ระบบรับความรู้สึกทางกาย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
การกระทบสัมผัสเป็นทางประสาทที่สำคัญในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ภาพนี้แสดงการทำเครื่องหมายที่สัมผัสได้ เพื่อบอกว่ามีบันได แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตา

ระบบรับความรู้สึกทางกาย[1] (อังกฤษ: somatosensory system) เป็นส่วนของระบบรับความรู้สึกที่มีการรับรู้อย่างหลายหลาก ประกอบด้วยตัวรับความรู้สึก (sensory receptor) และศูนย์ประมวลผลต่าง ๆ มากมายเพื่อให้เกิดการรับรู้ตัวกระตุ้นหลายแบบรวมทั้งสัมผัส (touch) อุณหภูมิ อากัปกิริยา และโนซิเซ็ปชั่น (ซึ่งอาจให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด) ตัวรับความรู้สึกมีอยู่ที่ผิวหนัง เนื้อเยื่อบุผิว กล้ามเนื้อโครงร่าง กระดูก ข้อต่อ อวัยวะภายใน และระบบหัวใจและหลอดเลือด ถึงแม้จะสืบทอดกันมาตั้งแต่ในครั้งโบราณว่า การรับรู้สัมผัสเป็นหนึ่งในความรู้สึกจาก 5 ทวาร เช่นคำว่า "โผฏฐัพพะ" ในพระพุทธศาสนา แต่ความจริงแล้ว "สัมผัส" เป็นความรู้สึกต่าง ๆ หลายแบบ ดังนั้น ในทางการแพทย์ (ภาษาอังกฤษ) มักจะใช้ศัพท์ว่า "somatic senses (ความรู้สึกทางกาย)" แทนศัพท์ว่า "touch (สัมผัส)" เพื่อที่จะให้ครอบคลุมกลไกความรู้สึกทางกายทั้งหมด

ความรู้สึกทางกายบางครั้งเรียกว่า "somesthetic senses" โดยให้เข้าใจว่า คำว่า "somesthesis" นั้น รวมการรับรู้สัมผัส (touch) การรับรู้อากัปกิริยา และในบางที่ การรับรู้วัตถุโดยสัมผัส (haptic perception[2])[3]

ระบบรับความรู้สึกทางกายทำปฏิกิริยากับสิ่งเร้ามากมายหลายแบบโดยใช้ตัวรับความรู้สึกประเภทต่าง ๆ รวมทั้ง ตัวรับอุณหภูมิ (thermoreceptor), โนซิเซ็ปเตอร์, ตัวรับแรงกล (mechanoreceptor) และ ตัวรับปฏิกิริยาเคมี (chemoreceptor) ข้อมูลความรู้สึกเดินทางไปจากตัวรับความรู้สึกผ่านเส้นประสาทรับความรู้สึก (sensory nerve) ผ่านลำเส้นใยประสาทในไขสันหลัง ตรงเข้าไปในสมอง การประมวลผลโดยหลักเกิดขึ้นในคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิ (primary somatosensory cortex) ในสมองกลีบข้าง ซึ่งอยู่ในเปลือกสมอง

cortical homunculus ที่แสดงไว้โดยไวล์เดอร์ เพ็นฟิลด์

กล่าวอย่างง่าย ๆ ที่สุด ระบบรับความรู้สึกทางกายเริ่มทำงานเมื่อตัวรับความรู้สึกที่กายเขตหนึ่งเริ่มทำงาน โดยถ่ายโอนคุณสมบัติของตัวกระตุ้นบางอย่างเช่นความร้อนไปเป็นสัญญาณประสาท ซึ่งในที่สุดก็จะเดินทางไปถึงเขตสมองที่มีหน้าที่เฉพาะเจาะจงต่อเขตกายนั้น และเพราะมีความเฉพาะเจาะจงอย่างนี้จึงทำให้สามารถที่จะระบุเขตกายที่เกิดความรู้สึกซึ่งเป็นผลแปลของสมอง ความสัมพันธุ์จุดต่อจุดเป็นแผนที่ผิวของกายอย่างนี้ในสมองเรียกว่า homunculus แปลว่า "มนุษย์ตัวเล็ก ๆ " และเป็นส่วนสำคัญในการสร้างจินตภาพของร่างกาย แต่ว่า แผนที่ในสมองอย่างนี้ ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คือสามารถมีการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าทึ่งใจที่เป็นการตอบสนองต่อโรคหลอดเลือดสมอง หรือความบาดเจ็บอื่น ๆ ได้

