บริเตนสมัยโรมัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


ประวัติศาสตร์หมู่เกาะอังกฤษ
จัดการ: แม่แบบ  พูดคุย  แก้ไข

Stonehenge Closeup.jpg

แบ่งตามลำดับเหตุการณ์

แบ่งตามประเทศ

แบ่งตามหัวเรื่อง

บริเตนสมัยโรมัน หรือ โรมันบริเตน (อังกฤษ: Roman Britain) หมายถึงบริเวณเกาะอังกฤษส่วนที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิโรมันระหว่าง ค.ศ. 43 ถึง ค.ศ. 410 โรมันเรียกจังหวัดนี้ว่า “บริทานเนีย” (Britannia) หรือบริทานยา ก่อนที่โรมันจะเข้ามารุกรานบริเตนยุคเหล็กก็มีวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับแผ่นดินใหญ่ยุโรปอยู่แล้ว แต่ผู้รุกรานก็ยังนำการการวิวัฒนาการใหม่ๆ ทางด้านการเกษตรกรรม, การจัดระบบเมือง (urbanization), การอุตสาหกรรม และสถาปัตยกรรมเข้ามาเผยแพร่และยังทิ้งร่องรอยให้เห็นจนถึงทุกวันนี้

หลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการรุกรานเมื่อเริ่มแรกมีน้อย นักประวัติศาสตร์โรมันก็กล่าวถึงเพียงผ่านๆ ความรู้ส่วนใหญ่ของสมัยนี้มาจากหลักฐานทางโบราณคดีโดยเฉพาะจากหลักฐานที่สลักไว้บนหินหรือวัตถุอื่นๆ (epigraphic evidence)

ลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์[แก้]

การติดต่อสมัยแรก[แก้]

ดูบทความหลักที่: ซีซาร์รุกรานบริเตน

บริเตนเป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่ในสมัยกรีกโบราณ ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราชเป็นต้นมากรีก, ฟินิเชีย และคาร์เธจก็มีการติดต่อค้าขายกับดีบุกกับคอร์นวอลล์:[1] ชาวกรีกเรียกบริเตนว่า “คาสซิเทอไรด์ส” (Cassiterides) หรือหมู่เกาะดีบุกและบรรยายว่าตั้งอยู่ราวทางฝั่งทะเลตะวันตกของยุโรป[2] กล่าวกันว่านักเดินเรือชาวคาร์เทจฮิมิลิโคได้เดินทางมายังเกาะอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสต์ศักราช และนักสำรวจชาวกรีกไพเธียส (Pytheas) ในคริสต์ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช แต่ถือกันว่าเป็นดินแดนที่ลึกลับและบ้างก็ไม่เชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีอยู่จริง[3]

การติดต่อกับโรมันโดยตรงเป็นการเดินทางมาสำรวจโดยจูเลียส ซีซาร์สองครั้งในปี 55 และอีกครั้งในปี 54 ก่อนคริสต์ศักราชซึ่งเป็นการเดินทางที่เลยมาหลังจากได้รับชัยชนะต่อกอล เพราะซีซาร์เชื่อว่าชาวบริเตนให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต่อต้านชาวกอล การเดินทางมาสำรวจครั้งแรกเป็นการมาลาดตระเวณมากกว่าที่จะเป็นการรุกรานเต็มตัวโดยมาขึ้นฝั่งที่เค้นท์ แต่มาถูกพายุทำลายเรือไปบ้างและขาดทหารม้าทำให้ไม่สามารถไปได้ไกลกว่านั้น การสำรวจครั้งแรกเป็นความล้มเหลวทางทหารแต่เป็นความสำเร็จทางการเมือง ที่สภาเซเนตโรมัน (Roman Senate) ประกาศหยุดราชการ 20 วันเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จในการพบดินแดนใหม่ที่ไม่มีสิ่งใดเท่าเทียม[4]

การเดินทางมาครั้งที่สองเป็นการเดินทางมารุกราน ซีซาร์นำกองทหารมาเป็นจำนวนมากกว่าเดิม และได้ชวนเชิญชนเผ่าเคลติคหลายเผ่ามาเกลี้ยกล่อมให้มอบบรรณาการให้แก่โรมเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการคืนตัวประกันเพื่อความสงบ โรมันแต่งตั้งประมุขของเผ่าหนึ่งที่มาเป็นฝักฝ่ายกับโรมมานดูบราเซียส (Mandubracius) ให้เป็นผู้ปกครองและกำจัดคาสสิเวลลอนัส (Cassivellaunus) ผู้เป็นศัตรูของมานดูบราเซียส โรมันจับตัวประกันไปแต่นักประวัติศาสตร์ตกลงกันไม่ได้ว่าชาวบริเตนตกลงจ่ายบรรณาการหลังจากที่ซีซาร์กลับไปกอลพร้อมกับกองทัพหรือไม่[5]

