พระเสวียนจั้ง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพวาดพระถังซัมจั๋ง

เหี้ยนจัง[1] หรือสำเนียงกลางว่า เสวียนจั้ง (จีน: 玄奘; พินอิน: Xuánzàng; ประมาณ ค.ศ. 602 – 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 664[2]) หรือที่รู้จักในนิยายไซอิ๋วว่า ถังซัมจั๋ง (จีน: 唐三藏) เป็นพระภิกษุที่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา มาแต่เยาว์ แต่ยังมีสิ่งที่ค้างอยู่ในใจ คือการเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกชมพูทวีป เมื่อเติบใหญ่ขึ้นจึงได้ออกเดินทาง โดยได้เขียนเป็นบันทึกการเดินทางไว้ด้วย ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. 1189 (ค.ศ. 646) มีชื่อว่า "ต้าถังซีโหยวจี้" (大唐西游记) แปลว่า "จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง" โดยในนั้นเล่าถึงการเดินทางที่ไปพบปะกับภูมิประเทศที่แตกต่างออกไป สภาพผู้คน วัฒนธรรมที่หลากหลาย น่าสนใจ รวมไปถึงการทหารและการเมืองการปกครอง

หนังสือ "ต้าถังซีโหยวจี้" ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยและตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 โดย ซิว ซูหลุน ตีพิมพ์โดย สำนักพิมพ์มติชน (ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ) ความยาว 12 บรรพ จำนวนรวม 520 หน้า ชื่อภาษาไทยว่า "ถังซำจั๋ง จดหมายเหตุการเดินทางสู่ดินแดนตะวันตกของมหาราชวงศ์ถัง"[ต้องการอ้างอิง]

ประวัติ[แก้]

พระถังซัมจั๋ง หรือพระเสวียนจั้ง เกิดในสกุลเฉิน นามเดิมชื่อฮุย (เฉิน(chen)อ่านออกเสียงตามจีนกลางแต่ถ้าอ่านออกเสียงตามจีนแต้จิ๋วคือ ตั้ง ภายหลังต่อมาในราชวงศ์ถังบรรดาคนตระกูลเฉินในเมืองฉางอาน ลั๋วหยางนำโดยแม่ทัพเฉินหยวนกวง(ตั้งง่วนกวง) ได้อพยพไปอยู่ตั้งถิ่นฐานถือครองที่ดินและปกครองที่ดินบริเวณแต้จิ๋ว ซัวเถา กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน โดยรอบ) พระเสวียนจั้ง หรือ เฉิน ฮุย เกิดในรัชสมัยพระเจ้าสุยเหวินตี้ (Sui Wen Di) ที่นครลั่วหยาง อำเภอโกวซื่อ มณฑลเหอหนาน บิดาชื่อเฉิน หุ้ย เคยรับราชกาลเป็นนายอำเภอในสมัยต้นราชวงศ์สุย เนื่องจากการเมืองในสมัยปลายราชวงศ์สุยเสื่อมทราม จึงลาออกจากราชกาลกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด บรรพบุรุษของท่านพระเสวียนจั้ง เป็นเชื้อสายขุนนางในราชวงศ์ฮั่น ปู่ทวดเฉินซิน ปู่เฉินคัง ล้วนเคยเป็นมหาอำมาตย์มาก่อน เป็นบุตรชายคนสุดท้อง จาก4คน เมื่อเยาว์วัยได้ติดตามพี่ชายคนที่สอง ซึ่งบวชเป็นพระภิกษุในเมืองลั่วหยาง และได้รับเลือกให้เป็นนาคหลวง บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี และมีความสามารถในการแสดงธรรมเป็นอย่างมาก เมื่อสิ้นราชวงศ์สุย และเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ถังแล้ว ท่านจึงตัดสินใจเดินทางไปแสวงธรรมในประเทศอินเดีย ได้ออกเดินทางเมื่อเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 1170 เจินกว้านปีที่1 โดยลักลอบเดินทางออกนอกประเทศ เพียงคนเดียวในตอนกลางคืน เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามเปลี่ยนราชวงศ์ และสถาปนาราชวงศ์ถัง ตลอดแนวชายแดนยังถูกอิทธิพลของชนชาติเติร์กคุกคาม จึงมีกฎห้ามประชาชนเดินทางออกนอกพรมแดน ถ้าไม่มีหนังสืออนุญาต

พระถังซัมจั๋ง ได้ศึกษาพระธรรมในอินเดีย ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา นานถึง 17 ปี รวมระยะเวลาไปกลับทั้งสิ้น 19 ปี เป็นระยะทางกว่า 5 หมื่นลี้ ส่งให้จดหมายเหตุชิ้นนี้ของท่านนั้นอุดมไปด้วยข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับดินแดนในเอเชียกลางและเอเชียใต้เมื่อพันกว่าปีที่แล้วกว่า 138 แว่นแคว้น โดยในจำนวนนี้มี 110 แคว้นที่ท่านเดินทางไปด้วยตนเอง ขณะที่อีก 28 แคว้นนั้นท่านบันทึกจากคำบอกเล่าของผู้อื่น นับเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง

พระถังซัมจั๋ง เดินทางกลับจีนพร้อมทั้งนำพระไตรปิฎกฉบับภาษาสันสกฤตกลับมาด้วย โดยขากลับของการเดินทางท่านมีชื่อเสียงเป็นพระนักเทศน์ ปฏิบัติ ทรงความรู้ อันดับต้นในอินเดียและมีฐานะเป็นรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดีย ท่านเดินทางถึงเมืองหลวงของจีนคือ เมืองฉางอาน มีการเตรียมการต้อนรับจากชาวเมืองกับทางการ ในกำหนดการ วันที่ 24 เดือน 1 ปี พ.ศ. 1188 ในสมัย พระเจ้าถังไท่จง พระองค์ทรงเป็นปราชญ์ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงทรงอุปถัมภ์การแปลพระไตรปิฎก จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีน และ พระเจ้าถังไท่จงได้ทรงอาราธนาพระถังซัมจั๋งให้เขียนบันทึกการเดินทางไปอินเดีย จึงปรากฏหนังสือเรื่อง ต้าถังซีวีจี้ ในรัชกาลต่อมาพระเจ้าถังเกาจง พระองค์ทรงรับอุปถัมภ์งานแปลพระไตรปิฎกต่อ พระถังซัมจั๋งดำเนินงานต่อไปจนมรณภาพในปี พ.ศ. 1207[3]

พระถังซัมจั๋งในวรรณคดี[แก้]

พระถังซัมจั๋ง ภาคนิยายไซอิ๋ว (西游记) เป็นผู้มีบุญมาเกิด โดยลอยมาตามน้ำ พระภิกษุรูปหนึ่งเก็บได้ และเลี้ยงให้เติบใหญ่ โดยเป็นผู้ที่ใฝ่ในพระธรรมมาตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเติบใหญ่จึงได้บวชเรียน มีชื่อเสียงทางด้านศีล สมาธิ ปัญญา จนกระทั่งได้รับการอุปถัมภ์จากถังไท่จงฮ่องเต้ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ถัง ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา นับถือเป็นน้องชายบุญธรรม ให้ใช้ชื่อว่า "ถังซัมจั๋ง" และได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ไปอัญเชิญพระไตรปิฏก ณ ชมพูทวีป อันห่างไกล

ตลอดระยะเวลาการเดินทาง พระถังซัมจั๋ง ต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ เชื่อว่าเนื้อของพระถังซัมจั๋งกินแล้วอายุยืนหมื่นปี พระถังซัมจั๋งจึงมักถูกพวกปิศาจจับตัวบ่อยครั้ง

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. คำแปลเรื่อง ไซอิ๋ว ใช้ว่า "เหี้ยนจึง" [พระโสภณอักษรกิจ (เล็ก สมิตะศิริ). (2547). ไซอิ๋ว. กรุงเทพฯ: ศรีปัญญา. ISBN 9749207769.]

    "ฝ่ายพระอาจารย์ฮวดเม้ง...เห็นที่ริมฝั่งมีเด็กน้อยนอนอยู่บนแผ่นกระดาน ก็ให้คิดพิศวงประหลาดใจมาก จึงรีบเดินลงไปที่ทารก แก้ผ้าที่รัดเด็กออก จึงเห็นหนังสือฉบับหนึ่งอยู่บนอกเด็ก พระอาจารย์จึงหยิบหนังสือนั้นมาคลี่ออกอ่านดู ก็รู้มูลเหตุของเด็กนั้นทุกประการ จึงอุ้มเด็กนั้นกลับมายังกุฎีโดยความกรุณา ตั้งชื่อให้เรียกว่า กังลิ้ว แปลว่า ลอยคลอง พระอาจารย์จึงเก็บหนังสือฉบับนั้นซ่อนไว้ แล้วจึงสั่งแก่ศิษย์ทั้งหลายให้เลี้ยงเด็ก...ครั้นจำเนียรกาลมา...พระอาจารย์ฮวดเม้งเห็นเด็กกังลิ้วเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ก็ให้ปลงผมบวชเป็นหลวงจีน พระอาจารย์ให้นามว่า เหี้ยนจึง..."

  2. Sally Hovey Wriggins. Xuanzang: A Buddhist Pilgrim on the Silk Road. Westview Press, 1996. Revised and updated as The Silk Road Journey With Xuanzang. Westview Press, 2003. ISBN 0-8133-6599-6, pp. 7, 193
  3. http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/nation/dictionary/dict13.htm