บริตนีย์ สเปียส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางมาจาก บริตนีย์ สเปียรส์)

สำหรับอัลบั้มเพลงในชื่อเดียวกันนี้ ดูที่ บริตนีย์ (อัลบั้ม)

บริตนีย์ สเปียส์
Britney-Spears Boys.jpg
บริตนีย์แสดงคอนเสิร์ต
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด Britney Jean Spears
วันเกิด 2 ธันวาคม ค.ศ. 1981 (30 ปี)
แนวเพลง ป็อป
อาชีพ ครูสอนเต้น นักร้อง นักแสดง นักเต้น นักแต่งเพลง
ปี พ.ศ . 2538 - 2540 (งานก่อนออกเดี่ยว)
พ.ศ. 2541 - ปัจจุบัน (ผลงานเดี่ยว)
ค่าย Jive Record / Sony BMG
เว็บไซต์ britney.com
britneyspears.com

บริตนีย์ จีน สเปียส์ (อังกฤษ: Britney Jean Spears) เกิดเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2524) เป็นนักร้อง-นักแต่งเพลง, นักเขียน และนักแสดงหญิงชาวอเมริกัน บริตนีย์มีชื่อเสียงหลังจากซิงเกิลแรก "เบบีวันมอร์ไทม์" โด่งดังไปทั่วโลก โดยนับตั้งแต่เริ่มอาชีพการเป็นนักร้อง ผลงานของเธอขายได้กว่า 85 ล้านชุดทั่วโลก[1]

บริตนีย์ได้รับฉายาว่าเป็น เจ้าหญิงแห่งวงการเพลงป๊อบ นอกจากนั้นเธอยังเป็นนักร้องประสบความสำเร็จ และมียอดขายสูงสุด (สำหรับนักร้องหญิง) ในปี 1999-2009 อีกด้วย[2]

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

[แก้] เข้าสู่วงการ

บริตนีย์ จีน สเปียส์ เกิดที่เมืองแม็คคอมบ์ ในรัฐมิสซิสซิปปี แต่มาโตที่เมืองเคนต์วูด ในรัฐลุยเซียนา บริตนีย์ถูกเลี้ยงดูมาในแบบครอบครัวชาวคริสต์แบบติสต์ บริตนีย์เป็นบุตรสาวคนกลางของ เจมี่ พาร์เนลล์ สเปียส์ ช่างก่อสร้าง และ ลินน์ ไอรีน บริดจส์ อดีตครูโรงเรียนชั้นประถม บริตนีย์มีพี่ชายคือ ไบรอัน และน้องสาวคือ เจมี่ ลินน์

[แก้] 1991 เดินสาย

เมื่ออายุ 8 ขวบ บริตนีย์เดินทางไปแอตแลนต้า เพื่อคัดตัวเข้าร่วมรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ทางช่องดิสนีย์แชนนัล ซึ่งก็เข้าถึงรอบสุดท้าย แต่กลับถูกคัดออกในที่สุด เนื่องจากถูกพิจารณาว่า ยังเด็กเกินไป อย่างไรก็ดี โปรดิวเซอร์ของรายการได้แนะนำเธอให้กับโปรดิวเซอร์รายการในนิวยอร์กซิตี้ ที่ซึ่งเธอใช้เวลาในฤดูร้อนช่วงปิดภาคเรียนในโรงเรียนการแสดง จนได้รับบทในละครบรอดเวย์เรื่อง Ruthless ในปี ค.ศ. 1991[3]

เมื่ออายุ 13 ปี บริตนีย์ได้เดินทางไปเข้าร่วมคัดเลือกตัวในรายการ มิคกี้ เม้าส์ คลับ อีกครั้ง และคราวนี้เธอได้รับคัดเลือก บริตนีย์เป็นส่วนหนึ่งของ มิคกี้ เม้าส์ คลับ ร่วมกับ จัสติน ทิมเบอร์เลค ต่อมาได้เป็นอดีตแฟนหนุ่ม และคริสติน่า อากีเลร่า นักร้องที่ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นคู่แข่งของเธอตลอดมา ไม่นานหลังรายการออกไปก็ถูกยุบในปีค.ศ. 1994 บริตนีย์จึงได้เดินทางกลับไปยังเคนต์วูด เพื่อเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนมัธยม

[แก้] 1997 เข้าวงการ

ค.ศ. 1997 บริตนีย์ได้เข้าร่วมวงดนตรีหญิงล้วนที่มีชื่อ อินโนเซ้นต์ และได้เริ่มทำเดโม่เทป จนในที่สุดได้เซ็นสัญญากับต้นสังกัด ไจฟ์ เร็คคอร์ดส (ภาษาอังกฤษ Jive Record)ในปีเดียวกันนี้เอง และต่อมาก็ได้เล่นเปิดคอนเสิร์ตให้ วงเอ็นซิงก์และ แบ็คสตรีท บอยส์‎ซึ่งมี จัสติน ทิมเบอร์เลค เป็นนักร้องนำในวงด้วย