การรุกรานครั้งนี้ซีซาร์ไม่ได้อาณาบริเวณใดใดกลับไปด้วยและก็มิได้ทิ้งกองทหารไว้ดูแลแต่ได้ก่อตั้ง “Cliens” ในบริเตนซึ่งทำให้เกาะอังกฤษกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลในทางการเมืองจากโรม ในปี 34, 27 และ 25 ก่อนคริสต์ศักราชออกัสตัส ซีซาร์วางแผนที่จะมารุกราอังกฤษแต่สถานะการณ์ไม่อำนวย[6] ความสัมพันธ์ระหว่างบริเตนกับโรมจึงเป็นแต่เพียงความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้าขาย สตราโบนักประวัติศาสตร์/ภูมิศาสตร์/ปรัชญาชาวกรีกบันทึกไว้ในปลายสมัยออกัสตัส ซีซาร์ว่ารายได้จากภาษีและการค้ากับบริเตนเป็นรายได้ที่มากกว่ารายได้ที่ได้จากการได้รับชัยชนะอื่นๆ ของโรมัน[7] ซึ่งสนับสนุนได้จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบสินค้าฟุ่มเฟือยทางตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษที่เพิ่มมากขึ้น[8] นอกจากนั้นสตราโบก็ยังกล่าวถึงพระเจ้าแผ่นดินอังกฤษผู้ส่งทูตไปยังสำนักของออกัสตัส และบันทึกของออกัสตัสเอง “Res Gestae Divi Augusti” ที่กล่าวถึงกษัตริย์สองพระองค์ที่ออกัสตัสได้รับในฐานะผู้ลี้ภัย[9] ต่อมาใน ค.ศ. 16 เมื่อเรือบางลำของไทบีเรียสถูกพัดไปยังเกาะอังกฤษโดยพายุระหว่างการรณรงค์ในเจอร์มาเนียทหารโรมันก็ถูกส่งตัวกลับโดยผู้นำในท้องถิ่นในบริเตน ที่กลับไปเล่ากันถึงตำนานยักษ์ร้ายต่างๆ ที่พบที่นั่น[10]

โรมดูจะสนับสนุนการสร้างความสมดุลทางอำนาจทางใต้ของบริเตนโดยสนับสนุนราชอาณาจักรสองราชอาณาจักรที่มีอำนาจ คาทูเวลลอนิ (Catuvellauni) ที่ปกครองโดยผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากทาสซิโอวานัส (Tasciovanus) และอาเทรบาทีส (Atrebates) ที่ปกครองโดยผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากคอมเมียส (Commius)[11] นโยบายนี้ปฏิบัติติดต่อกันมาจนปี ค.ศ. 39 หรือ 40 เมื่อคาลิกูลา (Caligula) รับผู้ลี้ภัยจากคาทูเวลลอนิและวางแผนการรุกรานเกาะอังกฤษที่แตกแยกออกเป็นฝักเป็นฝ่าย[12] เมื่อคลอเดียสรุกรานอังกฤษสำเร็จในปี ค.ศ. 43 โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครองบริเตนคนหนึ่ง--เวอร์ติคาแห่งอาเทรบาทีส

การรุกรานของโรมัน[แก้]

แผนที่จักรวรรดิโรมันระหว่าง ค.ศ. 60 ถึง ค.ศ. 400 แสดงจักรวรรดิ “บริทานเนีย” (บริทานยา) ที่รวมทั้งอังกฤษและเวลส์
ดูบทความหลักที่: การรุกรานบริเตนโดยโรมัน

