เปาบุ้นจิ้น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เปา เจิ่ง
Bāo Zhěng
Bao Zheng scth.jpg
ภาพเปา เจิ่ง จาก สมุดภาพไตรภูมิ (三才圖會 Sāncái Túhuì ?) ซึ่งเผยแพร่ในราชวงศ์หมิงเมื่อ พ.ศ. 2152
เกิด 11 เมษายน พ.ศ. 1542
เมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย
เสียชีวิต 20 พฤษภาคม พ.ศ. 1605
(&&&&&&&&&&&&&063.&&&&&063 ปี &&&&&&&&&&&&&039.&&&&&039 วัน)
เมืองไคเฟิง
สุสาน
อำเภอหลูหยาง เมืองเหอเฝย์ มณฑลอันฮุย
31°51′27.17″N 117°17′56.39″E / 31.8575472°N 117.2989972°E / 31.8575472; 117.2989972
ชื่ออื่น
  • "เปาชิงเทียน" ตามสำเนียงกลาง หรือ "เปาแชที" ตามสำเนียงแต้จิ๋ว (包青天 Bāo Qīngtiān ?; "เปาผู้ยังให้ฟ้ากระจ่าง")
  • "เปาหลงถู" ตามสำเนียงกลาง หรือ "เปาเล่งถู" ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (包龍圖 Bāo Lóngtú ?; "เปาผู้ซึ่งมังกรให้วาดภาพขึ้น")
  • "เปาไตจื้อ" (包待制 Bāo Dāizhì ?; "เปาผู้รับสนองพระราชโองการ")
อาชีพ ข้าราชการพลเรือน
ปีที่มีบทบาท พ.ศ. 1580–พ.ศ. 1605
คู่สมรส
  • คุณหญิงจาง (張氏 Zhāngshì ?)
  • คุณหญิงต่ง (董氏 Dǒngshì ?)
บุตร
  • เปา อี้ (包繶 Bāo Yì ?)
  • เปา โช่ว (包綬 Bāo Shòu ?)

เปา เจิ่ง ตามสำเนียงกลาง หรือ เปาจิ้น ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (จีน: 包拯; พินอิน: Bāo Zhěng) หรือในวรรณกรรมเรียก เปา เหวินเจิ่ง ตามสำเนียงกลาง หรือ เปาบุ้นจิ้น ตามสำเนียงฮกเกี้ยน (包文拯 Bāo Wén Zhěng ?; 11 เมษายน พ.ศ. 1542 — 20 พฤษภาคม พ.ศ. 1605) เป็นข้าราชการชาวจีนซึ่งมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือในรัชกาลพระเจ้าเหรินจง ดำรงตำแหน่งหลายหลากในราชการพลเรือน ตั้งแต่นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด ตำแหน่งสุดท้ายคือเสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) มีชื่อเสียงเป็นอันมากในด้านการตรวจสอบทุจริตในวงราชการ ได้รับยกย่องเป็นรัฐบุรุษในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ และมีกิตติคุณเล่าขานกันทั่วไปสืบ ๆ มา ทั้งในรูปแบบมุขปาฐะ วรรณกรรม และอุปรากร ปัจจุบัน นับถือกันว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความยุติธรรม

ในประวัติศาสตร์[แก้]

ก่อนรับราชการ[แก้]

พงศาวดารซ่งว่า เปา เจิ่ง เกิดในครอบครัวนักวิชาการ ณ เมืองหลูโจว หรือปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองเหอเฝย์ อยู่ในมณฑลอันฮุย[1]

ครอบครัวเปา เจิ่ง นั้นมีฐานะปานกลาง บิดามารดาสามารถส่งเสียให้เขาร่ำเรียนได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ก่อนจะให้กำเนิดเขานั้น มารดาต้องขึ้นเขาลงห้วยไปหาของป่าและฟืนมาขายเพื่อเก็บหอมรอมริบไว้สำหรับวันข้างหน้าอยู่พักใหญ่[2] เปา เจิ่ง เติบโตขึ้นในท่ามกลางสังคมชั้นล่างซึ่งเป็นพลเมืองหลักของประเทศ จึงรับรู้และเข้าใจปัญหาของคนทั้งนั้นเป็นอย่างดี[2]

ครั้น พ.ศ. 1570 อายุได้ยี่สิบเก้าปี เปา เจิ่ง ก็เข้าสอบขุนนางและผ่านได้เป็นบัณฑิตหลวงเรียก "จิ้นชื่อ" (进士 Jìnshì ?) แต่มิได้เข้ารับราชการทันที เขาขอผัดออกไปอยู่บ้านเกิดเพื่อปรนนิบัติบิดามารดาผู้ชราเสียก่อน เวลานั้น หลิว ยุน (刘赟 Liú Yūn ?) เป็นผู้ว่าราชการเมืองหลูโจว มีใจซื่อตรง ทั้งยังเป็นกวีผู้มากความสามารถ พอใจคบหาผู้มีสติปัญญา จึงมาอบรมสั่งสอนเปา เจิ่ง ที่บ้านเป็นนิจ บ่มเพาะให้เปา เจิ่ง มีใจกรุณาต่อราษฎรและต่อต้านการทุจริต[2]

