อังกฤษสมัยแองโกล-นอร์มัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ประวัติศาสตร์อังกฤษ
Flag of England
บริเตนยุคก่อนประวัติศาสตร์ Trilith Stonehenge.jpg (ก่อน ค.ศ. 43)
บริเตนสมัยโรมัน Vexilloid of the Roman Empire.svg (ค.ศ. 43–410)
อังกฤษสมัยแองโกล-แซกซัน Sutton.Hoo.Helmet.RobRoy.jpg (ค.ศ. 410–1066)
อังกฤษสมัยแองโกล-นอร์มัน Henry II Arms.svg (ค.ศ. 1066–1154)
ราชวงศ์แพลนทาเจเน็ท England COA.svg (ค.ศ. 1154–1485)
ราชวงศ์แลงคัสเตอร์ Lancashire rose.svg (ค.ศ. 1399–1471)
ราชวงศ์ยอร์ก Yorkshire rose.svg (ค.ศ. 1461–1485)
ราชวงศ์ทิวดอร์ Tudor Rose.svg (ค.ศ. 1485–1603)
ราชวงศ์สจวต England Arms 1603.svg (ค.ศ. 1603–1642)
รัฐผู้พิทักษ์ และ
เครือจักรภพแห่งอังกฤษ
Commonwealth Arms.svg (ค.ศ. 1642–1660)
การฟื้นฟูราชวงศ์สจวต และ
การปฏิวัติอันรุ่งโรจน์
England Arms 1603.svg (ค.ศ. 1660–1707)
ราชอาณาจักรบริเตนใหญ่ UK Arms 1714.svg (ค.ศ. 1707–1800)
สหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่
และไอร์แลนด์
UK Arms 1801.svg (ค.ศ. 1801–1927)
สหราชอาณาจักร UK Arms 1837.svg (ค.ศ. 1927–ปัจจุบัน)
    

อังกฤษสมัยแองโกล-นอร์มัน (อังกฤษ: Anglo-Norman) แองโกล-นอร์มัน คือผู้สืบเชื้อสายจากชาวนอร์มันผู้ปกครองอังกฤษหลังจากที่ได้รับชัยชนะในการรุกรานอังกฤษโดยดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดีในปี ค.ศ. 1066 แม้ว่าจะมีนอร์มันมาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้างก่อนหน้านั้นแล้ว หลังจากยุทธการเฮสติงส์ผู้รุกรานชาวนอร์มันและลูกหลานก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานในฐานะกลุ่มชนที่แตกต่างจากกลุ่มชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่แล้วในอังกฤษ ผู้ที่ตั้งถิ่นฐานเหล่านี้ต่อมาก็กลืนไปกับผู้ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อยู่แต่เดิมและมาใช้ภาษาพูดที่เรียกว่าภาษาแองโกล-นอร์มัน

ชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษ[แก้]

ชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษเป็นชัยชนะของผู้พิชิตที่สมีวัฒนธรรมและภาษาที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมและภาษาของอังกฤษในหลายกรณี และเป็นการรุกรานที่แตกต่างจากการรุกรานของไวกิงตรงที่ผู้รุกรานชาวไวกิงเป็นชนกลุ่มที่มีเชื้อสายและภาษาพูดที่ใกล้เคียงกันกับที่ใช้ในอังกฤษ

ความแตกต่างนี้ทำให้ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวนอร์มันไม่มีความรู้สึกเกี่ยวพันกับผู้ตั้งถิ่นฐานในอังกฤษโดยเฉพาะผู้ที่ที่มีเชื้อสายเดนมาร์ก ผู้ที่เป็นผู้ต่อต้านการยึดครองของนอร์มันอย่างเหนียวแน่นจากกลุ่มที่ว่านี้ หลังจากที่ได้รับชัยชนะแล้วดยุควิลเลียมก็กำจัดขุนนางผู้มีอำนาจทั้งขุนนางเดนส์และขุนนางอังกฤษแทบทั้งสิ้น โดยการแต่งตั้งขุนนางนอร์มันเองขึ้นแทนและก่อตั้งระบบการปกครองแบบ “ระบบเจ้าครองนคร” ขึ้นในแทนที่ (แต่นักประวัติศาสตร์ยังถกเถียงกันว่า “ระบบเจ้าครองนคร” เป็นระบบที่ใช้ในอังกฤษมาตั้งแต่ก่อนหน้าที่นอร์มันจะเข้ามายึดครองแล้ว ฉะนั้นความคิดในเรื่องการปกครองระบบเจ้าครองนคร (Feudalism) ว่าเริ่มใช้กันเมื่อใดในอังกฤษจึงยังเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้)