บริตนีย์ ได้ร่วมงานกับ แม็กซ์ มาร์ติน โปรดิวเซอร์จากสวีเดนที่สร้างชื่อให้กับแบ็คสตรีท บอยส์‎และ เอริค ฟอสเตอร์ ไวต์ ที่เคยร่วมงานกับ วิทนีย์ ฮูสตัน มาแล้ว เพลงแรกที่เริ่มบันทึกเสียงกันคือ เบบีวันมอร์ไทม์ เป็นการประกาศตัวในฐานะนักร้องหญิง

[แก้] 2541 – 2543:พรมแดงแห่งเจ้าหญิง

ภาพจากมิวสิกวิดีโอเพลง Baby One More Time

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2541 ได้เปิดตัวซิงเกิ้ลแรกของเธอ Baby One More Time สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 1 ในชาร์ตบิลบอร์ดของสหรัฐอเมริกา [4] ซิงเกิลนี้เป็นซิงเกิ้ลที่ทำให้เธอ กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเราด้วย โดยนิตยสารโรลลิงสโตนและเอ็มทีวีได้จัดอันดับเพลงนี้ให้อยู่ในลำดับที่ 25 ของ 100 เพลงป๊อปที่ดีที่สุดตลอดกาล

สำหรับ ...Baby One More Time อัลบั้มแรกที่ใช้ชื่อเดียวกันกับซิงเกิลเปิดตัวได้ออกวางจำหน่ายในช่วงต้นปี พ.ศ. 2542 โดยตัวอัลบั้มเปิดตัวที่อันดับ 1 ใน บิลบอร์ดชาร์ต สาขาอัลบั้มยอดเยี่ยม [4]

  • "Sometimes" ซิงเกิ้ลต่อมา ติดอันดับ 5 ในอเมริกา
  • "(You Drive Me) Crazy" ขึ้นอันดับ 10 ในอเมริกา และ อันดับ 5 ในอังกฤษ
  • "Born to Make You Happy" ที่สามารถขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษได้

ในอัลบั้มชุดนี้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 2 สาขาคือ ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และศิลปินเพลงป็อปหญิงยอดเยี่ยม

ยังได้รับหลายรางวัลดังนี้

  • รางวัลนักร้องหญิงดีเด่น (Best Female Artist)
  • รางวัลศิลปินหน้าใหม่ดีเด่น (Best Breakthrough Act)
  • รางวัลการแสดงป็อปดีเด่น (Best Pop Act)
  • รางวัลเพลงดีเด่น (Best Song)

งานเอ็มทีวี ยุโรป มิวสิก อวอร์ดสที่ดับลิน

หลังจากประสบความสำเร็จอย่างสูงจากอัลบั้มชุดแรก บริตนีย์ก็กลับเข้าสตูดิโอในช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ. 2542 เพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มชุดใหม่ Oops!... I Did It Again ซิงเกิ้ลแรกจากอัลบั้มชุดที่ 2 เพลงOops!... I Did It Again สามารถขึ้นสู่อันดับสูงที่สุดในอเมริกา และอัลบั้มขายขายดีอันดับ 1 โดยสัปดาห์แรกสามารถขายได้ถึง 1.3 ล้านหน่วย ซิงเกิ้ลต่อๆมา "Lucky", "Stronger"และ "Don't Let Me Be The Last To Know" ทุกเพลงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงเป็นอย่างดี

[แก้] เปิดตัวราชินี

ปี 2000 บริทนีย์ได้ขึ้นการแสดงของงาน เอ็มทีวี มิวสิกอวอร์ด 2000 ที่เธอได้ขึ้นไปร้องเพลง Oops! i did it again แบบรีมิกซ์โดยเปิดตัวในชุดเรียบสีดำและเมื่อร้องไปได้ไม่นาน เธอได้เปลี่ยนชุด เป็นชุดยาวสีขาวแทน โดยมีนัยว่า "บริตนีย์ ไม่ได้เป็นเด็กสาวอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้หญิงเต็มตัว"

[แก้] 2544 – 2547: ราชินีป็อปแดนซ์

เดือนพฤศจิกายน 2544 เธอออกอัลบั้มชุดที่ 3 "Britney" เปิดตัวที่อันดับ 1 ในอเมริกาโดยยอดขายในสัปดาห์แรกคือ 746,000 แผ่น มีซิงเกิ้ลแรกคือ "I'm a Slave 4 U" ที่ The Neptunes มาช่วยแต่งและโปรดิวซ์ให้ ถึงแม้ว่าตัวอัลบั้มจะไม่ประสบความสำเร็จเช่นเคย แต่เป็นก้าวสำคัญในด้านการพัฒนาฝีมือ โดยบริตนีย์ได้ร่วมแต่งเพลงในอัลบั้ม 5 เพลง

ใน กุมภาพันธ์พ.ศ. 2545 เธอได้มีผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียว ชื่อเรื่องว่า ครอสโรดส์ (Crossroads) ต่อมาในเดือนมีนาคม เธอได้ประกาศเลิกจัสติน ทิมเบอร์เลคที่คบกันมานาน