ชีวิตราชการ[แก้]

The Memorial Temple of Bao Zheng in Hefei 02 2012-06.JPG
Cercle de craie 1832.jpg
• ซ้าย: เครื่องประหารสามหลังของเปา เจิ่ง ซึ่งจำลองขึ้นตามวรรณกรรมและรักษาไว้ที่วัดเปาซู่เซี่ยวกง (包肃孝公祠内 Bāo Sù Xiào Gōng Cí Nèi ?) ในเมืองเหอเฝย์

• ขวา: เปา เจิ่ง ว่าคดีมารดาจริงเท็จ ซึ่งมีหญิงสองนางอ้างว่าเป็นมารดาของทารกรายเดียวกัน

เมื่อบิดามารดาถึงแก่ความตายใน พ.ศ. 1580 และปลงศพตามประเพณีแล้ว เปา เจิ่ง จึงกลับมารับใช้แผ่นดิน เริ่มแรกเขาได้ปกครองอำเภอเทียนฉั่ง มณฑลอันฮุย มีบันทึกว่า ครั้งนั้น ชาวนาผู้หนึ่งมาร้องทุกข์ว่า โคของตนถูกลอบตัดลิ้น เปา เจิ่ง จึงสั่งให้เขากลับบ้านไปฆ่าโคนั้นทิ้งเสีย แต่อย่าได้แพร่งพรายเรื่องนี้แก่ผู้ใด ตามกฎหมายสมัยนั้น การฆ่าปศุสัตว์เป็นสิ่งต้องห้าม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากทางราชการ ชาวนาผู้นั้นก็กลับไปปฏิบัติตามคำสั่ง เช้าวันต่อมา มีชายอีกผู้หนึ่งมาฟ้องเปา เจิ่ง ว่า ชาวนาข้างบ้านได้ลอบฆ่าโค เปา เจิ่ง ตบโต๊ะตวาดชายผู้นั้นว่า ลอบตัดลิ้นโคเขาแล้วยังมาฟ้องกล่าวหาเขาอีกเล่า ชายผู้นั้นตกใจที่เปา เจิ่ง ล่วงรู้ความจริงก็รับสารภาพว่า ตนผิดใจกับชาวนามาแต่เดิมแล้ว จึงกลั่นแกล้งตัดลิ้นโคเขาเสีย เขาจะได้จำใจฆ่าโคนั้นทิ้ง และจะได้มีความผิดฐานฆ่าปศุสัตว์[3]

ต่อมา ในขณะที่ย้ายไปปกครองอำเภอตวนโจว อยู่ในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน ซึ่งเป็นแหล่งขึ้นชื่อด้านผลิตจานฝนหมึก เปา เจิ่ง ตรวจสอบพบว่า ผู้ปกครองคนก่อน ๆ มักขูดรีดจานฝนหมึกจำนวนมากจากราษฎร เมื่อทำราชการอยู่ที่อำเภอนี้ เปา เจิ่ง จึงใช้จานฝนหมึกเพียงอันเดียว โดยกล่าวว่า ความจำเป็นมีเท่านั้น ครั้นต้องย้ายไปท้องที่อื่น ประชาชนรักใคร่ก็นำจานฝนหมึกมามอบให้เป็นของขวัญมากมาย เปา เจิ่ง ไม่รับไว้เลย และโยนจานฝนหมึกที่ใช้ประจำอยู่นั้นทิ้งลงสู่แม่น้ำกวางตุ้ง[4]

สติปัญญาของเปา เจิ่ง นั้นเป็นที่ต้องใจของประชาชน เขาจึงได้ดำรงตำแหน่งในราชการพลเรือนหลายตำแหน่งทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค พงศาวดารว่า ในระหว่างที่เปา เจิ่ง รับราชการอยู่นั้น เปา เจิ่ง ได้ไล่และลดตำแหน่งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยไปมากกว่าสามสิบคนในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง กินสินบน และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่[2] เปา เจิ่ง เคยถวายรายงานกล่าวโทษ จาง เย่าโจว (张耀洲 Zhāng Yàozhōu ?) พระปิตุลาของพระสนม ถึงหกครั้ง กล่าวโทษหวัง กุ๋ย (王夔 Wáng Kuí ?) ข้าราชการคนโปรดของพระมหากษัตริย์ อีกเจ็ดครั้ง และกล่าวโทษซ่ง หยาง (宋洋 Sòng Yáng ?) ผู้เป็นเจ้าพระยามหาอุปราช (นายกรัฐมนตรี) อีกหลายครั้ง[2] เปา เจิ่ง นั้น แต่ครั้งที่ดำรงตำแหน่งขุนนางทัดทาน (御史台 yùshǐtái ?) ยังได้ทูลคัดค้านพระมหากษัตริย์เป็นผลสำเร็จทุกครั้งไป ต่างจากกรณีที่มีมาแล้วในประวัติศาสตร์ เช่น ซือหม่า เชียน ที่ทูลทัดทานพระเจ้าฮั่นอู่เพียงครั้งเดียวก็มีรับสั่งให้ตัดศีรษะเขา แต่โปรดลดโทษเป็นตอนองคชาตแทน[2]

