เป๊ปซี่
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เป๊ปซี่ โคล่า คือ เครื่องดื่มอัดลมที่ผลิตโดยบริษัทเป๊ปซี่ ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งรายสำคัญของโคคา โคล่า เป๊ปซี่ โคล่ากำเนิดขึ้นครั้งแรกโดยการคิดค้นของเภสัชกรคาแร็ป แรดแฮมที่นิวเบิร์น นอร์ทแคโรไลนา ในช่วงทศวรรษ1800-1900 แรกเริ่มเครื่องดื่มชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า "เครื่องดื่มของแบรด (Brad's drink)" โดยมีเจตนาจะผลิตเครื่องดื่มชนิดนี้ขึ้นเพื่อช่วยรักษาอาการปวดท้อง ต่อมาแรดแฮมจึงตั้งชื่อเครื่องดื่มนี้ว่าเป๊ปซี่จากอาการปวดท้องที่เรียกว่า ไดเป๊ปเซีย ชื่อเป๊ปซี่นั้นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 1903 ส่วนผสมของเป๊ปซี่ถือเป็นความลับทางการค้าเช่นเดียวกับสูตรผสมของ โค้ก เคเอฟซี และแม็คโดนัลด์
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
เป๊ปซี่นั้น ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้เป็ยยาในร้านขายยาของนาย คาเลบ แบรดแฮม (Caleb D. Bradham) เภสัชกรจากเมืองนิวเบิร์น รัฐนอร์ธ คาโรไลนาโดยใช้ชื่อว่าเครื่องดื่มคาร์บอเนต ใช้เครื่องหมายการค้าครั้งแรกว่า "แบรดส์ ดริงค์" (Brad's Drink) ในปี ค.ศ. 1898
ต่อมาในปีค.ศ. 1903 ต่อมามีการจำหน่ายและทำการขายผลิตภันฑ์ของเป๊ปซี่ โดยยังคงความเป็นต้นตำรับและคุณสมบัติการช่วยย่อยอาหาร จึงได้มีการจัดทำโฆษณาเครื่องดื่มว่า "สดชื่น มีชีวิตชีวา และช่วยในการย่อยอาหาร" ตามเจตนารมณ์เดิม
หลังจากที่ได้มีการว่าจำหน่ายมาประมาณ 2 ปี ในปีค.ศ. 1905ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงโลโก้ใหม่จากการก่อตั้งครั้งแรกในปี ค.ศ. 1898 โรงงานบรรจุขวด เป๊ปซี่-โคล่า สาขาแรกได่ถูกก่อก่อตั้งในเมืองชาร์ล็อตและเดอร์แฮม รัฐนอร์ธ คาโรไลน่า
8 ปีต่อมาเป๊ปซี่เปลี่ยนโลโก้ใหม่อีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1906ซึ่งนับเป็นโลโก้แบบที่ 3 และเปลี่ยนแปลงข้อความโฆษณา "The Original Pure Food Drink" โดยในปีนั้นเป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดแล้วทั้งหมด 15 โรงงานทั่วสหรัฐอเมริกา โดยเครื่องหมายการค้าของเป๊ปซี่ ถูกจดทะเบียนเพิ่มในในประเทศแคนาดา โดยมียอดจำหน่ายมากถึง 38,605 แกลลอน และในปีต่อมาได่มีการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเป๊ปซี่ ในประเทศเม็กซิโก ในปี ค.ศ. 1907
และมีการเปลี่ยนมาใช้ข้อความที่ว่า "รสชาติเยี่ยมและมีประโยชน์ต่อสุขภาพ" ภาษาอังกฤษ: ("Delicious and healthful") โดยมีการใช้ข้อความนี้มาต่อเนื่องยาวนานถึง 2 ทศวรรษ
[แก้] ศักราชใหม่
ต้นปี ค.ศ. 1920 เป๊ปซี่ได้มีการเปลี่ยนข้อความโฆษณาเป็น "ดื่มเป๊ปซี่ โคล่า แล้วคุณจะพอใจ" ภาษาอังกฤษ ("Drink Pepsi Cola. It will satisfy you.") โดยทำให้น้ำตาลในตลาดโลกที่ผลิตได้น้อยทำให้ราคาน้ำตาลในตลาดหุ้นนิวยอร์ก พุ่งขึ้นสูงถึง 26 เซ็นต์ต่อปอนด์ ทำให้เกิดการวิตกกังวลว่าจะไม่มีน้ำตาลมาผลิตทำให้ แบรดแฮม ต้องทำการซื้อน้ำตาลเพื่อเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการผลิต แต่ก็ไม่เป็นไปตามคาดเมื่อความต้องการน้ำตาลลดลง ราคาก็ตกลงอย่างมากจนเหลือเพียงแค่ 2 เซ็นต์ต่อปอนด์เท่านั้น ทำให้เกิดวิกฤตกาลของบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ทำให้ต้องขายสินทรัพย์ภายในปี ค.ศ. 1923ให้แก่บริษัท คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น ในนอร์ธ คาโรไลน่า โดยมีการตีมุลค่าทรัพย์สินเป็นจำนวนเงินมากถึง 30,000 เหรียญสหรัฐและมีการแยกขายเครื่องหมายการค้าและธุรกิจต่างของบริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ให้แก่นายรอย ซี. เม็กการ์เกล (Roy C. Megargel) นายหน้าค้าหุ้นจากตลาดหุ้น วอลล์ สตรีท เป็นจำนวนเงิน 35,000 เหรียญสหรัฐ