ในระหว่างทัวร์คอนเสิร์ต Dream Within a Dream Tour ที่เม็กซิโก บริตนีย์ได้หยุดเล่นคอนเสิร์ตกลางคัน อันเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้ายและเมื่อจบทัวร์ บริตนีย์ได้ออกมาประกาศเธอต้องการจะหยุดพักชั่วคราวในปีนี้เอง ความสำเร็จขอบริตนีย์ได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อนิตยสาร ฟอร์ส ได้จัดอันดับเธอให้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

เธอได้ร่วมแสดงในงาน เอ็มทีวี วีดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 2003 ร่วมกับมาดอนน่า และ คริสติน่า อากีเลร่า ในเพลง "Like a Virgin/Hollywood" โดยมาดอนน่าได้จูบ บริตนี่ย์ ก่อนที่จะจูบ คริสติน่า อากีเลร่า เป็นข่าวที่สร้างประแสให้กับคนทั้งโลก

บริตนีย์ สเปียส์ ปี 2003

พฤศจิกายน 2546 เธอได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 "In the Zone" แนวเพลงมีการเพิ่ม synthpop มากขึ้น ยังได้ศิลปินชื่อดังอย่าง Moby และ R. Kelly มาช่วยแต่งเพลงด้วย In the Zone ขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาในสัปดาห์แรกด้วยยอดขายมากกว่า 609,000 แผ่น ทำให้เธอได้เป็นศิลปินหญิงคนแรกที่มีการเปิดตัวอัลบั้มเในชาร์ทอันดับ1 ถึง 4 อัลบั้ม

  • ซิงเกิ้ลแรก"Me Against the Music" โดยทำงานร่วมกันกับ มาดอนน่าโดยสร้างปรากฏการฮิตต่อเนื่องโดยสามารถอยู่บนชาร์ตของ TRL เป็นเวลากว่า 9 สัปดาห์
  • ซิงเกิ้ลที่ 2 "Toxic" เป็นเพลงที่สร้างความสำเร็จให้กับอัลบั้มนี้เป็นอย่างมากสามารถเข้ามาอยู่ในท็อปเทนของบิลบอร์ด ฮ็อต 100
  • ซิงเกิ้ลที่ 3 "Everytime" สามารถเข้าสู่ท้อปชาร์ตอังกฤษ โดยขึ้นอันดับ 1 อย่างสง่างาม โดยยอดขายรวมของอัลบั้มนี้ขายได้กว่า 10 ล้านก๊อปปี้

ในปีเดียวกันนั้นเธอก็มีคอนเสิร์ตจากอัลบั้มIn The Zone ชื่อว่า The Onyx Hotel Tour ถือได้ว่าเป็นคอนเสริตเดียวที่ติดเรทและไม่มีการบันทึกการแสดงสดเลย ยดเว้นการถ่ายทอดและการบันทึกเทปของผู้เข้าชมเท่านั้น โดยเป็นคอนเสริตแรกของบริตนีย์ที่เปิดจองบัตรเพียง 26 นาทีแรกของวันแรกก็สามารถจำหน่ายบัตรได้หมดทุกที่นั่ง แต่หลังจากการเล่นคอนเสริตที่ นิวยอกซ์ได้มีการถ่ายมิวสิกวีดีโอใหม่ ซึ่งบริตนีย์ได้รับอบัติเหตุจนไม่สามารถเล่นคอนเสริตต่อได้ จึงยกเลิกทัวส์ที่เหลือทั้งหมด และทัวร์นี้ของเธอก็ได้ทำลายสถิติคอนเสิร์ต Britney Spears live in Las Vegas "Dream within a dream tour" ของตัวเอง ทำรายได้มากกว่าเดิม 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

บริตนีย์ออกผลงานรวมฮิตที่มีชื่อว่า Greatest Hits: My Prerogative อัลบั้มขึ้นอันดับ 4 ได้มีการร้องเพลงใหม่เพิ่มในชื่อเพลง "My Prerogative" และ "Do Somethin'" การวางขายในอเมริกาสามารถจำหน่ายได้มากถึง 255,000 แผ่นภายในสัปดาห์เดียวและนี่เป็นอัลบั้มที่สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 8 ล้านแผ่นทั่วโลก ได้รับการขายที่เรียกว่า แพตตินัม