พงศาวดารยังว่า ใน พ.ศ. 1599 เปา เจิ่ง ได้กินเมืองเปียน ซึ่งเป็นเมืองหลวงในครั้งนั้น หรือปัจจุบันเรียก เมืองไคเฟิง ด้วย[5] เปา เจิ่ง ปกครองเมืองไคเฟิงไม่ถึงหนึ่งปี แต่ได้ปฏิรูประบบราชการหลายประการ เช่น เปิดให้ประชาชนเข้าร้องทุกข์ต่อผู้บริหารเมืองได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านปลัดเมืองซึ่งมักเรียกสินบน และเป็นใจให้แก่ผู้มีอิทธิพล ก่อให้เกิดการฉ้อฉลนานัปการ การปฏิรูปดังกล่าวสร้างชื่อเสียงให้แก่เขาเป็นอันมาก[6]

แต่ชีวิตการทำงานของเปา เจิ่ง หลังพ้นจากตำแหน่งผู้ปกครองเมืองไคเฟิงแล้ว กลับเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างยิ่ง เป็นต้นว่า เมื่อเปา เจิ่ง ปลดจาง ฟางผิง (張方平 Zhāng Fāngpín ?) ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญสามตำแหน่งควบกัน แล้วเปา เจิ่ง ได้รับแต่งตั้งเข้าสู่ตำแหน่งทั้งสามแทน โอวหยาง ซิว (欧阳修 Ōuyáng Xiū ?) จึงถวายฎีกาประณามเขาอย่างรุนแรง[6]

ในภาพรวม เปา เจิ่ง ไม่ปรากฏผลงานโดดเด่นในด้านหนึ่งด้านใด แต่มีชื่อเสียงเป็นอันมากในด้านการตรวจสอบการทุจริต กับทั้งอุปนิสัยเข้มงวดกวดขัน และไม่อดทนหรือรอมชอบต่อความอยุติธรรมและการฉ้อฉล บุคลิกภาพของเปา เจิ่ง ก็เป็นที่ขึ้นชื่อเช่นกัน มีบันทึกว่า เปา เจิ่ง วางตัวเคร่งครัดและเคร่งขรึม ถึงขนาดพูดกันทั่วไปว่า รอยยิ้มของเปา เจิ่ง นั้นหาดูยากยิ่งกว่าฮวงโหกลายเป็นสีใสสะอาด[7]

กิตติศัพท์เกี่ยวกับความซื่อตรงของเปา เจิ่ง นั้นเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน ชื่อเขาจึงกลายเป็นไวพจน์ของคำว่า "ตงฉิน" (忠臣 zhōng chén ?) ขณะที่ตัวเขาเองก็กลายเป็นหัวเรื่องยอดนิยมในวรรณกรรมและอุปรากรอย่างรวดเร็ว พลเมืองมักเล่าขานว่า เปา เจิ่ง นั้นกลางวันรับราชการอยู่บนโลกมนุษย์ กลางคืนไปรับราชการเป็นยมราชอยู่ในนรกภูมิ พูดกันติดปากว่า เช้าชำระคดีคน ค่ำชำระคดีผี[8]

Baogongmu2.jpg
The Memorial Temple of Bao Zheng in Hefei 2012-06.JPG
สุสานของเปา เจิ่ง (ซ้าย) และรูปเปา เจิ่ง ที่วัดเปาซู่เซี่ยวกง (ขวา) ในเมืองเหอเฝย์

อสัญกรรม[แก้]

เปา เจิ่ง ถึงแก่อสัญกรรมที่เมืองหลวงเมื่อ พ.ศ. 1605 เพราะโรค แต่พงศาวดารบันทึกว่า เป็นไปได้ที่จะถูกลอบวางยาพิษ[5] พระเจ้าเหรินจงทรงรับศพเขาไว้ในพระราชานุเคราะห์ และพระราชทานสมัญญาแก่เขาว่า "เสี้ยวสู้" (孝肅 Xiàosù ?; "ปูชนียบุคคลประดุจบิดามารดา")

ก่อนตาย เปา เจิ่ง สั่งเสียไว้ด้วยว่า "ลูกหลานเราคนใดเป็นข้าราชการแล้วกินสินบาตรคาดสินบน ห้ามกลับคืนมายังบ้านเราและห้ามเผาผีร่วมสกุลกันอีก ใครไม่นับถือคุณงามความดีอย่างเรา เราไม่นับเป็นลูกเป็นหลาน"[4]

ครอบครัว[แก้]

