เลดี้ กาก้า

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เลดี้กาก้า)
บทความนี้เกี่ยวกับศิลปินเพลงป็อปชาวอเมริกัน สำหรับนักฟุตบอลชาวบราซิล ดูที่ กาก้า
เลดี้ กาก้า
Lady Gaga, ARTPOP Ball Tour, Bell Center, Montréal, 2 July 2014 (119) cropped.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อเกิด สเตฟานี โจแอนน์ แอนเจลินา เจอร์มาน็อตต้า
ชื่อเล่น กาก้า
ฉายา Mother Monster (แม่ของเหล่าปีศาจ)
วันเกิด 28 มีนาคม ค.ศ. 1986 (28 ปี)
แนวเพลง ป็อป[1] แดนซ์[2] อิเล็กทรอนิกส์[3]
อาชีพ นักร้อง นักแต่งเพลง นักธุรกิจ
ปี ค.ศ. 2005 – ปัจจุบัน
ค่าย อินเตอร์สโคป คอนไลฟ์ สตรีมไลน์
เว็บไซต์ www.ladygaga.com
Ladygaga sig.svg
ลายเซ็นของเลดี้กาก้า

สเตฟานี โจแอนน์ แอนเจลินา เจอร์มาน็อตตา(อังกฤษ: Stefani Joanne Angelina Germanotta[4]) หรือที่รู้จักในนาม เลดี้ กาก้า (อังกฤษ: Lady Gaga) เป็นศิลปินเพลงป็อบชาวอเมริกันเชื้อสายอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1986 เริ่มแสดงดนตรีครั้งแรกกับวงร็อกในนิวยอร์ก ในปี ค.ศ. 2003 เธอเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะทิสช์ แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ต่อมาได้อยู่ในสังกัดอินเตอร์สโคป และต่อสัญญากับค่ายสตรีมไลน์ ในเครืออินเตอร์สโคปในปี ค.ศ. 2007 เธอเคยเขียนเพลงให้กับศิลปินร่วมสังกัด ทำให้ความสามารถด้านการร้องเพลงของเธอได้รับความสนใจจาก Akon และได้เซ็นสัญญากับ คอนไลฟ์ดิสทริบิวชัน

The Fame อัลบั้มแรกของเธอ ได้วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 2008 สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรีย เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และไอร์แลนด์ และสามารถติดชาร์ต 1 ใน 10 อันดับแรกในอีกหลายประเทศ รวมทั้งในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถทำสถิติขึ้นชาร์ตบิลบอร์ด 200 ในอันดับที่ 2 และขึ้นอันดับหนึ่งในชาร์ตอัลบั้มเพลงแดนซ์/อิเล็กทรอนิกส์ ของบิลบอร์ด และอีกสองเพลงเปิดตัว คือ Just Dance และ Poker face ที่กาก้าร่วมแต่งและผลิตกับเรดวัน ก็เป็นที่นิยมและติดอันดับหนึ่งในหลายประเทศ รวมถึงอันดับต้น ๆ ของบิลบอร์ดฮอต 100 ในสหรัฐอเมริกา อัลบั้ม The Fame ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่มากถึง 6 สาขารางวัล และได้รับรางวัลในสาขาอัลบั้มเพลงอิเล็กทรอนิกส์/เพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม และรางวัลเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยมจากเพลง Poker Face ต้น ค.ศ. 2009 เธอออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกในชื่อ The Fame Ball Tour และในปลายปีเดียวกัน เธอได้ประกาศวางจำหน่ายอัลบั้มเสริม The Fame Monster เป็นอัลบั้มต่อจากอัลบั้มเปิดตัว The Fame อัลบั้มนี้ทำให้เธอได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ 6 สาขารางวัล สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งด้วยซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้ม คือ Bad Romance และได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สอง The Monster Ball Tour ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน

กาก้าได้รับแรงบันดาลใจจากเพลงแนวแกลมร็อก โดยมีศิลปินอย่างเดวิด โบวี และวงควีน รวมทั้งนักร้องเพลงป็อป เช่น มาดอนนา และไมเคิล แจ็กสัน อีกทั้งแฟชั่น ก็เป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงและการแสดงของเธอ กาก้าอยู่ในอันดับที่ 73 ของศิลปินยุคคริสต์ทศวรรษที่ 2000 โดยการจัดลำดับของบิลบอร์ด ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2010 ยอดขายอัลบั้มของเธอทะลุ 15 ล้านสำเนา และ 51 ล้านซิงเกิลทั่วโลก[5] นิตยสารไทม์ส จัดลำดับให้เลดี้ กาก้า อยู่ในรายชื่อไทม์ส 100 ที่รวบรวมบุคคลทรงอิทธิพลต่อโลกประจำ ค.ศ. 2010 และใน 100 อันดับบุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีอิทธิพลต่อโลก ส่วนนิตยสารฟอบส์ ได้จัดอันดับให้เธออยู่ในอันดับที่ 7 ของผู้หญิงทรงอำนาจที่สุดในโลกประจำ ค.ศ. 2010[6][7][8][9] เลดี้ กาก้า มีผลงานอัลบั้ม ที่ทำยอดขายสูงสุดในโลกประจำปี 2010 [10] ภายใน 2 ปี เธอมียอดขายอัลบั้มมากกว่า 55 ล้านชุด [11]

ช่วงชีวิต[แก้]

1986 - 2004: วัยเด็ก[แก้]

การแสดงที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เมื่อค.ศ. 2008

โจแอนน์ สเตฟานี แองเจลินา เจอร์มานอตต้า เกิดเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1986 เวลา 9.53 น. ที่โรงพยาบาลในย่านแมนฮัตตันที่ชื่อว่า Lenox Hill Hospital รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน ที่ยองเกอร์ส นครนิวยอร์ก ต่อมาย้ายไปอยู่ที่เขตแมนแฮตตัน กาก้าเป็นลูกสาวคนโตของโจเซฟ เจอร์มานอตต้า นักลงทุนทางอินเทอร์เน็ต กับ​ซินเธีย (สกุลเดิม บิสเซตต์) เธอมีน้องสาวหนึ่งคนชื่อ "นาตาลี" กาก้าเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่อายุได้ 4 ปี เมื่ออายุ 11 ปี เธอได้เข้าเรียนที่โรงเรียนคอนแวนต์แซเครดฮาร์ต โรงเรียนเอกชนคอนแวนต์คาทอลิกในอัปเปอร์อีสต์ไซด์ แมนแฮตตัน[12] เนื่องจากครอบครัวกาก้าไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เธอจึงถูกต่อต้านจากกลุ่มเพื่อนในโรงเรียน เธอพูดถึงพ่อกับแม่ "ทั้งสองมาจากชนชั้นแรงงาน ดังนั้นจึงทำงานทุกอย่างเพื่อพวกเรา แม่กับพ่อทำงานในสายงานโทรคมนาคม ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม จึงได้กลับบ้าน"[13][14]

ด้วยความต้องการเล่นละครในสมัยไฮสกูล เธอจึงได้รับโอกาสแสดงเรื่อง Guys & Dolls โดยรับบทเป็น เอดิเลด และได้แสดงซีรี่ยส์ A Funny Thing Happened on the Way to the Forum รับบทเป็น ฟิลเลีย กาก้าเล่าถึงชีวิตนักเรียนในโรงเรียไฮสกูลว่า "เป็นสิ่งที่เธออุทิศตัวมากที่สุด ตั้งใจเรียนมากที่สุด และเคร่งครัดในกฎระเบียบมาก แต่ก็ไม่มั่นคงนัก" ตามที่เธอให้สัมภาษณ์ว่า "ฉันเคยถูกล้อเลียนว่าเป็นคนก้าวร้าวและบ้าระห่ำ ดังนั้นจึงปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น แต่ฉันรู้สึกว่าไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนได้ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนประหลาด"[15] แต่เพื่อนร่วมชั้นเรียนของเธอตอนนั้นกลับแย้งว่ากาก้าเป็นนักเรียนดี มีแค่เพื่อนกลุ่มเล็ก ๆ หน้าตาคล้ายเด็กชาย แต่มีน้ำเสียงดี ร้องเพลงเก่ง[16][17] ด้วยบุคลิกของเธอที่มีอารมณ์ลึกซึ้งและเป็นอิสระอย่างศิลปินเนื่องจากถนัดมือซ้าย กาก้าให้สัมภาษณ์กับนิตยสารแอลว่าเธอนั้นถนัดมือซ้ายจริง ๆ [18]

เมื่ออายุได้ 17 ปี เธอได้รับสิทธิให้เข้าเรียนก่อนเกณฑ์ในโรงเรียนศิลปะทิสช์แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก และพักอยู่ในหอพักของมหาลัยบนถนนที่สิบเอ็ด ที่นั่น เธอได้เรียนวิชาดนตรีและพัฒนาทักษะการเขียนเพลงของตัวเอง จากการแต่งร้อยแก้วและบทวิเคราะห์ที่มุ่งประเด็นไปในด้านศิลปะ ศาสนา ประเด็นต่าง ๆ ในสังคม และการเมือง เธอรู้สึกว่าตัวเองมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าเพื่อนร่วมชั้น เธอจึงตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมองหาโอกาสในอาชีพทางดนตรีในภาคเรียนที่สองขณะเรียนชั้นปีที่ 2 [12][19] พ่อของเธอยินยอมที่จะออกค่าเช่าอพาร์ตเมนต์ให้เป็นเวลา 1 ปี โดยมีเงื่อนไขว่า หากไม่ประสบความสำเร็จด้านอาชีพ จะต้องกลับมาเรียนใหม่[20] สเตฟานีต้องย้ายออกจากบ้านไปเช่าอพาร์ตเมนต์ย่านดาวน์ทาวน์ราคาถูกและไม่มีลิฟต์ เธอเริ่มต้นทำงานที่คลับละแวกนั้นตอนอายุเพียง 18 ปี[15]

2005 - 2007: เริ่มต้นสู่อาชีพศิลปิน[แก้]

กาก้าเซ็นสัญญาครั้งแรกกับค่ายเดฟแจม เมื่ออายุ 19 ปี แต่ 3 เดือนต่อมา ต้นสังกัดกลับยกเลิกสัญญา ไม่นาน ผู้บริหารค่ายเดฟแจมได้แนะนำเธอให้รู้จักกับเรดวัน นักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ที่เคยร่วมงานกับผู้บริหารคนนี้