ขุนนางแองโกล-แซ็กซอนเป็นจำนวนมากสูญเสียทั้งตำแหน่งและอาณาบริเวณการปกครอง อันที่จริงแล้วชนทุกระดับชั้นในอังกฤษก็ถูกเลื่อนฐานะลงในสังคมไปตามๆ กัน ในขณะเดียวกันขุนนางแองโกล-นอร์มันใหม่ก็เข้ามามีอำนาจแทนที่ และต่างก็ได้รับพระราชทานที่ดินที่ยึดมาจากขุนนางแองโกล-แซ็กซอนเดิม ขุนนางแองโกล-นอร์มันบางคนก็ยังคงรักษาการใช้ “เดอ” นำหน้าที่หมายถึงผู้ปกครองอาณาบริเวณที่ตามด้วยชื่อบริเวณ แต่ขุนนางอื่นก็รับชื่ออาณาบริเวณที่ใช้กันในท้องถิ่นอยู่แล้วมาเป็นชื่อของตน

ดินแดนที่นอร์มัน ยึดครองในคริสต์ศตวรรษที่ 12

แต่สิ่งที่สำคัญรองจากสิ่งที่สำคัญที่สุดของความมีชัยชนะต่ออังกฤษของนอร์มันคือเป็นการนำอังกฤษเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ยุโรป โดยเฉพาะการเป็นส่วนหนึ่งของบริเวณที่ยังมีอิทธิพลทางด้านภาษาและวัฒนธรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ของโรมัน อังกฤษในสมัยแองโกล-แซ็กซอนและนอร์สเป็นอังกฤษที่มีความสัมพันธ์กับวัฒนธรรมท้องถิ่น แต่อังกฤษภายใต้การปกครองของนอร์มันเป็นอังกฤษของภาษาตระกูลโรมานซ์และวัฒนธรรมของโรมันโบราณ ซึ่งจะเห็นได้จากภาษาที่ใช้, สถาปัตยกรรมการก่อสร้างแบบโรมาเนสก์ และการปกครองระบบเจ้าครองนครที่มาแทนที่การปกครองที่ไม่มีระบบเท่าใดนักของอังกฤษในระหว่างยุคมืด แต่สิ่งที่แน่นอนคืออังกฤษในสมัยนอร์มันเป็นอังกฤษที่แตกต่างจากอังกฤษสมัยก่อนหน้านั้นที่เป็นอังกฤษที่มีอิทธิพลจากภายนอก

ความเปลี่ยนแปลงทางการทหาร[แก้]

ดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดี (สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ)

นอกจากนั้นแล้วชัยชนะของชาวนอร์มันต่ออังกฤษก็ยังเป็นการเปลี่ยนระบบการทหารในอังกฤษทั้งทางลักษณะและวิธีการรบ หลังจากการยึดครองนายทหารแองโกล-แซ็กซอนเดิมโดยเฉพาะชนรุ่นหลังจากการพ่ายแพ้ที่ยุทธการเฮสติงส์ผู้ไม่มีอนาคตความก้าวหน้าถ้าอยู่ต่อไปในอังกฤษภายใต้การปกครองของผู้ชนะ ก็เริ่มลี้ภัยไปต่างประเทศอังกฤษโดยการสนับสนุนของดยุควิลเลียมผู้พิชิตและพระโอรสวิลเลียม รูฟัสเพื่อความปลอดภัยของราชอาณาจักร กลุ่มแรกที่ลี้ภัยคือกลุ่มที่ไปเดนมาร์ก อีกจำนวนหนึ่งก็ลี้ภัยไปสมทบกับกลุ่มวารันเจียน (Varangians) ในคอนแสตนติโนเปิล

แต่โดยทั่วไปแล้วทหารแองโกล-แซ็กซอนก็มิได้ถูกปลดอาวุธกันไปทั้งหมด ดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดีทรงจัดให้ทหารราบแซ็กซอนได้รับการฝึกโดยทหารม้านอร์มันในยุทธวิธีการต่อต้านข้าศึกบนหลังม้า ซึ่งทำให้เกิดกองทัพแองโกล-นอร์มันที่ประกอบด้วยขุนนางที่เป็นเจ้านายนอร์มันบนหลังม้าโดยมีไพร่พลเป็นทหารราบแซ็กซอนผู้บางครั้งก็มีเชื้อสายเจ้านายเท่าเทียมกับผู้นำ, ทหารราบจากชาวบ้าน, ทหารรับจ้าง และนักผจญภัยจากส่วนอื่นๆ ของทวีปยุโรป