[แก้] 2550 - 2551: กลับสู่เวที

บริตนีย์ สเปียส์ ออกซิงเกิ้ลใหม่ คือ Gimme More ซึ่งเป็นซิงเกิลนำในอัลบั้มที่ 5 โดยเธอได้แสดงในงานเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2007 แต่ด้วยการจากเวทีของเธอยาวนานเกินไป จนทำให้หลายคนล้มเลิกความตั้งใจในการเป็นแฟนคลับ และ เป็นการเปิดตัวที่แย่ที่สุด แต่ก็มีหลายฝ่ายที่ยืนมือมาช่วยเธอเพื่อกลับมายืนที่เดิมอีกครั้ง โดยการทำให้หลายคนยอมรับ โดยหนังในนิตยสาร Us รายงานว่า "มันเลวร้ายเสียจนตัวเธอเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเสียต่อการแสดงของเธอเมื่อเข้าไปหลังเวที แต่เธอจะทำอะไรได้เมื่อการแสดงที่เธอหวังจะใช้มันเรียกคืนวันเก่าๆ ของเธอกลับมาได้ส่งไปสู่สายตาชาวโลกนับล้าน" [5] แต่ขณะที่กรรมการรายการอเมริกันไอดอลอย่าง ไซมอน โคเวล ออกมาให้ความเห็นว่า "เธอขโมยความสนใจของงานนั้นไปทั้งหมด ไม่ว่าคุณจะปลื้มมันหรือไม่ เพราะสิ่งที่คุณได้ยินหลังจากวันนั้นจะมีแต่เรื่องของเธอเท่านั้น มันไม่ใช่การแสดงที่ดีที่สุด เธอยังไม่พร้อมสำหรับมัน แต่มันก็กลายเป็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับตัวเธอมากกว่าศิลปินคนใดบนโลกใบนี้ใน 48 ชม.ที่ผ่านมาก็แล้วกัน" [6]

Gimme More เพลงนี้โปรดิวซ์โดย เนท “แดนจา” ฮิลส์ ( ที่เคยทำงานกับเนลลี เฟอร์ทาโด และ ทิมบาแลนด์ มียอดขายดาวน์โหลดที่ iTunes มากถึง 179,000 โหลดในสัปดาห์แรกส่งผลให้เพลงนี้ติดอันดับ 1 ในชาร์ททันที เพลงนี้ขึ้นจากอันดับ 68 เป็นอันดับ 3 ในชาร์ทบิลบอร์ด

อัลบั้ม Blackout วางแผงในวันที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2007 หลังจากที่เพลงของเธอถูกมือดีปล่อยงานเพลงของเธอทางอินเทอร์เน็ตหลายเพลง แต่เป็นเดโมที่ตักต่อยังไม่เสร็จทำให้ต้นสังกัด Jive Record ต้องเลื่อนการวางแผงอัลบั้มของเธอจากเดิมไปเป็นวันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 โดยมีการเพิ่มรานยการตัดต่อเพลงเพิ่มเข้าไปใหม่ โดยผลงานชุดนี้ได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงมือดีหลายราย ไม่ว่าจะเป็น เพลง ‘Heaven on Earth’ โปรดิวซ์โดยโปรดิวเซอร์รุ่นใหม่ไฟแรง Freescha และ Kara DioGuardi ที่สร้างชื่อจากเพลง ‘Walk Away’ ของเคลลี่ คลาร์กสัน

ซิงเกิ้ล 2 เพลง "Piece of Me" โปรดิวซ์โดย Bloodshy & Avant โดยเพลงนี้เป็นเพลงส่วนตัวที่สุดเท่าที่บริตนีย์ร้องมา โดยมีเนื้อหาส่วนใหญ่จากช่วงชีวิตที่ตกต่ำของเธอนั้นเอง เช่นกัน นิตยสาร Entertainment Weekly ของอเมริกา พูดถึงเพลงนี้ไว้ว่าเป็นเพลงที่ “ดุดัน” และ “ส่วนตัว” มากที่สุดเพลงหนึ่งของบริตนีย์ //เนื้อหาของเพลงพูดถึงการที่นักข่าวคอยจับตามองเธอในทุกย่างก้าว ไม่ว่าเธอจะขยับตัวทำอะไรก็เป็นข่าวตลอดเวลา (I’m Miss American dream Since I was seventeen don’t matter if I step on the scene or sneak away to the Philippines they still gon put pictures of my derriere in the magazine You-want-a-piece-me?) // จากผลงานชุดนี้เองทำให้เธอได้รับ 3 รางวัลใหญ่จากเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส 2008ในสาขาวิดีโอแห่งปี อีก 2 รางวัลคือ วิดีโอจากศิลปินหญิงยอดเยี่ยม และ วิดีโอเพลงป๊อปยอดเยี่ยม จากมิวสิกวิดีโอเพลง "Piece of Me"[7] โดยทำให้ทุกคนแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรแต่ถ้าพร้อมที่ยอมรับมันก็จะมีคนคอยช่วยเหลือคุณอยูเสมอ โดยทั้งความพยายามของ บริตนีย์ และ ต้นสังกัด Jive เองก็ได้ช่วยเหลือกันเพื่อทำให้กลับมาที่จุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีแฟนคลับของเธอบางคนที่เลิกขอบเธอ หันไปชอบนักร้องคนอื่นแทน แต่ก็ยังมีแฟนคลับหลายๆคนที่เฝ้ารอให้บริตนี่ย์กลับมาเป็นบริตนี่ย์ที่ดี สวย เก่ง เมือนเดิม