กายวิภาค[แก้]

องค์ประกอบของระบบรับความรู้สึกทางกาย กระจายไปทั่วส่วนสำคัญในร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และของสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เป็นระบบที่ประกอบด้วยทั้งตัวรับความรู้สึก (sensory receptor) และทั้งเซลล์ประสาทรับความรู้สึก (sensory neuron) ที่ปลายใยประสาทนำเข้า (afferent nerve fiber) เช่นผิวหนัง กล้ามเนื้อ และอวัยวะอื่น ๆ จนกระทั่งถึงนิวรอนที่ฝังลึกในระบบประสาทกลาง

วิถีประสาทรับความรู้สึกทั่วไป[แก้]

วิถีประสาทรับความรู้สึกโดยปกติมีนิวรอนยาว 3 ตัว[4] คือปฐมภูมิ (primary) ทุติยภูมิ (secondary) และตติยภูมิ (tertiary) หรือ first order, second order, และ third order[5]

  • first order neuron มีตัวเซลล์อยู่ที่ปมประสาทรากหลัง (dorsal root ganglion) ที่ไขสันหลัง แต่ว่าถ้าเป็นความรู้สึกที่ศีรษะหรือคอที่เส้นประสาทคอ (cervical nerve) ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตัวเซลล์ก็จะอยู่ที่ปมประสาท trigeminal หรือว่า ปมประสาทที่เส้นประสาทสมอง (cranial nerve) เส้นอื่น ๆ
  • second order neuron มีตัวเซลล์ถ้าไม่ในไขสันหลังก็ในก้านสมอง แอกซอนของนิวรอนที่กำลังเดินทางขึ้นไปจะข้ามไขว้แทยง (decussate) ไปด้านตรงข้ามถ้าไม่ในไขสันหลังก็ในก้านสมอง และแอกซอนส่วนหนึ่งก็จะไปสุดที่ทาลามัสเช่นในส่วน ventral posterior nucleus (VPN) ในขณะที่ส่วนที่เหลือก็จะไปสุดที่ reticular activating system (หรือเรียกว่า reticular system) หรือที่ซีรีเบลลัม
  • และในกรณีการรับรู้สัมผัสและความรู้สึกที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดบางประเภท third order neuron มีตัวเซลล์ใน VPN ของทาลามัส และไปสุดที่รอยนูนหลังร่องกลาง (postcentral gyrus) ของสมองกลีบข้าง

ส่วนปลาย[แก้]

ในระบบประสาทส่วนปลาย ระบบรับความรู้สึกทางกายตรวจจับสิ่งเร้าต่าง ๆ โดยใช้ตัวรับความรู้สึก (sensory receptors) เช่น ใช้ตัวรับแรงกลเพื่อตรวจจับความรู้สึกสัมผัส และโนซิเซ็ปเตอร์เพื่อรับความรู้สึกที่นำไปสู่ความเจ็บปวด ข้อมูลความรู้สึก (เช่นสัมผัสและอุณหภูมิ) ก็จะเดินทางไปยังระบบประสาทกลางผ่านนิวรอนต่าง ๆ ที่อยู่ในใยประสาทนำเข้า (ดังที่กล่าวไว้ด้านบน) ซึ่งเป็นนิวรอนหลายประเภทแตกต่างกันโดยขนาด โครงสร้าง และคุณสมบัติ โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว จะมีความสัมพันธ์กันระหว่างประเภทความรู้สึกกับประเภทของนิวรอนในใยประสาทนำเข้าที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น นิวรอนที่มีแอกซอนที่บาง ไร้ปลอกไมอีลิน ส่งสัญญาณได้ช้า เป็นตัวส่งข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บปวด เทียบกับนิวรอนที่มีแอกซอนหนา มีปลอกไมอีลิน ส่งสัญญาณได้เร็วกว่า เป็นตัวส่งข้อมูลเกี่ยวกับสัมผัสธรรมดา