ต่อมาเขาได้คิดจัดตั้งเป๊ปซี่ใหม่อีกครั้งโดยใช้ทุนจาก บริษัทิ คราเวน โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น โดยมีการจัดตั้งเป็นชื่อใหม่ภายใต้สินค้าชนิดเดิมเป็น บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่น
จากการเริ่มกิจการใหม่ของ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่นในปี ค.ศ. 1932 ได้มีการ จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเพิ่มเติมในประเทศ อาร์เจนติน่า และมีภาพยนตร์โฆษณาชุด "New Generation" มีศิลปินหลายคนมาร่วมแสดง ตั้งแต่ ไลโอเนล ริชี่ ทีน่า เทอร์เนอร์ กลอเรีย เอสเตฟาน ไปจนนึงนักกีฬาชื่อดังอย่าง โจ มอนตาน่า และ แดน มาริโน่โดยเป็นโฆษณาแรกๆที่มีทั้งนักแสดง ศิลปินและนักร้อง รวมทั้งนักกีฬาอีกด้วย โดยโฆษณาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด "Apartment 10G." โดยมีนักแสดงนำอย่าง ไมเคิล เจ ฟ็อกส์
ปี ค.ศ. 1934 เป๊ปซี่ เริ่มออกจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนาดบรรจุขวด 12 ออนซ์ ในราคา 5 เซนต์ ซึ่งเป็นราคาเดียวกับเครื่องดื่มของคู่แข่งในขนาด 6 ออนซ์โดยเป็นการแข่งขันสูงมากในตลาดเครื่องดืมน้ำหวานในยุคนั้น
ใน ค.ศ. 1941 ที่กองทัพอเมริกามีการเข้าร่วมสนับสนุนกองทัพอเมริกา เป๊ปซี่ได้มีการเปลี่ยนรูปแบบฝาและสีของฝาขวดเป็นสีแดงแถบขาวและตัดด้วยแถบน้ำเงิน โดยร้านค้าเป๊ปซี่ใน ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ก สามารถเปิดจำหน่ายเป็ปซี่ำด้ตลอดช่วงสงครามที่ยาวนาน เพื่อเป็นทุนและเป็นที่ส่งจดหมายไปพร้อมกับผลิตภัณฑ์์ที่สนับสนุนไปให้กับทหารที่ไปร่วมสงครามได้ ทำให้เป็ปซี่เป็นหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคนั้นมาก
ปี ค.ศ. 1946 ได้มีแนวโน้มว่าจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นทำให้เกิดวิกฤติน้ำตาลขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตินี้ แม็ค ซื้อกิจการปลูกอ้อยน้ำตาลในคิวบา ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากทีเดียวทำให้ปีต่อมา ค.ศ. 1947 ผลกำไรของเป็ปซี่สูงถึง 6,769,000 เหรียญสหรัฐ จากนั้น เป๊ปซี่เริ่มขยายตัวไปสู่ ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลางและมีการออกโฆษาณา "Twice as much"
ในปี ค.ศ. 1948 บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า คอร์เปอเรชั่นได้ทำการย้ายสำนักงานใหญ่ จาก เมืองลองไอแลนด์ นิวยอร์ก ไปยังใจกลางเมืองแมนฮัตตันที่มีความเจริญมากกว่าและมีแนวโน้มที่จะขยายกิจการได้มากขึ้นตามไปด้วยไม่กี่ปีต่อมา ค.ศ. 1950นายอัลเฟรด เอ็น สตีล ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและ CEO ของเป๊ปซี่-โคล่า โดยภายในปี ค.ศ. 1956 เป๊ปซี่มีโรงงานบรรจุขวดเป๊ปซี่-โคล่าเปิดดำเนินการ 149 โรง ใน 61 ประเทศ
ค.ศ. 1959 นิกิต้า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) นายกรัฐมนตรีของสหภาพโซเวียต และริชาร์ด นิกสัน (Richard Milhous Nixon) ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา พบปะกันใน "kitchen debate" ที่งานแสดงสินค้านานาชาติแห่งหนึ่ง การประชุมครั้งนี้ก่อให้เกิดพาดหัวข่าวในอเมริกาว่า "Khrushchev Gets Sociable."