[แก้] 2551-2552 กลับสู่วงการ

ปีค.ศ. 2008 บริตนีย์ออกอัลบั้มชุดที่ 6 ชื่อว่า เซอร์คัส ที่มีซิงเกิลแรกอย่าง "วูแมนไนเซอร์" ซึ่งสามารถขึ้นไปถึงอันดับหนึ่งในบิลบอร์ด เช่นเดียวกับตัวอัลบั้ม เซอร์คัสขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ต ฝั่งอัลบั้มได้ในสัปดาห์ที่วางจำหน่าย พร้อมทั้งการตอบรับการรายการต่างมากมายทั้งอเมริกาและทางฝั่งเอเชีย อย่าง ญี่ปุ่นและเกาหลี มีความสนใจในอัลบั้มใหม่นี้เป็นจำนวนมาก โดยมีการเชิญบริตนีย์มาแสดงสดหลายรายการ เช่น Hallo Amaticar และรายการหลายรายการก็รวมกันโปรโมตอัลบั้มนี้เป็นอย่างมาก ในเดือนเมษายน2008 ได้มีการประกาศแสดงคอนเสริตโดยมีนักน้องรับเชิญ PCD พุชชี้แคช และเวทีที่ออกแบบได้ยอดเยี่ยมที่สุด โดยจากการวางขายบัตรสามารถทำยอดได้มากที่สุดในคอนเสริตทั้งหมดของ ปี 2009 ถึงแม้ว่าคอนเสิร์ตนี้บริตนี่ย์จะลิปซิ้งค์ซะส่วนใหญ่ แต่คอนเสิร์ตนี้ไปที่ประเทศไหนๆ บัตรก็จะขายหมดเกือบทุกรอบ

[แก้] 2554 - ปัจจุบัน การกลับมาอีกครั้งที่โลกตะลึง/คณะกรรม The X Factor

  • ปีค.ศ.2011 บริตนี่ย์ออกอัลบั้มชุดที่ 7 ที่เธอใช้ชื่อว่า ฟาม ฟาเตล ซึ่งเปิดซิงเกิลด้วยเพลง "โฮลด์อิทอกานสต์มี" ซึ่งเปิดตัวในวันที่ 11 มกราคม 2011 นักฟังเพลงทั่วโลกต่างต้องตะลึงในอาการอ้าปากค้างกันเป็นแถว เนื่องจากบริตนีย์ สเปียร์ส ส่งซิงเกิ้ลแรกเปิดให้ดาวน์โหลดเป็นครั้งแรกใน iTunes และภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นก็สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงฮิตของ iTunes กว่า 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งอเมริกา, คานาดา เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อิตาลี สเปน เบลเยียม สวีเดน นอร์เวย์ ฟินแลนด์ เดนมาร์ก กรีซ และโปรตุเกส ด้วยยอด 411,000 ดาวน์โหลดในสัปดาห์แรก ทำสถิติเป็นซิงเกิ้ลที่มียอดขายในสัปดาห์แรกสูงสุดสำหรับศิลปินหญิง และจากการโหลดกระหน่ำของแฟนเพลงก็ทำให้เซิร์ฟเวอร์ทรงพลังของ iTunes ถึงกับล่มชั่วคราวเลยทีเดียว แถมซิงเกิ้ลนี้ยังเปิดตัวด้วยการยึดอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 Singles ทำให้เธอกลายเป็นศิลปินคนที่ 2 ของโลก (ต่อจากป้า มารายห์ แครี่) ที่มีซิงเกิ้ลแรกพุ่งขึ้นอันดับ 1 บนบิลบอร์ดมากกว่า 1 เพลง! ทุบทำลายสถิติในประวัติศาสตร์วงการเพลง มันคือผลผลิตจากน้ำมือของ 3 สุดยอดเจ้าพ่อเพลงป๊อบ แมกซ์ มาร์ติน และดร.ลุค มันคือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความสนุกของดนตรีแดนซ์ ซาวนด์ดนตรีที่ตื๊ดถึงใจคนฟังยุคนี้ เนื้อหาที่หวือหวาเร่าร้อน น้ำเสียงที่เย้ายวนของบริตนีย์ และภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ที่ฟูมฟักมาจนเข้าที่เข้าทาง

เรื่องมันเริ่มขึ้นมาหลังจากเดโม่เพลงนี้ (เล่นโดย McKee) เกิดรั่วไหลออกมาในโลกไซเบอร์ ในวันที่ 10 ม.ค. 2011 ทางต้นสังกัดจึงได้มีการปล่อยเพลงเวอร์ชั่นเต็มออกโปรโมต และเปิดให้ดาวน์โหลดทั่วโลกกันในวันถัดมา และด้วยส่วนผสมของความลงตัวที่บอกไปข้างต้น จึงทำให้สาวกบริตนีย์ที่อัดอั้นอยากฟังเพลงใหม่ของเธอมาหลายปี ถึงกับแห่แหนกันโหลดอย่างที่ว่า แม้กระแสมหาชนส่วนใหญ่จะชื่นชม แต่ก็มีคนบางส่วนที่ออกมาวิจารณ์เพลงนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเนื้อหาที่ออกจะล่อแหลมยั่วยุอารมณ์ใคร่อยู่ไม่น้อย