เพลงแรกที่กาก้าร่วมแต่งกับเรดวัน คือ Boys Boys Boys ที่ได้แรงบันดาลใจจากเพลง Girls Girls Girls ของ เมิทลีย์ ครือ และเพลง T.N.T. ของวง เอซี/ดีซี ที่ผสมผสานกัน เธอย้ายไปอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ในฝั่งตะวันออกทางใต้ และได้บันทึกเสียงหลายเพลงกับนักร้องฮิปฮอป แกรนด์มาสเตอร์ เมลล์ เมล เพื่อประกอบหนังสือเสียงสำหรับเด็ก The Portal in the Park ของ คริกเก็ต แคซีย์ เธอเริ่มตั้งวงร็อกในชื่อ สเตฟานี เจอร์มาน็อตต้า ซึ่งเป็นชื่อของเธอเอง ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่มหาวิทยาลัย[21] พวกเขาได้บันทึกอีพีเพลงบัลลาดที่แต่งเองในสตูดิโอใต้ร้านเหล้าแถบนิวเจอร์ซีย์ ต่อมาได้เล่นประจำที่คลับแถวดาวน์ทาวน์ ในฝั่งตะวันออกทางใต้[15] หลังจากนั้นกาก้าเริ่มเสพโคเคนเมื่อครั้งการแสดงนีโอ-เบอร์เลสก์ พ่อไม่เข้าใจเหตุผลที่เธอเสพยาและไม่อาจทนเห็นลูกสาวของตนตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ จึงพาไปบำบัดจนกระทั่งหายขาด[13]

ต่อมาโปรดิวเซอร์เพลง ร็อบ ฟูซารี เป็นคนช่วยเธอแต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลง โดยเขาเปรียบเทียบเสียงร้องของเธอว่าคล้ายกับเสียงของเฟรดดี้ เมอร์คิวรี[13][22] ฟูซารีเป็นคนที่คิดชื่อในวงการให้เธอว่า เลดี้ กาก้า หลังจากได้ฟังเพลงเรดิโอ-กาก้า ของวงควีน ซึ่งตอนนั้นกาก้ากำลังอยู่ในระหว่างคิดหาชื่อเพื่อใช้ในการแสดง เมื่อฟูซารีส่งความถึงเธอว่า "Lady Gaga" สเตฟานีจึงตัดสินใจใช้ชื่อนี้[22] และเป็นที่รู้จักทั่วไปหลังจากนั้น

กาก้าร่วมแสดงบนเวทีอเมริกันลอลลาพาลูซ่า ค.ศ. 2007 กับเลดี้สตาร์ไลต์

อย่างไรก็ดี หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ รายงานว่า เรื่องที่ฟูซารีอ้างถึงที่มาของชื่อ "เลดี้ กาก้า" นั้นไม่เป็นความจริง และจริง ๆ แล้ว ชื่อ "เลดี้ กาก้า" ได้มาจากการพบกันทางธุรกิจกับเลดี้สตาร์ไลต์ ศิลปินแสดงสด ในค.ศ. 2007[23] และกาก้าได้ร่วมงานกับเธอนับแต่นั้นมา สตาร์ไลต์เป็นยังเป็นผู้สร้างสรรค์แฟชั่นบนเวทีการแสดงเองด้วย[24] ทั้งคู่เริ่มงานแสดงที่คลับในดาวน์ทาวน์นิวยอร์ก ชื่อ เมอร์คิวรี่เลานจ์ และเดอะบิตเทอร์เอนด์ รวมไปถึง เดอะร็อกวูดมิวสิกฮอล ด้วยความสามารถในศิลปะการแสดงสดและจำอวดของพวกเธอที่เป็นที่พูดถึงแล้ว ทำให้เป็นที่รู้จักในชื่อ "การแสดงเบ็ดเตล็ดของเลดี้ กาก้าและสตาร์ไลต์" โดยถูกยกย่องว่าเป็น "การแสดงป็อป-เบอร์เลสก์ชุดสุดท้าย" การแสดงของกาก้าและสตาร์ไลต์มีกลิ่นอายของยุคคริสต์ทศวรรษที่ 1970 ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2007 ทั้งสองได้รับเชิญให้ขึ้นแสดงสดบนเวทีในเทศกาลดนตรีอเมริกันลอลลาพาลูซา ค.ศ. 2007[25][26] การแสดงของพวกเธอในครั้งนั้นได้รับการตอบรับดีมาก และได้รับคำวิจารณ์ในเชิงบวก ด้วยความสนใจในการทดลองแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์แดนซ์ กาก้าค้นพบความสามารถทางดนตรีในตัวเองเมื่อตอนที่เริ่มผสมทำนองดนตรีป็อปกับเพลงแนวแกลมร็อกของเดวิด โบวี ลงในเพลงที่แต่งเอง[27]

กาก้าขณะแสดงที่ผับใต้ดินนิวยอร์ก

ฟูซารีนำเพลงที่เขาและกาก้าได้แต่งร่วมกัน ส่งให้เพื่อนของเขาที่เป็นโปรดิวเซอร์และผู้บริหารค่ายเพลง ชื่อ วินเซนต์ เฮอร์เบิร์ต เฮอร์เบิร์ตเซ็นสัญญากับกาก้าทันที ภายใต้สังกัดสตรีมไลน์เรคอดส์ ในเครืออินเตอร์สโคป[28] ในช่วงของการก่อตั้งค่ายเพลงค.ศ. 2007 เธอยกย่องเฮอร์เบิร์ตว่าเป็นผู้ชายที่เห็นความสามารถของเธอ และกล่าวว่า "ฉันรับรู้ว่า เราได้สร้างประวัติศาสตร์ป็อปอีกครั้ง และกำลังทำให้มันเดินต่อไป" กาก้าได้เป็นนักแต่งเพลงคนใหม่ในค่ายเฟมัสมิวสิกพับลิชชิง แต่ต่อมาตกอยู่ภายใต้ความครอบครองของบริษัทโซนี่/เอทีวีมิวสิกพับลิชชิง[28] ดังนั้นเธอจึงถูกว่าจ้างให้แต่งเพลงให้กับบริทนีย์ สเปียร์ส และนักร้องร่วมค่ายอย่าง นิว คิดส์ออนเดอะบล็อก เฟอร์กี้ และวงพุสซี่แคทดอล[29] ระหว่าการเขียนเพลงให้กับอินเตอร์สโคป เอคอน นักร้องและนักแต่งเพลง ได้เห็นความสามารถในเสียงทรงพลังของเธอ เมื่อได้ร้องเดโมเป็นตัวอย่างสำหรับเพลงในแทร็กของเอคอน หลังจากนั้นเอคอนได้ขอร้องประธานบริษัทอินเตอร์สโคป-เกฟเฟน-เอแอนด์เอ็ม และจิมมี ไอโอวีนซีอีโอของบริษัท ให้เขาร่วมกับบริษัทได้ปั้นกาก้าให้เป็นนักร้องร่วมกัน และให้เธอเซ็นสัญญากับเขาภายใต้ค่าย คอนไลฟ์ดิสทริบิวชัน เอคอนเรียกเธอว่า "แฟรนไชส์เพลเยอร์" กาก้ายังคงร่วมงานกับเรดวันต่อไปในสตูดิโอ เพื่อร่วมกันทำอัลบั้มแรกของเธอ พร้อมทั้งเตรียมเพลงใหม่ "Just Dance" และ "Poker Face" นอกจากนั้นเธอยังได้ร่วมงานกับค่ายเชอร์รี่ทรี สังกัดอินเตอร์สโคป ที่ก่อตั้งขึ้นโดยโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลง มาร์ติน เคียร์เซนบาอัม ทั้งสองได้แต่งเพลงด้วยกันถึง 4 เพลง หนึ่งในนั้นมีเพลงดังอย่าง Eh, Eh (Nothing else I can Say)[30]

2008 - 2010: อัลบั้ม The Fame และ The Fame Monster[แก้]

ในปี 2008 กาก้าได้ย้ายไปอยู่ที่ลอสแอนเจลิส, แคลิฟอร์เนีย และได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับต้นสังกัดที่นั่น และเร่งทำอัลบั้มเปิดตัว The Fame ให้เสร็จ โดยผสมผสานแนวเพลงที่แตกต่างกันลงในอัลบั้ม โดยใช้จังหวะมือจากกลองเมทัลของเออร์บานแทร็ค [22] สอดคล้องกับสรุปผลการวิจารณ์ดนตรีโดยเมต้าคริติค ให้คะแนนอัลบั้ม The Fame 71คะแนนจาก 100 เต็ม [31] อัลบั้มนี้ขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในออสเตรีย, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และไอร์แลนด์ ติดท็อปชาร์ต 5 อันดับแรกที่ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

อัลบั้ม The Fame ทำยอดขายได้มากกว่า 12ล้านก๊อปปี้ทั่วโลก ด้วยเพลงเปิดตัวอัลบั้ม Just Dance ที่แตะชาร์ตอันดับ 1 ในกว่า 6 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา [32] [33] ต่อมาถูกเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ในสาขาเพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม [34] เพลงที่สอง Poker Face นับเป็นความประสบสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อเพลงนี้ขึ้นท็อปชาร์ตอันดับ 1 ในเกือบทุกตลาดเพลงหลักในโลก รวมทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพลง Poker Face ได้รับรางวัล "เพลงแดนซ์ยอดเยี่ยม" ในงานประกาศผลรางวัลแกรมมี่ครั้งที่ 52 รวมถึงได้รับการเสนอให้เข้าชิงรางวัลในสาขา "เพลงแห่งปี" "บันทึกเสียงแห่งปี" และ รางวัลใหญ่ "อัลบั้มแห่งปี" ด้วย แต่ได้รับรางวัลในสาขาอัลบั้มเพลงอิเล็กทรอนิก-แดนซ์ยอดเยี่ยม แม้ว่าการทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของเลดี้กาก้าจะเป็นเพียงการแสดงเปิดเวทีให้กับนักร้องร่วมสังกัด นิว คิดส์ ออน เดอะ บล็อก [35] ในที่สุดเธอตัดสินใจออกเดินสายทัวร์คอนเสิร์ตครั้งแรกของตัวเอง The Fame Ball Tour ที่เริ่มขึ้นในเดือนมีนาคม 2009 และได้รับคำชื่นชมพอควร [36]

กาก้าขึ้นปกนิตยสารโรลลิ่งสโตน ฉบับเดือนพฤษภาคม 2009 ในสภาพกึ่งเปลือยกาย สวมเพียงชุดฟองน้ำพลาสติดที่ปกปิดเพียงของลับเท่านั้น ในคอลัมน์ Hot 100 เธอได้ให้สัมภาษณ์ถึงการเริ่มต้นสู่เส้นทางอาชีพสายดนตรี และได้พบรักกับมือกลองวงเฮฟวี่เมทัลขณะเล่นดนตรีอยู่ที่ไนท์คลับในนิวยอร์ก เธอเล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเธอและสุดท้ายก็เลิกรากันไป เธอบอกว่าเขาเป็นเบื้องหลังแรงบันดาลใจในการทำอัลบั้ม The Fame [37] ต่อมากาก้าได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลเอ็มทีวี วิดีโอมิวสิกประจำปี 2009 ทั้งหมด 9 สาขารางวัล แต่ได้รับรางวัลในสาขาศิลปินหน้าใหม่แห่งปี ส่วนเพลง Paparazzi ได้ชิงสองรางวัลคือ รางวัลการกำกับศิลป์ยอดเยี่ยมและรางวัลเทคนิคพิเศษในวิดีโอยอดเยี่ยม ในเดือนตุลาคมเธอได้รับรางวัลดาวรุ่งปี 2009 จากนิตยสารบิลบอร์ด[38]

