แผนลับ 20 กรกฎาคม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพห้องประชุมใน "รังหมาป่า" ไม่นานหลังจากเกิดการระเบิดที่มีเป้าหมายเพื่อลอบสังหารฮิตเลอร์

แผนลับ 20 กรกฎาคม (อังกฤษ: 20 July plot) เป็นชื่อเรียกโดยทั่วไปของแผนการลอบสังหารอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ภายในกองบัญชาการสนาม "รังหมาป่า" ใกล้กับเมืองรัสเทนบูร์ก แคว้นปรัสเซียตะวันออก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 แผนการดังกล่าวเป็นความพยายามของขบวนการกู้ชาติเยอรมนี เพื่อที่จะทำลายรัฐบาลนาซี ความล้มเหลวทั้งในการลอบสังหารฮิตเลอร์และรัฐประหารนำไปสู่การจับกุมประชาชนกว่า 7,000 คนโดยเกสตาโป[1] และจากการบันทึกของการประชุมกิจการกองทัพเรือฟือเรอร์ (Führer Conferences on Naval Affairs) ระบุว่า มีการประหารชีวิตประชาชนกว่า 4,980 คน[2] และทำให้ขบวนการกู้ชาติที่จัดตั้งในเยอรมนีล่มสลายลง

เบื้องหลัง[แก้]

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938 เป็นต้นมา กลุ่มสมคบคิดได้วางแผนล้มล้างรัฐบาลนาซีได้ปรากฏขึ้นแล้วในกองทัพบกเยอรมัน และในองค์การข่าวกรองทหารเยอรมนี (อับเวร์) คณะผู้นำแผนสมคบคิดในช่วงแรกรวมไปถึงพลโทฮันส์ โอสเตอร์ พลเอกลุดวิค เบค และจอมพลเออร์วิน ฟอน วิทเซลเบน โอสเตอร์เป็นหัวหน้าของสำนักงานข่าวกรองทางทหาร เบคเคยเป็นหัวหน้ากองเสนาธิการแห่งกองบัญชาการกองทัพเยอรมัน (Oberkommando des Heeres, OKH) ฟอน วิทเซลเบนเป็นอดีดผู้บัญชาการกองทัพที่ 1 แห่งเยอรมนี และอดีตผู้บัญชาการสูงสุดของกองบัญชาการกองทัพเยอรมันด้านตะวันตก (Oberbefehlshaber West, OB West) จากนั้น พวกเขาได้ติดต่อกับพลเรือนที่โดดเด่นหลายคน รวมไปถึงคาร์ล โกแอร์เดแลร์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองไลป์ซิก และเฮลมุท เจมส์ กรัฟ ฟอน มอลท์เคอ ผู้เป็นลูกชายของหลานวีรบุรุษสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย

กลุ่มสมคบคิดทางทหารหลายกลุ่มแลกเปลี่ยนแนวคิดกับกลุ่มกู้ชาติพลเรือน นักการเมืองและเหล่าปัญญาชน โดยกลุ่มที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น ไครเซาเออร์ ไครส และในสมาคมลับอื่น ๆ ส่วนมอลท์เคอเป็นผู้ที่ต่อต้านการสังหารฮิตเลอร์ โดยต้องการให้มีการพิจารณาคดีฮิตเลอร์แทน มอลท์เคอกล่าวว่า "เราทั้งหมดเป็นเพียงมือสมัครเล่น และท้ายที่สุดจะทำพลาด" มอลท์เคอยังเชื่ออีกว่าการสังหารฮิตเลอร์จะเป็นการหลอกลวง ฮิตเลอร์และลัทธิชาติสังคมนิยมได้เปลี่ยน "การกระทำผิด" ให้กลายเป็นระบบ อันเป็นสิ่งที่ขบวนการกู้ชาติควรจะหลีกเลี่ยง[3]

แผนการที่จะล้มล้างและป้องกันฮิตเลอร์จากการริเริ่มสงครามโลกครั้งใหม่ได้ก่อตัวขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1938-1939 แต่ต้องเป็นอันล้มเลิกไป เนื่องจากความลังเลใจของพลเอกฟรานซ์ ฮัลเดอร์ และพลเอกวัลเทอร์ ฟอน เบราคิทช และความล้มเหลวของชาติตะวันตกในการรับมือกับท่าทีแข็งกร้าวของฮิตเลอร์กระทั่งปี ค.ศ. 1939 กลุ่มทหารผู้สมคบคิดเลื่อนกำหนดการของแผนลอบสังหารออกไป หลังความนิยมในตัวฮิตเลอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหลังจากได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วในยุทธการฝรั่งเศส

ในปี ค.ศ. 1941 ได้มีกลุ่มสมคบคิดกลุ่มใหม่ นำโดยพันเอกเฮนนิง ฟอน เทรสคคอว์ ซึ่งเป็นทหารใต้บังคับบัญชาของจอมพลเฟดอร์ ฟอน บอค (ผู้บัญชาการกองทัพกลุ่มกลางในปฏิบัติการบาร์บารอสซา) เทรสคคอว์ได้เกณฑ์เอากลุ่มกู้ชาติเข้ามาทำงานในกองทัพเดียวกันอย่างเป็นระบบ และสร้างเป็นเครือข่ายกู้ชาติในกองทัพบก แต่ไม่สามารถทำอะไรฮิตเลอร์ได้มากนัก เพราะฮิตเลอร์ได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และไม่มีกลุ่มผู้ก่อการรายใดสามารถเข้าใกล้ตัวฮิตเลอร์ได้[4]

ระหว่างปี ค.ศ. 1942 พลเอกโอสเตอร์และพันเอกเทรสคคอว์ประสบความสำเร็จได้ในสร้างเครือข่ายของกลุ่มกู้ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นมาใหม่ โดยมีตัวจักรสำคัญ คือ พลเอกฟรีดริช ออลบริตช์ หัวหน้าสำนักงานใหญ่กองทัพเยอรมันที่เบนด์แลร์บล็อกในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ผู้มีอำนาจควบคุมระบบสื่อสารอิสระที่สามารถติดต่อสั่งการตรงไปยังหน่วยทหารภายใต้กองกำลังสำรองเยอรมันทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการทำให้แผนการก่อรัฐประหารเป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น[5]

ปลายปี ค.ศ. 1942 พันเอกเทรสคคอว์และพลเอกออลบริตช์ได้วางแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ และวางแผนล้มล้างรัฐบาลระหว่างที่ฮิตเลอร์เดินทางเยือนกองบัญชาการใหญ่กองทัพกลุ่มกลางที่เมืองสโมเลนสก์ ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1943 โดยลอบวางระเบิดบนเครื่องบินของเขา แต่ระเบิดไม่ทำงาน และความพยายามครั้งที่สองในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ระหว่างที่ฮิตเลอร์กำลังตรวจอาวุธที่ยึดได้จากฝ่ายโซเวียตในกรุงเบอร์ลินก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน ความผิดพลาดทั้งสองครั้งทำให้กลุ่มผู้สมคบคิดเสียกำลังใจ ระหว่างปี ค.ศ. 1943 พันเอกเทรสคคอว์พยายามที่จะเกณฑ์เอาผู้บัญชาการระดับสูง อย่างเช่น จอมพลอีริช ฟอน มันสไตน์ และจอมพลเกิร์ด ฟอน รุนด์ชเทดท์ เพื่อขอความร่วมมือ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มีเพียงจอมพลฮันส์ กุนเธอร์ ฟอน คลุจเท่านั้นที่เทรสคอว์สามารถชักชวนมาได้สำเร็จและเห็นชอบด้วยในบางครั้ง แต่เขากลับลังเลที่จะเข้าร่วมในนาทีสุดท้าย[6]

การวางแผนก่อรัฐประหาร[แก้]

สเตาฟ์เฟนแบร์กเข้ากับผู้ก่อการ[แก้]