  • ซิงเกิลที่ 2 ของเธอคือ "ทิลเดอะเวิลด์เอนด์ส" ก็มาแรงไม่แพ้กัน ขึ้นชาร์จบิลบอร์ดครั้งในอันดับที่ 11 แล้วก็ลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมิวสิควิดีโอเพลงนี้ได้เปิดออกมาให้แฟนๆได้ชม ก็สามารถขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 8 ได้ สัปดาห์ต่อมาก็พรุ่งแรงขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 3
  • ซิงเกิลที่ 3 ของเธอคือ ไอวอนนาโก สามารถเข้าทอป10 เพลงในบิลบอร์ดชาร์ต ทำให้ บริทนี่ย์ ประสบความสำเร็จมาก เพราะไม่เคยมีเพลงอัลบั้มไหนที่เปิดตัวแล้วสามารถติดต่อกันในสามซิงเกิล ที่เข้า Top Ten ในบิลบอร์ดนอกจากอัลบั้ม Femme Fatale
  • ซิงเกิลที่ 4 ต่อมา คือเพลง "คริมินอล" ซึ่งเอ็มวีตัวนี้ มีกระแสหลายอย่าง เช่น ฉากบางฉากในมิวสิควิดีโอ

ฟาม ฟาเตล เวิล์ด ทัวร์ ทัวร์ครั้งนี้ ทำให้โลกต้องตกตะลึงเธอ เนื่องจาก บัตรคอนเสิร์ตของเธอนั้นขายหมดภายใน 10 นาที

นอกจากนี้บริตนีย์ได้รับเชิญให้ไปร่วมงานกับริฮานน่าในเพลง เอส แอนด์ เอ็ม รีมิกซ์ซึ่งเพลงนี้สามารถขึ้นไปสู่ที่1 บนชาร์ตบิลบอร์ดได้สำเร็จ โดยให้เครดิตว่า ริฮานน่า ฟีทเทอริ่ง บริตนีย์ สเปียส์ ไฟล์:Http://upic.me/i/kw/0front.jpg

ในปี 2555 บริทนี่ย์ ได้ร่วมเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ รายการเรียลลืตี้ The X Factor ได้เงิน 16 ล้านเหรียญ ครองแชมป์กรรมเรียวลิตี้ที่ค่าตัวแพงที่ในวงการทีวี อเมริกา และ Simon Cowell ยอมลงทุนทำห้องแต่งตัวให้ Britney โดยเฉพาะ โดยภายในห้องจะตกแต่งจำพวกผลไม้อาทิ ลูกมะเดื่อและลูกพรุน ในคณะที่ บริทนี่ย์ ก็เตรียมพร้องเข้าฝึกเตรียมความพร้อมในการเป็นกรรมการในครั้งนี้ อาหารในรายการจะเป็นอาหราประเภทโปรตีน ของที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และต้องช่วยในการเผาผลาญอาหารของเธอ น้ำระหว่างมื้ออาหารจะต้องเป็นน้ำผลไม้ จะห้ามนำอาหารประเภท junk food ขึ้นเสริฟโดยเด็ดขาด

และวงในยังบอกอีกว่าทางทีมงานเตรียมทุ่มเงินกว่า $ 404,000 ในการจ้าง สไตลิส ดูแลภาพลักษณ์และการแต่งตัวของบริททั้งหมด โดยจะมีการวางแผนทุกอย่างทุกชุดที่บริทใส่ โดยบริทอาจจะต้องใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมงในการทำผม ทำเล็บมือ เล็บเท้า เลยทีเดียว

[แก้] ชีวิตส่วนตัว

ต้นปี ค.ศ. 2002 ความสัมพันธ์ของบริตนีย์ สเปียส์กับแฟนหนุ่มจัสติน ทิมเบอร์เลค ที่คบกันมากว่า 4 ปี ก็ได้ยุติลง ต่อมาในวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์ตกเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง หลังจากที่เธอแต่งงานกับเพื่อนวัยเด็ก เจสัน อัลเลน อเล็กซานเดอร์ ในลาสเวกัส ก่อนที่ทีมทนายของเธอจะยื่นต่อศาลขอไห้การแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องด้วยบริตนีย์ไม่มีสติสัมปชัญญะในระหว่างที่กระทำการ ทำไห้ชีวิตการแต่งงานของเธอครั้งนี้มีอายุแค่ 55 ชั่วโมงเท่านั้น

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2004 บริตนีย์หมั้นกับ แดนเซอร์เควิน เฟเดอร์ไลน์ หลังจากรู้จักกัน 3 เดือน และได้แต่งงานกันในวันที่ 6 ตุลาคม และในเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 เธอประกาศว่าเธอตั้งท้องลูกคนแรก และคลอดลูกชายคนแรก ฌอน เพรสตัน เฟเดอร์ไลน์ เมื่อ 14 กันยายน ค.ศ. 2005 ที่โรงพยาบาลในซานตาโมนิก้า วันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 2006 เธอได้คลอดลูกชายคนที่ 2 เจย์เดน เจมส์ เฟเดอร์ไลน์ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย

บริตนีย์ออมมายอมรับว่าเธอได้หย่าร้างกับเควิน เฟเดอร์ไลน์ ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2006 พร้อมกับเธอรับเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรทั้ง 2 คน

เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2007 บริตนีย์สร้างข่าวช็อกแฟนเพลงมากมายโดยเริ่มจากการมีรายงานว่าเธอเข้าบำบัดที่ศูนย์ครอสส์โรดในหมู่เกาะแคริบเบียน และเริ่มทำตัวหลุดโลกโดยเริ่มจากตัดผมตัวเองจนหมดในทาร์ซานา แคลิฟอร์เนียเพื่อโกนหัว ก่อนจะไปสักลายใหม่ [8]

บริตนีย์ต้องเสียสิทธิในการเลี้ยงดูลูกทั้งสองชั่วคราว ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลได้ให้บริตนีย์สามารถนำบุตรชายทั้ง 2 มาอยู่ด้วยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และท้ายที่สุดบริตนีย์ถูกระงับสิทธิ์นี้ดังกล่าว

[แก้] อาชีพและรายได้

Curious น้ำหอมของบริตนีย์

อาชีพทำเงินหลักของบริตนีย์ที่เป็นที่รู้จักคืออาชีพนักร้อง ทำเงินได้ถึง 26.5 ล้านเหรียญ สัญญาของเธอที่ได้จากค่าย Zomba Records จากผลงานอัลบั้มชิ้นล่าสุดอย่าง In the Zone นั้นมากถึง 6.72 ล้านเหรียญ ซึ่งรายได้สุทธิจากการทัวร์อัลบั้มดังกล่าวมียอดถึง 20 ล้านเหรียญทีเดียว ค่าลิขสิทธิ์ทางดนตรีที่เธอได้รับจากมิวสิกวีดีโอและการโฆษณาทำให้เธอได้รับเงิน 6 หมื่นเหรียญต่อปี เธอยังมีทรัพย์สินฝากไว้ธนาคารดอกเบี้ยสูง 6 แห่งถึง 33.25 ล้านเหรียญ

สัญญาที่ได้ได้รับจากสินค้าต่างๆ ก็มีไม่น้อย ทั้งที่เคยทำลายสถิติสูงสุดมาแล้วจากโฆษณาของเป๊ปซี่ที่ทำเอาไว้เมื่อปี 2001 ด้วยรายได้ 9.27 ล้านเหรียญ รวมทั้งจากสินค้าอย่าง ซัมซุง โตโยต้า คีริง Proactiv, Skechers และ Nabisco ที่รวมได้มูลค่ากว่า 21.6 ล้านเหรียญ การร่วมงานกับเครื่องสำอางดังยี่ห้อเอลิซาเบธ อาร์เดน ( Elizabeth Arden) เมื่อปี 2547 ที่เธอได้เปิดตัวสินค้าในนามของบริตนีย์ ที่มีน้ำหอม คือ Curious น้ำหอมขายดี รวมทั้งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางต่างๆ วางขาย ทำให้เธอได้ค่าลิขสิทธิ์ครั้งนั้นไป 16.7 ล้านเหรียญ ซึ่งรับประกันได้ว่าเธอจะได้รายได้ต่อปีตั้งแต่ 1.96 ถึง 2.94 ล้านเหรียญ จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลงในปี 2552

บริตนีย์ มีบ้านของตัวเอง 4 หลัง ทั้งในมาลิบูและออร์แลนโด รวมทั้งที่ดินเป็นป่ากว้างใหญ่ในหลุยส์เซียนา ซึ่งรวมมูลค่าทั้งหมด 22.6 ล้านเหรียญ

เธอยังมีรายได้อีก 6.5 ล้านเหรียญ จากการปรากฏตัวทางรายการโทรทัศน์ รวมกับสัญญาที่ได้จากนิตยสารและภาพยนตร์ รวมทั้งที่ได้ 3 ล้านเหรียญจากการแสดงใน Crossroads หนังเรื่องแรกและเรื่องเดียวของเธอ

ในช่วงที่เธอออกผลงานอัลบั้ม Blackout ที่ดูไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ และเธอก็ไม่ได้หาเงินจากการทัวร์คอนเสิร์ต แต่เธอก็ยังมีรายได้ จากการไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ แมกกาซีน เช่น Pure Nightclub คลับดังที่ลาสเวกัส ขายโต๊ะใกล้โต๊ะของบริตนีย์ได้ราคาถึง 50,000 เหรียญฯ บริตนีย์หาเงินได้ตั้งแต่ 250 เหรียญฯ ถึง 100,000 เหรียญฯ จากการนั่งให้ถ่ายภาพ ทางโฟโต้ เอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ x17 มีทีมคอยตามบริตนีย์ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งนับเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดที่เธอได้มาจากพวกตากล้อง และในปี 2007 ปีเดียว ทาง X17 ก็ขายภาพของบริตนีย์ได้ถึง 2.5 ล้านเหรียญฯ รวมทั้งภาพบริตนีย์โกนหัวซึ่งมีราคาถึง 500,000 เหรียญฯ และ นิตยสารต่างๆ ที่เธอให้สัมภาษณ์เช่น People,Us Weekly, In Touch, Life & Style, OK! และ Star รวมทั้งหมด 175 ครั้งใน 78 สัปดาห์ เธอได้ค่าตัวถึง 360 ล้านเหรียญฯ และพวกหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ที่เธอขึ้นปกอีกหลายเล่ม[9]

