อับราฮัม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

อับราฮัม (อังกฤษ: Abraham) เป็นบุคคลสำคัญในศาสนาอับราฮัม เรื่องราวของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือปฐมกาลบทที่ 11 ถึงบทที่ 25 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์โทราห์ของศาสนายูดาห์และคัมภีร์พันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลามก็ถืออับราฮัมเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ด้วย

อับราฮัม เดิมชื่อ "อับราม" เป็นบุตรของ เทราห์ สืบเชื้อสายมาจาก เชม บุตรของโนอาห์ [1]

ทูตสวรรค์ยับยั้งอับราฮัมขณะกำลังจะถวายอิสอัคให้แก่พระยาห์เวห์

อับราฮัมในคัมภีร์ไบเบิล[แก้]

การเดินทาง[แก้]

เทราห์บิดาของอับราฮัมได้นำอับราฮัม นางซาราห์ และโลท หลานชายออกเดินทางจากเมืองเออร์ ไปอยู่เมืองฮาราน ในดินแดนของคานาอัน ภายหลังจากบิดาเสียชีวิต เมื่ออับราฮัมมีอายุได้ 75 ปี เขาได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้า ให้ไปยังดินแดนที่พระเจ้าจะนำทาง อับราฮัมจึงออกเดินทางพร้อมด้วยนางซาราห์ และพาโลทไปด้วย

เมื่อเกิดการกันดารอาหาร อับราฮัมจึงได้อพยพเข้าไปใน อียิปต์ เนื่องด้วยนางซาราห์เป็นคนสวย อับราฮัมเกรงจะถูกฆ่าเพื่อแย่งนาง อับราฮับจึงบอกคนอียิปต์ว่านางเป็นน้องสาว ด้วยเหตุนี้นางซาราห์จึงถูกนำไปถวายตัวแก่ฟาโรห์ พระเจ้าจึงทรงทำให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงแก่ฟาโรห์ ฟาโรห์จีงเรียกอับราฮัมมาและได้มอบตัวนางซาราห์ และทรัพย์สมบัติให้ อับราฮัมจึงเดินทางออกจากอียิปต์[2]

เมื่อออกจากอียิปต์ อับราฮัม ได้แยกทางกับ โลท เนื่องจากทั้งสองมีฝูงสัตว์ และคนรับใช้เยอะมาก ฝ่ายโลทเลือกเดินทางไปยังที่ลุ่มแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองโสโดม และเมืองโกมาราห์ ฝ่ายอับราฮัมก็เลือกไปอีกทางหนึ่ง


พันธสัญญาของพระเจ้า[แก้]

เมื่ออับราฮัมอาศัยอยู่ในที่พำนักนั้น พระเจ้ามีพระดำรัสกับอับราฮัมว่า "มองดูฟ้าเถิด ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด...พงศ์พันธ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น" [3] และทรงมีคำพยากรณ์ให้อัมราฮัมอีกว่า "...พงศ์พันธุ์ของเจ้า จะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ของเขา และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี..." [4]

เมื่ออับราฮัม อายุได้ 99 ปี พระเจ้าทรงปรากฏต่อหน้าอับราฮัม และทรงเปลี่ยนชื่อ จากเดิม อับราม เป็น อับราฮัม และทรงกระทำพันธสัญญาแก่อับราฮัม ว่า "เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย ชื่อของเจ้าจะมิใช่อับรามอีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อใหม่คืออับราฮัม เพราะเราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย เราจะกระทำให้เจ้ามีพงศ์พันธุ์มากอย่างยิ่ง เราจะกระทำเจ้าให้เป็นชนหลายชาติ และกษัตริย์หลายองค์จะเกิดมาจากเจ้า เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้ระหว่างเรากับเจ้า และเชื้อสายของเจ้าที่สืบมาตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขาให้เป็นพันธสัญญานิรันดร์ คือเป็นพระเจ้าแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้า และแก่เชื้อสายของเจ้าที่สืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา" [5]

พระเจ้าทรงให้อับราฮัมและครอบครัวของเขาถือสุหนัต เพื่อเป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับอับราฮัมและเชื้อสาย โดยการตัดหนังหุ้มปลายองคชาต โดยกำหนดให้ผู้ชายทุกคนในครอบครัว ตั้งแต่เด็กที่มีอายุ 8 วันขึ้นไปต้องประกอบพิธีเข้าสุหนัต [6]

บุตรชายของอับราฮัม[แก้]

เรื่องราวบุตรชายของอับราฮัมที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ที่โดดเด่นมีด้วยกัน 2 คน คืออิชมาเอลและอิสอัค และมีมุมมองต่อบุคคลทั้งสองแตกต่างกัน ระหว่างศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์

อิชมาเอล[แก้]

นางซาราห์ ภรรยาของอับราฮัมเป็นหมัน นางจึงยกนางฮาการ์ สาวใช้ชาวอียิปต์ ให้เป็นภรรยาอับราฮัม นางฮาการ์ก็ตั้งครรภ์ และคลอดบุตรชาย ชื่อ อิชมาเอล ตามที่คัมภีร์ไบเบิลระบุไว้ว่าพระเจ้าไม่ได้ให้อิชมาเอลเป็นผู้สืบเชื้อสายของอับราฮัม แต่ในคัมภีร์อัลกุรอานมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป

ในหนังสือปฐมกาลกล่าวว่า เมื่อนางฮาการ์ตั้งครรภ์ ก็ดูถูกนายหญิงของตน ภายหลังเมื่อนางซาราห์มีบุตรของตนเอง นางฮาการ์และอิชมาเอล จึงถูกขับไล่ออกจากครอบครัว[7] แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าจะให้พงศ์พันธุ์ของอิชมาเอลเป็นพงศ์พันธ์ใหญ่เช่นกัน นักศาสนศาสตร์บางท่านเชื่อว่า อิชมาเอล คือบรรพบุรุษของชาวเปอร์เซีย แต่ในทัศนะของอิสลาม อิชมาเอล เป็นบรรพบุรุษของอาหรับ

อิสอัค[แก้]

อิสอัคเป็นบุตรของอับราฮัมและนางซาราห์ อิสอัคคลอดเมื่ออับราฮัมมีอายุได้หนึ่งร้อยปี[8] เมื่ออิสอัคโตขึ้น พระเจ้าก็ทรงลองใจอับราฮัม โดยให้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา[9] และเมื่ออับราฮัมแสดงความไว้วางใจพระเจ้า พระองค์ก็ให้ทูตสวรรค์มายั้งมืออับราฮัม และมอบลูกแกะให้เป็นเครื่องบูชาแทน

คัมภีร์ไบเบิลบันทึกไว้ว่าอับราฮัมสิ้นใจเมื่อมีอายุได้หนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าปี เมื่ออับราฮัมเสียชีวิตอิสอัคและอิชมาเอลก็ฝังศพของท่านไว้ในถ้ามัคเปลาห์

อิบรอฮีมในศาสนาอิสลาม[แก้]

อิบรอฮีมเกิดเมื่อประมาณ 1900 ปีก่อนคริสตกาลในเมืองอูร์ ในปัจจุบันเป็นประเทศอิรัก บิดาของท่านชื่ออาซัร สมัยนั่นเป็นนักบวชผู้มั่งคั่งร่ำรวยจากการทำรูปปั้นและเทวรูปขายให้แก่บุคคลทั่วไป ด้วยความที่อิบรอฮีมเป็นเด็กที่มีความฉลาด เขาจึงตั้งข้อสงใสว่าเทวรูปนั่นคือ"พระเจ้า"จริงๆ หรอ ในวันรุ่งขึ้นอิบรอฮีมได้เห็นดวงอาทิตย์ให้ความสว่างแก่ชาวโลก และเห็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า อิบรอฮีมจึงรู้ความจริงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช้พระเจ้าที่แท้จริงผู้สร้างดาวหรือดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และดวงดาวเหล่านี้ต่างหากที่เป็นพระเจ้า อิบรอฮีมจึงขอเคารพสักการะแต่พระเจ้าที่สร้างทุกสิ่งทุกอย่างเท่านั้น อิบรอฮีมจึงไปบิดาของเขาว่า ทำไมต้องไปเคารพบูชาเทวรูปด้วย ทั้งๆ ที่เทวรูปก็ไม่ได้ช่วยอะไรพ่อเลย นอกจากอัลลอฮ์ผู้อภิบาลแห่งสากลโลก วันต่อมาอิบรอฮีมได้เข้าไปยังสถานที่ตั้งของเทวรูปที่ผู้คนบูชา ยกเว้นเทวรูปองค์ใหญ่ที่สุดที่เขาเอาขวานไปแขวนไว้ และปล่อยให้ผู้คนกลับมาเห็นผู้คนจึงตะโกนร้องว่าเทวรูปของเราแตกไปหมดแล้วใครทำลาย เมื่ออิบรอฮีมถูกนำตัวมาผู้คนได้ถามว่าอิบรอฮีมเจ้าทำลายเทวรูปที่เราสักการะบูชาใช่ใหม เขาตอบว่า เปล่า เทวรูปองค์ใหญ่นั้นต่างหากที่ทำไม่เชื่อลองถามเทวรูปเหล่านั้นดู ชาวบ้านจึงโกรธแค้นอิบรอฮีมมาก ผู้คนจึงได้จับอิบรอฮีมมัดและนำเขาไปวางไว้บนกองฟืนเมื่อผู้คนเริ่มจุดไฟเผา อัลลอฮ์ก็ได้มีบัญชาว่า "โอ้ไฟ" จงเย็นลงและอย่าทำอันตรายอิบรอฮีม หลังจากนั่นท่านก็ปลอดภัยจากการถูกชาวบ้านเผา

อ้างอิง[แก้]

  1. หนังสือปฐมกาล บทที่ 11 ข้อที่ 10-26
  2. หนังสือปฐมกาล บทที่ 12
  3. หนังสือปฐมกาล บทที่ 15 ข้อที่ 4-5
  4. หนังสือปฐมกาล บทที่ 15 ข้อที่ 13
  5. หนังสือปฐมกาล บทที่ 17 ข้อที่ 4-8
  6. หนังสือปฐมกาล บทที่ 17 ข้อ 10-14
  7. หนังสือปฐมกาล บทที่ 16 และบทที่ 21
  8. หนังสือปฐมกาล บทที่ 21 ข้อ 5
  9. หนังสือปฐมกาล บทที่ 22 ข้อ1-19