เมื่อถึงกลางปี ค.ศ. 1943 ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า กระแสของสงครามได้หวนย้อนกลับมาหาเยอรมนีเองแน่นอนแล้ว ดังนั้น กลุ่มผู้ก่อการในกองทัพเยอรมันและพันธมิตรที่เป็นพลเรือนจึงเชื่อว่า ฮิตเลอร์จะต้องถูกลอบสังหาร เพื่อที่ว่าจะได้มีการจัดตั้งรัฐบาลเยอรมันใหม่ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกยอมรับได้ และมีการแยกเจรจาสันติภาพกับพันธมิตรตะวันตก (แยกต่างหากจากสหภาพโซเวียต) ให้ทันเวลา เพื่อป้องกันมิให้โซเวียตรุกรานเยอรมนี ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 เทรสคคอว์ได้พบกับนายทหารเสนาธิการหนุ่ม พันโทเคลาส์ เชงค์ กรัฟ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์ก เป็นครั้งแรก หลังจากที่นายทหารหนุ่มผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสในสมรภูมิแอฟริกาเหนือ เคานท์ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์กเป็นพวกอนุรักษนิยมทางการเมือง มีแนวคิดชาตินิยมเยอรมันอย่างแข็งขัน และเป็นคริสตัง (โรมันคาทอลิก) ตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 1942 เขาเป็นคนหนึ่งที่ร่วมในความเชื่อสองประการที่แพร่หลายอยู่ในบรรดานายทหารกองทัพบกเยอรมันขณะนั้น ว่า ประการแรก ประเทศเยอรมนีกำลังถูกนำไปสู่หายนะ และประการที่สอง จำเป็นจะต้องมีการปลดฮิตเลอร์ออกเสียจากอำนาจ เป็นบางครั้งที่ศีลธรรมทางศาสนาของเขายับยั้งมิให้เขาเชื่อว่าการลอบสังหารเป็นวิถีที่ถูกต้องในการบรรลุวัตถุประสงค์นั้น อย่างไรก็ตาม หลังยุทธการสตาลินกราดในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1942 เขาได้ข้อสรุปว่าการไม่ลอบสังหารฮิตเลอร์จะเป็นความชั่วร้ายทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่กว่า เขานำความเด็ดขาดแบบใหม่เข้ามาในบรรดาขบวนการกู้ชาติ เมื่อเทรสคคอว์ได้รับมอบหมายหน้าที่ในแนวรบด้านตะวันออก สเตาฟ์เฟนแบร์กก็รับผิดชอบในการวางแผนและดำเนินการลอบสังหารฮิตเลอร์

แผนใหม่[แก้]

พลเอกออลบริตช์ได้เสนอยุทธศาสตร์ใหม่ในการก่อรัฐประหารต่อฮิตเลอร์ กองกำลังสำรองแห่งกองทัพเยอรมัน (แอร์ซัทซ์เฮร์) มีแผนปฏิบัติการที่เรียกว่า ปฏิบัติการวาลคิรี (วัลคือเรอ) ซึ่งตามที่เป็นจริงแล้วเป็นการเตรียมแผนเพื่อรองรับเหตุการณ์ระส่ำระสายในบ้านเมืองอันเกิดจากการทิ้งระเบิดใส่หัวเมืองต่าง ๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตร หรือในกรณีที่เกิดการจลาจลของแรงงานทาสนับล้าน ๆ คนจากประเทศที่ถูกยึดครองที่มาทำงานอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมในเยอรมนี พลเอกออลบริตช์เสนอว่าแผนปฏิบัติการดังกล่าวสามารถนำมาปรับใช้เพื่อดึงเอากองกำลังสำรองเข้ามาดำเนินการให้บรรลุจุดประสงค์ของการก่อรัฐประหารได้ ในเดือนสิงหาคมและกันยายน ค.ศ. 1943 พันเอกเฮนนิง ฟอน เทรสคคอว์ได้ยกร่างแผนวาลคิรี "ฉบับดัดแปลงแก้ไข" และคำสั่งเสริมใหม่ ๆ คำแถลงลับเริ่มต้นด้วยข้อความที่ว่า "ท่านผู้นำอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตายเสียแล้ว! กลุ่มผู้นำพรรคผู้ทรยศพยายามฉวยโอกาสจากสถานการณ์โดยโจมตีทหารผู้พร้อมรบจากด้านหลังเพื่อจะยึดอำนาจเป็นของตัว" และได้มีการยกร่างคำสั่งยุทธการที่มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อการเข้ายึดกระทรวงต่างๆ ในกรุงเบอร์ลิน กองบัญชาการใหญ่ของฮิมม์เลอร์ในปรัสเซียตะวันออก สถานีวิทยุและสำนักงานโทรศัพท์ และกลไกอื่นของระบบนาซีในมณฑลทหารบกต่าง ๆ และค่ายกักกัน[7] แต่เดิม เชื่อกันว่าพันโทเคลาส์ เชงค์ ฟอน สเตาฟ์เฟนแบร์กเป็นตัวการสำคัญเบื้องหลังแผนการวาลคีรี แต่เอกสารที่สหภาพโซเวียตค้นพบหลังสงครามและได้เปิดเผยใน ค.ศ. 2007 เสนอว่า รายละเอียดของแผนการถูกพัฒนาโดยเทรสคคอว์ในฤดูใบไม้ผลิ ค.ศ. 1943[8] ข้อความเขียนทั้งหมดถูกจัดการโดยภรรยาของเทรสคคอว์ เอริกา และมาร์กาเรต ฟอน โอเฟน เลขานุการของเขา หญิงทั้งสองสวมถุงมือเพื่อไม่ทิ้งร่องรอยเป็นลายนิ้วมือ[9] แผนปฏิบัติการวาลคีรีจะสามารถนำไปปฏิบัติได้ก็แต่โดยคำสั่งของพลเอกฟรีดริช ฟรอมม์ ผู้บัญชาการกองกำลังสำรองเท่านั้น ดังนั้นเขาจะต้องเข้าร่วมการสมคบคิดด้วยหรือจะต้องถูกทำให้วางตัวเป็นกลางในทางใดทางหนึ่งหากต้องการให้แผนการสำเร็จ ฟรอมม์ เช่นเดียวกับนายทหารอาวุโสอีกจำนวนมาก ทราบกว้างๆ เกี่ยวกับการสมคบทางทหารต่อต้านฮิตเลอร์ แต่ก็มิได้ให้การสนับสนุนหรือรายงานต่อเกสตาโปแต่อย่างใด

ความพยายามที่ล้มเหลว[แก้]

ระหว่างปี ค.ศ. 1943 จนถึงต้นปี ค.ศ. 1944 ได้มีความพยายามของพันเอกเทรสคคอว์ และพันเอกสเตาฟ์เฟนแบร์ก ที่จะให้หนึ่งในผู้สมคบคิดเข้าไปใกล้ฮิตเลอร์ และสังหารเขาด้วยระเบิดมือ ระเบิดหรือปืนพกลูกโม่ ทั้งหมดจำนวนสี่ครั้ง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ การลอบสังหารฮิตเลอร์เริ่มยากขึ้นตามลำดับ เมื่อสถานการณ์สงครามเริ่มเลวร้ายลง ฮิตเลอร์เริ่มที่จะไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะและเดินทางมายังกรุงเบอร์ลินไม่กี่ครั้ง เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ที่ "รังหมาป่า" ใกล้กับรัสเทนบูร์กในปรัสเซียตะวันออก โดยมีการเดินทางไปพักผ่อนเป็นบางครั้งที่สถานที่ส่วนตัวในแถบภูเขาของรัฐบาวาเรีย โอแบร์ซัลซแบร์ก ใกล้กับแบร์ชเทสกาเดน สถานที่ทั้งสองนี้มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา นอกจากนั้นฮิตเลอร์ยังแทบจะไม่ยินยอมพบคนที่ตนไม่รู้จักหรือไว้วางใจด้วย ฮิมม์เลอร์และหน่วยเกสตาโปเริ่มสงสัยว่าแผนการลอบสังหารฮิตเลอร์มีอยู่ และโดยเฉพาะได้มุ่งความสงสัยมายังบรรดานายทหารในกองเสนาธิการ ซึ่งในความเป็นจริงก็เป็นแหล่งกบดานของผู้ลอบสังหารฮิตเลอร์จำนวนไม่น้อยจริงๆ