เดือนเดียวกันกับที่เธอร่วมงานชุมนุมรวมพลังเพื่อความเท่าเทียม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. [39] [40] เธอประกาศวางจำหน่ายอัลบั้ม The Fame Monster เพลงทั้ง 8 แทร็คกล่าวถึงด้านมืดของความมีชื่อเสียงโด่งดังที่จากประสบการณ์ในช่วงที่เธอทัวร์คอนเสิร์ตระหว่างปี 2008-2009 และถ่ายทอดผ่านคำ"Monster" (ปีศาจ) ทัวร์คอนเสิร์ตครั้งที่สองของเธอ "The Fame Monster Ball Tour" จัดขึ้นเพื่อโปรโมตอัลบั้มนี้ และเริ่มทัวร์ในเดือนพฤศจิกายน 2009 [41] [42] "Bad Romance" เป็นเพลงเปิดตัวอัลบั้ม และติดชาร์ตอันดับหนึ่งใน 18 ประเทศทั่วโลก และติดชาร์ตอันดับ 1 สองครั้ง ในสหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เดือนธันวาคม [43] กาก้าได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ณ โรงละครแบล็กพลู ประเทศอังกฤษ ในการแสดงรอยัลวาไรตี้ ประจำปี 2009 และได้ใช้เพลง "Speechless" แสดงสดต่อหน้าพระพักตร์ด้วย เธอสวมชุดผ้ายางลาเท็กซ์เลียนแบบฉลองพระองค์ของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 1ที่หลายคนเห็นว่าไม่เหมาะสม [44]

กาก้าได้ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 บุคคลน่าชื่นชมมากที่สุดแห่งปี 2009 โดยบาร์บารา วอลเทอร์ส ระหว่างรายการวอลเตอร์ส แอนนวล เอบีซี สเปเชียล ในระหว่างให้สัมภาษณ์ในรายการเธอเลี่ยงที่จะตอบคำถามในข้อกล่าวหาที่ว่าเธอเป็นกะเทยแท้ ที่มีสองเพศในตัวเองตามข่าวลือ และตอบกลับไปว่า "ตอนแรก ๆ เรื่องนี้มันแปลกแต่ทุกคนก็คิดว่ามันก็เป็นแค่เรื่องธรรมดาทั่วไปนั่นแหละ แต่ฉันเองเชื่อว่า ตัวเองมีภาพลักษณ์ของกะเทยจริงๆ และฉันเองก็รักพวกกะเทยด้วยนะ"[45]

เดือนมกราคม 2010 เธอได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทโพลารอยด์ ให้เป็นหัวหน้าทีมครีเอทีฟและให้เริ่มต้นสร้างสรรค์แฟชั่น, เทคโนโลยี และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพ [46] เดือนกุมภาพันธ์ ซิงเกิลที่สองในอัลบั้ม The Fame Monster คือ "Telephone" ได้นักร้องหญิงอาร์แอนด์บี คือ บียอนเซ่มาร่วมฟีเจอร์ริ่งด้วย กลายเป็นเพลงลำดับสี่ของเธอที่สามารถขึ้นชาร์ตอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักรได้ [47]

มีนาคม 2010 ร็อบ ฟูซารีฟ้องร้องบริษัทต้นสังกัดของเลดี้กาก้า เมอร์เมด มิวสิก แอลแอลซี ให้ข้อหาว่าได้รับส่วนแบ่งอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งควรจะได้รับ 20% จากยอดขายอัลบั้ม ชาร์ลส์ ออร์ทเนอร์ ทนายความของกาก้าฟ้องกลับฟูซารีว่าสัญญาที่กาก้าได้ทำกับฟูซารีนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขอออกความเห็นใด ๆ ต่อสื่อมวลชน ท้ายที่สุดในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน [48] ศาลฎีกาสูงสูดนครนิวยอร์ก ยกฟ้องคำร้องของร็อบ ฟูซารี [49] [50]

เดือนเมษายนปีเดียวกัน มีรายงานว่ามิวสิกวิดีโอของเธอมียอดคนดูมากกว่าพันล้านครั้งบนเว็บไซต์ Youtube และกลายเป็นศิลปินคนแรกที่มียอดดูในหลักพันล้าน [51] เดือนเดียวกันกาก้าได้รับการเสนอชื่อจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็นหนึ่งใน100 ของบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกแห่งปี 2009 ระหว่างให้สัมภาษณ์กับไทมส์นั้น เธอพูดเปรย ๆ ว่า กำลังป่วยด้วยโรคลูปัส ซึ่งเป็นโรคเนื้อเยื่อติดเชื้อรุนแรงในร่างกาย [52] สองเดือนต่อมาเธอให้สัมภาษณ์ผ่านรายการทอล์กโชว์ของลาร์รี่ คิง ว่า ไม่ได้ป่วยด้วยโรคลูปัสแต่เล่าถึงผลการตรวจร่างกาย "พบว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็น" เพราะโรคลูปัสเป็นกรรมพันธุ์ในครอบครัว และป้าเธอเพิ่งเสียชีวิตไปด้วยโรคนี้

ปลายปี 2010 อัลบั้ม The Fame Monster ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่ ในสาขาอัลบั้มเพลงป็อบยอดเยี่ยมและอัลบั้มแห่งปี[53]

กาก้าและเอลตัน จอห์น ได้ปล่อยเพลงดูเอ็ตที่ร้องร่วมกันในชื่อ "Hello Hello" เพื่อใช้ประกอบภาพยนตร์การ์ตูนแอนิเมชั่นของดิสนีย์ "Gnomeo and Juliet" [54] และเดือนกันยายน 2010 กาก้าได้เซ็นสัญญาทางธุรกิจกับโคตี้ อินคอร์ปเปเรชั่น เพื่อผลิตน้ำหอมร่วมกันที่มีชื่อ "มอนสเตอร์" และออกวางจำหน่ายในปี 2012

2010 - 2011: Born this way[แก้]

เดือนมีนาคม 2010 กาก้าเปิดเผยว่า ได้เริ่มทำสตูดิโออัลบั้มใหม่ และเขียนธีมหลักของอัลบั้มเสร็จแล้ว สามเดือนต่อมา เธอประกาศว่าสตูดิโออัลบั้มที่สองใกล้เสร็จสมบูรณ์ "มันเร็วมาก ฉันทำงานนี้เป็นเดือน ๆ และรู้สึกได้ว่ามันเสร็จแล้ว ศิลปินบางคน อาจใช้เวลานานเป็นปี แต่ไม่ใช่ฉัน ฉันเขียนเพลงทุก ๆ วัน"[55]

ร้องเพลง You and I ที่จตุรัสไทมแควร์ นิวยอร์ก, ประเทศสหรัฐอเมริกา สิงหาคม 2010

กาก้าประกาศชื่ออัลบั้มใหม่ที่จะออกวางจำหน่ายในปี 2011 นี้ว่า "Born This Way"[56] [57] ในระหว่างขึ้นรับรางวัลวิดีโอแห่งปีบนเวทีเอ็มวีมิวสิกวิดีโออวอร์ดส์ ประจำปี 2010 [58] โดยกาก้าได้นำเพลงจากอัลบั้มใหม่มาใช้ร้องสดในทัวร์คอนเสิร์ตของเธอ คือ Born this way และอีกเพลงคือ Yoü and I ซึ่งเธอร้องเพลงนี้บนเวทีเทศกาลดนตรีลอลลาพาลูซา 2010 เพลง Born this way จะเป็นซิงเกิลเปิดตัวอัลบั้ม ที่จะจำหน่ายในวันที่ 13 กุมภาพันธํ 2011 เธอกล่าวถึงอัลบั้มนี้ว่า "จะเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดในทศวรรษนี้" "เป็นสิ่งพาให้เรานอนดึกและรู้สึกสะพรึงกลัว" "เด็กเลวมุ่งสู่โบสถ์" และ "ความสนุกสนานขึ้นไปอีกระดับ" กาก้าอธิบายถึงเพลงใหม่ของตัวเองว่า "เป็นอะไรที่ลึกซึ้งกว่าผมปลอม ลิปสติก หรือ เสื้อผ้าที่เห็น"[59]

แล้วเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2554 ซึ่งเป็นวันประกาศผลรางวัลแกรมมี่ อวอร์ส ซึ่งกาก้าได้ไปร่วมงานนี้พร้อมสร้างความตกตะลึงเมื่อกาก้าปรากฏตัวโดยนอนอยู่ในไข่ใบยักษ์ที่มีคนแบกเข้ามา โดยไข่นี้เป็นหนึ่งในการโปรโมทเพลงใหม่ที่กาก้าจะใช้เปิดตัวเพลงใหม่ในการแสดงงานนี้ และในงานแกรมมี่ ปีนี้ กาก้ากวาดรางวัลไปถึงสามรางวัล โดยอัลบั้มอีพี The Fame Monster ได้รับรางวัล อัลบั้มเพลงป็อปยอดเยี่ยม และ ศิลปินเพลงป็อปหญิงยอดเยี่ยม จากเพลง Bad Romance โดยในการแสดงกาก้าได้ร่วมแสดงในงานนี้ด้วย พร้อมเปิดตัวเพลงใหม่ Born This Way โดยกาก้าแสดงและเปิดตัวที่นี่ครั้งแรก พร้อมปล่อยลงโซเชียลมีเดียในวันเดียวกัน โดยเพลงBorn This Way ทำสถิติขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอีกหลายๆประเทศ และเพลง Born This Way ได้สร้างประวัติศาสตร์ให้กาก้าดดยมียอดดาวน์โหลดสูงถึง ห้าแสนครั้งภายในเวลา 5 ชั่วโมง ได้สร้างประวัติศาสตร์ยอดดาวน์โหลดสูงสุดที่ดาวน์โหลดผ่านทางเว็ปไซต์ อแมซอน และ ไอทูนส์ และสองอาทิตย์ต่อมาได้ปล่อยมิวสิควีโอเพลง Born This Way ออกมาก็ได้สร้างความตกตะลึงอีกครั้งกับยอดคนดูในยูทูปที่มียอดเกิน 2 ล้านวิวภายใน 1 วัน