ลานรับสัญญาณ (receptive field) ของนิวรอนในประสาทนำเข้าหนึ่ง ๆ กำหนดได้โดยลานรับสัญญาณของตัวรับความรู้สึกที่ปลาย และลานรับสัญญาณของตัวรับความรู้สึกก็กำหนดได้โดยส่วนหนึ่งของผิวที่เรียกว่า dermatome[5]

ไขสันหลัง[แก้]

ในไขสันหลัง ระบบรับความรู้สึกทางกายประกอบด้วยวิถีประสาทที่ดำเนินขึ้นไปจากกายไปสู่สมอง[6] จุดหมายสำคัญหนึ่งของวิถีประสาทภายในสมองก็คือ รอยนูนหลังร่องกลาง (postcentral gyrus) ในเปลือกสมอง คือ เป็นจุดหมายของนิวรอนในวิถีประสาท Dorsal column-medial lemniscus pathway และลำเส้นใยประสาท Ventral spinothalamic tract ให้สังเกตว่า วิถีประสาทที่กำลังดำเนินขึ้นไปสู่คอร์เทกซ์ของระบบรับความรู้สึกทางกาย มีการเชื่อมไซแนปส์ถ้าไม่ที่ทาลามัส ก็ที่ reticular formation ก่อนที่จะดำเนินต่อไปสู่คอร์เทกซ์ วิถีประสาทอื่น โดยเฉพาะที่มีส่วนในการควบคุมการรักษาอากัปกิริยา ซึ่งก็คือ ventral spinocerebellar tract และ dorsal spinocerebellar tract ก็จะเชื่อมไซแนปส์ในซีรีเบลลัม จุดหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของนิวรอนใยประสาทนำเข้าที่เข้าไปสู่ไขสันหลังก็คือ นิวรอนที่มีบทบาทเกี่ยวกับปฏิกิริยานอกอำนาจจิตใจคือรีเฟล็กซ์ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของวงจรประสาทในแต่ละข้อของไขสันหลัง

สมอง[แก้]

เขตรับความรู้สึกปฐมภูมิ (primary somatosensory area) ในคอร์เทกซ์มนุษย์ หรือเรียกว่า คอร์เทกซ์รับความรู้สึกปฐมภูมิ (primary somatic sensory cortex หรือ S1) อยู่ในรอยนูนหลังร่องกลาง (postcentral gyrus) ในสมองกลีบข้าง ประกอบด้วยเขตบร็อดแมนน์ 3a, 3b, 1, และ 2[7] รอยนูนหลังร่องกลางเป็นที่อยู่ของเขตรับความรู้สึกปฐมภูมิ ซึ่งเป็นเขตหลักในการแปลผลจากสัญญาณความรู้สึกเกี่ยวกับสัมผัส นิวรอนแต่ละตัวในเขตมีลานรับสัญญาณ (receptive field) ที่ผิวหนัง