โอกาสสุดท้าย[แก้]

เมื่อย่างเข้าฤดูร้อนของปี ค.ศ. 1944 หน่วยเกสตาโปเริ่มสืบใกล้ถึงตัวกลุ่มผู้สมคบคิด มีความรู้สึกกันว่าเวลากำลังจะหมดลงแล้ว อันเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นทั้งในสมรภูมินอกประเทศ (ในแนวรบด้านตะวันออก ทหารเยอรมันเริ่มถอยทัพเต็มรูปแบบ และฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยกพลขึ้นบกในฝรั่งเศส ในวันที่ 6 มิถุนายน) และภายในประเทศเยอรมนีเอง ซึ่งพื้นที่ในการลงมือของกลุ่มผู้สมคบคิดถูกจำกัดลงไปเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเชื่อที่ว่าการลงมือครั้งต่อไปจะเป็นโอกาสสุดท้ายแล้วสำหรับคณะสมคบคิดและอาจไม่มีโอกาสครั้งหน้าอีก ในช่วงนี้แกนกลางของผู้สมคบคิดเริ่มมองตัวเองว่าเป็นผู้ต้องชะตากรรม ซึ่งกระทำการไปในเชิงสัญลักษณ์มากกว่าให้เกิดผลได้จริง ผู้ก่อการบางคนเริ่มจะเห็นว่า จุดมุ่งหมายของการสมคบคิดของตนเป็นไปเพียงเพื่อรักษาเกียรติยศของตัวเอง ครอบครัว กองทัพและประเทศเยอรมนีเท่านั้น มิใช่เพื่อมุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งประวัติศาสตร์ให้ได้ผลจริงๆ

ผู้ก่อการเตรียมก่อรัฐประหารรู้สึกว่าประสบความสำเร็จครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เมื่อพวกเขาสามารถชักชวนเออร์วิน รอมเมล ฉายา "จิ้งจอกทะเลทราย" ผู้มีชื่อเสียง เข้าร่วมคณะได้ จนถึงขณะนี้ รอมเมลเป็นนายทหารที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเยอรมนี และยังเป็นจอมพลประจำการคนแรกที่ให้การสนับสนุนแผนการดังกล่าวด้วย (วิทเซลเบนถูกปลดประจำการตั้งแต่ ค.ศ. 1942) แม้ว่ารอมเมลจะรู้สึกว่าตนต้องทำ ดังที่เขาเคยบอกว่า "มาเพื่อช่วยเยอรมนี" เขาคิดว่าการสังหารฮิตเลอร์จะทำให้ฮิตเลอร์กลายเป็นมรณสักขีหรือวีรบุรุษผู้พลีชีพ ฉะนั้น แทนที่จะสังหารฮิตเลอร์ เขาจึงต้องการให้มีการจับกุมตัวฮิตเลอร์และนำตัวไปพิพากษาต่อหน้าศาลทหารสำหรับอาชญากรรมทั้งหลายที่ฮิตเลอร์ก่อมากกว่า[10]

เมื่อสเตาฟ์เฟนแบร์กส่งข้อความถึงเทรสคคอว์ผ่านร้อยโทไฮนริช กรัฟ ฟอน เลฮ์นดอรฟฟ์-สไตนอร์ต เพื่อถามไถ่ถึงเหตุผลในความพยายามลอบสังหารฮิตเลอร์ ในเมื่อการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะไม่ทำให้บรรลุผลทางการเมืองใดๆ ขึ้นมาเลย เทรสคคอว์ตอบว่า "ไม่ว่าอย่างไรจะต้องพยายามก่อการลอบสังหารให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะล้มเหลวได้ เราก็ยังต้องลงมือกระทำการในกรุงเบอร์ลิน เพราะเหตุว่าจุดประสงค์ในเชิงปฏิบัตินั้นไม่มีความสำคัญอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่สำคัญขณะนี้มีเพียง การที่ขบวนการกู้ชาติเยอรมันจะต้องดำเนินการต่อไป ให้เป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าสายตาของโลกและประวัติศาสตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งนี้แล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีความสำคัญอะไรเลย"[11] โดยสรุปก็คือ ผู้ก่อการรู้สึกว่าจะต้องกระทำการให้โลกได้เห็นว่า มิใช่ว่าชาวเยอรมันทั้งประเทศจะเห็นดีเห็นงามไปกับฮิตเลอร์ด้วยทั้งหมด เพื่อเป็นการกู้เกียรติเยอรมนี แม้ว่าการกระทำการดังกล่าวนั้นจะสามารถมีผลได้จริงในทางปฏิบัติหรือไม่ก็ไม่สำคัญ

ฮิมม์เลอร์ได้มีการสนทนาอย่างน้อยหนึ่งครั้งกับบุคคลในฝ่ายต่อต้านที่ทราบตัวแล้ว โดยในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1943 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปรัสเซีย โจฮันเนส โพพิตซ์ ผู้ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายของโกแอร์เดแลร์ มาพบเขาและยื่นข้อเสนอให้ฮิมม์เลอร์เข้าร่วมกับกลุ่มผู้ต่อต้าน เพื่อแลกกับการสนับสนุนของกลุ่มต่อต้านหากเขาดำเนินการเพื่อถอดฮิตเลอร์ และดำเนินการให้แน่ใจได้ว่าจะมีการการเจรจายุติสงคราม (กับฝ่ายสัมพันธมิตร) [12] การนัดพบกันดังกล่าวมิได้ก่อผลอย่างใดที่ชัดเจน แต่โพพิตซ์ก็ไม่ได้ถูกจับกุม และดูเหมือนว่าฮิมม์เลอร์ก็ไม่ได้กระทำการใด ๆ ต่อไปในการขยายผลสืบหาเครือข่ายกลุ่มต่อต้าน ซึ่งเขาทราบแล้วว่ากำลังปฏิบัติการอยู่ภายใต้ระบบรัฐการ จึงมีความเป็นไปได้ที่ว่า ฮิมม์เลอร์ตระหนักดีมาตั้งแต่ปลายปี 1943 แล้วว่าสงครามครั้งนี้เยอมันไม่อาจเอาชนะได้ จึงปล่อยให้แผนการลอบสังหารฮิตเลอร์ดำเนินต่อไป เพื่อที่ว่าตนอาจจะได้รับสืบทอดเป็นทายาทของฮิตเลอร์ และจะสามารถทำให้เกิดการตกลงสันติภาพได้

โพพิตซ์ไม่ได้เป็นผู้เดียวที่มองว่าฮิมม์เลอร์มีศักยภาพอาจจะเป็นพันธมิตรกับกลุ่มต่อต้านฮิตเลอร์ได้ พลเอกฟอน บอคเองก็แนะนำให้เทรสคคอว์แสวงหาการสนับสนุนจากฮิมม์เลอร์เช่นกัน แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่ว่าเทรสคอว์ได้ทำเช่นนั้น เกอเดเลอร์เองก็ได้ติดต่อกับฮิมม์เลอร์ทางอ้อมผ่านทางคนที่ทั้งสองต่างรู้จักร่วมกัน คือ คาร์ล ลังเบฮ์น อนึ่ง ผู้บันทึกชีวประวัติของวิลเฮล์ม คานาริสคนหนึ่ง คือ ไฮนส์ เฮอเนอ ได้เสนอว่า เป็นไปได้ที่คานาริสกับฮิมม์เลอร์อาจกำลังทำงานร่วมกันเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง แต่ทั้งหมดก็ยังเป็นเพียงแค่สมมุติฐาน[13]

ส่วนอีกด้านหนึ่ง เทรสคคอว์และผู้ก่อการวงในไม่มีเจตนาจะถอดถอนฮิตเลอร์เพียงเพื่อที่จะให้คนที่ขึ้นมาแทนฮิตเลอร์นั้นกลายเป็นหัวหน้าเอสเอสผู้น่าสะพรึงกลัวและโหดเหี้ยมอย่างฮิมม์เลอร์ แผนการแท้จริงของกลุ่มต่อต้านคือจะต้องสังหารเสียทั้งสองคน (ทั้งฮิตเลอร์และฮิมม์เลอร์) หากเป็นไปได้ การยึดมั่นในเงื่อนไขของแผนการข้อนี้เป็นไปถึงขั้นที่ว่า ความพยายามลอบสังหารครั้งแรกของสเตาฟ์เฟนแบร์กเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมต้องถูกสั่งระงับไป เพราะเผอิญฮิมม์เลอร์ไม่ได้อยู่กับฮิตเลอร์ด้วยกันในขณะนั้น