เพลง Born This Way ได้ประสบกับคำวิจารณ์อย่างหนักจนถึงปัจจุบัน โดยมีหลายคนเห็นถึงความคล้ายคลึงระหว่างเพลง Born This Way และเพลง Express Yourself ของมาดอนน่า ที่คล้ายกันมากเหมือนใช้คอดเพลงตัวเดียวกัน อีกทั้งเพลง Born This Way ได้ถูกตัดส่วนที่พูดถึงชาวรักร่วมเพศออกไปเพื่อเปิดในวิทยุของประเทศมาเลเซีย โดยมีกฎหมายออกมาอย่างทางการ พร้อมกับปรับเงินกับสถานีที่เปิดเพลงตัวเต็ม ที่ชาวรักร่วมเพศถือว่ายังเป็นสิ่งรับไม่ได้กับประเทศนี้ที่มีคนนับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งในประเทศจีนยังถูกห้ามไม่ให้มีใครเปิดเพลง หรือจำหน่ายอัลบั้มของเธอในประเทศนี้

หลังจากหลายเดือนต่อมา กาก้าประกาศว่าเธอจะปล่อยเพลง Judas ที่มีเนื้อหาเพลงจากพระคัมภีย์ไบเบิ้ล โดยจะปล่อยพร้อมกับมิวสิควีโโอ แต่ไม่ทันจะปล่อย ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวคริสต์ ว่ากาก้าไม่สมควรเอาเรื่องจากพระคัมภีย์มาล้อเล่น หรือมาล้อเลียน เพราะกาก้าเธอเคยประกาศไว้ว่าจะนำเรื่องราวในพระคัมภัย์มาดัดแปลงทำเป็นมิวสิควีดีโอ แต่ในความจริง กาก้าแต่งเพลงJudas ขึ้นมาก็เพื่อประชดประชันแฟนเก่าของเธอที่ทรยศเธอ เหมือนจูดาสที่ทรยศต่อพระเยซูเพียงเท่านั้นเอง

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน กาก้าได้ปล่อยเพลง The Edge Of Glory ซึ่งเพลงนี้กาก้าได้รับแรงบันดารใจจากการเสียชีวิตของคุณปู่ของเธอ ที่ถึงจุดบั้นปลายของชีวิต โดยเหมือนเราอยู่ที่ขอบเหวที่ไม่สามารถหนีหรือเดินต่อไปได้ จึงต้องจบชีวิต เพราะจุดสิ้นสุดที่เราจะเดินต่อไปแล้ว หลังจากนั้น

ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2554 กาก้าได้เปิดตัวอัลบั้ม บอร์นดิสเวย์ โดยทำสถิติขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ในหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอีกหลายๆประเทศ มียอดขายเกิน 1 ล้านชุด ภายในไม่ถึง 5 วัน และมียอดดาวน์โหลดอัลบั้มทางอแมซอนและไอทูนส์ สูงเป็นประวัติศาสตร์ของวงการดนตรี โดยปีนี้กาก้าได้ถูกจัดอันดับจากนิตยสารฟอบส์ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลอันดับ 1ของโลก และผู้ที่มีรายได้มากที่สุดของปี 2011 โดยเธอได้รายได้ส่วนหนึ่งจากยอดขายอัลบั้มและคอนเสิร์ต The Monster Ball ที่ปิดทัวร์ ก่อนขายอัลบั้ม

เลดี้ กาก้าแสดงเพลง "Applause" ในลุคของยุคอาร์ตป็อป

2012 - ปัจจุบัน: ARTPOP[แก้]

เมื่อต้นปี 2012 กาก้าและซินเธีย แม่ของเธอได้จัดตั้งมูลนิธิบอร์นดิสเวย์ขึ้น เพื่อเรียกร้องสิทธิเด็กและเพศที่สาม โดยปี 2012 นี้กาก้าได้เริ่มต้นทัวร์คอนเสิร์ตของเธอโดยใช้ชื่อว่าเดอะบอร์นดิสเวย์บอลทัวร์เป็นทัวร์รอบโลกโดยเริ่มที่แถบเอเชียก่อนและไปต่อที่แถบโอเซียเนียและยูโรป รวมถึงการแสดงในประเทศไทยที่สนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ด้วย

ในต้นปี 2013 ในระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตของกาก้า เดอะบอร์นดิสเวย์บอลล์ กาก้าได้รับบาดเจ็บ จึงทำให้กาก้าต้องยกเลิกโชว์กว่า 20 โชว์ และใช้เวลา เกือบ 4 เดือนพักฟื้น และในเดือนกรกฎาคม กาก้าได้ประกาศอัลบั้มอย่างเป็นทางการ ในงานเลี้ยงของทีมงาน นั้นแสดงให้รู้ว่า หมดยุคของบอร์นดิสเวย์ เข้าสู่ยุคอาร์ตป็อปแล้วนั้นเอง

เลดี้ กาก้าแสดงเพลง"Heavy Metal Lover" โดยเธอขี่มอร์เตอร์ไซด์แสดง ที่คอนเสิร์ตเดอะบอร์นดิสเวย์บอล

กาก้า ได้ร่วมงานกับฮิปฮอป สุดเก๋า มาร่วมงานในอัลบั้มนี้ ได้แก่ T.I., Twista, Too Short และ R. Kelly[60]

ฉายาที่มีผลต่อภาพลักษณ์ในวงการ[แก้]

กาก้า เธอมีภาพลักษณ์ต่อสังคมที่ทำให้เธอดูโดดเด่นไปจากศิลปินอื่นโดยสิ้นเชิง แม้ในบางแง่มุมอาจจะมองเธอเป็นคนบ้าที่ไร้สติ แต่งตัวเกินความงามและลิมิตของตน แต่มันก็สร้างความโดดเด่นเป็นที่รู้จักให้เธอ แม้กระทั่งนักวิจารณ์ด้านแฟชั่นบางคนอย่างยกให้กาก้าเป็นเจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น และให้การแต่งตัวของเธอเป็นแรงบันดารใจทุกครั้ง ตั้งแต่กาก้าเข้าวงการปี 2008 เธอก็สร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาแล้ว โดยในสมัยยุคเดอะเฟม กาก้าก็ก็ภาพลักษณ์ในแบบของตนเอง จนสมัยยุคเดอะเฟมมอนสเตอร์ กาก้ามีลุคที่ประหลาดมากขึ้น การแต่งตัว สีผม การใส่รองเท้ารูปทรงประหลาด โดยเฉพาะในงาน MTV Vma 2010 กาก้าปรากฏกายในชุดเนื้อสด ที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก จนยุคบอร์นดิสเวย์ กาก้าเริ่มเปลี่ยนลุค ในแบบของเธอ โดยแฟชั่นแบบซีลีโคนโหนกที่แหลมออกมาจากใบหน้า และไหล่ ที่ดูเหมือนเอเลี่ยน (ซึ่งเธอมีจุดประสงค์ให้มองในแง่นั้นเพื่อโปรโมทเพลงบอร์นดิสเวย์) การเปลี่ยนสีผม จนยุคล่าสุด อาร์ตป็อป กาก้าเริ่มเปลี่ยนลุคไป เช่น ทำทรงผมให้ฟูเหมือนสิงโต (เธอสื่อถึงวีนัส) ใส่บีกีนี่เปลือกหอย การเปลี่ยนสีผมเป็นสีดำ ซึ่งไปอาจแปลกใจที่กาก้าจะมีแฟนเพลงมากอันดับหนึ่งของโลก และนิตยสารหลายฉบับยกให้กาก้าเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อโลก โดยกาก้ามีแฟนคลับจำนวนมาก เธอจึงเรียกแฟนเพลงของเธอว่า "ลิตเติ้ลมอนสเตอร์" (Little Monster) โดยแฟนคลับเธอจะเรียนตัวเธอเองว่า "Mother Monster" หรือในชื่อที่เรียกต่างๆมากมายเช่น Mama Monster, มอนสเตอร์ ตัวแม่, เจ้าแม่แฟชั่น ซึ่งมันทำให้กาก้ามีเอกลักษณ์ในวงการที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

ความเป็นศิลปิน[แก้]

แนวเพลงและแรงบันดาลใจ[แก้]

เลดี้ กาก้าแสดงเพลง Hair ในรายการ Good Morning America

เลดี้กาก้าได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปินแกลมร็อก เช่น เดวิด โบวี และวงควีน รวมถึงนักร้องเพลงป็อบเช่น มาดอนนา, บริทนีย์ สเปียร์ส ไคลี มิโนกและไมเคิล แจ๊กสัน เพลงเรดิโอ-กาก้า ของวงควีนนั้นเป็นแรงบันดาลใจของชื่อที่เธอใช้ในวงการ[61][62][63]

เมื่อพูดถึงการเปรียบเทียบระหว่างตัวเธอกับมาดอนนา กาก้ายืนยันว่าไม่อยากได้แค่เพียงคำทักท้วง แต่เธอมีเป้าหมายของตัวเองที่จะปฏิวัติดนตรีป็อบ การเปลี่ยนแปลงป็อบครั้งก่อนเกิดขึ้นโดยมาดอนนาเมื่อ 25 ปีที่แล้วและครั้งนี้จะเป็นของเธอ ส่วนนักร้องนักแสดงเกรซ โจนส์ ก็เป็นอีกแรงบันดาลใจของเธอ รวมทั้งเด็บบี้ แฮร์รี่ นักร้องนำแห่งวงบลอนดี้[63][64][65][66]

เสียงร้องของกาก้าถูกนำไปเปรียบเทียบกับเสียงของมาดอนนาและเกว็น สเตฟานี บ่อยครั้ง ในขณะที่โครงสร้างทางดนตรีของเธอคล้ายคลึงกับเพลงคลาสสิกป็อบยุค 1980 และเพลงยูโรป็อบในยุค 90[67] ในการวิเคราะห์อัลบั้มเปิดตัว The Fame หนังสือพิมพ์เดอะซันเดย์ไทมส์ กล่าวว่า เป็นการผสมผสานทางดนตรี, แฟชั่น, ศิลปะ และเทคโนโลยี เลดี้กาก้าได้ปลุกกระแสความเป็นมาดอนนา, ไคลี มิโนก และเพลงฮอลลาแบ็คเกิร์ลของเกว็น สเตฟานีในปี 2001 หรือ เกรซ​ โจนส์ เช่นเดียวกับซาร่าห์ รอดแมน นักวิจารณ์แห่งหนังสือพิมพ์เดอะบอสตันโกลบวิจารณ์ว่า "เธอได้แรงบันดาลใจจากมาดอนนารวมถึงเกว็น สเตฟานี และแฝงความเป็นเด็กสาวของเธอเอง แต่มีเสียงร้องที่ทรงพลังและจังหวะเร้าอารมณ์ แม้ว่าเนื้อร้องจะขาดสาระไปบ้าง เธอได้พาคุณเข้าไปสู่โลกแห่งความสุขโดยแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมากเลย"[68][69] ไซมอน เรโนลดส์ เขียนไว้ว่า "ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเลดี้กาก้ามาจากอิเล็กโทรแคลช ยกเว้นดนตรีซึ่งไม่ได้มาจากยุค 1980 และเป็นเพลงป็อบที่คุ้นหูโดยผ่านโปรแกรมออโต้ทูนส์กับจังหวะอาร์แอนด์บี

