบิดที่อัดดินระเบิดไว้ในกระเป๋าเอกสารอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว เขากลับเข้าสู่ห้องประชุมอีกครั้งหนึ่ง และด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่ได้ตั้งใจของพันตรีแอร์สท์ จอห์น ฟอน ฟรีเยนด์ ได้วางกระเป๋าไว้ใต้โต๊ะที่ประชุมของฮิตเลอร์และนายทหารอีกมากกว่า 20 นาย[14][15] หลังจากนั้นไม่กี่นาที สเตาฟ์เฟนเบิร์กได้รับโทรศัพท์ที่เตรียมไว้ตามแผนและออกจากห้องประชุม สันนิษฐานว่าพันโทไฮนซ์ บรันดท์ ผู้ซึ่งยืนติดกับฮิตเลอร์ ใช้เท้าของเขาย้ายกระเป๋าเอกสารไปด้านข้างโดยผลักมันไปไว้หลังขาโต๊ะประชุม[16] อันส่งผลให้เบนทิศทางของการระเบิดจากฮิตเลอร์อย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ตัวเขาเองเสียชีวิตและเสียขาไปหนึ่งข้างเมื่อระเบิดทำงาน ระหว่างเวลา 12.40 น. และ 12.50 น. ระเบิดทำงาน[16] ซึ่งทำลายห้องประชุม นายทหารสามคนและนักเขียนชวเลขได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ฮิตเลอร์รอดชีวิต เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในห้องประชุมซึ่งได้รับการป้องกันแรงระเบิดโดยขาโต๊ะประชุม กางเกงของฮิตเลอร์ถูกไฟเผาและขาดรุ่งริ่ง และเขาเยื่อแก้วหูทะลุ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่รอดชีวิตในห้องนั้น[16]
หลบหนีและบินไปยังเบอร์ลิน [แก้]
พันเอกสเตาฟ์เฟนแบร์กได้ยินเสียงระเบิดและเห็นควันลอยออกมาจากหน้าต่างที่แตกของโรงทหารคอนกรีตนั้น ก็คิดว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว จึงโดดเข้าไปในรถเสนาธิการของเขาพร้อมกับนายทหารผู้ช่วย แวร์แนร์ ฟอน แฮฟเทน และจัดการหลอกผ่านจุดตรวจสามแห่งก่อนจะออกจากรังหมาป่า จากนั้นแวร์แนร์ ฟอน แฮฟเทนได้โยนระเบิดที่ไม่ได้อัดดินระเบิดลูกที่สองเข้าไปในป่าเมื่อพวกเขาเร่งรุดไปยังสนามบินรัสเทนบูร์ก ซึ่งต้องไปให้ถึงก่อนที่จะสืบทราบว่าสเตาฟ์เฟนแบร์กอาจมีส่วนรับผิดชอบต่อการระเบิดได้ เมื่อถึงเวลา 13.00 น. เขาถูกขนส่งทางอากาศในจู-52 ซึ่งจัดเตรียมไว้ให้โดยพลเอกเอดูอาร์ด วากแนร์
เมื่อเครื่องบินของสเตาฟ์เฟนแบร์กเดินทางกลับถึงกรุงเบอร์ลิน เมื่อเวลาราว 16.00 น.[18][19] พลเอกอีริช เฟลล์กีเบล นายทหารที่รังหมาป่าและผู้มีส่วนร่วมในแผนลับดังกล่าวด้วย ได้โทรศัพท์แจ้งทางเบนด์แลร์บล็อกและว่าแก่ผู้ร่วมขบวนการว่า ฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ ผลที่ตามมาคือ กลุ่มทหารเบอร์ลินที่ดำเนินการปฏิบัติการวาลคิรีจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลยเพราะนายทหารแห่งกองทัพหนุนทราบว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ มีความสบสันเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินของสเตาฟ์เฟนแบร์กลงจอดและเขาโทรศัพท์มาจากสนามบินและว่า แต่จริงแล้วฮิตเลอร์เสียชีวิต[20] ผู้ร่วมขบวนการที่เบนด์แลร์บล็อกไม่รู้จะเชื่อใครดี จนสุดท้ายเมื่อเวลา 16.00 น. พลเอกออลบริตช์ได้ออกคำสั่งเริ่มปฏิบัติการวาลคิรี พลเอกฟรอมม์ ผู้สองจิตสองใจ ได้โทรศัพท์ไปสอบถามจอมพลวิลเฮล์ม ไคเทลที่รังหมาป่าและได้รับการยืนยันว่าฮิตเลอร์ยังคงมีชีวิตอยู่ ไคเทลต้องการทราบที่อยู่ของสเตาฟ์เฟนแบร์ก ซึ่งเป็นการบอกฟรอมม์ว่าแผนลับดังกล่าวอาจเชื่อมโยงกับกองบัญชาการของเขา และอยู่ในอันตรายร้ายแรง ฟรอมม์ตอบไคเทลไปว่าเขาคิดว่าสเตาฟ์เฟนแบร์กอยู่กับฮิตเลอร์[21]