ค.ศ. 1961 เป๊ปซี่ยังคงกลั่นกรองกลุ่มลูกค้า โดยคำนึงถึงความสำคัญของกลุ่มวัยรุ่นหลังยุคสงคราม เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ สโลแกน "เป๊ปซี่ สำหรับผู้ที่คิดแบบหนุ่มสาว" บ่งบอกว่าวัยหนุ่มสาวนั้นเป็นสภาพความคิดและจิตใจมากเท่าๆ กับวัยตามอายุจริง โดยที่ยังสามารถใช้ยี่ห้อดึงดูดตลาดทุกส่วนไว้ได้
ฮาร์วี่ ซี. รัซเซล (Harvey C. Russell) นับเป็นคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่เป็นรองประธาน ในบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งของอเมริกา
ค.ศ. 1962 เป๊ปซี่มีโลโก้ใหม่ นับเป็นอันดับที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของเป๊ปซี่ เริ่มใช้โลโก้ใหม่เป็นครั้งแรกบนฝาจีบ ตามติดมาด้วยการออกแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ "Pepsi Generation"
ค.ศ. 1963 หนึ่งในช่วงการศึกษาสถิติประชากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุด ยุคเบบี้ บูมเมอร์ในช่วงหลังสงครามเป็นปรากฏการณ์ทางด้านสังคมและด้านการตลาดอันหนึ่ง เป๊ปซี่มองเห็นถึงช่องทางของความเปลี่ยนแปลงนั้น จึงกำหนดตำแหน่งของตัวเองว่าเป็น เครื่องดื่มสำหรับคนรุ่นใหม่ - เป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น โฆษณา "Come alive! You're in the pepsi Generation" สร้างประวัติศาสตร์แก่วงการโฆษณา เป็นครั้งแรกที่การกำหนดตัวผลิตภัณฑ์ไม่ได้อยู่ที่คุณลักษณะของผลิตภัณฑ์นั้นๆ แต่อยู่ที่ลักษณะวิถีชีวิตของผู้บริโภค
ค.ศ. 1964 เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Diet Pepsi
ค.ศ. 1965 เริ่มมีการรุกตลาดอื่นนอกเหนือไปจากตลาดเครื่องดื่ม ฟริโต-เลย์ ของ ดัลลัส, เท็กซัส และ เป๊ปซี่-โคล่า มารวมกัน กลายเป็น บริษัท เป๊ปซี่ (Pepsi Co, Inc.)
ประสบความสำเร็จกับการออกกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ การกระจายสินค้าอย่าเต็มรูปแบบเริ่มขึ้น เมาเท่น ดิว เริ่มออกสู่ตลาดด้วยแคมเปญ "Ya-Hoo Mountain Dew… It's tickle your innards."