กาก้ายังระบุว่า แฟชั่นก็คือแรงบันดาลใจหลักของ เธอชื่นชมโดนาเทลลา เวอร์ซาส ว่าเป็นต้นแบบความคิด[70] และเธอมีทีมครีเอทีฟประจำตัวที่ชื่อ เฮ้าส์ ออฟ กาก้า ที่จัดการบริหารด้วยตัวเอง ทีมเฮ้าส์ออฟกาก้าออกแบบและสร้างสรรค์เสื้อผ้า ทรงผม และการแสดงบนเวทีให้แก่เธอ ซินเธีย ผู้เป็นแม่มีอิทธิต่อความหลงใหลในแฟชั่นต่อกาก้า ที่ยืนหยัดว่า "พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อรักษาความงาม" สำนักโกลบอล แลงกวิจ มอนิเตอร์ ระบุว่า เลดี้กาก้าเป็นคำค้นหาแฟชั่นในอันดับต้น ๆ ของ เครื่องหมายการค้า "No Pant" ไม่มีขา (กางเกง) ในอันดับที่สาม[20] นิตยสารเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จัดอันดับให้เครื่องแต่งกายของเธอเป็นหนึ่งในสิ่งสุดยอดแห่งปลายศตวรรษ 2000 แม้จะเป็นชุดที่ทำจากหุ่นมือกบตัวเขียว หรือชุดฟองน้ำพลาสติกที่ปกปิดเพียงอวัยวะเพศ การแต่งกายแบบพิสดารจากคนทั่วไปทำให้เธอสามารถนำศิลปะการแสดงสดเข้าสู่สื่อกระแสหลักได้[71][72]

จากคำวิจารณ์ต่อดนตรีของเธอ, อิทธิพลทางแฟชั่น และภาพลักษณ์ของเธอที่ผสมผสานกันทำให้เธอมีสถานะเป็นนางแบบ, ผู้นำแฟชั่น และแฟชั่นไอคอน ทั้งได้รับการยอมรับและถูกปฏิเสธ อัลบั้ม The Fame อัลบั้มแรกของเธอได้รับคำวิจารณ์ในทางบวกและให้ตำแหน่งเธอในฐานะที่ทำเพลงป็อบอันมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร และสิ่งจำเป็นที่จะขับเคลื่อนวัฒนธรรมใหม่ ๆ ความสนใจในตัวเธอกลายประเด็นทางสังคมที่สำคัญ ความสามารถทางศิลปะในตัวเธอ และถูกมองว่าเป็น "ผู้เพิ่มความนับถือในตัวเอง" ก็เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่กาก้ามีต่อแฟนเพลงที่ได้รับการยกย่อง เธอได้ทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงเศรษฐกิจกำลังซบเซา[73][74][75] [76][77][78]

การแสดงสดของเธอได้รับการชื่นชมว่า "เป็นความสนุกสนานและแปลกใหม่ที่สุด" โดยอ้างถึงการแสดงในงานแจกรางวัลเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก 2009 ในเพลง Paparazzi เธอสวมเสื้อซึ่งระเบิดออกมาเป็นเลือด ได้รับคำวิจารณ์จากเอ็มทีวีว่า "ชวนให้ผู้ชมตาค้าง"[79] และยังใช้ธีม "โชกเลือด" นี้ ในทัวร์คอนเสิร์ต เดอะ เฟม มอนสเตอร์ บอล ด้วย ในฉากหนึ่งของการแสดงที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ กาก้าสวมชุดรัดรูปสีดำและจู่ ๆ ก็ถูกทำร้ายจากชายลึกลับที่เพิ่งกระโดดขึ้นเวที (ที่จริงแล้วเป็นแดนเซอร์ของเธอเอง) ใช้มีดปาดคอเธอ ทำให้ "เลือดปลอม" ไหลท่วมตัวเธอ สร้างความตกใจให้กับผู้ชมโดยไม่รู้ว่านี้คือการแสดง ครอบครัวและแฟนเพลงที่เข้าชมการแสดงในรอบนี้รู้สึกไม่พอใจต่อการแสดงนี้ ที่ยังรู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์คนขับแท็กซี่ใช้อาวุธปืนยิงชาวเมืองคัมเบรียถึง 12 คน ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นบนเกาะอังกฤษไม่กี่เดือนก่อนนี้[80][81][82]

เดือนกันยายน 2010 เลดี้กาก้ากลับไปรับรางวัลในงานเอ็มทีวี วิดีโอมิวสิกวิดีโอ 2010 ที่แอลเอ ด้วยชุดเดรสยาวสุดล้ำสไตล์โกธิค และรองเท้าส้นสูง 12 นิ้วลายพิมพ์หนังงูเหลือมและที่ยิ่งฮือฮากว่านั้นเมื่อเธอเปลี่ยนชุด "เนื้อสด" เพื่อขึ้นรับรางวัลวิดีโอแห่งปี เป็นชุดตัดจากเนื้อวัวสด รวมทั้งแอคเซสซอรี่ต่าง ๆ หมวก กระเป๋า และรองเท้าบูท ฝีมือการตัดเย็บของแฟรงค์ เฟอร์นันเดซ ดีไซเนอร์ชาวอาร์เจนตินา สร้างความคิดเห็นเป็นสองฝ่ายทั้งปลุกความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วโลกและสร้างความไม่พอใจให้กับองค์การพิทักษ์สัตว์ (PETA) อย่างไรก็ดี[83]กาก้าออกมาย้ำว่าไม่ได้ตั้งใจจะดูหมิ่นเหยียดหยามมใครหรือองค์การใดทั้งสิ้น และปรารถนาให้ชุดของเธอสื่อความหมายไปในทางสิทธิความเป็นมนุษย์และสิทธิเพื่อเพศที่สาม [84][85]

เธอเรียกแฟนเพลงของตัวเองว่า "ลิตเทิล มอนสเตอร์ -เจ้าปีศาจตัวน้อย" นั่นก่อให้เกิดกระแสวิจารณ์อย่างมาก เพราะเป็นธรรมดาของธุรกิจดนตรีและภาพลักษณ์ที่มีมูลค่ามหาศาล ในขณะที่หลายคนเชื่อว่า คำนี้ใช้แบ่งแยกตัวเองและขัดต่อวัฒนธรรมของคนทั่วไป คิตตี้ เอ็มไพร์ แสดงความเห็นต่อคำว่า ลิตเทิล มอนสเตอร์ ลงหน้าหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษว่า "ทำให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์ที่ผิด ๆ โดยขาดการไตร่ตรองตั้งแต่แรก หัวใจหลักของการแสดงของเธอคือการอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและโดนสังคมต่อต้าน และที่กล่าวว่า คอนเสิร์ตมอนสเตอร์ บอล ทัวร์ที่พวกเราทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ไร้สาระทีเดียว ผู้คนมากมายที่ยอมเสียเงินให้กับธุรกิจดนตรีอันเจ้าเล่ห์ของกาก้า ไม่ได้จำกัดแต่เพียงพวกข้ามเพศ คนบ้าแฟชั่น และมนุษย์ราตรี ตามที่เธอหวังไว้ตามแรงบันดาลใจเท่านั้น แต่ตัวเธอเองกลับดูเหมือนจะจริงใจต่อแฟน ๆ มากกว่า"[86]

เดือนกันยายน 2010 คามิลล์ แพ็กเลีย เขียนหนังสือชื่อ Lady Gaga and the death of sex มีเนื้อหาโจมตีกาก้าอย่างรุนแรงว่า ว่าเป็น "นักเลียนแบบที่ไร้เพศ" และไม่ได้เป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นแปลกประหลาดอย่างหลาย ๆ คนเข้าใจ จึงควรเรียกเธอใหม่ว่า "นักเลียนแบบหัวขโมยมากกว่าผู้ริเริ่มการแสดงยั่วยวนทางกามารมณ์ที่ถูกห้าม"[87]

ภาพลักษณ์ในสังคม[แก้]

เลดี้กาก้าในงานเปิดตัวหูฟังดร.เดร

การแต่งตัวสไตล์ประหลาดพิสดารของเลดี้กาก้าตรงข้ามกับสไตล์ในช่วงแรก ๆ ที่เพิ่งเริ่มเข้าวงการใหม่ ๆ ดังที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กโพสต์ อธิบายไว้ "เหมือนผู้ลี้ภัยจากละครเรื่องเจอร์ซีย์ ชอร์ ในผมพองฟูมหึมาน้ำตาลเข้ม, การแต่งดวงตาดำเข้ม และชุดรัดติ้วที่เปิดเผยเนื้อหนังมากไป กาก้ามีผมสีน้ำตาลเข้มโดยกำเนิด เธอฟอกผมเป็นสีบลอนด์ เพราะเคยถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเอมี ไวน์เฮาส์ ศิลปินเพลงโซล เธอมักเรียกแฟนเพลงของตัวเองว่า ลิตเทิล มอนสเตอร์ และสักลายคำ ๆ นี้ลงบนแขนข้างที่ถือไมโครโฟน เพื่อแสดงถึงการอุทิศตัวเพื่อแฟนเพลง เธอมีรอยสักที่สังเกตเห็นได้ 6 แห่งด้วยกัน เช่น สัญลักษณ์สันติภาพของจอห์น เลนนอน ฮีโรในดวงใจ และคำคมในรูปตัวเขียนเยอรมัน ของเรนเนอร์ มาเรีย ริลค์ กวีและนักปราชญ์ชาวเยอรมันที่ชื่นชอบ เธอบอกว่าคำคมที่พูดถึงความสันโดษนี้ความหมายต่อตัวเธอ [88]

ปลายปี 2008 แฟชั่นของกาก้าถูกนำไปเปรียบเทียบกับนักร้องซุเปอร์สตาร์ คริสตินา อากีเลรา ทั้ง ๆ ที่ไม่ความเหมือนกันเลยในสไตล์ของพวกเธอทั้งทรงผม และการแต่งหน้า อากิเลราให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า "แทบไม่ได้รู้จักหล่อน (กาก้า) เลยและไม่รู้ด้วยว่าหล่อนเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงกันแน่"[89] กาก้ายอมรับการเปรียบเทียบนี้ว่าทำให้เธอได้เป็นที่รู้จักทั่วไป เธอขอบคุณอากีเลราว่าทำให้เธอได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในอเมริกาหลังจากการเปรียบเทียบนี้ มันทำให้เธอเป็นที่รู้จักในวงการ [90]