ขณะเดียวกัน คาร์ล-ไฮนริช ฟอน สทืลพ์นาเกล ผู้บัญชาการแคว้นทหารเขตยึดครองฝรั่งเศส ประกาศปลดอาวุธเอสดีและเอสเอส และจับกุมบรรดาผู้นำส่วนใหญ่ของหน่วยทั้งสองได้ เขาเดินทางไปยังกองบัญชาการของกึนเธอร์ ฟอน คลุจ และถามเขาให้ติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพียงเพื่อจะได้รับแจ้งว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่[20] เมื่อเวลา 16.40 น. สเตาฟ์เฟนแบร์กและแฮฟเทนมาถึงเบนด์แลร์บล็อก ฟรอมม์เปลี่ยนฝ่ายและพยายามจับกุมตัวสเตาฟ์เฟนแบร์ก ซึ่งคาดว่าเป็นการกระทำไปเพื่อปกป้องตนเองจากความผิด ออลบริชและสเตาฟ์เฟนแบร์กจึงกักตัวเขาไว้และออลบริชได้แต่งตั้งให้พลเอกอีริช เฮิพแนร์ปฏิบัติหน้าที่แทนเขา จนถึงขณะนี้ ฮิมม์เลอร์ได้เข้าควบคุมสถานการณ์และออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งดำเนินการปฏิบัติการวาลคิรีของออลบริช ในหลายพื้นที่ รัฐประหารยังคงดำเนินต่อไป นำโดยนายทหารซึ่งเชื่อว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว ผู้บัญชาการนครและผู้ร่วมก่อการ พลเอกพอล ฟอน ฮาเซอ ออกคำสั่งให้กองพลกรอสส์ดอยท์ชลันด์ ภายใต้บังคับบัญชาของพันตรีออทโท แอร์นสก์ เรแมร์ ให้เข้าควบคุมวิลเฮลฺมสทราสส์ และจับกุมรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ โยเซฟ เกิบเบิลส์[22] ในเวียนนา ปราก และอีกหลายแห่ง ทหารได้เข้าควบคุมสำนักงานพรรคนาซีและจับกุมกอยไลแตร์และนายทหารเอสเอส
รัฐประหารล้มเหลว [แก้]
เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ผู้บัญชาการกลุ่มป้องกันที่สาม (เบอร์ลิน) พลเอกโจอาคิม ฟอน คอร์ทซไฟลช์ถูกเรียกตัวมายังเบนด์แลร์บล็อก แต่เขาปฏิเสธจะฟังคำสั่งของออลบริชอย่างโกรธเคืองและเอาแต่ร้องตะโกนว่า "ท่านผู้นำยังมีชีวิตอยู่"[23] ดังนั้นเขาจึงถูกจับกุมและควบคุมตัวไว้ พลเอกไฟรแฮรร์ ฟอน เทืนเกนถูกแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทน แต่เขาพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยน้อยมาก พลเอกฟริทซ์ ลินเดมันน์ ผู้ซึ่งบรรดาผู้ก่อการจะใช้ให้ประกาศแก่ชาวเยอรมันทางวิทยุไม่ปรากฏตัว และเนื่องจากเขาเป็นผู้เดียวที่ถือข้อความที่ร่างไว้นั้น เบคจึงต้องทำฉบับใหม่ขึ้นมา[24]
ช่วงเวลาสำคัญมาถึงเมื่อเวลา 19.00 น. เมื่อฮิตเลอร์ได้รับการฟื้นฟูเพียงพอจะโทรศัพท์ได้ เขาสามารถโทรศัพท์หาเกิบเบิลส์ที่กระทรวงโฆษณาการ เกิบเบิลส์จัดการให้ฮิตเลอร์พูดโทรศัพท์กับพันตรีเรแมร์ ผู้บัญชาการกำลังซึ่งล้อมกระทรวงอยู่นั้น หลังจากยืนยันแล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ฮิตเลอร์จึงออกคำสั่งให้เรแมร์เข้าควบคุมสถานการณ์ในเบอร์ลิน พันตรีเรแมร์ออกคำสั่งให้ทหารของเขาล้อมและปิดเบนด์แลร์บล็อก แต่ไม่ได้เข้าไปในอาคาร[22] เมื่อเวลา 20.00 น. วิทเซลเบนผู้โกรธจัดมาถึงเบนด์แลร์บล็อกและมีการโต้เถียงอย่างขมขื่นกับสเตาฟ์เฟนแบร์ก ผู้ซึ่งยังคงยืนยันว่ารัฐประหารสามารถดำเนินต่อไปได้ วิทเซลเบนออกไปไม่นาน เมื่อเวลาประมาณนี้ การวางแผนยึดอำนาจในปารีสถูกยกเลิกเมื่อจอมพลกึนเธอร์ ฟอน คลุจ ผู้ซึ่งเพิ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในทางตะวันตก ทราบว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่
