ริดสีดวงทวาร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ริดสีดวงทวาร
(Hemorrhoid)
การจำแนกและทรัพยากรภายนอก
Hemorrhoid.png
แผนผังแสดงกายวิภาคของริดสีดวงทวาร
ICD-10 I84
ICD-9 455
DiseasesDB 10036
MedlinePlus 000292
eMedicine med/2821 emerg/242
MeSH D006484

ริดสีดวงทวาร (อังกฤษ: hemorrhoid) เป็นโรคหนึ่งที่พบบ่อย ประมาณครึ่งหนึ่งของคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีอาการของโรคนี้ ผู้ป่วยมักจะเก็บอาการของโรคไว้เป็นความลับส่วนตัวเป็นเวลานานกว่าจะไปพบแพทย์ ในปัจจุบันมีวิธีรักษาที่ถูกต้องมากมายหลายวิธีที่สามารถขจัดปัญหาโรคริดสีดวงทวารหนักได้โดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด

โรคริดสีดวงทวารหนักเป็นโรคที่มีการบันทางการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดโรคหนึ่ง โรคนี้คล้ายเป็นของขวัญที่พระเจ้าประทานให้แก่สัตว์ที่สามารถยืนตัวตรงได้ เพราะจะไม่พบโรคนี้ในสัตว์สี่เท้าเลย บันทึกครั้งแรกของโรคนี้พบในสมัยกรีกและอียิปต์โบราณประมาณ 1700 ปีก่อนเริ่มคริสต์ศักราช หรือ 1200 ปีก่อนพุทธศักราช และมีข้อมูลการรักษาโรคนี้บันทึกติดต่อกันมาเรื่อย ๆ เช่น การจี้ด้วยเหล็กเผาไฟ การจี้ด้วยสารเคมี การผูกรัด เป็นต้น การรักษาสมัยใหม่กำเนิดมาไม่ถึงร้อยปีพร้อมกับการกำเนิดของศัลยแพทย์สาขาโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ในปัจจุบันได้กลายเป็นวิธีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ซึ่งได้ผลดีมาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาโรคแทรกซ้อน

เนื่องจากเป็นโรคที่พบบ่อยมากและผู้ป่วยมักอายที่จะมาพบแพทย์ จึงมักได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง ก่อให้เกิดปัญหาโรคแทรกซ้อนตามมาก ที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการรูทวารหนักตีบตัน ไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ มักเกิดจากรักษาโดยการจี้ก้อนริดสีดวงด้วยธูป, ความร้อน, จี้ด้วยกรดหรือสารเคมีที่กัดผิวหนัง ฉีดสารเคมีที่ไม่ถูกต้องลงไป รวมทั้งการผ่าตัดที่มากเกินไป ผู้ป่วยรูทวารหนักตีบตันมักมีอาการอย่างมาก จนไม่สามารถสอดนิ้วก้อยหรือปลายเครื่องมือเล็ก ๆ เข้าไปได้ ผู้ป่วยจะถูกตัดเอาผิวหนังและเยื่อบุรอบรูทวารหนักที่ตีบตันออก แล้วจึงนำผิวหนังบริเวณกันมาทดแทน ใช้เวลารักษาอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ทวารหนักใหม่ใช้การได้ดี จึงสามารถผ่าตัดปิดทวารเทียม (ลำไส้ใหญ่ที่เปิดให้ถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง) ที่เปิดที่หน้าท้องได้[1]

ริดสีดวงทวารเป็นส่วนหนึ่งของรูทวารหนักของมนุษย์ อาจมีการบวมหรืออักเสบเกิดเป็นพยาธิสภาพได้ ในสภาพปกติริดสีดวงทวารซึ่งประกอบด้วยทางเชื่อมต่อระหว่างระบบเลือดแดงกับระบบเลือดดำและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจะทำให้บริเวณรูทวารหนักมีความอ่อนนุ่มทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย ริดสีดวงทวารที่มีพยาธิสภาพอาจทำให้มีอาการได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับชนิด ริดสีดวงทวารชนิดภายในอาจทำให้มีเลือดออกทางทวารหนักได้โดยไม่มีอาการเจ็บปวด ในขณะที่ริดสีดวงทวารชนิดภายนอกจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณทวารหนัก

การรักษาริดสีดวงทวารมักทำโดยให้กินอาหารที่มีกากใย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ แก้ปวดด้วยยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID แช่น้ำอุ่น (sitz bath) และการพักฟื้น การผ่าตัดจะมีความจำเป็นสำหรับผู้ป่วยที่รักษาด้วยวิธีการดังกล่าวนี้แล้วไม่ดีขึ้นเท่านั้น

ประเภท[แก้]

แบบภายนอก[แก้]

โรคริดสีดวงทวารแบบภายนอกจะเกิดบริเวณใต้ dentate line (pectinate line) ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมักมีอาการปวด บวม ระคายเคือง

แบบภายใน[แก้]

โรคริดสีดวงทวารแบบภายในจะเกิดบริเวณเหนือ dentate line (pectinate line) ริดสีดวงทวารแบบภายในมักไม่มีอาการปวด และผู้คนส่วนใหญ่มักไม่สนใจถึงแม้จะเป็น ริดสีดวงแบบภายในถ้าไม่รักษาสามารถเป็นริดสีดวงทวารได้สองแบบคือ แบบมีก้อนยื่นออกทวาร (prolapsed hemorrhoids) หรือแบบบีบรัด (strangulated hemorrhoids) ถ้าหูรูดทวารหนักหดตัวและบีบก้อนริดสีดวงจนขาดเลือดไปเลี้ยง ริดสีดวงจะกลายเป็นแบบบีบรัด

ริดสีดวงทวารแบบภายในสามารถแบ่งได้ตามการยื่นของก้อนริดสีดวงทวาร ดังนี้

  • ระดับ 1 ไม่มีการยื่นของก้อนออกมา
  • ระดับ 2 มีการยื่นของก้อนออกมาขณะถ่าย แต่สามารถกลับเข้าไปได้เองทันที
  • ระดับ 3 มีการยื่นของก้อนออกมาขณะถ่าย ต้องดันก้อนกลับไปเอง
  • ระดับ 4 มีการยื่นของก้อนออก โดยไม่สามารถดันก้อนกลับเข้าไปได้

อาการ[แก้]

ริดสีดวงทวารมักมีอาการ คัน ปวดบริเวณทวาร เลือดออกขณะถ่าย อาการอื่นๆ ได้แก่ สารคัดหลั่งใส และ กลั้นอุจจาระไม่อยู่ ผู้ป่วยหลายรายอาการหายภายในไม่กี่วัน ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมักมีอาการ เจ็บ แต่ริดสีดวงทวารแบบภายในมักไม่เจ็บ ยกเว้นว่าริดสีดวงทวารกลายเป็นก้อนแข็ง (thrombosed) หรือเนื้อตาย (necrotic)

ริดสีดวงทวารแบบภายในมักมีอาการ เลือดแดงสดเคลือบอุจจาระ ภาวะนี้เรียกว่า hematochezia ก้อนริดสีดวงทวารอาจยื่นออกมาจากทวารหนัก ริดสีดวงทวารแบบภายนอกมีอาการ ปวด, บวม และ มีก้อนบริเวณทวารหนัก

สาเหตุ[แก้]

มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เกิดก้อนริดสีดวงทวาร อาทิ ลักษณะนิสัยการถ่ายผิดปกติ (ท้องผูก หรือ ท้องเสีย) การออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีเส้นใยน้อย มีการเพิ่มของความดันภายในช่องท้องเป็นเวลานาน ตั้งครรภ์ กรรมพันธุ์ ไม่มีลิ้นในเส้นเลือดบริเวณทวารหนัก อายุ

สาเหตุอื่นๆ ที่สามารถเพิ่มความดันเลือดบริเวณทวารทำให้เป็นโรคริดสีดวง ได้แก่ ความอ้วน และนั่งเป็นเวลานานๆ

ระหว่างตั้งครรภ์ ความดันจากตัวอ่อนในท้องและการเปลี่ยนแปลงฮอโมนมีผลทำให้เส้นเลือดริดสีดวงทวารมีขนาดใหญ่ขึ้น การคลอดมีผลเพิ่มความดันภายในช่องท้อง การผ่าตัดมักไม่จำเป็น อาการมักหายภายหลังคลอด