"Girlwatchers" แคมเปญอิสระชิ้นแรกของไดเอทเป๊ปซี่ มุ่งเน้นแนวคิดไปที่ประโยชน์ทางด้านความสวยงามที่ได้จากการดื่มโคล่าแคลอรี่ต่ำ เพลงโฆษณา "Girlwatchers" ได้รับความนิยมติดอันดับหนึ่งใน 40 จากนั้นโฆษณาของ เมาเท่น ดิว ผลิตภัณฑ์ใหม่อีกชนิดหนึ่งที่ออกมาในปี 1964 ก็ตามมา โดยออกอากาศเป็นครั้งแรก กับสโลแกนที่ติดหูในทันทีที่ว่า "Ya-hoo, Mountain Dew"
ค.ศ. 1967 เมื่อผลการวิจัยระบุได้ว่า ผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติของเป๊ปซี่แช่เย็น "Taste that beats the others cold. Pepsi pours it on" จึงเน้นย้ำว่าเป๊ปซี่คือผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่า ในขณะที่มีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แคมเปญนี้ยังได้ยึดมั่นภาพที่แสดงออกถึงความกระปรี้กระเปร่า และวิถีชีวิตของคนรุ่นหนุ่มสาว อันเกิดขึ้นในช่วงแคมเปญ Pepsi Generation ยุคแรกๆ ของเป๊ปซี่
ค.ศ. 1969 "You've got a lot to live. Pepsi's got a lot to give" บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการโฆษณาของเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่น
คนหนุ่มสาวและวิถีชีวิตยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญของแคมเปญ แต่ด้วยกลยุทธ์ "Live/Give" ซึ่งเป็นการรับรู้และการสะท้อนภาพของเหตุการณ์และอารมณ์ร่วมสมัย ก็เริ่มเข้ามามีส่วนสำคัญอย่างสมบูรณ์ในองค์ประกอบงานโฆษณา
ค.ศ. 1972 มีการเซ็นสัญญาการตกลงทางการค้าในเบื้องต้นระหว่าง สหภาพโซเวียต และ เป๊ปซี่
ค.ศ. 1973 "Join the Pepsi people, feelin' free" จับเอาอารมณ์แห่งความเป็นชาติรวมเข้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทางสังคมและการเมือง ซึ่งทำให้เรามองเห็นภาพสิ่งที่พวกเราเป็น นั่นก็คือ - หนึ่งบุคคล แต่หลากหลายบุคลิกภาพ
เป๊ปซี่มีโลโก้แบบใหม่ แบบที่เจ็ด ซึ่งได้พัฒนาเป็นทรงกล่องที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวพิมพ์เล็กน้อย และใช้ต่อจากนั้นมาตลอดทศวรรษ
สโลแกนใหม่ชิ้นที่สามของเมาเท่น ดิว "Put A Little Ya-Hoo in Your Life," เริ่มออกใช้เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1974 เปิดโรงงานเป๊ปซี่แห่งแรกในสหภาพโซเวียต
ออกอากาศภาพยนตร์โฆษณาของเมาเท่น ดิว ทางโทรทัศน์ ภายใต้สโลแกน "Hello, Sunshine, Hello, Mountain Dew."
ค.ศ. 1975 ด้วยกลยุทธ์การตลาดแบบ แลนด์มาร์ค ชักชวนให้ผู้บริโภคนับล้านคนเชื่อได้ว่า รสชาติของเป๊ปซี่ เหนือกว่าใคร
"เป๊ปซี่ ไลท์" เครื่องดื่มรสมะนาวรสชาติโดดเด่น ได้รับการแนะนำเข้าสู่ตลาด เพื่อเป็นการเสนอทางเลือกใหม่ให้แก่เครื่องดื่มประเภท ไดเอท โคล่า แบบดั้งเดิม
เป๊ปซี่ในขวดพลาสติกขนาดบรรจุ 2 ลิตร เริ่มออกสู่ตลาด
ค.ศ. 1976 "Have a Pepsi day" เป็นแคมเปญที่สะท้อนภาพความเจริญรุ่งเรืองของการพัฒนาอารมณ์แห่งชาติ "Puppies" ซึ่งเป็นโฆษณาความยาว 30 วินาที ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เด็กชายตัวเล็กๆ และลูกสุนัขตัวน้อยๆ จำนวนหนึ่ง ได้กลายเป็นโฆษณาชุดคลาสสิคของเป๊ปซี่ในทันที
ค.ศ. 1979 เมื่อยุคปี 70 สิ้นสุดลง ความเสื่อมทรามของบ้านเมืองก็สิ้นสุดลงด้วย สำนึกรักชาติของชาวอเมริกันถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้งในการเฉลิมฉลองครั้งใหญ่อันน่าตื่นตาตื่นใจ เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปีของประเทศอเมริกา และชาวอเมริกันเริ่มใส่ใจกับอนาคตโดยการมองโลกในแง่ดีแบบที่ฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ ในช่วงนี้เองที่เป๊ปซี่ได้ออกแคมเปญ "Catch that Pepsi spirit!" ที่โดนใจชาวอเมริกัน และเป๊ปซี่ เจเนอเรชั่นก็ถูกใช้มาจนถึงยุคปี 80
ค.ศ. 1982 ด้วยข้อพิสูจน์ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่ารสชาติของเป๊ปซี่นั้นเหนือกว่าใคร คำถามเดียวที่ยังคงมีอยู่ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถบอกเล่าความสำเร็จนั้นในโฆษณา Pepsi Generation ได้ คำตอบก็คือ "Pepsi's got your taste for life!" อันเป็นการฉลองชัยชนะในเวลาที่แสนยิ่งใหญ่ และรสชาติที่เป็นเลิศ
ค.ศ. 1983 ตลาดเครื่องดื่มซอฟท์ ดริงค์ มีการแข่งขันที่มากขึ้น แต่สำหรับผู้บริโภคเป๊ปซี่แล้ว พวกเขาคือผู้ชนะในสงครามการแข่งขันนี้ จนต้องบอกว่า "Pepsi Now!"