ลำดับเหตุการณ์[แก้]

ก่อนวันที่ 20 กรกฎาคม[แก้]

ที่รัสเทนเบิร์ก วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1944: สเตาฟ์เฟนแบร์กยืนอยู่ทางซ้ายของฮิตเลอร์

วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 สเตาฟ์เฟนแบร์กได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าเสนาธิการของพลเอกฟรอมม์ที่กองบัญชาการกองกำลังสำรองที่เบนด์เลอร์สทราเซอในใจกลางกรุงเบอร์ลิน ตำแหน่งนี้เปิดโอกาสให้เขาสามารถเข้าร่วมการประชุมทางทหารของฮิตเลอร์ได้ ไม่ว่าที่รังหมาป่าในปรัสเซียตะวันออกหรือแบร์ชเทสกาเดน และอาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เผยออกมา ในการสังหารฮิตเลอร์ด้วยระเบิดหรือปืนพก ขณะเดียวกัน กลุ่มต่อต้านก็ได้รับพันธมิตรที่สำคัญใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงพลเอกคาร์ล-ไฮนริช ฟอน สทืลพ์นาเกล ผู้บัญชาการทหารเยอรมันในฝรั่งเศส ผู้ซึ่ง (ตามที่หวังกันไว้) จะเป็นผู้เข้าควบคุมกรุงปารีสเมื่อฮิตเลอร์ถูกสังหารแล้ว และจะเปิดเจรจาสงบศึกในทันทีกับกองทัพสัมพันธมิตรที่กำลังรุกเข้ามา

ถึงตอนนี้แผนการได้เตรียมการไว้สมบูรณ์แล้ว วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 พลเอกสไทฟฟ์ถูกวางตัวให้เป็นผู้สังหารฮิตเลอร์ในระหว่างการสาธิตเครื่องแบบทหารแบบใหม่ที่ปราสาทเคลสส์ไฮม์ใกล้กับซัลซบูร์ก อย่างไรก็ตาม สไทฟฟ์รู้สึกว่าตนไม่สามารถสังหารฮิตเลอร์ได้ สเตาฟ์เฟนแบร์กจึงตัดสินใจจะทำสองภารกิจไปพร้อมกัน คือ ทั้งลอบสังหารฮิตเลอร์เมื่อเขามีโอกาส ไม่ว่าฮิตเล่อร์จะอยู่ที่ไหนก็ตาม และดำเนินแผนการในกรุงเบอร์ลินไปพร้อมกัน ในวันที่ 11 กรกฎาคม สเตาฟ์เฟนแบร์กเข้าร่วมการประชุมทางทหารของฮิตเลอร์โดยพกระเบิดไว้ในกระเป๋าเอกสารของเขา แต่เนื่องจากกลุ่มผู้ก่อการได้ตัดสินใจวางเงื่อนไขไว้ก่อนแล้วว่า ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์และแฮร์มันน์ เกอริงควรจะถูกสังหารไปพร้อมกันกับฮิตเลอร์ด้วย เพื่อให้แผนการระดมพลตามปฏิบัติการวางคิรีมีโอกาสสำเร็จ สเตาฟ์เฟนแบร์กจึงถอยกลับในนาทีสุดท้ายเพราะพบว่าฮิมม์เลอร์ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครั้งนั้น ซึ่งอันที่จริง โดยปกติฮิมม์เลอร์มักจะไม่เข้าประชุมทางทหารครั้งใดๆ อยู่แล้ว[4]

ในวันที่ 15 กรกฎาคม สเตาฟ์เฟนเบิร์กบินมายังรังหมาป่าอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้เงื่อนไขดังกล่าว (ที่เกี่ยวกับฮิมม์เลอร์) ได้ถูกยกเลิกไป แผนการของสเตาฟ์เฟนเบิร์ก คือ วางกระเป๋าเอกสารบรรจุระเบิดที่มีตัวจับเวลาไว้ในห้องประชุมของฮิตเลอร์ ก่อนจะหาข้ออ้างขอตัวออกมาจากห้องประชุม รอจนเกิดระเบิดขึ้น แล้วบินกลับไปยังกรุงเบอร์ลินและเข้าร่วมกับผู้ก่อการคนอื่นที่เบนด์เลอร์บล็อก ปฏิบัติการวาลคิรีก็จะเริ่มต้นขึ้น และกองกำลังสำรองก็จะทำการควบคุมเยอรมนีทั้งหมด และคณะผู้นำนาซีทั้งหมดก็จะถูกจับกุม เบคก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประมุขของรัฐ ขณะที่คาร์ล ฟรีดริช เกอดีเลอร์ นักการเมืองอนุรักษนิยมและผู้ต่อต้านนาซี ก็จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรี และวิตเซลเบนก็จะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่แผนการดังกล่าวต้องถูกยกเลิกไปในนาทีสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง เพราะแม้ว่าฮิมม์เลอร์กับเกอริงจะเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย แต่ฮิตเลอร์กลับเป็นฝ่ายที่ออกจากที่ประชุมไปเสียเองในช่วงสุดท้าย อย่างไรก็ดี สเตาฟ์เฟนเบิร์กสามารถยับยั้งระเบิดและป้องกันมิให้ระเบิดถูกตรวจพบได้[4]

20 กรกฎาคม[แก้]

การลอบสังหาร[แก้]

ตำแหน่งโดยประมาณของผู้เข้าร่วมประชุมในขณะที่เกิดระเบิดในห้องประชุมขึ้น

วันที่ 18 กรกฎาคม มีข่าวลือมาถึงหูสเตาฟ์เฟนแบร์กว่าเกสตาโปทราบข่าวการสมคบคิดและเขาอาจถูกจับกุมได้ตลอดเวลา เป็นที่ชัดเจนว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่มีความรู้สึกกันในหมู่ผู้ร่วมก่อการว่าตาข่ายกำลังรวบใกล้ตัวเข้ามาทุกที และจำเป็นจะต้องยึดกุมโอกาสที่เปิดให้มีการสังหารฮิตเลอร์ครั้งต่อไป และลงมือให้ได้ เพราะอาจไม่มีโอกาสครั้งถัดไปอีกแล้ว เมื่อเวลา 10.00 น. ของวันที่ 20 กรกฎาคม สเตาฟเฟนเบิร์กบินมายังรังหมาป่าเพื่อเข้าร่วมประชุมทางทหารของฮิตเลอร์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับกระเป๋าเอกสารซึ่งบรรจุระเบิดไว้เช่นเดิม โดยที่ผู้ที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมดไม่ถูกตรวจค้นตัวเลย