ในด้านครอบครัว เปา เจิ่ง มีภริยาสองคน คือ คุณหญิงจาง กับคุณหญิงต่ง และมีบุตรหนึ่งคน คือ เปา อี้ แต่เปา อี้ ตายเสียแต่ยังหนุ่มในระหว่างรับราชการ เปา เจิ่ง จึงรับบุตรบุญธรรมคนหนึ่ง คือ เปา โช่ว แต่เปา โช่ว ก็ตายก่อนวัยอันควรเช่นกัน[6] ระหว่างนั้น สาวใช้คนหนึ่งในบ้านเปา เจิ่ง ตั้งครรภ์ เปา เจิ่ง จึงไล่ออก แต่ภริยาของเปา อี้ ได้แอบช่วยเหลือและเลี้ยงดูทารกไว้ เพราะทราบว่า สามีของตนได้เสียกับสาวใช้คนนั้น เป็นเหตุให้สายเลือดตระกูลเปาไม่สิ้นสุดลงแต่ประการใด[6]

พงศาวดารยกย่องสะใภ้คนดังกล่าวของเปา เจิ่ง อย่างยิ่งที่รู้จักพิทักษ์เลือดเนื้อเชื้อไข[6] และคาดกันว่า เป็นที่มาของเรื่องราวในวรรณกรรมที่ว่า เปา เจิ่ง นั้นบิดามารดาจงเกลียดจงชังมาแต่เล็ก พี่สะใภ้ของเขาจึงเลี้ยงดูเขาแทน เป็นเหตุให้เขาเรียกพี่สะใภ้ว่า "แม่สะใภ้" (嫂娘 sǎoniáng ?)[6]

ในตำนานและวรรณกรรม[แก้]

การเล่าขาน[แก้]

เรื่องราวของเปา เจิ่ง นั้นได้รับการเล่าสืบ ๆ ต่ออย่างกว้างขวางในรูปแบบมุขปาฐะ ต่อมาจึงได้รับการดัดแปลงเป็นงิ้ว กระทั่งมีผู้นำมาประพันธ์เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นครั้งแรกในราชวงศ์หยวน ครั้งแรก ปรากฏเป็นบทอุปรากรซึ่งประพันธ์ด้วยโคลงชู (曲  ?) และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว กระทั่งบทละครอีกหลายเรื่องใช้เปา เจิ่ง เป็นตัวละครหลัก[9] เป็นต้นว่า

  • เรื่อง เปาไต้จื้อซันคันหูเตี้ยเมิ่ง (包待制三勘蝴蝶夢 Bāo Dài Zhì Sān Kān Hú Dié Mèng ?; Rescriptor Bao Thrice Investigates the Butterfly Dream) ของกวน ฮั่นชิง (Guan Hanqing)[10]
  • เรื่อง เปาไต้จื้อจื้อจั่นหลู่ไจหลัง (包待制智斬魯齋郎 Bāo Dài Zhì Zhì Zhǎn Lǔ Zhāi Láng ?; Rescriptor Bao Cleverly Executes Lu Zhailang) ของกวน ฮั่นชิง[11]
  • เรื่อง เปาไต้จื้อเฉินโจวเที่ยวหมี่ (包待制陳州粜米 Bāo Dài Zhì Chén Zhōu Tiào Mĭ ?; Rescriptor Bao Selling Rice in Chenzhou)
  • เรื่อง เปาไต้จื้อจื้อคันฮุยหลันจี้ (包待制智勘灰闌記 Bāo Dài Zhì Zhì Kān Huī Lán Jì ?; Rescriptor Bao Cleverly Investigates the Circle of Chalk) ของลี เฉียนฟู (李潛夫)

ต่อมาในราชวงศ์หมิง เปา เจิ่ง ยิ่งได้รับความนิยมขึ้นอีกเพราะวรรณกรรมแนวสืบสวนสอบสวนเรื่อง เปาเล่งถูกงอั้น (包龍圖公案 Bāo Lóngtú Gōng Àn ?; Cases of Lord Bao, the Dragon Figure) และเรื่อง เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม (七俠五義 Qī Xiá Wǔ Yì ?; The Seven Heroes and Five Gallants) ในราชวงศ์ชิง

Gongsunce 1889.jpg
Zhanzhao 1890.jpg
กงซุน เช่อ (ซ้าย) และจั่น เจา (ขวา) จากหนังสือ เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2432
Kaifeng court.jpg
ศาลไคเฟิง เมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนัน สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมเครื่องประหารสามหลังซึ่งจำลองขึ้นตามวรรณกรรม

เรื่องเล่าขาน[แก้]

ส่วนใหญ่แล้วมักเล่าขานถึงเปา เจิ่ง ในบทบาทเป็นตุลาการ ในอุปรากรจีน ผู้แสดงเป็นเปา เจิ่ง มักทาหน้าดำ และมีปานเป็นรูปเสี้ยวจันทร์อยู่บนหน้าผาก ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากบุคลิกภาพของเปา เจิ่ง ที่เคร่งขรึม ซึ่งทำให้ในสมัยแรกเขาได้ฉายาจากผู้คนว่า "เปาหน้าเหล็ก" แต่ต่อมาก็เลื่อนไปเป็น "หน้าดำ" เปรียบเปรยว่า ไม่มีรอยยิ้มให้แก่ความฉ้อฉลทั้งปวง[7]