เมื่อเรแมร์เข้าควบคุมสถานการณ์ในกรุงเบอร์ลินและมีการบอกต่อ ๆ กันว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ สมาชิกร่วมขบวนการที่ไม่ค่อยเด็ดเดี่ยวเท่าใดนักในเบอร์ลินก็เริ่มเปลี่ยนฝ่าย เกิดการต่อสู้ขึ้นในเบนด์แลร์บล็อกระหว่างนายทหารที่สนับสนุนและคัดค้านรัฐประหาร และสเตาฟ์เฟนแบร์กได้รับบาดเจ็บ เมื่อถึงเวลา 23.00 น. ฟรอมม์เข้าควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง โดยหวังว่าการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีอย่างกระตือรือร้นนี้จะช่วยตนได้ เบค ผู้ตระหนักว่าสถานการณ์สิ้นหวัง ยิงตัวตาย นับเป็นบุคคลแรกในบรรดาผู้ที่ยิงตัวตายอีกหลายวันหลังจากนี้ แม้ว่าตอนแรกเบคเพียงแต่จะจัดการให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น เขาถูกยิงที่คอโดยทหาร ฟรอมม์ประกาศจัดศาลทหารเฉพาะหน้าขึ้น อันประกอบด้วยตัวเขาเอง และตัดสินให้ออลบริช สเตาฟ์เฟนแบร์ก แฮฟเทน และนายทหารอีกคน อัลบรีชท์ แมร์ทซ์ ฟอน ควีร์นไฮม์ ถูกประหารชีวิต เมื่อเวลา 00.10 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม มีการจัดการประหารชีวิตขึ้นที่ลานด้านนอก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเพื่อป้องกันการถูกเปิดโปงว่าเขาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนด้วย[25] ยังมีคนอื่นถูกตัดสินประหารชีวิตอีก แต่เมื่อถึงเวลา 00.30 น. หน่วยเอสเอส นำโดยออทโท สคอร์เซนี มาถึงและห้ามการประหารชีวิตเพิ่มเติม ฟรอมม์ผลุนผลันไปพบเกิบเบิลส์เพื่อเรียกร้องความดีความชอบจากการปราบปรามรัฐประหารครั้งนี้ แต่เขาถูกจับกุมตัวทันทีและภายหลังถูกประหารชีวิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ในข้อหาล้มเหลวที่จะรายงานและป้องกันรัฐประหารในวันที่ 20 กรกฎาคม[25]
ผลพวง [แก้]
อีกหลายสัปดาห์ถัดมา เกสตาโปของฮิมม์เลอร์ ด้วยความพิโรธของฮิตเลอร์ ล้อมจับเกือบทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว การค้นพบจดหมายและบันทึกประจำวันในบ้านและสำนักงานของผู้ที่ถูกจับกุมนั้นเปิดเผยแผนการตั้งแต่ ค.ศ. 1938, 1939 และ 1943 ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตามมาอีกหลายรอบ รวมทั้งการจับกุมฟรันซ์ ฮัลแดร์ ที่เสียชีวิตในค่ายกักกัน ภายใต้กฎหมายซิพเพนฮัฟท์ (ความรับผิดทางสายเลือด) ใหม่ บรรดาญาติของผู้ร่วมขบวนการรายสำคัญถูกจับกุมด้วยเช่นกัน
มี 5,000 หรืออาจถึง 7,000 คนถูกจับกุม[26] และราว 200 คนถูกประหารชีวิต[27] ไม่ใช่ทุกคนในจำนวนนี้ที่เกี่ยวข้องกับแผนการ เนื่องจากเกสตาโปฉวยโอกาสดังกล่าวจัดการกับอีกหลายคนที่ต้องสงสัยว่าเข้าข้างฝ่ายต่อต้าน วิทยุอังกฤษยังได้เอ่ยชื่อผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ก็ถูกจับกุม[28]