การป้องกัน[แก้]

ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคริดสีดวงทวารคือ ทำให้อุจจาระไม่แข็งและผ่านไปได้โดยง่าย ได้แก่ ถ่ายโดยไวเมื่อรู้สึกปวดอุจจาระ การออกกำลังกาย เช่น การเดิน การเพิ่มอาหารที่มีเส้นใย

แนะนำให้ใช้เวลาน้อยขณะเบ่งถ่าย และหลีกเลี่ยงการอ่านหนังสือขณะถ่าย

การวินิจฉัย[แก้]

จากประวัติและอาการของโรค

1. มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากหนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบของทวาร

2. มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ และยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากต้องดันจึงจะกลับเข้าไป และขั้นสุดท้ายอาจย้อนอยู่ภายนอกตลอดเวลา

3. อาการตามข้อ 1 และ 2 อาจเกิดร่วมกันหรือตามกัน

4. มีก้อนและปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และเจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก[2]

การตรวจร่างกาย[แก้]

การวินิจฉัยโรคที่แน่นอนต้องมีการตรวจทางทวารหนัก ซึ่งประกอบด้วย

1. ตรวจดูขอบทวารหนัก ส่วนใหญ่จะปกติหรืออาจเห็นริดสีดวงทวารหนักยื่นออกมา

2. การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ (PR) ไม่ช่วยวินิจฉัยริดสีดวงทวารหนัก แต่ช่วยตรวจแยกโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายริดสีดวงทวารหนัก โดยเฉพาะก้อนหรือแผลบริเวณทวารหนักหรือภายใน rectum เช่น มะเร็งทวารหนัก, ติ่งเนื้อ, ต่อมลูกหมากโต และฝี การตรวจอาจต้องใช้ยาระงับปวดร่วมด้วย

3. การตรวจด้วย anoscope จะตรวจพบหัวริดสีดวงภายในได้ชัดเจน ควรทำเพื่อการวินิจฉัยที่แน่นอน

4. การตรวจด้วย sigmoidoscope ควรทำในรายที่มีอายุมาก และจำเป็นต้องทำถ้ามีประวัติขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง หรือถ่ายเป็นมูก ปนเลือด หรือคลำก้อนได้ภายในทวารหนัก[3]

การรักษา[แก้]

ระดับทั่วไป[แก้]

การรักษาระดับนี้ อาจเป็นการรักษาหลักได้ถ้าเริ่มเป็น และอาการไม่รุนแรง หรือใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับวิธีอื่น

วัตถุประสงค์ เพื่อให้การขับถ่ายอุจจาระสะดวก ไม่ต้องเบ่งรุนแรง และเพื่อระงับอาการที่ก่อให้เกิดความรำคาญ

วิธีการ

1. เพิ่มอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น ผัก และผลไม้

2. ทำให้อุจจาระนิ่มโดย ดื่มน้ำให้มากขึ้น และอาจให้ยาระบายร่วมด้วยถ้ามีอาการท้องผูก

3. รักษาอาการและสาเหตุของท้องเสียถ้ามี

4. ยาระงับอาการ ยาเหล่านี้ควรใช้เมื่อมีอาการและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ยาที่ใช้ได้แก่ ยาสอดทวารหนัก, ยาขี้ผึ้งทวารหนัก, ยารับประทาน

การรักษาเฉพาะเจาะจง[แก้]

มีหลายวิธี การเลือกวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับระยะของโรค อุปกรณ์ที่มีอยู่ ความชำนาญของแพทย์ และสถานที่ที่ทำการรักษา

การฉีดยา[แก้]

วัตถุประสงค์ เพื่อทำให้หัวริดสีดวงยุบลง โดยฉีดยาเข้าไปในชั้นใต้เยื่อบุ (submucosa) ในระดับที่อยู่เหนือ dentate line ทำให้เกิดพังผืดรัดเส้นเลือดบริเวณริดสีดวงและรั้งเนื้อเยื่อริดสีดวงไม่ให้เลื่อนตัวลงมา

ข้อบ่งชี้

1. มีเลือดออก

2. หัวริดสีดวงที่ย้อยไม่มาก

ยาที่ใช้ฉีด ( sclerosing agents) 5% phenol in vegetable oil ,1% polidocanol in ethanol

ตำแหน่งที่ฉีด บริเวณริดสีดวงทวารแต่ต้องเหนือ dentate line เสมอ

จำนวนหัวฉีด ไม่เกิน 3 ตำแหน่งต่อครั้ง

จำนวนยาที่ใช้ ตำแหน่งละประมาณ 2-3 มล.