[แก้] ผลงานเพลง

[แก้] สตูดิโออัลบั้ม

[แก้] อัลบั้มรวมเพลง

[แก้] ดีวีดี

  • 1999: Time Out with Britney Spears
  • 2000: Live and More!
  • 2001: Britney: The Videos
  • 2002: Live from Las Vegas
  • 2004: In the Zone
  • 2004: Greatest Hits: My Prerogative
  • 2005: Britney & Kevin: Chaotic
  • 2009: Britney Spears :For The Record
  • 2011: Britney Spears Live: The Femme Fatale Tour


ปี ค.ศ. เพลง (ซิงเกิ้ล) อันดับสูงสุด อัลบั้ม
WW U.S. UK CAN AUS GER FRA
1998 "...Baby One More Time" 1 1 1 1 1 1 1 ...Baby One More Time
1999 "Sometimes" 5 21 3 2 6 13
"(You Drive Me) Crazy" 1 10 5 8 12 4 2
"Born to Make You Happy" [ชาร์ต 1] 1 1 21 3 9
2000 "From the Bottom of My Broken Heart" [ชาร์ต 2] 14 37
"Oops!... I Did It Again" 1 9 1 4 1 2 4 Oops!... I Did It Again
"Lucky" 2 23 5 50 3 1 16
"Stronger" 3 11 7 9 13 4 20
2001 "Don't Let Me Be the Last to Know" 10 112 12 34 12 27
"I'm a Slave 4 U" 5 27 4 8 7 3 8 Britney
2002 "Overprotected" 6 86 4 22 16 15
"I'm Not a Girl, Not Yet a Woman" 6 102 2 47 7 10 25
"I Love Rock 'n' Roll" [ชาร์ต 1] 37 13 33 13 7
"Boys (The Co-Ed Remix)" (featuring Pharrell Williams) 19 109 7 21 14 19 55
"Anticipating" [ชาร์ต 3] 38
ปี ค.ศ. เพลง (ซิงเกิ้ล) อันดับสูงสุด อัลบั้ม
WW U.S. UK CAN AUS GER FRA
2003 "Me Against the Music" (featuring Madonna) 1 35 2 2 1 5 11 In the Zone
2004 "Toxic" 1 9 1 1 1 4 3
"Everytime" 1 15 1 2 1 4 2
"Outrageous" 4 79
"My Prerogative" 4 101 3 7 3 18 Greatest Hits: My Prerogative
2005 "Do Somethin'" [ชาร์ต 4] 13 100 6 12 8 18 70
"Someday (I Will Understand)" [ชาร์ต 5] 22 Britney & Kevin: Chaotic
2007 "Gimme More" 2 3 3 1 3 7 5 Blackout
"Piece of Me" 6 18 2 5 2 7
2008 "Break the Ice" 22 43 15 9 23 25
"Womanizer" 1 1 3 1 5 4 1 Circus
"Circus" 7 3 13 2 6 11 19
2009 "If U Seek Amy" 19 20 13 11 36 10
"Radar" 88 46 53 46 44
"3" 2 1 1 7 The Singles Collection
2011 "Hold It Against Me" 1 1 1 1 1 1 1 Femme Fatale
"Till The World Ends" 4 3 21 4 8 27 8
"I Wanna Go" 1 7 - 5 31 32 5
"Criminal" 2 55 - 63 - - 29
รวมเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 10 4 6 6 6 3 3
รวมเพลงในอันดับ 10 24 11 19 12 16 17 10
รวมเพลงในอันดับ 20 26 16 24 15 22 21 17
หมายเหตุ
  1. ^ 1.0 1.1 วางขายเฉพาะประเทศในยุโรปและแคนาดา
  2. ^ วางขายเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และ ละตินอเมริกา
  3. ^ วางขายเฉพาะประเทศฝรั่งเศส และ บราซิล
  4. ^ ไม่วางขายในประเทศสหรัฐอเมริกา
  5. ^ โปรโมซิงเกิ้ล

[แก้] ทัวร์คอนเสิร์ต

  • 1999: ...Baby One More Time Tour
  • 2000: Crazy 2K Tour
  • 2000: Oops!... I Did It Again World Tour
  • 2001-2002: Dream Within a Dream Tour
  • 2004: The Onyx Hotel Tour
  • 2007: The M+M's Tour
  • 2009: The Circus Starring: Britney Spears
  • 2011: Femme Fatale Tour

[แก้] ผลงานการแสดง

  • Longshot (2543)
  • Crossroads (2545)
  • Austin Powers in Goldmember (2545)
  • How I met you mother (2551)
  • Glee season 2 ep.2 (2553)

[แก้] อ้างอิง

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons

แม่แบบ:บริตนีย์ สเปียส์

เครื่องมือส่วนตัว

สิ่งที่แตกต่าง
การกระทำ
ป้ายบอกทาง
มีส่วนร่วม
พิมพ์/ส่งออก
เครื่องมือ
ภาษาอื่น