ราว 12.30 น. การประชุมเริ่มขึ้น สเตาฟ์เฟนเบิร์กขอตัวเข้าไปใช้ห้องน้ำในสำนักงานของวิลเฮล์ม ไคย์เทล และเขาได้ใช้คีมกระแทกปลายตัวจุดระเบิดดินสอสอดเข้าไปในแท่งระเบิดพลาสติก 1 กิโลกรัมซึ่งห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาล ตัวจุดระเบิดประกอบด้วยหลอดทองแดงบาง ๆ ที่มีกรดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10 นาที ในการกัดกร่อนตัดสายที่รั้งเข็มแทงชนวนไว้จากเพอร์คัสชั่นแค็ป หลังจากนั้น เขาบรรจุระเบิดที่เตรียมพร้อมแล้วลูกแรกลงไปในกระเป๋าเอกสารอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว แต่มิได้ใส่ดินระเบิดก้อนที่สองลงไปในกระเป๋าด้วย เขากลับเข้าสู่ห้องประชุมอีกครั้งหนึ่ง และด้วยความช่วยเหลืออย่างไม่ได้ตั้งใจของพันตรีแอร์สท์ จอห์น ฟอน ฟรีเยนด์ ได้วางกระเป๋าไว้ใต้โต๊ะที่ประชุมของฮิตเลอร์และนายทหารอีกมากกว่า 20 นาย[14][15] หลังจากนั้นไม่กี่นาที สเตาฟ์เฟนเบิร์กได้รับโทรศัพท์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้าตามแผนและขอตัวออกไปจากห้องประชุม สันนิษฐานว่าพันโทไฮนซ์ บรันดท์ ผู้ซึ่งยืนติดกับฮิตเลอร์ ใช้เท้าของเขาย้ายกระเป๋าเอกสารไปด้านข้างโดยผลักมันไปไว้หลังขาโต๊ะประชุม[16] อันส่งผลให้เบนทิศทางของการระเบิดจากฮิตเลอร์อย่างไม่ได้ตั้งใจ (แต่ตัวพันโทบรันดท์เองเสียขาไปหนึ่งข้างเมื่อระเบิดทำงาน และต่อมาเสียชิวิตจากการบาดเจ็บดังกล่าว) ระหว่างเวลา 12.40 น. และ 12.50 น. ระเบิดทำงาน[16] ส่งผลทำลายห้องประชุม นายทหารสามคนและนักเขียนชวเลขหนึ่งคนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา แต่ฮิตเลอร์รอดชีวิต เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ในห้องประชุมอีก 24 คน ซึ่งรอดมาได้เนื่องจากขาโต๊ะประชุมได้ป้องกันแรงระเบิดไว้ กางเกงของฮิตเลอร์ถูกไฟเผาและขาดรุ่งริ่ง และเขาเยื่อแก้วหูทะลุ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ที่รักษาชีวิตมาได้ในห้องนั้น[16] ภายหลังมีการคาดกันว่า หากสเตาเฟนเบิร์กได้ใช้ดินระเบิดที่เตรียมไว้ทั้งสองก้อนแทนที่จะใช้เพียงก้อนเดียว จะไม่มีใครรอดออกมาจากห้องประชุมได้เลยรวมทั้งฮิตเลอร์ด้วย

หลบหนีและบินไปยังเบอร์ลิน[แก้]

ทหารกำลังถือกางเกงที่ฮิตเลอร์สวมระหว่างความพยายามลอบสังหารที่ไม่เป็นผล[17]

พันเอกสเตาฟ์เฟนแบร์กได้ยินเสียงระเบิดและเห็นควันลอยออกมาจากหน้าต่างที่แตกของโรงทหารคอนกรีตนั้น ก็คิดว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว จึงโดดเข้าไปในรถเสนาธิการของเขาพร้อมกับนายทหารผู้ช่วย แวร์แนร์ ฟอน แฮฟเทน และจัดการกระทบหลอกจนสามารถผ่านด่านตรวจไปได้สามแห่งก่อนจะออกจากรังหมาป่า จากนั้นแวร์แนร์ ฟอน แฮฟเทนได้โยนแท่งระเบิดลูกที่สองที่ไม่ได้ใช้ และยังไม่ได้มีการแทงเข็มแทงชนวน เข้าไปในป่า แล้วเร่งรุดไปยังสนามบินรัสเทนบูร์ก ทันเวลาก่อนที่จะมีการเชื่อมโยงทราบว่าสเตาฟ์เฟนแบร์กอาจมีส่วนรับผิดชอบต่อการระเบิดได้ เมื่อถึงเวลา 13.00 น. เขาก็ออกบินไปโดยเครื่องบินจู-52 ซึ่งพลเอกเอดูอาร์ด วากแนร์ได้จัดเตรียมไว้ให้

เมื่อเครื่องบินของสเตาฟ์เฟนแบร์กเดินทางกลับถึงกรุงเบอร์ลิน เมื่อเวลาราว 16.00 น.[18][19] พลเอกอีริช เฟลล์กีเบล นายทหารที่รังหมาป่าและผู้มีส่วนร่วมในแผนลับดังกล่าวด้วย ได้โทรศัพท์แจ้งทางเบนด์แลร์บล็อกและกล่าวแก่ผู้ร่วมขบวนการว่า ฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ ผลที่ตามมาคือ กลุ่มทหารเบอร์ลินที่ดำเนินการปฏิบัติการวาลคิรีจะไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จเลยเพราะนายทหารแห่งกองกำลังสำรองทราบว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ มีความสับสนเกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินของสเตาฟ์เฟนแบร์กลงจอดและเขาโทรศัพท์มาจากสนามบิน แจ้งว่าแท้จริงแล้วฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว[20] ผู้ร่วมขบวนการที่เบนด์แลร์บล็อกไม่รู้จะเชื่อใครดี จนสุดท้ายเมื่อเวลา 16.00 น. พลเอกออลบริตช์ได้ออกคำสั่งเริ่มปฏิบัติการวาลคิรี พลเอกฟรอมม์ ผู้สองจิตสองใจ ได้โทรศัพท์ไปสอบถามจอมพลวิลเฮล์ม ไคเทลที่รังหมาป่าและได้รับการยืนยันว่าฮิตเลอร์ยังคงมีชีวิตอยู่ ไคเทลต้องการทราบที่อยู่ของสเตาฟ์เฟนแบร์ก ซึ่งเท่ากับเป็นการบอกฟรอมม์ว่าแผนลับดังกล่าวอาจเชื่อมโยงมาสู่กองบัญชาการของเขา และอยู่ในอันตรายร้ายแรง ฟรอมม์ตอบไคเทลไปว่าเขาคิดว่าสเตาฟ์เฟนแบร์กอยู่กับฮิตเลอร์[21]

ขณะเดียวกัน คาร์ล-ไฮนริช ฟอน สทืลพ์นาเกล ผู้บัญชาการแคว้นทหารเขตยึดครองฝรั่งเศส ประสบความสำเร็จในการปลดอาวุธเอสดีและเอสเอส และจับกุมบรรดาผู้นำส่วนใหญ่ของหน่วยทั้งสองได้ เขาเดินทางไปยังกองบัญชาการของกึนเธอร์ ฟอน คลุจ และขอให้ติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพียงเพื่อจะได้รับแจ้งว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่[20] เมื่อเวลา 16.40 น. สเตาฟ์เฟนแบร์กและแฮฟเทนมาถึงเบนด์แลร์บล็อก ฟรอมม์เปลี่ยนฝ่ายและพยายามจับกุมตัวสเตาฟ์เฟนแบร์ก ซึ่งคาดว่าเป็นการกระทำไปเพื่อปกป้องตนเองจากความผิด ออลบริชและสเตาฟ์เฟนแบร์กจึงกักตัวเขาไว้และออลบริชได้แต่งตั้งให้พลเอกอีริช เฮิพแนร์ปฏิบัติหน้าที่แทนเขา จนถึงขณะนี้ ฮิมม์เลอร์ได้เข้าควบคุมสถานการณ์และออกคำสั่งยกเลิกคำสั่งดำเนินการปฏิบัติการวาลคิรีของออลบริช ในหลายพื้นที่ รัฐประหารยังคงดำเนินต่อไป นำโดยนายทหารซึ่งเชื่อว่าฮิตเลอร์เสียชีวิตแล้ว ในกรุงเบอร์ลิน พลเอกพอล ฟอน ฮาเซอ ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพระนครเบอร์ลิน ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อการด้วย ได้ออกคำสั่งให้กองพลกรอสส์ดอยท์ชลันด์ ภายใต้บังคับบัญชาของพันตรีออทโท แอร์นสก์ เรแมร์ ให้เข้าควบคุมวิลเฮลฺมสทราสส์ (ที่ตั้งกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงโฆษณาการของรัฐบาลเยอรมนี) และจับกุมตัวรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาการ โยเซฟ เกิบเบิลส์[22] ในกรุงเวียนนา กรุงปราก และอีกหลายแห่ง ทหารได้เข้าควบคุมสำนักงานพรรคนาซีและจับกุมกอยไลแตร์ (ผู้นำสาขาพรรคนาซีท้องถิ่น) และนายทหารเอสเอสไว้