ความสัมพันธ์กันระหว่างจุดต่าง ๆ ในคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกาย และส่วนของกายที่ส่งสัญญาณความรู้สึก รู้ได้โดยการบันทึกกระแสไฟฟ้าในจุดต่าง ๆ ของคอร์เทกซ์หลังจากที่กระตุ้นส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย การบันทึกนี้ทำในระหว่างการผ่าตัดสมองเพื่อการรักษาพยาบาล ข้อมูลที่ได้นี้นำไปสู่การสร้างแผนที่ somatotopic[7] ซึ่งเป็นแผนที่เกี่ยวกับเขตความรู้สึกที่มีคล้าย ๆ กันในทุก ๆ ระบบความรู้สึก และในคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิ เป็นแผนที่ที่เรียกว่า sensory homunculus หรือ cortical homunculus (ดูรูปด้านบน) คือ จุดต่าง ๆ ในคอร์เทกซ์ แปลไปสู่จุดต่าง ๆ ในร่างกายได้อย่างคงเส้นคงวา โดยขนาดของจุดในคอร์เทกซ์ขึ้นอยู่กับความสำคัญของข้อมูลความรู้สึกจากส่วนในกาย ตัวอย่างเช่น มีเขตขนาดใหญ่ในคอร์เทกซ์เพื่อรับความรู้สึกจากมือทั้งสอง เทียบกับขนาดที่เล็กว่าของความรู้สึกจากหลัง (ของตัว) ข้อมูลความรู้สึกทางกายที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้และการควบคุมอากัปกิริยานั้น ทั้งหมดดำเนินไปสู่ส่วนอื่นของสมองคือซีรีเบลลัม

สัมผัสละเอียดและหยาบ[แก้]

สัมผัสละเอียด (fine touch หรือเรียกว่า สัมผัสที่แยกตำแหน่งได้) เป็นความรู้สึกประเภทหนึ่งซึ่งยังให้สัตว์สามารถรับรู้และบอกตำแหน่งสัมผัสได้ สัมผัสอีกอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถบอกตำแหน่งได้เรียกว่าสัมผัสหยาบ (crude touch) วิถีประสาท dorsal column-medial lemniscus pathway มีหน้าที่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับสัมผัสละเอียดไปยังเปลือกสมอง

สัมผัสหยาบ (crude touch หรือสัมผัสแยกตำแหน่งไม่ได้) เป็นความรู้สึกอีกประเภทหนึ่งซึ่งยังให้สัตว์สามารถรับรู้ว่า มีอะไรมาถูกต้อง โดยที่ไม่สามารถกำหนดตำแหน่ง ใยประสาทสำหรับสัมผัสหยาบดำเนินไปในลำเส้นใยประสาท spinothalamic tract ไม่เหมือนสำหรับสัมผัสละเอียดซึ่งดำเนินไปใน dorsal column-medial lemniscus pathway

เนื่องจากว่า การรับรู้สัมผัสละเอียดเป็นไปพร้อม ๆ กันกับการรับรู้สัมผัสหยาบ สัตว์นั้นจะสามารถบอกตำแหน่งของจุดที่มีการกระทบได้ นอกจากถ้าใยประสาทที่ส่งข้อมูลสัมผัสละเอียดจะเกิดความขัดข้อง และเมื่อนั้น สัตว์จะสามารถรู้ถึงการกระทบสัมผัส แต่จะไม่สามารถระบุตำแหน่งที่สัมผัส

สรีรภาพ[แก้]

ความรู้สึกสัมผัสสามารถเป็นผลให้เกิดปฏิกิริยาทางกายภาพหลายอย่าง ในรูปนี้ เด็กทารกหัวเราะเพราะถูกพี่สาวจี้