เจ้านายนอร์มันรุ่นต่อๆ มาที่เติบโตขึ้นในอังกฤษก็เริ่มรับวัฒนธรรมแซ็กซอนบางอย่างเข้ามาใช้เช่นการไว้ผมยาวขึ้นหรือการไว้หนวดซึ่ทำให้เป็นที่ไม่ค่อยพึงพอใจในบรรดาเจ้านายนอร์มันรุ่นเก่า (คำว่า “cniht” (อัศวิน) ในภาษาแองโกล-แซ็กซอน มิได้มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “chevalier” (ความเป็นอัศวิน/ความเป็นวีรบุรุษ) ของการใช้คำเดียวกันในฝรั่งเศสมาจนกระทั่งปลายยุคกลาง ในคริสต์ศตวรรษที่ 14, นักปรัชญาจอห์น ไวคลิฟฟ์ (John Wycliffe) ใช้คำว่า “knyytis” (อัศวิน) ในการกล่าวถึงผู้ถืออาวุธเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษ 15 เท่านั้นที่คำว่า “อัศวิน” (knight) เริ่มจะมีความหมายเป็นนัยยะว่าหมายถึงนายทหารม้าผู้เป็นเจ้านายและมีความหมายที่ใกล้เคียงกับคำว่า “ความเป็นอัศวิน” (Chivalry) มากขึ้น)

การพิชิตของแองโกล-นอร์มันในคริสต์ศตวรรษที่ 12 นำมาซึ่งประเพณีและวัฒนธรรมที่เผยแพร่ไปยังไอร์แลนด์ คาโรลซึ่งเป็นการร้องรำทำเพลงของนอร์มันโดยมีผู้ร้องนำล้อมรอบด้วยผู้เต้นรำที่ร้องโต้ด้วยเพลงเดียวกัน การการร้องรำทำเพลงของนอร์มันนี้ก็ทำไปทุกเมืองที่นอร์มันได้รับชัยชนะในไอร์แลนด์

ความขัดแย้งระหว่างนอร์มันกับแซ็กซอน[แก้]

ความรู้สึกขัดแย้งระหว่างความเป็นนอร์มันและความเป็นแซ็กซอนจะรุนแรงเท่าใดนั้นก็ยังเป็นเรื่องที่นักประวัติศาสตร์ถกเถียงกันอยู่ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ความขัดแย้งนี้กล่าวว่าเป็นความขัดแย้งที่มาจากทั้งสองฝ่ายที่เห็นได้จากตำนานที่เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในเรื่อง “โรบิน ฮูด” (Robin Hood) และในนวนิยายเรื่อง “ไอแวนโฮ” (Ivanhoe) โดยเซอร์วอลเตอร์ สกอตต์ (Walter Scott) ซึ่งอาจจะเป็นทัศคติที่ค่อนข้างจะเกินความจริงไปบ้าง ความรู้สึกทางอคติที่แสดงออกโดยนักประวัติศาสตร์อังกฤษร่วมสมัยออร์เดริค ไวทาลิส (Orderic Vitalis) ใน “ประวัติศาสตร์ทางศาสนา” (Ecclesiastical Historii) จะเห็นได้จากการกล่าวสรรเสริญชาวอังกฤษผู้ต่อต้านดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดี (สมเด็จพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 แห่งอังกฤษ) นอกจากนั้นก็ยังมีกฎหมายที่เรียกว่า “ค่าปรับการฆาตกรรมนิรนาม” (Murdrum) ที่เดิมเป็นกฎหมายของเดนส์ที่นำมาใช้ในอังกฤษภายใต้การปกครองของพระเจ้คานูท ที่นอร์มันนำกลับมาใช้โดยการปรับหมู่บ้านที่เกิดการฆาตกรรมชาวนอร์มันอย่างลับๆ (หรือผู้ถูกฆาตกรรมที่ไม่ทราบชื่อที่กฎหมายสรุปว่าต้องเป็นนอร์มันโดยปริยายนอกจะพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่) เป็นจำนวนหนึ่งไฮห์ หรือ 46 มาร์ค หรือ ราว £31