ในวรรณกรรมส่วนใหญ่ ปรากฏว่า เปา เจิ่ง มีผู้ช่วยอยู่หกคน คือ จั่น เจา (展昭 Zhǎn Zhāo ?) เป็นองครักษ์, กงซุน เช่อ (公孙策 Gōngsūn Cè ?) เป็นเลขานุการ และเจ้าพนักงานตำรวจสี่นาย คือ หวัง เฉา (王朝 Wáng Cháo ?), หม่า ฮั่น (馬漢 Mǎ Hàn ?), จาง หลง (張龍 Zhāng Lóng ?) และเจ้า หู่ (趙虎 Zhào Hǔ ?) ทั้งเจ็ดคนนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสุจริตและเที่ยงธรรม

อนึ่ง ในวรรณกรรมหลาย ๆ เรื่องยังเรียกเปา เจิ่ง ด้วยฉายาต่าง ๆ เช่น เรื่อง เปาเล่งถูกงอั้น เรียกเปา เจิ่ง ว่า "เปาเล่งถู" ตามสำเนียงฮกเกี้ยน หรือ "เปาหลงถู" ตามสำเนียงกลาง (包龍圖 Bāo Lóngtú ?) หมายความว่า เปาผู้ซึ่งมังกรให้วาดภาพขึ้น ทั้งนี้ เพราะพระเจ้าเจินจงทรงพระสุบินว่า จะมีเทพเจ้ามาจุติเป็นข้าราชการ ครั้นเสด็จจากพระบรรทมแล้วก็โปรดให้ช่างวาดภาพข้าราชการผู้นั้นขึ้น แล้วให้เสนาบดีจัดกำลังออกติดตามหาทั่วพระราชอาณาจักร จนพบเจอเปา เจิ่ง ในที่สุด[7]

ส่วนวรรณกรรมเรื่อง เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม ว่า พระเจ้าเหรินจงโปรดให้เปา เจิ่ง ไปตรวจสอบผัง อวี้ (龐昱 Páng Yù ?) ซึ่งโปรดให้เป็นข้าหลวงไปรับมืออุทกภัย ผัง อวี้ นั้นเป็นบุตรของผัง จี๋ (庞籍 Páng Jí ?) และดำรงฐานันดรศักดิ์ "อันเล่อโหว" (安樂侯 ānlè hóu ?; Marquis of Anle) พระเจ้าแผ่นดินจึงพระราชทานอาญาสิทธิ์ให้แก่เปา เจิ่ง สามประการ กงซุน เช่อ จึงออกแบบเครื่องประหารสามหลัง มีลักษณะเป็นแท่น ทำเป็นรูปสัตว์ มีใบมีดประทับอยู่ปลายข้างหนึ่ง เปิดขึ้นและฟันลงกับแท่นนั้นได้ แล้วขอให้พระราชทานเป็นอาญาสิทธิ์ใช้ "ประหารก่อน รายงานทีหลัง" ได้ ก็โปรดให้ตามนั้น เครื่องประหารทั้งสามหลังประกอบด้วย

  • เครื่องประหารหัวสุนัข หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดตัดหัวสุนัข" (狗頭鍘 gǒutóuzhá ?) เป็นรูปสุนัข สำหรับประหารชีวิตไพร่
  • เครื่องประหารหัวพยัคฆ์ หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดบั่นศีรษะพยัคฆ์" (虎頭鍘 hǔtóuzhá ?) เป็นรูปเสือ สำหรับประหารชีวิตข้าราชการ
  • เครื่องประหารหัวมังกร หรือฉบับแปลไทยเรียก "มีดปลิดเศียรมังกร" (龍頭鍘 lóngtóuzhá ?) เป็นรูปมังกร สำหรับประหารชีวิตพระยูรญาติ

พระเจ้าเจินจงยังพระราชทานสิ่งสำคัญอีกหลายสิ่งให้แก่เปา เจิ่ง เป็นต้นว่า พระแส้ทองคำ (金黄夏楚 jīnhuángjiáchǔ ?) ใช้เฆี่ยนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ปัจจุบันได้ และพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ (尚方寶劍 shàngfāngbǎojiàn ?) เมื่อเชิญออกแสดงแล้ว ผู้คนทั้งปวงต้องเชื่อฟังประหนึ่งเป็นพระราชโองการ

ในเรื่อง เจ็ดผู้กล้าห้าผู้ทรงธรรม นั้น เปา เจิ่ง ยังเป็นพระสหายของอ๋องแปด (八王爺 Bā Wángye ?; Eighth Prince) พระอนุชาของพระเจ้าเจินจง และมักหมางใจกับผัง จี๋ ผู้เป็นราชครู (太師 tàishī ?; Grand Tutor) และเป็นพระศวศุระของพระเจ้าเหรินจง เนื่องจากเปา เจิ่ง พิพากษาประหารชีวิตผัง อวี้ ผู้เป็นบุตร แต่ในทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏเหตุผลที่ผัง จี๋ ปฏิบัติต่อเปา เจิ่ง อย่างศัตรูแต่ประการใด