ผู้ร่วมขบวนการน้อยมากพยายามหลบหนีหรือปฏิเสธความผิดเมื่อถูกจับกุม ผู้ที่รอดชีวิตจากการสอบปากคำจะถูกนำตัวมาพิจารณาคดีพอเป็นพิธีต่อหน้าศาลประชาชน (ฟอล์กสเกริชท์ชอฟ) ศาลเถื่อนซึ่งตัดสินเข้าข้างฝ่ายอัยการเสมอ ประธานศาล โรลันด์ ไฟรสแลร์ เป็นพวกคลั่งนาซี ซึ่งตะโกนอย่างเดือดดาลและหยาบคายต่อผู้ถูกกล่าวหาในการพิจารณา ซึ่งถูกถ่ายภาพยนตร์ด้วยเหตุผลด้านการโฆษณาชวนเชื่อ[29] การพิจารณาครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 และ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ฮิตเลอร์สั่งให้ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงถูก "แขวนคอเหมือนวัวควาย"[29]
หลายคนฆ่าตัวตายก่อนการพิจารณาหรือการประหารชีวิตจะมาถึงคราวของตน รวมทั้งคลุจ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทราบถึงแผนสมคบดังกล่าวก่อนแล้วไม่ได้เปิดเผยต่อฮิตเลอร์ สทืลพ์นาเกลได้พยายามทำอัตวินิบาตกรรมเช่นกัน แต่รอดชีวิตและถูกแขวนคอ
ขณะที่ถูกทรมานนั้น เขาได้โพล่งชื่อของรอมเมลออกมา อีกไม่กี่วันถัดมา ที่ปรึกษาส่วนตัวของสทืลพ์นาเกล เซซาร์ ฟอน ฮอฟัคแคร์ ยอมรับหลังจากถูกทรมานอย่างน่าสยดสยองว่ารอมเมลเป็นสมาชิกปฏิบัติการของแผนสมคบคิดดังกล่าวด้วย การประเมินว่ารอมเมลมีส่วนในแผนหรือไม่นั้นเป็นที่โต้เถียงกัน แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากสรุปว่าอย่างน้อยเขาก็ทราบถึงแผนสมคบคิดดังกล่าวแม้ว่าจะไม่ได้เข้ามาพัวพันโดยตรงก็ตาม อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ทราบว่าจะเป็นกรณีอื้อฉาวใหญ่หลวงแก่สาธารณะหากรอมเมลถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ ด้วยความคิดนี้ เขาจึงให้ทางเลือกแก่รอมเมลว่าจะทำอัตวินิบาตกรรมด้วยไซยาไนต์หรือพิจารณาต่อสาธารณะโดยศาลประชาชนของไฟรสแลร์ หากรอมเมลเลือกจะรับการพิจารณา ครอบครัวของเขาและเสนาธิการก็จะถูกประหารชีวิตไปพร้อมกันด้วย ด้วยทราบดีว่าการถูกตัดสินต่อหน้าศาลประชาชนมีค่าเท่ากับโทษประหาร รอมเมลจึงทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1944 ร่างของเขาถูกฝังอย่างสมเกียรติทหารสูงสุด บทบาทของเขาไม่ได้เป็นที่รู้กระทั่งหลังสงครามยุติ[10]
เทรสคคอว์เองก็ได้ทำอัตวินิบาตกรรมหนึ่งวันหลังจากรัฐประหารที่ล้มเหลวโดยการใช้ระเบิดมือในดินแดนที่ไม่มีผู้ยึดครองระหว่างแนวรบรัสเซียกับเยอรมัน ก่อนตาย เทรสคคอว์ว่าแก่ฟาเบียน ฟอน ชลาเบรนดอร์ฟฟ์
|
ความพยายามของฟรอมม์ที่จะสร้างความดีความชอบโดยการสั่งประหารชีวิตสเตาฟ์เฟนแบร์กและอีกหลายคนในคืนวันที่ 20 กรกฎาคม ได้เปิดเผยถึงการขาดการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาและความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดในการรายงานแผนการดังกล่าว หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ภายหลังฟรอมม์ถูกไต่สวนและถูกตัดสินประหารชีวิตโดยศาลประชาชน แม้ว่าเขาจะมีส่วนในแผนสมคบ ข้อหาอย่างเป็นทางการของเขาคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเลวเท่านั้น เขาถูกประหารชีวิตที่บรันเดนบูร์ก อัน แดร์ ฮาเวล ฮิตเลอร์เองเปลี่ยนโทษประหารชีวิตจากการแขวนคอเป็นการยิงด้วยชุดยิง "ที่มีเกียรติกว่า" เออร์วิน พลังค์ บุตรชายของนักฟิสิกส์ชื่อดัง มักซ์ พลังค์ ถูกตัดสินประหารชีวิตจากการมีส่วนเกี่ยวข้อง[31][32]