การเปรียบเทียบนี้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2010 เมื่ออากีเลราปล่อยมิวสิกวิดีโอของเธอ "Not Myself Tonight" นักวิจารณ์สังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันหลายจุดทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอว่าเหมือนกับเพลงและมิวสิกวิดีโอ Bad Romance ของกาก้า[91] และเปรียบเทียบความคล้ายคลึกในสไตล์การแต่งตัวของกาก้ากับแฟชั่นไอคอนอย่าง เดล บอสซิโอแห่งวงมิสซิง เพอร์สัน บางคนวิจารณ์ภาพลักษณ์ของทั้งด้วยความเคารพว่า เหมือนกันอย่างแปลกประหลาด ถึงแม้ว่า แฟนเพลงของบอสซิโอจะบอกว่า เธอเป็นผู้ริเริ่มสไตล์นี้เมื่อกว่า 30 ปีก่อนแล้ว"[92]

เลดี้กาก้ามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและสังคมยุคใหม่ จนทำให้มหาวิทยาลัยเซาธ์แคโรไลนา ได้เปิดสอนหลักสูตรใหม่ในสาขาวิชา "เลดี้กาก้าและสังคมวิทยาความโด่งดัง"โดย มีจุดประสงค์เพื่อเปิดเผยประเด็นทางสังคมในมุมมองความมีชื่อเสียงโด่งดังของกาก้าที่เกี่ยวข้องกับเพลง วิดีโอ แฟชั่น และความพยายามทางศิลปะของเธอ [93] [94]

พืช[แก้]

ปี 2012 ได้มีการค้นพบพืชจำพวกเฟิร์นสายพันธุ์ใหม่โดยองค์กรชีววิทยา ได้ตั้งชื่อเฟิร์นพันธุ์นี้ว่า "GAGA" เหตุที่ใช้ชื่อเลดี้ กาก้า เป็นชื่อเฟิร์นชนิดใหม่เนื่องจาก ดีเอ็นเอของเฟิร์นตระกูลนี้ จำแนกออกมาแล้ว เรียงตัวตามลำดับเป็น Guanine, Adenine, Guanine, Adenine, และ เพื่อเป็นเกียรติให้กับนักร้องอเมริกันคนนี้ ที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวเกย์และชาวรักร่วมเพศมาโดยตลอด อีกเหตุผลหนึ่งคือ "เลดี้ กาก้า" เคยสวมชุดที่เป็นแรงบันดาลใจจากเฟิร์น "เกมีโตไฟท์" ในการแสดงบนเวที นอกจากนี้ ชุดที่เป็นเอกลักษณ์ของเลดี้ กาก้า ที่เหมือนกางเกงขอบยื่น เป็นแบบเดียวกับใบอ่อนของเฟิร์นที่ม้วนเป็นก้อนกลม มีเฟิร์น 2 สปีชี่ย์ ที่เป็นการค้นพบใหม่ คือ "กาก้า เจอร์มาน็อตต้า" พบที่คอสตาริกา และได้ชื่อตามชื่อสกุลของเลดี้กาก้า กับ "กาก้า มอนสตราพาร์วา" ที่หมายถึง "ลิตเติล มอนสเตอร์" ชื่อที่เลดี้ กาก้า ใช้เรียกสาวกของตนเอง[95] [96]

เลดี้กาก้าเฟม[แก้]

น้ำหอมเฟมขนาด 100 มล.

เลดี้กาก้าเฟม เป็นน้ำหอมแรกของเลดี้ กาก้า ผลิตโดยเฮาส์แลบอราทอรีส์ (Haus Laboratories) ร่วมกับบริษัทโคตี (Coty, Inc.) โดยใช้เทคโนโลยี push-pull ในการผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ซึ่งมาในรูปแบบน้ำสีดำ โดยจำหน่ายในเมริกาที่ห้างเมซีส์ (Macy's) [97] เฟม เป็นน้ำหอมแบรนด์แรกของโลกที่มีน้ำเป็นสีดำสนิท โดยกาก้ากล่าวว่า น้ำหอมเป็นสีดำ แต่เมื่อฉีดโดนผิวหนังแล้ว จะไม่มีคราบสีดำติดผิวหนัง แม้จะเป็นผ้าสีขาวบริสุทธิ์ น้ำหอมเฟมยังขึ้นเป็นน้ำหอมขายดีอันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และอีกหลายๆประเทศที่น้ำหอมขึ้นท็อปส์อันดับ 1 น้ำหอมเฟม มีสโลแกนว่า THE FIRST EVER BLACK eau de PARFUM น้ำหอมเฟม จำหน่ายได้ 28 ล้านขวด ภายในอาทิตย์แรกที่วางจำหน่าย ซึ่งมียอดขายมากกว่าน้ำหอมศิลปินอื่น อาทิเช่น บียอนเซ่ มาดอนน่า บริทนีย์ สเปียร์ส เคที เพอร์รี่ ปัจจุบันน้ำหอมเฟมมียอดขายตั้งแต่เปิดตัวรวม 30 ล้านขวด ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมาก

ฉายาและแฟนคลับ[แก้]

บรรดาแฟนคลับของเธอจะเรียกตัวเธอว่า Mother Monster แม่ของเหล่าปีศาจ และเหล่าแฟนคลับก็เรียกว่า Little Monster ซึ่งเรียกได้ว่าแม่กับลูก ๆ นั้นเอง

กิจกรรมการกุศล[แก้]

เกย์ไอคอน[แก้]

กาก้ายกความสำเร็จที่ได้รับในช่วงแรก ๆ ของการเป็นศิลปินกระแสหลักให้แก่แฟนเพลงชาวเกย์ และถูกยกย่องให้เป็นขวัญใจชาวเกย์ ก่อนหน้าปี 2009 เป็นเรื่องยากมากที่ดีเจจะยอมเปิดเพลงของเธอออกอากาศบนคลื่นวิทยุในอเมริกา เธอระบุว่า "จุดเปลี่ยนของฉันคือกลุ่มชาวเกย์, ฉันมีแฟนเพลงชาวเกย์มากมายที่ชื่นชอบในตัวฉัน พวกเขายกย่องฉันและยังคงสนับสนุนฉัน ซึ่งฉันจะต้องสนับสนุนพวกเขา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีฐานแฟนเพลงเป็นของตัวเอง [98] เธอขอบคุณบริษัทฟลายไลฟ์ บริษัทการตลาดของกลุ่ม LGBT ที่ตั้งอยู่ในแมนแฮตตันและได้ร่วมงานกับบริษัทอินเทอร์สโคป ต้นสังกัดของเธอ ในปกอัลบั้ม The Fame เธอเขียนบันทึกไว้ว่า

"ฉันรักพวกคุณ (กลุ่มชาวเกย์) มาก, คุณคือแรงดลใจของอัลบั้มนี้ให้ดำเนินต่อไป การสนับสนุนและความสดใสของพวกคุณมีหมายความต่อฉันราวกับโลกทั้งใบ ฉันจะยืนหยัดต่อสู้เพื่อการชาวเกย์จนถึงที่สุดพร้อมกับทีมงานที่ไม่น่าเชื่อ'"'

[99] การแสดงครั้งแรกของเธอที่ได้ถ่ายทอดสดครั้งแรก เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2008 ในงานมอบรางวัลนิวนาวเน็กซ์อวอร์ดที่เธอได้ร้องเพลง Just Dance บนเวทีนี้และออกอากาศโดยสถานีโทรทัศน์ในเครือข่ายLGBT[100] เดือนมิถุนายนในปีเดียวกันเธอขึ้นร้องเพลงในเทศกาลซานฟรานซิสโกไพรด์ [101]

เลดี้กาก้ากล่าวปราศรัยในงานชุมนุมเพื่อความเท่าเทียม National Equlity March

หลังจากที่อัลบั้ม The Fame ของเธอออกวางจำหน่ายแล้ว เธอเปิดเผยว่าเพลงโป๊กเกอร์เฟซนั้นพูดถึงความเป็นคนรักสองเพศในตัวเธอ เมื่อเธอได้เป็นแขกรับเชิญในรายการดิ เอลเลน ดิเจอเนอเรส เลดี้กาก้าได้กล่าวยกย่องดิเจอเนอเรสว่าเป็น "แรงบันดาลใจสำหรับสตรีและชาวเกย์ [102] ในงานชุมนุมรวมพลังเพื่อความเท่าเทียม National Equality March ที่เนชั่นแนลมอล เธอประกาศว่า งานอีเวนท์นี้เป็นงานสำคัญที่สุดในอาชีพของเธอ" และกล่าวอวยพรด้วยความปิติยินดีว่า "Bless God and bless gays" เช่นเดียวกับที่ขึ้นกล่าวคำขอบคุณบนเวทีมอบรางวัลเอ็มทีวีมิวสิกวิดีโอ 2009 ในเพื่อขึ้นรับรางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมเมื่อหลายเดือนก่อน [103] ณ งานชุมนุมรวมพลังเพื่อความเท่าเทียมนั้น กาก้าได้แสดงเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน จากนั้นเธอได้ประกาศว่า "ฉันจะไม่ร้องเพลงของตัวเองสักเพลงเดียวในคืนนี้ เพราะคำคืนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับฉันแต่เกี่ยวกับพวกคุณ" แล้วเธอเปลี่ยนเนื้อร้องเดิมของเพลงให้เป็นเพลงที่สะท้อนการเสียชีวิตของแมทธิว เชพเพิร์ด นักศึกษาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ถูกฆาตกรรมเนื่องจากลักษณะทางเพศของเขาเอง [104]

เลดี้กาก้ากล่าวปราศรัยเพื่อผลักดันนโยบาย Don't ask Don't tell ที่เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน

เดือนกันยายน 2010 เธอกล่าวในที่ชุมนุมเพื่อต่อต้านกองทัพอเมริกัน ด้วยนโยบาย ห้ามถาม ห้ามบอก ที่ไม่ให้บุคคลห้ามบอกว่าตนเป็นเลสเบี้ยน, เกย์ หรือคนรักสองเพศเมื่อเข้าสมัครเป็นทหารเข้ากองทัพอเมริกา [105] และได้เผยแพร่วิดีโอที่กระตุ้นให้แฟนเพลงของเธอพยายามติดต่อสมาชิกวุฒิสภาเพื่อผลักดันให้นโยบายนี้ให้เป็นผล บรรณาธิการแห่งนิตยสาร ดิ แอดโวเคต ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เลดี้กาก้าได้กลายเป็น “ผู้สนับสนุนที่ดุเดือดสำหรับชาวเกย์และเลสเบี้ยนตัวจริง”[106]