คดียอดนิยม[แก้]

Judgbao.jpg
Lord Bao Memorial Temple.jpg
  • • ซ้าย: เปา เจิ่ง ในงิ้วปักกิ่ง
  • • ขวา: รูปจำลองที่วัดเปากง (包公祠 Bāogōng Cí ?) เมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนัน แสดงเหตุการณ์ที่พระพันปีเสด็จมาขวางการพิจารณาคดีราชบุตรเขย และทรงขู่จะทำให้เปา เจิ่ง พ้นจากตำแหน่ง แต่เปา เจิ่ง ถอดหมวกขุนนางออกกล่าวว่า ไม่เสียดายหมวกหรือแม้แต่ศีรษะ ก่อนจะสั่งให้ประหารชีวิตราชบุตรเขยตามกฎหมาย
开封包公祠.JPG
ผู้แสดงเป็นเปา เจิ่ง เปิดศาลไคเฟิง ในเมืองไคเฟิง มณฑลเหอหนัน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งของมณฑล

คดีของเปา เจิ่ง ซึ่งงิ้วนิยมเล่น มีดังนี้

แมวป่าสับเปลี่ยนพระโอรส
(狸貓換太子 límāo huàn tàizǐ ?; Wild Cat for the Crown Prince)

ในรัชกาลพระเจ้าเจินจง สนมหลี่ (จีน: 李宸妃; พินอิน: Lǐ Chénfēi) ให้ประสูติกาลพระโอรส สนมหลิว (จีน: 劉宸妃; พินอิน: Liú Chénfēi) ริษยา จึงให้กัว ไหฺว (郭槐 Guō Huái ?) ขันที สั่งโค่ว จู (寇珠 Kòu Zhū ?) นางกำนัล เอาซากแมวป่าถลกหนังมาสับเปลี่ยนพระโอรส แล้วนำพระโอรสไปฆ่าหมกสะพานนทีทอง (金水橋 Jīnshuǐ Qiáo ?) แต่โค่ว จู จงรักภักดี ไม่กล้าฆ่าพระโอรส ขณะนั้น เฉิน หลิน (陳琳 Chén Lín ?) ขันที กำลังถือกล่องผลไม้ที่พระเจ้าเจินจงพระราชทานเป็นของขวัญวันสมภพอ๋องแปด พระอนุชา มาพบเข้า จึงช่วยกันเอาผลไม้ออก เอาพระโอรสใส่กล่อง แล้วเฉิน หลิน ขันที นำออกไปมอบให้อ๋องแปดเลี้ยงดู เวลานั้น สนมหลี่ต้องพระราชอาญาให้ขังไว้ในตำหนักเย็น เพราะทรงเชื่อว่านางคลอดปิศาจแมวป่า ฝ่ายสนมหลิวก็ให้กำเนิดพระโอรสในเวลาถัดมา จึงได้เลื่อนขึ้นเป็นอัครมเหสีที่ตำแหน่งจักรพรรดินี พระนางหลิวทูลยุยงให้พระเจ้าเจินจงรับสั่งประหารสนมหลี่ ก็โปรดให้ตามนั้น แต่ชาวตำหนักเย็นมีใจเมตตาแก่สนมหลี่ อวี๋ จง (余忠 Yú Zhōng ?) ขันที เสนอตัวเข้าตายแทน ทั้งได้ความช่วยเหลือของฉิน เฟิง (秦风 Qín Fēng ?) ขันที สนมหลี่จึงหลบหนีจากพระราชวังต้องห้ามออกมาสู่โลกภายนอกได้ แต่ก็ต้องตกระกำลำบาก ทั้งมีพระหทัยคิดถึงพระโอรสกันแสงไม่เว้นวันจนพระเนตรมืดบอด ขณะเดียวกัน ด้วยบาปของพระนางหลิว พระโอรสที่พระนางประสูติจึงพระชันษาสั้น พระเจ้าเจินจงไร้พระโอรสอีก อ๋องแปดจึงส่งพระโอรสที่ตนได้อภิบาลไว้เข้ามาเป็นรัชทายาทมิให้ขาดสายพระโลหิต รัชทายาทนั้นต่อมาได้เสวยราชย์เป็นพระเจ้าเหรินจง