รายงานคัลเทนบรุนแนร์ต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ว่าด้วยเบื้องหลังของแผนสมคบคิดดังกล่าว ระบุว่า สมเด็จพระสันตปาปาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการด้วยในทางใดทางหนึ่ง โดยเจาะจงชื่อยูจีนิโอ ปาเซลลี สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ว่าเป็นผู้ร่วมแผนการดังกล่าวด้วย[33] หลักฐานชี้ว่าผู้ร่วมขบวนการ พันเอกเวสเซล ฟอน ไฟรทัก-ลอริงโฮเวน และพลเรือเอกวิลเฮล์ม คานาริสมีส่วนเกี่ยวข้องในการขัดขวางแผนการของฮิตเลอร์ในการลักพาตัวหรือลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระสันตปาปาปิอุสที่ 12 ในปี ค.ศ. 1943 เมื่อคานาริสรายงานแผนสมคิบแก่เจ้าหน้าที่ต่อต้านข่าวกรองชาวอิตาเลียน พลเอกเซซาเร อาแมะ ผู้ส่งต่อข้อมูล[34][35]
หลังวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 เมื่อไฟรส์แลร์ถูกฆ่าตายในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐครั้งหนึ่ง ไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการเพิ่มอีก แต่จวบจนเดือนเมษายน ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ในช่วงปลายสงคราม มีการค้นพบบันทึกประจำวันของคานาริส และอีกหลายคนถูกซัดทอด การประหารชีวิตดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันสุดท้ายของสงคราม
การพิจารณาและการประหารชีวิตตามรายงานนั้นได้ถูกถ่ายภาพยนตร์ไว้และถูกตรวจสอบโดยฮิตเลอร์และคณะผู้ติดตามของเขา ภาพยนตร์เหล่านี้ภายหลังถูกตัดต่อโดยเกิบเบิลส์เป็นภาพยนตร์ความยาว 30 นาที และถูกฉายให้แก่นักเรียนนายร้อยที่โรงเรียนนายร้อยลิคแตร์เฟลเดอ แต่เชื่อกันว่าผู้ชมเดินออกจากการฉายด้วยอาการขยะแขยง[36]
ฮิตเลอร์ถือเอาว่าการรอดชีวิตของเขานั้นเป็น "ช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์" และมอบหมายให้มีการจัดทำเครื่องอิสรยาภรณ์ ผลก็คือ เหรียญผู้บาดเจ็บ 20 กรกฎาคม 1944 ซึ่งฮิตเลอร์มอบให้แก่ผู้ที่อยู่กับเขาในห้องประชุมในเวลานั้น เหรียญนี้ถูกจัดทำขึ้น 100 เหรียญ[37] และเชื่อกันว่ามีการมอบให้จำนวน 47 เหรียญ พร้อมด้วยเอกสารรางวัลอันหรูหราที่มอบให้แก่ผู้ได้รับเหรียญซึ่งลงนามส่วนตัวโดยฮิตเลอร์ ทำให้มันเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ที่มีการมอบน้อยที่สุดของนาซีเยอรมนี[38]
จากบทบาทในการยุติรัฐประหาร พันตรีเรแมร์ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอกและเมื่อสงครามยุติ เขามียศเป็นพลตรี หลังสงคราม เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมไรช์และเป็นพวกนีโอนาซีคนสำคัญและสนับสนุนแนวคิดคัดค้านการล้างชาติโดยนาซีกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1997[39]