การฉีดซ้ำ ทุก 2-4 สัปดาห์ จนอาการทุเลา

การดูแลรักษา หลังฉีดยาให้การรักษาระดับทั่วไป

ผลข้างเคียง อาจทำให้เวียนศีรษะ และระคายเคืองทวารหนักเป็นระยะเวลาสั้นๆ ได้

การใช้ยางรัด (rubber band ligation)[แก้]

วัตถุประสงค์ เพื่อรัดให้หัวริดสีดวงหลุดออก และพังผืดที่เกิดจากแผลจะรั้งริดสีดวงที่เหลือให้หดกลับเข้าไปในทวารหนัก

ข้อบ่งชี้ หัวริดสีดวงที่ย้อย และมีขั้วขนาดเหมาะที่จะรัดได้

ข้อพึงระวัง

1. ไม่ควรทำในรายที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ

2. ไม่ควรมีในรายที่ภาวะการแข็งตัวของเลือด

เครื่องมือ

1. คีมจับริดสีดวง

2. เครื่องรัดริดสีดวงทวาร

3. ยางรัด

4. proctoscope (anoscope)

ตำแหน่ง รัดที่ขั้วริดสีดวง ซึ่งควรจะอยู่เหนือ dentate line ประมาณ 1 ซม. จำนวน ครั้งละตำแหน่ง หรือมากกว่า แต่ไม่ควรเกิน 3 ตำแหน่ง

การรัดเพิ่มเติม ทำได้ทุก 3 - 4 สัปดาห์

การดูแลรักษาหลังการรัดยาง

1. ถ้ามีอาการเจ็บมากควรจะต้องเอายางที่รัดออก

2. ให้การรักษาระดับทั่วไปร่วมด้วย

ผลข้างเคียง

1. มีอาการระคายเคืองหรือปวดถ่วงในทวารหนักหลังการรัด อาการไม่รุนแรงมากนักและกินเวลานานประมาณ 24-48 ชั่วโมง รักษาโดยให้ยาระงับปวด

2. มีเลือดออกเมื่อหัวริดสีดวงหลุดเกิดขึ้น 3-7 วัน หลังการรัด มักออกไม่มากและมักจะหยุดเองได้

3. หัวริดสีดวงอาจอักเสบ บวม เจ็บ และย้อยออกมาได้

4. อาการข้างเคียงที่พบได้น้อยแต่รุนแรงมาก ได้แก่ภาวะติดเชื้อบริเวณทวารหนัก ผู้ป่วยจะมีอาการปวดบริเวณทวารหนัก ไข้สูง และปัสสาวะไม่ออก ภาวะเช่นนี้อาจจะรุนแรงมากจนผู้ป่วยถึงแก่กรรมได้ ควรรับผู้ป่วยเข้ารักการรักษาในโรงพยาบาล

การจี้ริดสีดวงทวารด้วยอินฟราเรด (infrared photocoagulation)[แก้]

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบลง และหยุดเลือดออก

ข้อบ่งชี้ ริดสีดวงในระยะที่หนึ่งและสอง

เครื่องมือ infrared photocoagulator

ตำแหน่ง จี้เหนือ dentate line ประมาณ1 ซม.โดยจี้ประมาณ 3 จุด ต่อ1หัว ริดสีดวงทวาร และสามารถจี้ได้ 3 หัว ในการรักษาหนึ่งครั้ง

การรักษาเพิ่มเติม ทุก 3 - 4 สัปดาห์

ผลข้างเคียง อาจเกิดเลือดออกจากแผลได้หลังการจี้ 1-2 สัปดาห์ แต่มักจะไม่มากและหยุดเองได้

การจี้ริดสีดวงทวารด้วย bipolar coagulation[แก้]