การทำงานของระบบรับความรู้สึกทางกายเริ่มที่การทำงานของตัวรับความรู้สึกทางกายภาพ ตัวรับความรู้สึกทางกายเหล่านี้ มักจะอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ที่สังเกตได้ง่ายที่สุดก็คือในผิวหนังและกล้ามเนื้อ โครงสร้างของตัวรับความรู้สึกเหล่านี้คล้าย ๆ กันทั้งหมด ประกอบด้วยถ้าไม่ใช่ปลายประสาทอิสระ (free nerve ending) ก็จะเป็นปลายประสาทที่มีปลอกเฉพาะกิจหุ้มอยู่ (encapsulated nerve ending) ตัวรับความรู้สึกเหล่านี้เริ่มทำงานเพราะเหตุการเคลื่อนไหว (ตัวรับแรงกล) แรงกด (ตัวรับแรงกล) สารเคมี (ตัวรับความรู้สึกเชิงเคมี) และอุณหภูมิ สิ่งที่ก่อให้เกิดการทำงานอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความสั่นสะเทือน ที่เกิดขึ้นได้เมื่อลูบนิ้วไปตามผิวของวัตถุ นี้เป็นวิธีที่เราสามารถรู้สึกความหยาบละเอียดของผิววัตถุซึ่งมีขนาดเล็กว่า 200 ไมโครเมตร ได้ ความสั่นสะเทือนนี้มีความถี่ที่ 250 เฮิรตซ์ เป็นความถี่ที่ตัวรับแรงกลประเภท Pacinian corpuscle[8] มีความไวมากที่สุด[9] อย่างไรก็ดี ในความรู้สึกแต่ละประเภท หลักการที่ให้เกิดการทำงานในตัวรับความรู้สึกนั้นเหมือนกัน คือ การกระตุ้นที่เหมาะสม (adequate stimuli) ส่งผลให้เกิดการลดขั้ว (depolarization) ในปลายประสาท และหลังจากนั้นศักยะงานก็จะเกิดขึ้น ซึ่งก็จะเดินทางต่อไป (โดยปกติ) สู่ไขสันหลัง

ความต่างกันในบุคคล[แก้]

งานวิจัยหลายงานได้ทำการวัดและสืบสวนถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างบุคคลในเรื่องความรู้สึกสัมผัสแบบละเอียด ประเด็นงานวิจัยที่ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีเรื่องหนึ่งก็คือ ความรู้สึกของผิวสัมผัสโดยไม่ได้ทำเอง (passive tactile spatial acuity) ซึ่งก็คือความสามารถในการกำหนดรายละเอียดของวัตถุที่แนบอยู่กับผิวหนัง มีวิธีการหลายอย่างที่ใช้วัดความสามารถนี้ แต่วิธีที่แม่นยำที่สุดอาจจะคือ การทดสอบหาทิศทางของวัตถุที่นำมาถู (grating orientation task)[10] ในการทดสอบนี้ ผู้รับการทดสอบระบุทิศทางของพื้นผิววัตถุที่ทำเป็นร่อง[11] เป็นการทดสอบที่สามารถทำได้ด้วยมือหรือเครื่องอุปกรณ์อัตโนมัติ[12]

งานวิจัยหลายงานแสดงว่า ความรู้สึกผิวสัมผัสโดยไม่ได้ทำเองมีความเสื่อมลงเมื่อมีอายุมากขึ้น[13][14][15] สาเหตุแห่งความเสื่อมนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการสูญเสียตัวรับความรู้สึกสัมผัสไปตามวัยโดยปกติ สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ ความรู้สึกผิวสัมผัสของนิ้วชี้ ปรากฏว่าดีกว่าในบุคคลที่มีนิ้วชี้เล็ก[16] และมีหลักฐานที่บอกว่า ผลเกี่ยวกับขนาดของนิ้วอย่างนี้ เป็นเหตุแห่งความที่ผู้หญิงมีความรู้สึกของผิวสัมผัสโดยไม่ได้ทำเองดีกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ย[16] เพราะว่า ความหนาแน่นของตัวรับแรงกลชนิด Meissner's corpuscle (หรือเรียกว่า tactile corpuscle) ที่สามารถรับรู้ความสั่นสะเทือนแบบมีความถี่ต่ำ มีระดับที่สูงกว่าในนิ้วที่เล็กกว่า[17] และก็อาจจะเป็นนัยเดียวกันเกี่ยวกับตัวรับความรู้สึกประเภท Merkel cell ซึ่งตรวจจับร่องรอยที่อยู่กับที่ และมีความสำคัญในการรู้สึกผิวสัมผัสที่ละเอียดอ่อน[16]