รัฐประหารล้มเหลว[แก้]

เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ผู้บัญชาการกลุ่มป้องกันที่สาม (เบอร์ลิน) พลเอกโจอาคิม ฟอน คอร์ทซไฟลช์ถูกเรียกตัวมายังเบนด์แลร์บล็อก แต่เขาปฏิเสธจะฟังคำสั่งของออลบริชอย่างโกรธเคืองและเอาแต่ร้องตะโกนว่า "ท่านผู้นำยังมีชีวิตอยู่"[23] ดังนั้นเขาจึงถูกจับกุมและควบคุมตัวไว้ พลเอกไฟรแฮรร์ ฟอน เทืนเกนถูกแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทน แต่เขาพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยน้อยมาก พลเอกฟริทซ์ ลินเดมันน์ ผู้ซึ่งบรรดาผู้ก่อการจะใช้ให้ประกาศแก่ชาวเยอรมันทางวิทยุไม่ปรากฏตัว และเนื่องจากเขาเป็นผู้เดียวที่ถือข้อความที่ร่างไว้นั้น เบคจึงต้องทำฉบับใหม่ขึ้นมา[24]

ทหารและหน่วยเอสเอสที่เบนด์แลร์บล็อก

ช่วงเวลาสำคัญมาถึงเมื่อเวลา 19.00 น. เมื่อฮิตเลอร์ได้รับการพยาบาลและฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บเพียงพอจะพูดโทรศัพท์ได้ และสามารถโทรศัพท์หาเกิบเบิลส์ที่กระทรวงโฆษณาการ เกิบเบิลส์จัดการให้ฮิตเลอร์พูดโทรศัพท์กับพันตรีเรแมร์ ผู้บังคับหน่วยกองกำลังซึ่งล้อมกระทรวงอยู่นั้น หลังจากยืนยันแล้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ฮิตเลอร์จึงออกคำสั่งให้เรแมร์เข้าควบคุมสถานการณ์ในเบอร์ลิน พันตรีเรแมร์ออกคำสั่งให้ทหารของเขาล้อมและปิดเบนด์แลร์บล็อก แต่ไม่ได้เข้าไปในอาคาร[22] เมื่อเวลา 20.00 น. วิทเซลเบนผู้โกรธจัดมาถึงเบนด์แลร์บล็อกและมีการโต้เถียงอย่างขมขื่นกับสเตาฟ์เฟนแบร์ก ผู้ซึ่งยังคงยืนยันว่ารัฐประหารสามารถดำเนินต่อไปได้ หลังจากนั้นไม่นานวิทเซลเบนก็ออกไป ในช่วงเวลาประมาณเดียวกันการวางแผนยึดอำนาจในปารีสก็ถูกยกเลิกไปเมื่อจอมพลกึนเธอร์ ฟอน คลุจ ผู้ซึ่งเพิ่งจะได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในทางตะวันตก ทราบว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่

เมื่อเรแมร์เข้าควบคุมสถานการณ์ในกรุงเบอร์ลินและมีการบอกต่อ ๆ กันว่าฮิตเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ สมาชิกร่วมขบวนการที่ไม่ค่อยเด็ดเดี่ยวเท่าใดนักในเบอร์ลินก็เริ่มเปลี่ยนฝ่าย เกิดการต่อสู้ขึ้นในเบนด์แลร์บล็อกระหว่างนายทหารที่สนับสนุนและคัดค้านรัฐประหาร และสเตาฟ์เฟนแบร์กได้รับบาดเจ็บ เมื่อถึงเวลา 23.00 น. ฟรอมม์เข้าควบคุมสถานการณ์อีกครั้ง โดยหวังว่าการแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีอย่างกระตือรือร้นนี้จะช่วยตนได้ เบค ผู้ตระหนักว่าสถานการณ์สิ้นหวังแล้ว พยายามจะยิงตัวตาย นับเป็นบุคคลแรกในบรรดาผู้ที่ฆ่าตัวตายอีกหลายวันหลังจากนี้ แม้ว่าตอนแรกเบคทำสำเร็จเพียงแต่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้นโดยไม่ทันได้ตายจริง แต่ต่อมาเขาก็ถูกทหารยิงเข้าที่คอ ฟรอมม์ประกาศจัดศาลทหารเฉพาะกาลขึ้น อันประกอบด้วยตัวเขาเอง และตัดสินให้ออลบริช สเตาฟ์เฟนแบร์ก แฮฟเทน และนายทหารอีกคนหนึ่งคือ อัลบรีชท์ แมร์ทซ์ ฟอน ควีร์นไฮม์ ถูกประหารชีวิต เมื่อเวลา 00.10 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม มีการจัดการประหารชีวิตขึ้นที่ลานด้านนอก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเพื่อป้องกันการถูกเปิดโปงว่าเขาเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนด้วย[25] ยังมีคนอื่นถูกตัดสินประหารชีวิตอีก แต่เมื่อถึงเวลา 00.30 น. หน่วยเอสเอส นำโดยออทโท สคอร์เซนี มาถึงและห้ามการประหารชีวิตเพิ่มเติม ฟรอมม์ผลุนผลันไปพบเกิบเบิลส์เพื่อเรียกร้องความดีความชอบจากการปราบปรามรัฐประหารครั้งนี้ แต่เขาถูกจับกุมตัวทันที และภายหลังก็ถูกประหารชีวิตเสียเองในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1945 ในข้อหาล้มเหลวที่จะรายงานและป้องกันรัฐประหารในวันที่ 20 กรกฎาคม[25]

ผลสืบเนื่อง[แก้]

สนามที่เบนด์แลร์บล็อก ที่ซึ่งสเตาฟ์เฟนแบร์ก ออลบริชท์ และคนอื่นถูกประหารชีวิต
อนุสรณ์ที่เบนด์แลร์บล็อก เขียนว่า "บุคคลเหล่านี้ตายเพื่อเยอรมนีเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1944" (ตามด้วยชื่อผู้ร่วมขบวนการคนสำคัญ)

อีกหลายสัปดาห์ถัดมา ตำรวจลับเกสตาโปของฮิมม์เลอร์ ด้วยความโกรธเกรี้ยวของฮิตเลอร์ ได้ดำเนินการล้อมจับเกือบทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการดังกล่าว การค้นพบจดหมายและบันทึกประจำวันในบ้านและสำนักงานของผู้ที่ถูกจับกุมนั้นเปิดเผยแผนการตั้งแต่ ค.ศ. 1938, 1939 และ 1943 ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตามมาอีกหลายรอบ รวมทั้งการจับกุมฟรันซ์ ฮัลแดร์ ที่เสียชีวิตในค่ายกักกัน ภายใต้กฎหมายซิพเพนฮัฟท์ (ความรับผิดทางสายเลือด) ใหม่ บรรดาญาติของผู้ร่วมขบวนการรายสำคัญถูกจับกุมด้วยเช่นกัน

มี 5,000 หรืออาจถึง 7,000 คนถูกจับกุม[26] และราว 200 คนถูกประหารชีวิต[27] ไม่ใช่ทุกคนในจำนวนนี้ที่เกี่ยวข้องกับแผนการ เนื่องจากเกสตาโปฉวยโอกาสดังกล่าวจัดการกับอีกหลายคนที่ต้องสงสัยว่าเข้าข้างฝ่ายต่อต้าน วิทยุอังกฤษยังได้เอ่ยชื่อผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ก็ถูกจับกุม[28]

ผู้ร่วมขบวนการน้อยมากพยายามหลบหนีหรือปฏิเสธความผิดเมื่อถูกจับกุม ผู้ที่รอดชีวิตจากการสอบปากคำจะถูกนำตัวมาพิจารณาคดีพอเป็นพิธีต่อหน้าศาลประชาชน (ฟอล์กสเกริชท์ชอฟ) ศาลเถื่อนซึ่งตัดสินเข้าข้างฝ่ายอัยการเสมอ ประธานศาล โรลันด์ ไฟรสแลร์ เป็นพวกคลั่งนาซี ซึ่งตะโกนอย่างเดือดดาลและหยาบคายต่อผู้ถูกกล่าวหาในการพิจารณา ซึ่งถูกถ่ายภาพยนตร์ด้วยเหตุผลด้านการโฆษณาชวนเชื่อ[29] การพิจารณาครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 และ 8 สิงหาคม ค.ศ. 1944 ฮิตเลอร์สั่งให้ผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงถูก "แขวนคอเหมือนวัวควาย"[29]