กว่ายี่สิบปีให้หลัง เปา เจิ่ง รับพระราชโองการไปตรวจสอบการแจกจ่ายเสบียงของผัง อวี้ และกลับเมืองหลวงโดยผ่านมาตำบลที่สนมหลี่อยู่ สนมหลี่จึงเข้าร้องทุกข์ แต่เนื่องจากกาลผ่านมาเนิ่นนาน ทั้งผู้เกี่ยวข้องก็ตายสิ้นแล้ว เพื่อให้คดีคลี่คลาย จึงมีทางเดียว คือ ให้กัว ไหฺว ขันที สารภาพ เปา เจิ่ง ไต่สวนกัว ไหฺว ยามวิกาล โดยให้สตรีนางหนึ่งแต่งกายเป็นผีโค่ว จู ส่วนเปา เจิ่ง เองแต่งเป็นมัจจุราช และจัดศาลเป็นนรก กัว ไหฺว เกรงกลัวว่า ความชั่วของตนเองนั้นคนไม่รู้ แต่ภูตผีเทวดารู้ จึงรับสารภาพโดยตลอด และถูกเปา เจิ่ง พิพากษาประหารชีวิต แต่แม้คดีกระจ่างแล้ว พระเจ้าเหรินจงกลับทรงลังเลพระทัยในการเลือกระหว่างผู้ให้กำเนิดกับผู้เลี้ยงดู เปา เจิ่ง จึงทูลอบรมจนทรงระลึกผิดชอบได้ แล้วเปา เจิ่ง สั่งให้โบยพระเจ้าแผ่นดินฐานอกตัญญูซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ชุดมังกรฉลองพระองค์ถูกโบยแทน ที่สุดแล้ว พระเจ้าเหรินจงรับสั่งให้เอาพระนางหลิวไปประหารชีวิตด้วยการทอดในกระทะน้ำมันเดือด แต่งิ้วสมัยหลังนิยมเล่นว่า พระนางหลิวผูกพระศอปลิดพระชนมชีพเอง ครั้นแล้ว พระเจ้าเหรินจงเสด็จไปรับสนมหลี่พระมารดากลับคืนสู่พระราชวัง และเลื่อนพระนางขึ้นเป็นพระพันปีพระองค์ใหม่

ประหารราชบุตรเขย
(鍘美案 zhá měi àn ?; Case of Executing Prince Consort)

เฉิน ชื่อเหม่ย์ (陳世美 Chén Shìmĕi ?) เป็นบัณฑิตอยู่ในชนบท สมรสกับฉิน เซียงเหลียน (秦香莲 Qín Xiānglián ?) และมีบุตรด้วยกันสองคน คู่สามีภรรยาฐานะยากจน ต้องอดทนกัดก้อนเกลือกินด้วยกันตลอดมา ภายหลัง เฉิน ชื่อเหม่ย์ ไปสอบขุนนางในเมืองหลวงและได้อันดับหนึ่ง จึงได้รับการแห่แหนไปรอบเมืองหลวง ขณะนั้น พระกนิษฐภคินีพระเจ้าเหริน จง ทอดพระเนตรเห็นเฉิน ชื่อเหม่ย์ รูปงาม ก็มีพระทัยปฏิพัทธ์ เฉิน ชื่อเหม่ย์ ทูลความเท็จว่า ตนยังโสด พระเจ้าเหรินจงจึงพระราชทานสมรสให้ และทรงตั้งให้เขาเป็นเขยหลวง ฐานันดรศักดิ์ว่า "ราชบุตรเขย" (驸马 fù mǎ ?)

หลายปีต่อมา ทุพภิกขภัยบังคับให้ฉิน เซียงเหลียน ต้องพาลูกเข้ามาตายดาบหน้าที่เมืองหลวง ณ ที่นั้น ฉิน เซียงเหลียนทราบความจริงเกี่ยวกับเฉิน ชื่อเหม่ย์ นางจึงไปร้องขอให้เขาช่วยเหลือลูกของเขาเองด้วย แต่ราชบุตรเขยบอกปัด ฉิน เซียงเหลียน จึงไปฟ้องคดีต่อเปา เจิ่ง ว่า ราชบุตรเขยทอดทิ้งลูกเมียและหลอกลวงเบื้องสูงเข้าสู่พระราชวงศ์ เปา เจิ่ง พิสูจน์จนแน่ชัดว่า คำฟ้องของฉิน เซียงเหลียน เป็นจริงทุกประการ แต่เฉิน ชื่อเหม่ย์ คงยืนกระต่ายขาเดียวไม่รับรู้ และใช้ให้หาน ฉี (韓琪 Hán Qí ?) องครักษ์ ไปฆ่าฉิน เซียงเหลียน พร้อมบุตรทั้งสอง เสียให้ตายทั้งหมด แต่หาน ฉี มีมนุษยธรรม จึงชี้ทางให้ฉิน เซียงเหลียน กลับไปหาเปา เจิ่ง ก่อนจะใช้ดาบเชือดคอตนเองตาย เปา เจิ่ง สั่งให้เจ้าพนักงานตำรวจไปจับกุมราชบุตรเขยมาขึ้นศาล พิจารณาแล้วพิพากษาประหารชีวิต สมาชิกพระราชวงศ์เข้าแทรกแซง และข่มขู่จะใช้อิทธิพลทำให้เปา เจิ่ง หลุดจากตำแหน่ง แต่เปา เจิ่ง ไม่เกรงกลัว และสั่งให้เจ้าพนักงานปฏิบัติตามคำพิพากษาเพื่อรักษากฎหมาย