งานวิจัยหลายงานแสดงว่า ความรู้สึกของผิวสัมผัสโดยไม่ได้ทำเองดีกว่าในคนตาบอดเทียบกับคนตาปกติในวัยเดียวกัน[15][18][19][20][21] ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสภาพพลาสติกข้ามระบบประสาท (cross modal plasticity) ของเปลือกสมองในคนตาบอด อีกอย่างหนึ่ง ก็อาจจะเป็นเพราะสภาพพลาสติกในคอร์เทกซ์เช่นกัน ที่คนตาบอดแต่กำเนิดสามารถประมวลข้อมูลสัมผัสได้รวดเร็วกว่าคนตาปกติ[22]

โรคและความผิดปกติ[แก้]

ความบกพร่องของการรับรู้ความรู้สึกทางกายอาจมีเหตุมาจากโรคเส้นประสาทส่วนปลาย (peripheral neuropathy) ซึ่งอาจจะปรากฏเป็นอาการชาหรือความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia[23])

การชักบางประเภทมีความสัมพันธ์กับระบบรับความรู้สึกทางกาย คือ ความเสียหายในคอร์เทกซ์อาจนำไปสู่การสูญเสียความรู้สึกทางอุณหภูมิ หรือความสามารถในการชี้จุดที่เจ็บปวด (pain discrimination) และสัญญาณบอกเหตุ (aura) เป็นความรู้สึกร้อนหรือความเจ็บปวด ก็เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก่อนการชักในโรคลมชัก (epileptic seizure) หรือการชักเหตุสมองส่วนเดียว (focal seizure) มีการชักอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า Jacksonian seizure ซึ่งปรากฏโดยความรู้สึกที่ผิดปกติ กำหนดตำแหน่งได้ที่ผิวหนัง แต่ไม่ปรากฏตัวกระตุ้นที่ชัดเจน ความรู้สึกผิดปกตินี้อาจจะขยายไปตามแขนขาตามลำดับ ส่องถึงการยิงสัญญาณผิดปกติของนิวรอนในรอยนูนหลังร่องกลาง (postcentral gyrus) ซึ่งเป็นที่ที่การชักกำลังเป็นไป เหตุการณ์ความรู้สึกที่คนไข้จำได้ในช่วงที่เกิดการชัก เป็นประโยชน์เพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายได้ ถ้าคนไข้สามารถชี้แจงถึงลักษณะของการชักและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่วงที่ชักได้[24]

ความไม่รู้ถึงอากัปกิริยา (คือตำแหน่งของอวัยวะในร่างกายหรือการเคลื่อนไหวของอวัยวะเหล่านั้น) หรือไม่สามารถแยกแยะจุดสัมผัส (two point tactile discrimination) ในด้านหนึ่งของกายแสดงถึงความเสียหายในคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิ (primary somatosensory cortex) ในด้านตรงกันข้าม ผลที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นการขาดความรู้สึกในทั้งอวัยวะเช่นแขนขา หรือว่าในทั้งร่างกาย ขึ้นอยู่กับระดับความเสียหาย ความผิดปกติชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ภาวะเสียการระลึกรู้โดยคลำ (Astereognosis) เป็นภาวะที่ไม่สามารถใช้ข้อมูลความรู้สึกสัมผัสในการระบุสิ่งของที่อยู่ในมือ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าความเสียหายอยู่ในเขตมือของคอร์เทกซ์รับความรู้สึกทางกายปฐมภูมิในสมองซีกเดียว คนไข้ที่ปิดตาจะไม่สามารถรู้ถึงตำแหน่งนิ้วในมือด้านตรงข้ามกับสมองที่เสียหาย และจะไม่สามารถระบุวัตถุสิ่งของที่อยู่ในมือเช่นกุญแจหรือโทรศัพท์มือถือ[24]

การตรวจสอบโรคที่มีอยู่ในระบบรับความรู้สึกทางกายเป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีอยู่ในการตรวจระบบประสาท (neurological examination) โดยสามัญเช่นการตรวจสอบความสามารถแยกจุดสัมผัส (two-point discrimination)[5]

เทคโนโลยี[แก้]

งานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีสัมผัส (haptic technology) เป็นผลให้สามารถสร้างความรู้สึกสัมผัสทั้งที่เป็นของวัตถุเสมือน (เช่นในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ผู้ใช้กำลังจัดการวัตถุเสมือน) ทั้งที่เป็นของวัตถุที่มีอยู่จริง ๆ (เช่นในการควบคุมหุ่นยนต์ทางไกล) เทคโนโลยีใหม่นี้เริ่มที่จะให้ผลเป็นความเข้าใจอย่างสำคัญเกี่ยวกับความรู้สึกสัมผัส ในวงการวจีบำบัด (speech therapy) การให้ข้อมูลป้อนกลับทางสัมผัส (tactile feedback) เป็นวิธีที่เริ่มจะใช้ในการพยาบาลความผิดปกติด้านการพูด

ดูเพิ่ม[แก้]

เชิงอรรถและอ้างอิง[แก้]

  1. "ศัพท์บัญญัติอังกฤษ-ไทย, ไทย-อังกฤษ ฉบับราชบัณฑิตสถาน (คอมพิวเตอร์) รุ่น ๑.๑", ให้ความหมายของ somato-gnosis ว่า "ความรู้สึก-ทางกาย" และของ sensory ว่า "-รับความรู้สึก" แต่ว่า สิ่งที่ตีพิมพ์ในวงการมักใช้คำอังกฤษว่า somatosensory system โดยไม่แปล
  2. การรับรู้วัตถุโดยสัมผัส (haptic perception) เป็นกระบวนการรู้จำ (คือความสามารถในการระบุ) วัตถุต่าง ๆ ได้โดยสัมผัส ซึ่งใช้ความรู้สึกต่าง ๆ ทางกายในการรับรู้ลักษณะต่าง ๆ ของพื้นผิวของวัตถุ เช่นขอบ ความโค้งความกลม และความหยาบละเอียด และใช้การรับรู้อากัปกิริยาในการรู้ตำแหน่งรูปร่างของมือที่จับวัตถุ
  3. Robles-De-La-Torre G (2006). "The Importance of the Sense of Touch in Virtual and Real Environments". IEEE Multimedia 13 (3): 24–30. doi:10.1109/MMUL.2006.69. 
  4. Saladin KS. Anatomy and Physiology 3rd edd. 2004. McGraw-Hill, New York.
  5. 5.0 5.1 5.2 ศ.พญ. ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์ (พ.ศ. 2556). ประสาทกายวิภาคศาสตร์พื้นฐาน (ฺBasic neuroanatomy). กรุงเทพมหานคร: ศ.พญ. ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์. ISBN 978-616-335-105-0. 
  6. Nolte J.The Human Brain 5th ed. 2002. Mosby Inc, Missouri.
  7. 7.0 7.1 Purves, Dale (2012). Neuroscience, Fifth Edition. Sunderland, MA: Sinauer Associates, Inc. pp. 202–203. ISBN 978-0-87893-695-3. 
  8. Pacinian corpuscle เป็นหนึ่งในตัวรับแรงกล (mechanoreceptor) หลัก 4 อย่าง เป็นปลายประสาทมีเปลือกหุ้มในผิวหนัง มีความไวต่อความสั่นสะเทือนและแรงกด (pressure) ความไวต่อความสั่นสะเทือนสามารถใช้เพื่อรับรู้ผิวของวัตถุว่าขรุขระหรือเรียบ
  9. Scheibert J, Leurent S, Prevost A, Debrégeas G. (2009) . The role of fingerprints in the coding of tactile information probed with a biomimetic sensor" Science 323 (5920) 1503-6.doi:10.1126/science.1166467 PMID 19179493
  10. Van Boven, R. W.; Johnson, K. O. (1 December 1994). "The limit of tactile spatial resolution in humans: Grating orientation discrimination at the lip, tongue, and finger". Neurology 44 (12): 2361–2361. doi:10.1212/WNL.44.12.2361. 
  11. Craig JC. (1999). "Grating orientation as a measure of tactile spatial acuity.". Somatosens Mot Res. 16 (3): 197–206. PMID 10527368. 
  12. Goldreich, D; Wong, M; Peters, RM; Kanics, IM (2009 Jun 3). "A Tactile Automated Passive-Finger Stimulator (TAPS) .". Journal of visualized experiments : JoVE (28). doi:10.3791/1374. PMID 19578327. 