สายข้อมือริชแบรนด์ มีตัวอักษรสีแดงเขียนว่า "We pray for Japan"

ริสแบนด์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่น[แก้]

หลังจากที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 8.9 ในประเทศญี่ปุ่น จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิสูงกว่า 10 เมตรพัดถล่มเมืองเซ็นไดจนได้รับความเสียหาย กาก้า ได้รณรงค์จัดทำสายรัดข้อมือออกมาเพื่อหารายได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยกาก้า ได้เปิดตัวสายรัดข้อมือสีขาว ตัวอักษรแดง ที่เขียนข้อความว่า "We Pray for Japan" พร้อมกับคำแปลภาษาญี่ปุ่น ซึ่งในสายรัดข้อมือนี้ยังมีภาพกรงเล็บที่เป็นสัญลักษณ์ชาว Little Monster แฟนคลับของเลดี้ กาก้า ปรากฏอยู่ด้วย โดยกาก้ากล่าวว่า "ฉันออกแบบสายรัดข้อมือภาวนาเพื่อญี่ปุ่นนี้มา เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้ผู้ประสบภัยสึนามิ ลุยเลย Monster" กาก้าบอกผ่านแฟนเพลงชาว Little Monster ของเธอทุกคน และเมื่อครั้งเธอไปญี่ปุ่นเธอก็สวมกำไลนี่ไปด้วย การเกิดสึนามิครั้งนี้ได้พบร่างผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 1000 ศพ และยังมีที่สูญหายอีกนับหมื่นรายในเมืองเซ็นได ซึ่งการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดติดหนึ่งในห้าอันดับแรกของโลกนับตั้งแต่ปี 1900 เป็นต้นมา ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้มีความรุนแรงมากกว่าที่เกิดขึ้นในเมืองไครซ์เชิร์ช นิวซีแลนด์ เมื่อเดือนที่แล้วถึง 8,000 เท่าเลยทีเดียว โดยรายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช่จ่ายกาก้านำไปบริจาคให้ชาวญี่ปุ่นรวมทั้งเงินส่วนหนึ่งจากเธอด้วย

แต่ก็ประสบปัญหาเนื่องจากมีผู้ยื่นฟ้องศาลกล่าวหาว่าเธอยักยอกเงินบริจาคและขายริสแบนด์เกินราคาจริง อย่างไรก็ตามกาก้าเธอได้นำเงินบริจาคทั้งหมดให้ชาวญี่ปุ่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยความจริงเรื่องที่ยักยอกเป็นเพียงขอกล่าวหาไม่มีมูลความจริงแต่ใด ๆ

มูลนิธิ Born This Way Foundation[แก้]

โลโก้ มูลนิธิบอร์นดิสเวย์

Born This Way Foundation หรือ มูลนิธิบอร์นดิสเวย์ เป็นมูลนิธิที่กาก้าจัดตั้งขึ้นกับแม่ของเธอ ซินเธีย เจอร์มาน็อตตาร์ จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ถูกรังแกในโรงเรียน หรือ บุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคล Born This Way Foundation มีสโลแกนว่า "Born To Be Brave" หรือ เกิดมามีความกล้าหาญ ตรงกับความหมายเพลงบอร์นดิสเวย์ ที่สื่อความหมายให้ทุกคนมีความกล้า

ผลงาน[แก้]

สตูดิโออัลบั้ม[แก้]