วัตถุประสงค์ เพื่อให้ริดสีดวงทวารยุบลง และหยุดเลือดออก

ข้อบ่งชี้ ริดสีดวงทวารระยะที่หนึ่งและที่สอง

เครื่องมือ bipolar forceps และเครื่องจี้ไฟฟ้า

ตำแหน่ง จี้เหนือ dentate line บริเวณขั้วริดสีดวง อาจจี้ได้ถึง 3 หัว ในการรักษา

การรักษาเพิ่มเติม ทุก 3 - 4 สัปดาห์

ผลข้างเคียง อาจมีเลือดออกเล็กน้อยในสัปดาห์ที่ 1 และ 2

การผ่าตัดริดสีดวง[แก้]

วัตถุประสงค์ เพื่อตัดหรือเย็บหรือผู้หัวริดสีดวงที่มีอาการ อาจเสริมด้วยการตกแต่งขอบทวาร เช่น ตัดติ่งหนัง หรือขยายปากทวาร หรือ ตกแต่งแผลที่มีร่วมด้วย

ข้อบ่งชี้ ริดสีดวงระยะที่ 3 และระยะที่ 4และริดสีดวงอักเสบ (strangulated hemorrhoid)

การเตรียมการผ่าตัด

1. ต้องใช้ยาสลบ ยาฉีดไขสันหลัง หรือยาชาเฉพาะที่ ดังนั้นจึงควรทำในโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลที่มีห้องผ่าตัดและห้องพักฟื้น

2. เตรียมความพร้อมในการวางยาสลบและผ่าตัด และการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นตามความเหมาะสม

3. อาจให้ยาระบาย และสวนทวารหนักก่อนผ่าตัด

การผ่าตัด ตัดริดสีดวงทวารออก ซึ่งควรจะตัดออกไม่เกิน 3 ตำแหน่ง แผลผ่าตัดจะเย็บหรือไม่ก็ได้

การดูแลรักษาหลังผ่าตัด

1. ต้องดูแลให้ผู้ป่วยฟื้นเป็นปกติ ในกรณีที่ให้ยาฉีดเข้าไขสันหลัง

2. ให้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสม

3. อาจให้ยา ยาเพิ่มใยกากอาหาร และยาระบายหล่อลื่น

4. ยาปฏิชีวนะ โดยปกติไม่จำเป็นต้องให้ แต่ต้องให้ในรายที่มีข้อบ่งชี้

5. ใช้น้ำล้างหลังถ่าย และอาจแช่น้ำอุ่น

6. ผู้ป่วยควรกลับบ้านได้ เมื่อไม่ปวดแผลมาก

ผลข้างเคียง

1. ปัสสาวะลำบาก ต้องสวนปัสสาวะ หรือคาสายสวนปัสสาวะได้ 2-3 วัน

2. ปวดศีรษะหลังการผ่าตัด (spinal headache)

3. อาจมีเลือดออกได้ตั้งแต่หลังผ่าตัดจนถึงประมาณวันที่ 10 ปกติออกไม่มากและหยุดเอง ถ้าออกมากก็ควรทำการเย็บผูก หรือจี้ไฟฟ้า

4. อาจมีน้ำเหลืองซึมที่ขอบทวาร 4-6 สัปดาห์ ในกรณีที่ไม่ได้เย็บปิดแผล

5. บริเวณปากทวาร อาจบวมเป็นติ่ง

6. อาจถ่ายอุจจาระไม่ออก ในระยะแรก ซึ่งต้องสวนออก

การตรวจหลังผ่าตัด ควรทำเป็นระยะจนกว่าแผลจะหายและอาการเป็นปกติ

การรักษาริดสีดวงทวารที่มีข้อแทรกซ้อน[แก้]

ข้อแทรกซ้อนที่พบบ่อยนอกจากเลือดออกได้แก่ strangulation ของริดสีดวงทวารภายใน และthrombosis ของริดสีดวงทวารภายนอก ที่มีลักษณะสำคัญที่แตกต่างกันออกไป และมีวิธีการรักษาเฉพาะเจาะจงบางอย่าง ดังรายละเอียด ต่อไปนี้

Strangulated internal hemorrhoid[แก้]