ฟิลิพพ์ ฟอน เบอเซลาแกร์ นายทหารเยอรมันผู้จัดหาระเบิดพลาสติกที่ใช้ในเหตุดังกล่าวนั้น สามารถหลบหนีการถูกตรวจพบและรอดชีวิตจากสงคราม เขาเป็นผู้ร่วมขบวนการผู้รอดชีวิตคนที่สองรองจากสุดท้าย และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 อายุได้ 90 ปี[40]
ผลของรัฐประหาร สมาชิกทุกคนของกองทัพบกถูกบังคับให้สาบานความจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์อีกครั้ง และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 การแสดงความเคารพแบบทหารถูกแทนที่ด้วยการแสดงความเคารพต่อฮิตเลอร์ทั้งกองทัพซึ่งทำโดยยืดแขนออกและเปล่งคำพูดว่า "ไฮล์ ฮิตเลอร์"[41]
การดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ [แก้]
- ค.ศ. 1951: The Desert Fox: The Story of Rommel[42]
- ค.ศ. 1955: Es geschah am 20. Juli ละครเชิงสารคดี[43]
- ค.ศ. 1955: Der 20. Juli[44]
- ค.ศ. 1967: The Night of the Generals[45]
- ค.ศ. 1968: Claus Graf Stauffenberg[46]
- ค.ศ. 1988: War and Remembrance, Part 10[47]
- ค.ศ. 1990: Stauffenberg - Verschwörung gegen Hitler
- ค.ศ. 1990: The Plot to Kill Hitler[48]
- ค.ศ. 1992: The Restless Conscience[49]
- ค.ศ. 2004: Die Stunde der Offiziere ภาพยนตร์กึ่งสารดคี[50][51]
- ค.ศ. 2004: Stauffenberg[52][53]
- ค.ศ. 2004: Days That Shook the World - S2EP5 Conspiracy to kill สารคดีโดย BBC2[54]
- ค.ศ. 2007: DVD Ruins of the Reich DVD R.J. Adams
- ค.ศ. 2008: ยุทธการดับจอมอหังการ์อินทรีเหล็ก นำแสดงโดย ทอม ครูซ[55]
- ค.ศ. 2008: Operation Valkyrie: The Stauffenberg Plot to Kill Hitler สารคดี[56]
- ค.ศ. 2009: Stauffenberg - Die wahre Geschichte ละครเชิงสารคดี[57]
อ้างอิง [แก้]
- ↑ William Shirer, The Rise and Fall of the Third Reich, pp 1393
- ↑ Shirer, Id.
- ↑ Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 224.
- ↑ 4.0 4.1 4.2 Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 226.
- ↑ Joachim Fest, Plotting Hitler's Death, p188
- ↑ Fabian von Schlabrendorff, They Almost Killed Hitler, p39
- ↑ Fest, Joachim. Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p. 219.
- ↑ Hoffmann, Peter. "Oberst i. G. Henning von Tresckow und die Staatsstreichpläne im Jahr 1943".
- ↑ Fest, Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p. 220.
- ↑ 10.0 10.1 William Shirer, The Rise and Fall of the Third Reich (Touchstone Edition) (New York: Simon & Schuster, 1990)
- ↑ Joachim Fest, Plotting Hitler’s Death: The German Resistance to Hitler 1933–1945, 236
- ↑ Joachim Fest, Plotting Hitler's Death, 228
- ↑ Himmler's contacts with the opposition and his possible motives are discussed by Peter Padfield, Himmler, 419–424
- ↑ Peter Hoffman (1996). The History of the German Resistance, 1933-1945. McGill-Queen's Press. ISBN 0-77-3515313.