ทัวร์คอนเสิร์ต[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Birchmeier, Jason. "Lady GaGa: Biography". Allmusic. สืบค้นเมื่อ 2009-01-02. 
  2. Nick Levine (2008-12-31). "Ones To Watch In 2009: Lady GaGa". Digital Spy. Digital Spy.co.uk. สืบค้นเมื่อ 2009-01-08. 
  3. Adrian Thrills (2009-01-09). "Why the world is going gaga for electro-pop diva Stefani". Daily Mail. Mail Online. สืบค้นเมื่อ 2009-01-12. 
  4. "BBC Sound of 2009: Lady GaGa". BBC. 2008-12-05. สืบค้นเมื่อ 2009-01-09. 
  5. "Artists of the Decade: Lady Gaga". Billboard. Nielsen Business Media, Inc. 2009-12-21. สืบค้นเมื่อ 2010-05-21. 
  6. "Spotted: Lady Gaga Celebrates Success In Los Angeles". MTV News. 2010-08-12. สืบค้นเมื่อ 2010-08-18. 
  7. Pomerantz, Dorothy; Rose, Lacey. "The World's Most Powerful Celebrities". Forbes. สืบค้นเมื่อ 2010-06-29. 
  8. Pomerantz, Dorothy; Rose, Lacey. "The Celebrity 100: #4 Lady Gaga". Forbes. สืบค้นเมื่อ 2010-06-29. 
  9. Johnson, Jamey. "Lady Gaga, Beyonce Among Forbes' 100 Most Powerful Women". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2010-11-03.  Unknown parameter |Date= ignored (|date= suggested) (help)
  10. http://www.mediatraffic.de/albums-2010.htm
  11. http://livemusiconpc.blogspot.com/2011/06/american-pop-singer-lady-gaga.html
  12. 12.0 12.1 "Biography of Lady Gaga". LadyGaga.com. สืบค้นเมื่อ 2009-01-09. 
  13. 13.0 13.1 13.2 Hattie, Collins (2008-12-14). "Lady GaGa: the future of pop?". The Sunday Times (London: News International). สืบค้นเมื่อ 2009-12-06. 
  14. Sturges, Fiona (2009-05-16). "Lady Gaga: How the world went crazy for the new queen of pop". The Independent (London: Independent News & Media). สืบค้นเมื่อ 2009-05-26. 
  15. 15.0 15.1 15.2 Grigoriadis, Vanessa (2010-03-28). "Growing Up Gaga". New York (New York Media Holdings). p. 7. สืบค้นเมื่อ 2010-03-29. 
  16. Bream, Jon (2009-03-21). "Don't Gag on Gaga". Star Tribune (The Star Tribune Company). สืบค้นเมื่อ 2010-01-23. 
  17. Poppell, Seth (2009-12-22). "Lady Gaga was surprisingly normal". In Touch Weekly (Bauer Media Group). สืบค้นเมื่อ 2010-01-23. 
  18. Zee, Joe (2009-12-01). "Lady Gaga – An Exclusive Interview with ELLE's January Cover Girl". Elle (Hachette Filipacchi Médias). สืบค้นเมื่อ 2010-05-05. 
  19. Florino, Rick (2009-01-30). ,4931544, 00.html "Interview: Lady GaGa". Artistdirect. Artistdirect, Inc. สืบค้นเมื่อ 2009-02-18. 
  20. 20.0 20.1 Harris, Chris (2008-06-09). "Lady GaGa Brings Her Artistic Vision Of Pop Music To New Album". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2009-05-07. 
  21. Musto, Michael (2010-01-19). "Lady Gaga Did a Children's Book In 2007!". The Village Voice. สืบค้นเมื่อ 2010-01-19. 
  22. 22.0 22.1 22.2 Reporter, Staff. "Lady GaGa Profile". Contactmusic.com. สืบค้นเมื่อ 2009-02-20. 
  23. Callahan, Maureen; Stewart, Sara (2010-01-22). "Who's that lady?". New York Post (News Corporation). สืบค้นเมื่อ 2010-03-26. 
  24. Cassis, Christine (2010-02-22). "Meet the woman who inspired Lady Gaga". Thaindian News. สืบค้นเมื่อ 2010-02-03. 
  25. Hobart, Erika (2008-11-18). "Lady GaGa: Some Like it Pop". Seattle Weekly (Village Voice Media). สืบค้นเมื่อ 2009-01-10. 
  26. Lee, Ann (2009-01-06). "Just Who Is Lady GaGa?". Metro (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 2009-02-26. 
  27. Thrills, Adrian (2009-01-09). "Why the world is going gaga for electro-pop diva Stefani". Daily Mail (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 2009-01-12. 
  28. 28.0 28.1 Haus of GaGa (2008-12-16). Transmission Gaga-vision: Episode 26. Lady Gaga Official website. 
  29. Harding, Cortney (2009-08-15). "Lady Gaga: The Billboard Cover Story". Billboard (Nielsen Business Media, Inc). สืบค้นเมื่อ 2010-05-06. 
  30. Cowing, Emma (2009-01-20). "Lady GaGa: Totally Ga-Ga". The Scotsman (Johnston Press). สืบค้นเมื่อ 2009-02-20. 
  31. "Lady Gaga: The Fame". Metacritic. สืบค้นเมื่อ 2009-01-09. 
  32. Williams, John (2009-01-14). "Lady GaGa's 'Fame' rises to No. 1". Jam! (Canadian Online Explorer). สืบค้นเมื่อ 2009-01-14. 
  33. "Lady Gaga – The Fame – World Charts". aCharts.us. สืบค้นเมื่อ 2009-01-08. 
  34. "The 51st Annual Grammy Awards Nominations List". National Academy of Recording Arts and Sciences. สืบค้นเมื่อ 2009-01-02. 
  35. Reporter, Staff (2009-01-08). "International Pop Star Lady Gaga Set to Tour With New Kids on the Block". Reuters (Thomson Reuters). สืบค้นเมื่อ 2009-01-08. 
  36. Menze, Jill (2009-05-29). "Lady Gaga / May 2, 2009 / New York (Terminal 5)". Billboard (Nielsen Business Media, Inc). สืบค้นเมื่อ 2009-05-05. 
  37. Hiatt, Brian (2009-05-30). "The Rise of Lady Gaga". Rolling Stone (New York: Jann Wenner) 1080 (43). ISSN 0035-791X. 
  38. Caulfield, Keith (2009-10-03). "Beyonce Accepts Billboard's Woman Of the Year Award, Lady Gaga Is Rising Star". Billboard (Nielsen Business Media, Inc). สืบค้นเมื่อ 2009-10-06. 
  39. Brand, Fowler (2009-10-12). "Kanye Who? Lady Gaga Teams Up With President Obama". E! Entertainment Television (E! Online). สืบค้นเมื่อ 2009-12-12. 
  40. Zak, Dan (2009-10-12). "For Gay Activists, The Lady Is a Champ". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 2009-12-12. 
  41. Herrera, Monica (2009-10-15). "Lady Gaga Unveils 'The Monster Ball'". Billboard (Nielsen Business Media, Inc). สืบค้นเมื่อ 2009-10-15. 
  42. Release, Press (2009-10-08). "Lady Gaga Returns With 8 New Songs on 'The Fame Monster'". PR Newswire. สืบค้นเมื่อ 2009-10-09. 
  43. "Lady Gaga – Bad Romance – World Charts". acharts.us. สืบค้นเมื่อ 2010-04-17. 
  44. Lawter, Daniel (2009-12-08). "Lady GaGa meets the Queen at Royal Variety Performance". Daily Mirror (Trinity Mirror). สืบค้นเมื่อ 2009-12-09. 
  45. Walters, Barbara (2009-12-30). "Lady Gaga: 'I Love Androgyny'". ABC News. สืบค้นเมื่อ 2010-05-03. 
  46. Eisinger, Amy (2010-01-08). "Lady Gaga wears hat made entirely from her own hair". Daily News (News Corporation). สืบค้นเมื่อ 2010-01-10. 
  47. McCormick, Neil (2010-03-17). "Lady GaGa's Telephone video". The Daily Telegraph (London). สืบค้นเมื่อ 2010-12-13. 
  48. Reporter, Staff (2010-03-20). "Lady Gaga bites back at music producer". The Daily Telegraph (London: Telegraph Media LLC). สืบค้นเมื่อ 2010-03-20. 
  49. Reporter, Staff (2010-03-20). "Lady Gaga bites back at music producer". The Daily Telegraph (London: Telegraph Media LLC). สืบค้นเมื่อ 2010-03-20. 
  50. "Lady Gaga and jilted producer drop legal dispute". Reuters (Thomson Reuters). 2010-09-10. สืบค้นเมื่อ 2010-09-11. 
  51. Kooch, Eileen (2010-03-26). "Lady Gaga becomes a 'billion-hit' artist". BBC (BBC Online). สืบค้นเมื่อ 2010-04-19. 
  52. 00.html "The 2010 TIME 100". Time (Time Inc.). 2010-05-02. สืบค้นเมื่อ 2010-05-06. 
  53. http://www.usatoday.com/life/music/awards/grammys/2010-12-01-grammy-nominations-list_N.htm?loc=interstitialskip
  54. Michaels, Sean (2010-10-25). "Elton John and Lady Gaga record duet". The Guardian (London). สืบค้นเมื่อ 2010-12-15. 
  55. Michaels, Sean (2010-06-23). "Lady Gaga's new album 'finished'". The Guardian. สืบค้นเมื่อ 2010-06-23. 
  56. Vena, Jocelyn (2010-12-01). "Lady Gaga to Release first Born This Way Single in February". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2010-12-01. 
  57. Kreps, Daniel (2010-09-13). "Lady Gaga Names Her New Album 'Born This Way'". Rolling Stone (Jann Wenner). สืบค้นเมื่อ 2010-11-11. 
  58. "Lady Gaga Announces New Album Name in VMA Speech". Entertainment Weekly. 2010-09-12. สืบค้นเมื่อ 2010-09-13. 
  59. Dinh, James (2010-11-09). "Lady Gaga Says Born This Way Will Be 'Greatest Album Of This Decade'". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2010-11-30. 
  60. http://www.hiphopdx.com/index/news/id.25751/title.t-i-twista-too-short-r-kelly-slated-to-appear-on-lady-gaga-s-artpop-album
  61. Birchmeier, Jason (2008-04-20). [เลดี้ กาก้า ที่ ออลมิวสิก "Allmusic| Lady Gaga"]. Allmusic. Rovi Corporation. สืบค้นเมื่อ 2010-01-03. 
  62. Reporter, Staff (2010-02-10). "Britney Spears/Lady Gaga collaboration in the works". The Sun (London: Pop Crunch). สืบค้นเมื่อ 2010-06-20. 
  63. 63.0 63.1 Dingwall, John (2009-11-27). "The Fear Factor; Lady Gaga used tough times as inspiration for her new album". Daily Record. pp. 48–49. สืบค้นเมื่อ 2010-05-06. 
  64. Thomson, Graeme (2009-09-06). "Soundtrack of my life: Lady Gaga". The Guardian (London: Guardian News and Media). สืบค้นเมื่อ 2010-05-06. 
  65. Symonds, Alexandra (2009-07-10). "Lady GaGa: "Grace Jones, Androgynous, Robo, Future Fashion Queen"". Prefix. สืบค้นเมื่อ 2009-07-11. 
  66. Smith, Liz (2009-10-25). "Debbie Harry Would Love To Perform With Lady Gaga". Evening Standard (Daily Mail and General Trust). สืบค้นเมื่อ 2009-10-30. 
  67. Simpson, Dave (2009-07-01). "Lady Gaga: Academy, Manchester". The Guardian (London: Guardian News and Media). สืบค้นเมื่อ 2009-10-30. 
  68. Rodman, Sarah (2008-10-27). "Lady Gaga". The Boston Globe. สืบค้นเมื่อ 2009-08-09. 
  69. Sawdey, Evan (2009-01-12). "Lady GaGa The Fame". PopMatters. สืบค้นเมื่อ 2009-04-30. 
  70. Garcia, Cathy (2009-03-08). "Lady Gaga Burning Up Album Charts". The Korea Times (Hankook Ilbo). สืบค้นเมื่อ 2009-03-10. 
  71. Geier, Thom (2009-12-11). "The 100 Greatest Movies.. Trends That Entertained Us Over The Past 10 Years". Entertainment Weekly (Time Inc.). 1079/1080 (74): 84. ISSN 1049-0434. 
  72. Buckner, Michael (2009-12-28). "The Year in Style | Lady Gaga". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-06-17. 
  73. Lewis, Luke (2009-08-09). "Lady Gaga Vs. Roisin Murphy – Spot The Difference". Yahoo!. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  74. Lewis, Luke (2009-08-09). "Lady Gaga Vs. Roisin Murphy – Spot The Difference". Yahoo!. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  75. Browne, David (2010-01-09). "Is Lady GaGa a saviour of Pop?". Entertainment Weekly 1091 (02). ISSN 1049-0434. 
  76. Andres, Joanna (2010-04-09). "Heather Cassils: Lady Gaga's Prison Yard Girlfriend". Out. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  77. "Lady Gaga Fashion – Vote on 15 of Lady Gaga's Outfits". Elle. 2009-12-01. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  78. "Kylie Minogue thinks there's an element of her in Lady Gaga‎". Hollywood News. 2010-06-13. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  79. Vena, Jocelyn (2009-09-13). "Lady Gaga Lets It Bleed During Eye-Popping VMA Performance". MTV. สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  80. Roberts, Sorya (2010-06-03). "Fans protest Lady Gaga's blood-spattered Monster Ball show in England after shooting spree". New York Daily News. สืบค้นเมื่อ 2010-06-23. 
  81. "Gaga's bloody stage show sparks fury". Hindustan Times. 2010-06-04. สืบค้นเมื่อ 2010-06-23. 
  82. Empire, Kitty (2010-02-21). "Lady Gaga at MEN arena, Manchester". The Guardian (london). สืบค้นเมื่อ 2010-06-18. 
  83. Roberts, Laura (2010-14-09). "Lady Gaga's meat dress divides opinion". The Daily Telegraph. สืบค้นเมื่อ 2010-06-12. 
  84. Winterman, Denise; Kelly, Jon (2010-14-09). "Five interpretations of Lady Gaga's meat dress". BBC (BBC Online). สืบค้นเมื่อ 2010-06-12. 
  85. Lee, Ann (2010-14-09). "Lady Gaga defends meat dress by claiming she's no 'piece of meat'". Metro. สืบค้นเมื่อ 2010-06-12. 
  86. Fynes-Clinton, Jane (2010-09-15). "Lady Gaga's grab for attention enough to make you gag". The Courier-Mail. สืบค้นเมื่อ 2010-10-04. 
  87. Paglia, Camille (2010-09-12). "Lady Gaga and the death of sex". The Sunday Times. สืบค้นเมื่อ 2010-10-04. 
  88. Odell, Amy (2010-02-03). "Lady Gaga dedicates her new 'Little Monsters' tattoo to her fans". Daily News (News Corporation). สืบค้นเมื่อ 2010-04-02. 
  89. Reporter, Daily Mail (2009-02-03). "So who copied who? Lookalikes Lady GaGa and Christina Aguilera". Daily Mail (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 2009-02-06. 
  90. Temple, Sonic (2008-12-31). "GaGa: I'm thankful for Christina". OK! (Northern & Shell). สืบค้นเมื่อ 2009-01-08. 
  91. Thrills, Adrian (2010-05-02). "Christina Aguilera Copies Lady GaGa". Daily Mail (Associated Newspapers). สืบค้นเมื่อ 2010-05-10. 
  92. Tarradell, Mario (2009-12-14). "Dale Bozzio should be flattered...maybe". Dallas Morning News. สืบค้นเมื่อ 2010-11-03. 
  93. Vena, Jocelyn (2010-10-30). "US College Offering Lady GaGa Degree". MTV (MTV Netweoks). สืบค้นเมื่อ 2010-11-03. 
  94. Deflem, Mathieu. "SOCY 398D – Lady Gaga and the Sociology of the Fame". University of South Carolina. สืบค้นเมื่อ 2010-03-11. 
  95. http://www.wired.com/wiredscience/2012/10/lady-gaga-fern/
  96. http://www.eonline.com/news/357155/lady-gaga-gets-fern-species-named-after-her-check-out-the-resemblance
  97. Odell, Amy (2010-07-13). "Lady Gaga Rumored to Be Working on a Fragrance". New York. New York Media LLC. สืบค้นเมื่อ 2012-07-09. 
  98. Vena, Jocelyn (2009-05-07). "Lady Gaga On Success: 'The Turning Point For Me Was The Gay Community'". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2009-08-11. 
  99. แม่แบบ:Cite album-notes
  100. "NewNowNext Awards". 2008-05-03. สืบค้นเมื่อ 2009-08-11. 
  101. "2008 Main Stage Line-Up". San Francisco Pride. 2008-06-13. สืบค้นเมื่อ 2009-08-11. 
  102. "Lady GaGa's wacky headgear almost knocks out chat show host Ellen DeGeneres". Daily Mail (Associated Newspapers). 2009-05-13. สืบค้นเมื่อ 2009-08-11. 
  103. Vena, Jocelyn (2009-08-14). "Lady Gaga's Shocking 2009 VMA Fashion Choices". MTV (MTV Networks). สืบค้นเมื่อ 2009-08-19. 
  104. Carter, Nicole (2009-12-10). "Lady Gaga performs her version of 'Imagine' at the Human Rights Campaign dinner in Washington D.C.". Daily News. News Corporation. สืบค้นเมื่อ 2010-06-12. 
  105. Zezima, Katy (2010-09-20). "Lady Gaga Goes Political in Maine". The New York Times. สืบค้นเมื่อ 2010-09-21. 
  106. "Gaga: We've Found Our Fierce Advocate". The Advocate. 2010-09-28. สืบค้นเมื่อ 2010-09-21. 

ดูเพิ่ม[แก้]