แต่ไม่ว่าจะมีความชิงชังกันอย่างไรหรือเท่าใด ในที่สุดชนสองกลุ่มนี้ก็กลืนกันเป็นชนกลุ่มเดียวกันจากการอยู่ร่วมกันและการแต่งงาน ชาวนอร์มันเริ่มมีความรู้สึกตนว่าเป็นแองโกล-นอร์มัน ความแตกต่างก็มาหายไปแทบหมดสิ้นเมื่อสงครามร้อยปีเกิดขึ้น และภายในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ชาวแองโกล-นอร์มันก็กลืนกับแองโกล-แซ็กซอน และกลายมาเป็นชาวอังกฤษ

หมู่เกาะแชนเนล[แก้]

หมู่เกาะแชนเนลเป็นบริเวณสุดท้ายที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมแองโกล-นอร์มันและภาษามาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่ออิทธิพลอังกฤษเริ่มเข้ามาแทนที่โดยผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่พูดภาษาอังกฤษและการคมนาคมจากแผ่นดินใหญ่ที่สะดวกขึ้น

เวลส์[แก้]

ราชอาณาจักรแองโกล-นอร์มัน ค.ศ. 1087

การตั้งถิ่นฐานของชาวแองโกล-นอร์มันในอังกฤษเลยไปถึงการตั้งถิ่นฐานในเวลส์ และทำให้เกิดการสร้างป้อมปราการหลายป้อมโดยดยุควิลเลียมแห่งนอร์มังดีเพื่อปราบปรามชาวเวลส์แต่ก็ไม่ทรงประสบความสำเร็จเท่าใดนัก หลังจากนั้นดินแดนที่เป็นพรมแดนระหว่างเวลส์และอังกฤษที่เรียกว่ามาร์ชก็ได้รับอิทธิพลจากนอร์มันมากขึ้น นอกจากการตั้งถิ่นฐานแล้วก็ยังมีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาเข้าไปในเวลส์โดยนักบวชในนิกายเช่นซิสเตอร์เชียนที่มาจากฝรั่งเศสและนอร์มังดี ที่ไปตั้งสำนักสงฆ์ในบริเวณต่างๆ ทั่วเวลส์ ภายในคริสต์ทศวรรษ 1400 ผู้ดีชาวเวลส์จำนวนมากก็มีเชื้อสายนอร์มัน นอกจากนั้นอัศวินแคมเบอร์-นอร์มันที่ไปรุกรานไอร์แลนด์ก็มาจากที่มั่นในเวลส์

ไอร์แลนด์[แก้]

ขุนนางแองโกล-นอร์มันที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 เริ่มด้วยการไปสนับสนุนฐานะของกษัตริย์ท้องถิ่น Diarmuid MacMorrough ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ว่าเดอร์ม็อท แม็คเมอร์โรห์ (Dermot MacMurrough) แม็คเมอร์โรห์ทูลขอสมเด็จพระเจ้าเฮนรีที่ 2 แห่งอังกฤษ ให้ส่งริชาร์ด เดอ แคลร์ เอิร์ลแห่งเพมโบรคที่ 2 (Richard de Clare, 2nd Earl of Pembroke) หรือที่รู้จักกันในนาม “Strongbow” ไปช่วยสร้างความมั่นคงในการเป็นกษัตริย์ที่ไลน์สเตอร์ ริชาร์ด เดอ แคลร์เสียชีวิตไม่นานหลังจากไปรุกรานไอร์แลนด์แต่ผู้ที่ติดตามไปด้วยยังคงอยู่ต่อไปในไอร์แลนด์เพื่อสนับสนุนพระเจ้าเฮนรี และพระราชโอรสจอห์นในฐานะลอร์ดแห่งไอร์แลนด์ ในบรรดาผู้ตั้งถิ่นฐานชาวนอร์มันที่สำคัญในระยะแรกก็มีทีโอบอลด์ วอลเตอร์ (Theobald Walter, 1st Baron Butler) ผู้ได้รับพระราชทานตำแหน่งสืบตระกูลบัตเลอร์แห่งไอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1177 โดยพระเจ้าเฮนรี[1] ชาวนอร์มันที่ไปตั้งถิ่นฐานในไอร์แลนด์ส่วนใหญ่มาจากเวลส์ไม่ใช่จากอังกฤษ ฉะนั้นแคมเบอร์-นอร์มันจึงเป็นคำที่ใช้เรียกชนกลุ่มนี้

ตระกูลแองโกล-นอร์มัน[แก้]

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]