  13. Stevens, JC; Alvarez-Reeves, M; Dipietro, L; Mack, GW; Green, BG (2003). "Decline of tactile acuity in aging: a study of body site, blood flow, and lifetime habits of smoking and physical activity.". Somatosensory & motor research 20 (3-4): 271–9. doi:10.1080/08990220310001622997. PMID 14675966. 
  14. Manning, Hélène; Tremblay, FranÇois (2006). "Age differences in tactile pattern recognition at the fingertip". Somatosensory & Motor Research 23 (3-4): 147–155. doi:10.1080/08990220601093460. 
  15. 15.0 15.1 Goldreich, D; Kanics, IM (2003). "Tactile acuity is enhanced in blindness.". Journal of neuroscience 23 (8): 3439–45. PMID 12716952. 
  16. 16.0 16.1 16.2 Peters, RM; Hackeman, E; Goldreich, D (2009). "Diminutive digits discern delicate details: fingertip size and the sex difference in tactile spatial acuity.". Journal of neuroscience 29 (50): 15756–61. doi:10.1523/JNEUROSCI.3684-09.2009. PMID 20016091. 
  17. Dillon, YK; Haynes, J; Henneberg, M (2001). "The relationship of the number of Meissner's corpuscles to dermatoglyphic characters and finger size.". Journal of anatomy 199 (Pt 5): 577–84. PMID 11760888. 
  18. Stevens, Joseph C.; Foulke, Emerson; Patterson, Matthew Q. (1996). "Tactile acuity, aging, and braille reading in long-term blindness.". Journal of Experimental Psychology: Applied 2 (2): 91–106. doi:10.1037/1076-898X.2.2.91. 
  19. Van Boven, RW; Hamilton, RH; Kauffman, T; Keenan, JP; Pascual-Leone, A (2000). "Tactile spatial resolution in blind braille readers.". Neurology 54 (12): 2230–6. PMID 10881245. 
  20. Goldreich, D; Kanics, IM (2006). "Performance of blind and sighted humans on a tactile grating detection task.". Perception & psychophysics 68 (8): 1363–71. PMID 17378422. 
  21. Wong, M; Gnanakumaran, V; Goldreich, D (2011). "Tactile spatial acuity enhancement in blindness: evidence for experience-dependent mechanisms.". Journal of neuroscience 31 (19): 7028–37. doi:10.1523/JNEUROSCI.6461-10.2011. PMID 21562264. 
  22. Bhattacharjee, A; Ye, AJ; Lisak, JA; Vargas, MG; Goldreich, D (2010). "Vibrotactile masking experiments reveal accelerated somatosensory processing in congenitally blind braille readers.". Journal of neuroscience 30 (43): 14288–98. doi:10.1523/JNEUROSCI.1447-10.2010. PMID 20980584. 
  23. ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน (paresthesia) เป็นความรู้สึกจักจี้ เหน็บชา ร้อนคัน หรือเหมือนถูกเข็มจิ้ม ที่ผิวหนังโดยไม่ปรากฏผลเสียหายทางกายภาพในระยะยาว อาจปรากฏอาการแบบชั่วคราวหรือแบบเรื้อรัง
  24. 24.0 24.1 Augustine, James R. (2008). Human Neuroanatomy. San Diego, CA: Academic Press. p. 360. ISBN 978-0-12-068251-5. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • Hayward V, Astley OR, Cruz-Hernandez M, Grant D, Robles-De-La-Torre G. Haptic interfaces and devices. Sensor Review 24 (1), pp. 16–29 (2004) .
  • Purves, Dale (2012). Neuroscience, Fifth Edition. Sunderland, MA: Sinauer Associates, Inc. pp. 202–203. ISBN 978-0-87893-695-3.