- ↑ Michael C Thomsett (1997). The German Opposition to Hitler: The Resistance, the Underground, and Assassination Plots, 1938-1945. McFarland. ISBN 0-78-6403721.
- ↑ 16.0 16.1 16.2 Spiegel.de (เยอรมัน)
- ↑ Galante, Pierre. Operation Valkyrie. Harper and Row, 1981, ISBN 0060380020. Photo insert section.
- ↑ German radio broadcast 10 July 2010 on Deutschlandfunk (MP3; in German)
- ↑ German radio broadcast 10 July 2010 on Bayern1 (written version; in German)
- ↑ 20.0 20.1 Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 227.
- ↑ Galante, pp. 11–12
- ↑ 22.0 22.1 Galante, p. 209
- ↑ Hoffman, Peter. The History of the German Resistance, 1933–1945, p. 426.
- ↑ Fest, Plotting Hitler's Death, pp. 270, 272.
- ↑ 25.0 25.1 Taylor 1974, p. 227.
- ↑ William L. Shirer's Rise and Fall of the Third Reich, ch. 29.
- ↑ Kershaw, Ian. Hitler 1936–1945: Nemesis, p. 693.
- ↑ Tatiana von Metternich-Winneburg (1976). Purgatory of Fools. Quadrangle. p. 202. ISBN 0812906918.
- ↑ 29.0 29.1 See Shirer 1070–1071.
- ↑ Fest, Plotting Hitler's Death, pp. 289–290.
- ↑ "Alleged July Plot Conspirators Executed in Plötzensee Prison". Archived from the original on 14 May 2009. สืบค้นเมื่อ 19 April 2009.
- ↑ Heideking, Jürgen; Mauch, Christof (1998). American Intelligence and the German Resistance to Hitler: A Documentary History. Widerstand: Dissent and Resistance in the Third Reich Series (revised ed.). Boulder, CO: Westview Press. ISBN 9780813336367.
- ↑ Pave the Way Foundation Reveals Evidence of Pope Pius XII's Active Opposition to Hitler, 29 June 2009. Accessed 4 September 2009. Archived 6 September 2009.
- ↑ More proof of Hitler's plan to kill Pius XII: Son of German Intelligence Officer Comes Forward, Zenit News 16 June 2009
- ↑ Italian newspaper reveals details behind Hitler’s plan to kill Pius XII CBCP News 17 June 2009
- ↑ Shirer attributes this anecdote to Allen Dulles in his book Germany's Underground, p. 83.
- ↑ Forman, Adrian (1993). Guide to Third Reich German Awards...And Their Values (2nd Ed.) San Jose, CA: R. James Bender. ISBN 912138-52-1
- ↑ Angolia, John R. (1976). For Führer and Fatherland: Military Awards of the Third Reich (1st Ed.) San Jose, CA: R. James Bender. แม่แบบ:Oclc
- ↑ Holocaust Denial on Trial: Using History to Confront Distortions. "Biographies: Otto Remer," (retrieved on 10 April 2009).
- ↑ "Hitler plot survivor dies aged 90". London: BBC News Online. 2 May 2008.
- ↑ Büchner, Alex (1991). German Infantry Handbook, 1939–1945: Organization, Uniforms, Weapons, Equipment, Operations. Schipper Publishing. ISBN 978-0887402845
- ↑ The Desert Fox: The Story of Rommel ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ 20. Juli 1944
- ↑ Der 20. Juli ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ The Night of the Generals ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ ชีวประวัติ Claus Graf Stauffenberg ที่ อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ War and Remembrance part 10 ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ The Plot to Kill Hitler ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ The Restless Conscience ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ Die Stunde der Offiziere ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส|
- ↑ http://www.zdf.de/ZDFde/inhalt/7/0,1872,2140103,00.html
- ↑ Stauffenberg ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ http://www.new-video.de/film-stauffenberg/
- ↑ Days That Shook the World ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ Valkyrie ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ Operation Valkyrie: The Stauffenberg Plot to Kill Hitler ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
- ↑ Stauffenberg - Die wahre Geschichte ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: 20 July plot |