กองทัพที่นำมารุกรานอังกฤษใน ค.ศ. 43 นำโดยออลัส พลอเทียส (Aulus Plautius)[13] แต่ไม่เป็นที่ทราบว่าโรมันส่งกองกำลังมาเป็นจำนวนเท่าใด นอกไปจาก “กองออกัสตาที่ 2” (Legio II Augusta) ที่นำโดยเวสเปเชียน (Vespasian) ผู้ต่อมาเป็นจักรพรรดิแห่งโรมที่กล่าวว่ามีส่วนร่วม[14] ส่วน “กองฮิสปานยาที่ 9” (Legio IX Hispana),[15]กองเจมินาที่ 14” (Legio XIIII Gemina) และ “กองวาเลเรียเวทริกซ์ที่ 20” (Legio XX Valeria Victrix)[16] มีส่วนร่วมในปี ค.ศ. 60/61 ระหว่างการปฏิวัติบูดิคา (Boudica) ซึ่งอาจจะเป็นกองที่ประจำอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่การรุกรานครั้งแรก แต่โดยทั่วไปแล้วกองทัพโรมันเป็นกองทัพที่มีความยืดหยุ่นในการโยกย้ายกองกำลังต่างๆ ไปยังที่ต่างๆ ในเวลาใดก็ได้แล้วแต่ความจำเป็น ซึ่งทำให้เป็นการยากที่จะสันนิษฐานโดยไม่มีหลักฐานสนับสนุนว่ากองใดแน่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ที่แน่ก็มีแต่ “กองฮิสปานยาที่ 9” (Legio IX Hispana) เท่านั้นที่ประจำการอยู่ในบริเตนจนถูกกำจัดโดยสกอต

การรุกรานมาช้าลงเพราะการแข็งข้อภายในของทหารจนเมื่อได้รับสัญญาว่าจะได้รับเสรีภาพถ้ายอมข้ามทะเลไปต่อสู้ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย การข้ามแบ่งเป็นสามหน่วยที่อาจจะขึ้นฝั่งที่ริชบะระห์ (Richborough) ในเค้นท์ แต่บางหลักฐานก็กล่าวว่าบางส่วนขึ้นทางฝั่งทะเลด้านใต้ในบริเวณฟิชบอร์นในเวสต์ซัสเซ็กซ์[17]

โรมันได้รับชัยชนะต่อคาทูเวลลอนิและพันธมิตรในยุทธการสองยุทธการๆ แรกยุทธการเม็ดเวย์ (Battle of the Medway) และยุทธการที่สองที่แม่น้ำเทมส์ โทโกดูมัส (Togodumnus) ผู้นำของคาทูเวลลอนิถูกสังหารแต่น้องชายคารัททาคัส (Caratacus) รอดมาต่อต้านที่อื่นต่อไป พลอเทียสหยุดยั้งอยู่ที่แม่น้ำเทมส์และส่งข่าวไปยังคลอเดียสผู้ตามมาพร้อมกับกองกำลังสนับสนุนที่รวมทั้งอาวุธและช้างเพื่อที่จะเดินทัพไปยังที่มั่นสุดท้ายที่เมืองหลวงคามุโลดูนัม (Camulodunum) (โคลเชสเตอร์ ในปัจจุบัน) เวสเปเชียนจึงปราบปรามทางตะวันตกเฉียงใต้ของบริเตนได้[18] หลังจากนั้นโรมก็แต่งตั้งให้ ไทบีเรียส คลอเดียส โคกิดูบนัส (Tiberius Claudius Cogidubnus) ผู้เป็นพันธมิตรกับโรมเป็นผู้ปกครองอาณาบริเวณหลายอาณาบริเวณ[19] และภายนอกบริเวณที่ปกครองโดยโรมันโดยตรงก็มีการลงนามในสนธิสัญญากับกลุ่มต่างๆ

อ้างอิง[แก้]

  1. George Patrick Welsh (1963), Britannia: the Roman Conquest and Occupation of Britain pp. 27-31
  2. Herodotus, Histories 3.115
  3. Plutarch, Life of Caesar 23.2
  4. Julius Caesar, Commentarii de Bello Gallico 4.20-36
  5. Julius Caesar, Commentarii de Bello Gallico 5.8-23
  6. Dio Cassius, Roman History 49.38, 53.22, 53.25
  7. Strabo, Geography 4.5
  8. Keith Branigan (1987), The Catuvellauni
  9. Augustus, Res Gestae Divi Augusti 32
  10. Tacitus, Annals 2.24
  11. John Creighton (2000), Coins and power in Late Iron Age Britain, Cambridge University Press
  12. Suetonius, Caligula 44-46; Dio Cassius, Roman History 59.25
  13. Cassius Dio, Roman History 60.19-22
  14. Tacitus, Histories 3.44
  15. Tacitus, Annals 14.32
  16. Tacitus, Annals 14.34
  17. For example, John Manley, AD 43: The Roman Invasion of Britain: a Reassessment, 2002.
  18. Suetonius, Vespasian 4
  19. Tacitus, Agricola (book)|Agricola 14

ดูเพิ่ม[แก้]