อาการ มีก้อนเจ็บที่ขอบทวาร โตขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมงแรกและเจ็บมากในระยะเวลา 5 -7 วันแรก จากนั้นอาการเจ็บและก้อนจะค่อยทุเลา และหายเป็นปกติหรือเกือบปกติประมาณ 2 สัปดาห์ไปแล้ว ระหว่างนั้นจะมีน้ำเมือกไหลและเลือดซึมและถ่ายลำบาก ผู้ป่วยจะเคยหรือไม่มีประวัติของริดสีดวงทวารมาก่อนก็ได้

การวินิจฉัย

1. โดยการดูที่ขอบทวาร

2. ใช้นิ้วสอดในทวารหนัก (PR) แต่ไม่ควรทำถ้าผู้ป่วยเจ็บมาก

3. การตรวจด้วยproctoscope ไม่จำเป็นเพื่อการวินิจฉัย

การรักษา

1. ระดับทั่วไป การรักษาระดับนี้อาจใช้เป็นการรักษาหลักได้ วิธีการเช่นเดียวกับการรักษาระดับทั่วไปของริดสีดวงทวาร และมีเพิ่มเติมดังนี้

1.1 ยาแก้ปวด

1.2 ประคบบริเวณที่บวมด้วยความเย็น

1.3 นั่งบนห่วงยาง

1.4 ยาทา

2. การรักษาอื่น ได้แก่การผ่าตัด (เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวงที่ไม่อักเสบ) และการถ่างขยายทวารหนัก

วัตถุประสงค์ เพื่อลดการบีบรัดหรือเกร็งของกล้ามเนื้อผนังทวารหนัก คลายการปิดกั้นการไหลเวียนกลับของเลือดในหัวริดสีดวง ทำให้หัวริดสีดวงยุบลง

การเตรียมการ

1. ต้องดมยาสลบหรือฉีดยาไขสันหลัง ดังนั้น จำเป็นต้องทำในสถานพยาบาลที่มีห้องผ่าตัดมีห้องพักฟื้น มีวิสัญญีแพทย์หรือพยาบาล

2. เตรียมความพร้อมในการวางยาสลบ และการตรวจทางห้องปฏิบัติการตามความเหมาะสม

การทำ

1. หลังจากได้รับยาสลบแล้ว ผู้ป่วยนอนในท่าตะแคง งดเข่าชิดหน้าอก

2. ใช้นิ้วมือขยายทวารหนัก ออกไปทางด้านข้างทั้งสองด้าน จนในที่สุดสามารถสอดนิ้วมือเข้าไปได้ข้างละ 4 นิ้ว

3. เมื่อเสร็จอาจใส่ฟองน้ำหนาๆ ไว้ในทวารหนัก ประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อลดการบวม

การดูแลหลังทำ

1. ดูแลหลังการวางยาสลบตามแนวปฏิบัติปกติ

2. ให้การรักษาในระดับทั่วไป

3. ไม่ควรอยู่โรงพยาบาลเกิน 2 วัน หลังทำถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนอื่นๆ

ผลข้างเคียง

1. อาจมีปัญหาปัสสาวะลำบากชั่วคราว

2. อาจกลั้นอุจจาระไม่ได้ปกติชั่วคราว

Thrombosed external hemorrhoids[แก้]

อาการ มีก้อนเจ็บที่ขอบทวาร เจ็บมากในระยะแรกและจะค่อยทุเลา บางครั้งมีเลือดออกประมาณวันที่ 7-10 เพราะก้อนเลือดแตกออกมา

การวินิจฉัย

1. เห็นเป็นก้อนเล็ก สีคล้ำใต้ผิวหนังขอบทวาร ผิวหนังเหนือก้อนบวม

2. คลำก้อนได้แข็ง กลิ้งได้ เจ็บมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับขนาดและระยะเวลา

3 ควรใช้มือสอดตรวจภายในทวารหนัก เพื่อแยกโรคอื่น

การรักษา

1. ระดับทั่วไป เช่นเดียวกับการรักษาริดสีดวง ซึ่งใช้เป็นการรักษาร่วมกับการรักษาวิธีอื่น

2. ผ่าเอาก้อน thrombus ออก โดยใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดช่วย

3. ตัดเอาก้อน thrombus และผิวหนังที่บวมเหนือก้อนออก และเย็บขอบแผล ใช้ยาชา[4]

อ้างอิง[แก้]