หลายคนฆ่าตัวตายก่อนการพิจารณาหรือการประหารชีวิตจะมาถึงคราวของตน รวมทั้งคลุจ ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าทราบถึงแผนสมคบดังกล่าวก่อนแล้วไม่ได้เปิดเผยต่อฮิตเลอร์ สทืลพ์นาเกลได้พยายามทำอัตวินิบาตกรรมเช่นกัน แต่รอดชีวิตและถูกแขวนคอ

ขณะที่ถูกทรมานนั้น เขาได้โพล่งชื่อของรอมเมลออกมา อีกไม่กี่วันถัดมา ที่ปรึกษาส่วนตัวของสทืลพ์นาเกล เซซาร์ ฟอน ฮอฟัคแคร์ ยอมรับหลังจากถูกทรมานอย่างน่าสยดสยองว่ารอมเมลเป็นสมาชิกปฏิบัติการของแผนสมคบคิดดังกล่าวด้วย การประเมินว่ารอมเมลมีส่วนในแผนการลับจริงหรือไม่นั้นยังเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ แต่นักประวัติศาสตร์จำนวนมากสรุปว่าอย่างน้อยเขาก็ทราบถึงแผนสมคบคิดดังกล่าวแม้ว่าจะไม่ได้เข้ามาพัวพันโดยตรงก็ตาม อย่างไรก็ตาม ฮิตเลอร์ทราบว่าจะเป็นกรณีอื้อฉาวใหญ่หลวงแก่สาธารณะ หากรอมเมลถูกตราหน้าว่าเป็นคนทรยศ ด้วยความคิดนี้ เขาจึงให้ทางเลือกแก่รอมเมลว่าจะทำอัตวินิบาตกรรมด้วยไซยาไนต์เอง หรือเข้าสู่การบวนการไต่สวนพิจารณาคดีอย่างเปิดเผยโดยศาลประชาชนของไฟรสแลร์ หากรอมเมลเลือกจะรับการไต่สวนพิจารณาคดี ครอบครัวของเขาและเสนาธิการก็จะถูกประหารชีวิตไปพร้อมกันด้วย รอมเมลทราบดีว่าการยอมถูกพิจารณาตัดสินคดีในศาลประชาชนมีค่าเท่ากับโทษประหาร เขาจึงทำอัตวินิบาตกรรมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ค.ศ. 1944 มีการประกอบพิธีฝังศพของเขาในพิธีการทางทหารอย่างเต็มยศสมเกียรติ บทบาทของเขาในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นที่รับรู้กัน กระทั่งหลังสงครามยุติ[10]

เทรสคคอว์เองก็ได้ทำอัตวินิบาตกรรมหนึ่งวันหลังจากรัฐประหารที่ล้มเหลวโดยการใช้ระเบิดมือในดินแดนที่ไม่มีผู้ยึดครองระหว่างแนวรบรัสเซียกับเยอรมัน ก่อนตาย เทรสคคอว์ว่าแก่ฟาเบียน ฟอน ชลาเบรนดอร์ฟฟ์

โลกทั้งใบจะประณามเราในตอนนี้ แต่ผมยังเชื่อเต็มที่ว่าเราทำสิ่งที่ถูก ฮิตเลอร์เป็นศัตรูสำคัญไม่เฉพาะแต่กับเยอรมนีเท่านั้น แต่กับโลกทั้งใบด้วย ภายในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเมื่อผมไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเพื่อทูลอธิบายต่อสิ่งใดที่ผมได้ทำลงไปแล้วและยังไม่ได้ทำนั้น ผมทราบว่าผมจะสามารถให้ความชอบธรรมได้ต่อสิ่งที่ผมทำไปในการต่อสู้กับฮิตเลอร์ พระเจ้าทรงให้สัญญาแก่อับราฮัมว่าพระองค์จะไม่ทรงทำลายนครโซดอม ถ้าหากยังสามารถหาผู้ชอบธรรมได้สิบคนในนครนั้น ฉะนั้นผมจึงหวังว่า เพื่อเห็นแก่พวกเรา พระเจ้าก็คงจะไม่ทรงทำลายเยอรมนี ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะคร่ำครวญเกี่ยวกับการตายของตัวเองได้ ผู้ยินยอมเข้าร่วมวงกับพวกเรานั้นได้ยอมสวมเสื้อคลุมพิษแห่งเนสซุสไว้แล้ว บูรณภาพแห่งศีลธรรมของมนุษย์เริ่มขึ้นเมื่อเขาพร้อมสละชีวิตตนเองเพื่อสิ่งที่เขาเชื่อ[30]

ความพยายามของฟรอมม์ที่จะสร้างความดีความชอบโดยการสั่งประหารชีวิตสเตาฟ์เฟนแบร์กและอีกหลายคนในคืนวันที่ 20 กรกฎาคม ได้เปิดเผยถึงการขาดการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมาและความล้มเหลวที่เห็นได้ชัดในการรายงานแผนการดังกล่าว หลังจากถูกจับกุมเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ภายหลังฟรอมม์ถูกไต่สวนและถูกตัดสินประหารชีวิตโดยศาลประชาชน แม้ว่าเขาจะมีส่วนในแผนสมคบ ข้อหาอย่างเป็นทางการของเขาคือการปฏิบัติหน้าที่อย่างเลวเท่านั้น เขาถูกประหารชีวิตที่บรันเดนบูร์ก อัน แดร์ ฮาเวล ฮิตเลอร์เองเปลี่ยนโทษประหารชีวิตจากการแขวนคอเป็นการยิงด้วยชุดยิง "ที่มีเกียรติกว่า" เออร์วิน พลังค์ บุตรชายของนักฟิสิกส์ชื่อดัง มักซ์ พลังค์ ถูกตัดสินประหารชีวิตจากการมีส่วนเกี่ยวข้อง[31][32]

รายงานคัลเทนบรุนแนร์ต่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 1944 ว่าด้วยเบื้องหลังของแผนสมคบคิดดังกล่าว ระบุว่า สมเด็จพระสันตปาปาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมขบวนการด้วยในทางใดทางหนึ่ง โดยเจาะจงชื่อยูจีนิโอ ปาเซลลี สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12 ว่าเป็นผู้ร่วมแผนการดังกล่าวด้วย[33] มีหลักฐานชี้ว่า ผู้ร่วมขบวนการ พันเอกเวสเซล ฟอน ไฟรทัก-ลอริงโฮเวน และพลเรือเอกวิลเฮล์ม คานาริส ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการขัดขวางแผนการของฮิตเลอร์ในการลักพาตัวหรือลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระสันตปาปาปิอุสที่ 12 ในปี ค.ศ. 1943 เมื่อคานาริสได้แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับแผนของฮิตเลอร์ดังกล่าว แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่อต้านการจารกรรมขออิตาลี พลเอกเซซาเร อาแมะ ซึ่งได้ส่งต่อข้อมูลดังกล่าวไปยังอิตาลี [34][35]

หลังวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1945 เมื่อไฟรส์แลร์ถูกฆ่าตายในการโจมตีทางอากาศของสหรัฐครั้งหนึ่ง ไม่มีการพิจารณาอย่างเป็นทางการเพิ่มอีก แต่จวบจนเดือนเมษายน ปีเดียวกัน ซึ่งอยู่ในช่วงปลายสงคราม มีการค้นพบบันทึกประจำวันของคานาริส และอีกหลายคนถูกซัดทอด การประหารชีวิตดำเนินต่อไปจนกระทั่งวันสุดท้ายของสงคราม