ในวัฒนธรรมปัจจุบัน[แก้]

เรื่องราวของเปา เจิ่ง ได้รับการทำเป็นละครโทรทัศน์บ่อยครั้ง ที่โดดเด่นเช่น

  • เปาบุ้นจิ้น (包青天 Bāo Qīng Tiān ?; Justice Bao) – ละครโทรทัศน์ไต้หวันในระหว่าง พ.ศ. 2536 ถึง 2537 จิน เชาฉวิน (金超群 Jīn Chāoqún ?) เล่นเป็นเปา เจิ่ง เป็นครั้งแรก ละครได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้เขาและนักแสดงคนอื่น ๆ เช่น ฟ่าน หงซวน (范鴻軒 Fàn Hóngxuān ?) ที่แสดงเป็นกงซุน เช่อ เหอ เจียจิ้ง (何家勁 Hé Jiājìng ?) ที่แสดงเป็นจั่น เจา และหลง หลง (龍隆 Lóng Lóng ?) ที่แสดงเป็นอ๋องแปด มีชื่อเสียงในระดับภูมิภาคและกลายเป็นเครื่องรำลึกถึงตัวละครนั้น ๆ ด้วย[12]
  • เปาบุ้นจิ้น ขุนศึกตระกูลหยาง (碧血青天楊家將 Bìxuè Qīngtiān Yángjiā Jiāng ?; Heroic Legend of the Yang's Family) – ละครโทรทัศน์ฮ่องกงเมื่อ พ.ศ. 2537 จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาบุ้นจิ้น (包青天; Justice Bao) – ละครโทรทัศน์ไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2538 ตี้ หลง (狄龍 Dí Lóng ?) เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาบุ้นจิ้น (包青天; Justice Bao) – ละครโทรทัศน์ฮ่องกงเมื่อ พ.ศ. 2538 จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาบุ้นจิ้น ภาคออกล้างมลทินทั่วหล้า (Return of Justice Bao) – ละครโทรทัศน์ไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2543 จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาบุ้นจิ้น ภาคคดีพิสดาร (Mysterious Cases of Judge Bao) – ละครโทรทัศน์ไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2543 จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาบุ้นจิ้น เทพผู้ทรงธรรม (包青天; Justice Bao) – ละครโทรทัศน์จีนแผ่นดินใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2551 จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง
  • เปาชิงเทียน (包青天; Justice Bao) – ละครโทรทัศน์ไต้หวันเมื่อ พ.ศ. 2553 ถึงปัจจุบัน (มีกำหนดสร้างถึง พ.ศ. 2562 ปีละ 40 ตอน) จิน เชาฉวิน เป็นเปา เจิ่ง

อ้างอิง[แก้]

  1. 王家歆 (Wang Chia-Hsin) (2002). "〈宋史包拯傳〉疏證" [A Study of "History of Song: Bao Zheng Biography"]. Journal of National Taichung Technological College: Humanities and Social Science 1: 33–50. สืบค้นเมื่อ 2012-02-19. , (จีน)
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 "Bao Zheng". China Culture. 2012. สืบค้นเมื่อ 2012-06-15.  (อังกฤษ)
  3. Huo Jianying (2008). "Honest and Upright Official Respected by the People". China Today. สืบค้นเมื่อ 2012-06-15.  (อังกฤษ)
  4. 4.0 4.1 Toktoghan et al., History of Song, vol. 316 (Bao Zheng) (จีน)
  5. 5.0 5.1 孔繁敏 (Kong Fan-Min) (1986). 包拯年谱 [Annals of Bao Zheng]. Anhui: Huangshan Publishing House. สืบค้นเมื่อ 2012-02-19.  (จีน)
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 6.4 6.5 Wilt L Idema (2010). Judge Bao and the Rule of Law. Singapore: World Scientific Publishing. p. xi–xii. 
  7. 7.0 7.1 7.2 Susan Blader (1998). Tales of Magistrate Bao and His Valiant Lieutenants. Hong Kong: Chinese University of Hong Kong. ISBN 962-201-775-4. 
  8. Wilt L. Idema. “The Pilgrimage to Taishan in the Dramatic Literature of the Thirteenth and Fourteenth Centuries.” Chinese Literature: Essays, Articles, Reviews (CLEAR), Vol. 19 (Dec., 1997), pp. 23-57, p. 34
  9. Idema, Wilt L. (2010). Judge Bao and the Rule of Law: Eight Ballad-Stories from the Period 1250-1450. Singapore: World Scientific Publishing. 
  10. West, Stephen H.; Idema, Wilt L. (2010). Monks, Bandits, Lovers, and Immortals: Eleven Early Chinese Plays. Indianapolis: Hackett Publishing Company. 
  11. Yang Xianyi; Gladys Yang (2001). Selected Plays of Guan Hanqing. Beijing: Foreign Language Press. 
  12. "Legend of Bao back on TV 16 years later". China.org.cn. 2009-07-22. สืบค้นเมื่อ 2014-01-31. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]