การพิจารณาและการประหารชีวิตตามรายงานนั้นได้ถูกถ่ายภาพยนตร์ไว้และถูกตรวจสอบโดยฮิตเลอร์และคณะผู้ติดตามของเขา ภาพยนตร์เหล่านี้ภายหลังถูกตัดต่อโดยเกิบเบิลส์เป็นภาพยนตร์ความยาว 30 นาที และถูกฉายให้แก่นักเรียนนายร้อยที่โรงเรียนนายร้อยลิคแตร์เฟลเดอ แต่เชื่อกันว่าผู้ชมเดินออกจากการฉายด้วยอาการขยะแขยง[36]

ฮิตเลอร์ถือเอาว่าการรอดชีวิตของเขานั้นเป็น "ช่วงเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ในประวัติศาสตร์" และมอบหมายให้มีการจัดทำเครื่องอิสรยาภรณ์ ผลก็คือ เหรียญผู้บาดเจ็บ 20 กรกฎาคม 1944 ซึ่งฮิตเลอร์มอบให้แก่ผู้ที่อยู่กับเขาในห้องประชุมในเวลานั้น เหรียญนี้ถูกจัดทำขึ้น 100 เหรียญ[37] และเชื่อกันว่ามีการมอบให้จำนวน 47 เหรียญ พร้อมด้วยเอกสารรางวัลอันหรูหราที่มอบให้แก่ผู้ได้รับเหรียญซึ่งลงนามส่วนตัวโดยฮิตเลอร์ ทำให้มันเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์ที่มีการมอบน้อยที่สุดของนาซีเยอรมนี[38]

จากบทบาทในการยุติรัฐประหาร พันตรีเรแมร์ได้รับการเลื่อนยศเป็นพันเอกและเมื่อสงครามยุติ เขามียศเป็นพลตรี หลังสงคราม เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสังคมนิยมไรช์และเป็นพวกนีโอนาซีคนสำคัญและสนับสนุนแนวคิดคัดค้านการล้างชาติโดยนาซีกระทั่งเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1997[39]

ฟิลิพพ์ ฟอน เบอเซลาแกร์ นายทหารเยอรมันผู้จัดหาระเบิดพลาสติกที่ใช้ในเหตุดังกล่าวนั้น สามารถหลบหนีการถูกตรวจพบและรอดชีวิตจากสงคราม เขาเป็นผู้ร่วมขบวนการผู้รอดชีวิตคนที่สองรองจากสุดท้าย และเสียชีวิตเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 2008 อายุได้ 90 ปี[40]

ผลของรัฐประหาร สมาชิกทุกคนของกองทัพบกถูกบังคับให้สาบานความจงรักภักดีต่อฮิตเลอร์อีกครั้ง และเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1944 การแสดงความเคารพแบบทหารถูกแทนที่ด้วยการแสดงความเคารพต่อฮิตเลอร์ทั้งกองทัพซึ่งทำโดยยืดแขนออกและเปล่งคำพูดว่า "ไฮล์ ฮิตเลอร์"[41]

การดัดแปลงเป็นภาพยนตร์[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. William Shirer, The Rise and Fall of the Third Reich, pp 1393
  2. Shirer, Id.
  3. Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 224.
  4. 4.0 4.1 4.2 Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 226.
  5. Joachim Fest, Plotting Hitler's Death, p188
  6. Fabian von Schlabrendorff, They Almost Killed Hitler, p39
  7. Fest, Joachim. Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p. 219.
  8. Hoffmann, Peter. "Oberst i. G. Henning von Tresckow und die Staatsstreichpläne im Jahr 1943".
  9. Fest, Plotting Hitler's Death: The German Resistance to Hitler, 1933–1945, 1996, p. 220.
  10. 10.0 10.1 William Shirer, The Rise and Fall of the Third Reich (Touchstone Edition) (New York: Simon & Schuster, 1990)
  11. Joachim Fest, Plotting Hitler’s Death: The German Resistance to Hitler 1933–1945, 236
  12. Joachim Fest, Plotting Hitler's Death, 228
  13. Himmler's contacts with the opposition and his possible motives are discussed by Peter Padfield, Himmler, 419–424
  14. Peter Hoffman (1996). The History of the German Resistance, 1933-1945. McGill-Queen's Press. ISBN 0-77-3515313. 
  15. Michael C Thomsett (1997). The German Opposition to Hitler: The Resistance, the Underground, and Assassination Plots, 1938-1945. McFarland. ISBN 0-78-6403721. 
  16. 16.0 16.1 16.2 Spiegel.de (เยอรมัน)
  17. Galante, Pierre. Operation Valkyrie. Harper and Row, 1981, ISBN 0060380020. Photo insert section.
  18. German radio broadcast 10 July 2010 on Deutschlandfunk (MP3; in German)
  19. German radio broadcast 10 July 2010 on Bayern1 (written version; in German)
  20. 20.0 20.1 Kutrz, Harold, July Plot in Taylor 1974, p. 227.
  21. Galante, pp. 11–12
  22. 22.0 22.1 Galante, p. 209
  23. Hoffman, Peter. The History of the German Resistance, 1933–1945, p. 426.
  24. Fest, Plotting Hitler's Death, pp. 270, 272.
  25. 25.0 25.1 Taylor 1974, p. 227.
  26. William L. Shirer's Rise and Fall of the Third Reich, ch. 29.
  27. Kershaw, Ian. Hitler 1936–1945: Nemesis, p. 693.
  28. Tatiana von Metternich-Winneburg (1976). Purgatory of Fools. Quadrangle. p. 202. ISBN 0812906918. 
  29. 29.0 29.1 See Shirer 1070–1071.
  30. Fest, Plotting Hitler's Death, pp. 289–290.
  31. "Alleged July Plot Conspirators Executed in Plötzensee Prison". Archived from the original on 14 May 2009. สืบค้นเมื่อ 19 April 2009. 
  32. Heideking, Jürgen; Mauch, Christof (1998). American Intelligence and the German Resistance to Hitler: A Documentary History. Widerstand: Dissent and Resistance in the Third Reich Series (revised ed.). Boulder, CO: Westview Press. ISBN 9780813336367. 
  33. Pave the Way Foundation Reveals Evidence of Pope Pius XII's Active Opposition to Hitler, 29 June 2009. Accessed 4 September 2009. Archived 6 September 2009.
  34. More proof of Hitler's plan to kill Pius XII: Son of German Intelligence Officer Comes Forward, Zenit News 16 June 2009
  35. Italian newspaper reveals details behind Hitler’s plan to kill Pius XII CBCP News 17 June 2009
  36. Shirer attributes this anecdote to Allen Dulles in his book Germany's Underground, p. 83.
  37. Forman, Adrian (1993). Guide to Third Reich German Awards...And Their Values (2nd Ed.) San Jose, CA: R. James Bender. ISBN 912138-52-1
  38. Angolia, John R. (1976). For Führer and Fatherland: Military Awards of the Third Reich (1st Ed.) San Jose, CA: R. James Bender. แม่แบบ:Oclc
  39. Holocaust Denial on Trial: Using History to Confront Distortions. "Biographies: Otto Remer," (retrieved on 10 April 2009).
  40. "Hitler plot survivor dies aged 90". London: BBC News Online. 2 May 2008. 
  41. Büchner, Alex (1991). German Infantry Handbook, 1939–1945: Organization, Uniforms, Weapons, Equipment, Operations. Schipper Publishing. ISBN 978-0887402845
  42. The Desert Fox: The Story of Rommel ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  43. 20. Juli 1944
  44. Der 20. Juli ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  45. The Night of the Generals ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  46. ชีวประวัติ Claus Graf Stauffenberg ที่ อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  47. War and Remembrance part 10 ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  48. The Plot to Kill Hitler ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  49. The Restless Conscience ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  50. Die Stunde der Offiziere ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส|
  51. http://www.zdf.de/ZDFde/inhalt/7/0,1872,2140103,00.html
  52. Stauffenberg ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  53. http://www.new-video.de/film-stauffenberg/
  54. Days That Shook the World ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  55. Valkyrie ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  56. Operation Valkyrie: The Stauffenberg Plot to Kill Hitler ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส
  57. Stauffenberg - Die wahre Geschichte ที่อินเทอร์เน็ตมูวีเดตาเบส

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]