ค.ศ. 1984 คนรุ่นใหม่เริ่มปรากฏตัวออกมา ไม่ว่าจะเป็นในอเมริกา หรือทั่วโลก และแม้แต่ในโฆษณาเป๊ปซี่ด้วย โฆษณาชุด "Pepsi. The choice of a New Generation" ประกาศถึงความเปลี่ยนแปลง และยิ่งได้สุดยอดเอ็นเตอร์เทนเนอร์ตลอดกาล ไมเคิล แจ๊คสัน มาแสดงในโฆษณาสองชุดแรกของแคมเปญใหม่นี้ สปอตทั้งสองชุดก็ได้กลายมาเป็น "โฆษณาที่มีผู้กระหายที่จะชมมากที่สุด" อย่างรวดเร็ว
Lemon Lime Slice เครื่องดื่มชนิดแรกที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้แท้ๆ เริ่มออกสู่ตลาด นับเป็นเครื่องดื่มประเภทใหม่ที่จัดอยู่ในประเภท "ผสมน้ำผลไม้" และต่อมาก็มีน้ำส้มแมนดารินออกสู่ตลาดเป็นลำดับต่อมา
Lemon Lime Slice กลายมาเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้อันดับหนึ่งในอเมริกา ต่อมาไดเอท เป๊ปซี่ เปลี่ยนสูตรโดยใช้สารให้ความหวานตัวใหม่ NutraSweet (aspartame).
ค.ศ. 1985 ไลออนเนล ริชชี่ นำขบวนเหล่าดาราเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาชุด "New Generation" ซึ่งตามด้วยนักร้องชื่อดังอย่างเช่น ทีน่า เทอร์เนอร์ (Tina Turner) และ กลอเรีย เอสเตฟาน (Gloria Estefan), ฮีโร่ทางด้านกีฬาอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) และ แดน มาริโน (Dan Marino) อีกทั้งยังมีนักแสดงอย่างทั้งทางจอแก้วและจอเงินอย่าง เทรี การ์ (Teri Garr) และ บิลลี่ คริสตัล (Billy Crystal)
ผู้หญิงคนแรกที่สมัครรับเลือกตั้งรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจอราดีน เฟอร์ราโร (Geraldine Ferraro) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาเป๊ปไดเอทเป๊ปซี่ และ ไมเคิล เจ ฟ๊อกซ์ (Michael J. Fox) ก็นำความสามารถที่มีอยู่ตามสไตล์ของเขามาใช้ในโฆษณาชุดของ เป๊ปซี่ และ ไดเอท เป๊ปซี่ ด้วย และโฆษณาชุด "Apartment 10G." ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ก็ประสบความสำเร็จ และยังถือว่าเป็นชิ้นที่คลาสสิคอีกด้วย
ในช่วงปลายปี แคมเปญ คนรุ่นใหม่ ได้รับรางวัลด้านโฆษณา และรางวัลเกี่ยวกับภาพยนตร์มากกว่า 58 รางวัล ตามผลการสำรวจความคิดเห็นที่ออกมา ปรากฏว่าแคมเปญ " Ritchie" เป็นแคมเปญของเป๊ปซี่ที่ผู้บริโภคจดจำได้มากที่สุด
ค.ศ. 1986 เครื่องดื่ม 7-อัพ ได้เข้าไปสู่แคนาดา
"Dew It Country Cool" ได้กลายมาเป็นสโลแกนใหม่ของเมาเท่น ดิว หลังจากนั้น เป๊ปซี่ได้ขยายความนิยมเมาเท่น ดิว โดยการส่ง Diet Mountain Dew ตามออกมา เมาเท่น ดิว เป็นยี่ห้อที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ในตลาดเครื่องดื่ม และเติบโตตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา
ค.ศ. 1987 หลังจากที่ได้ห่างหายไปเป็นเวลา 27 ปี เป๊ปซี่ก็กลับมาสู่ ไทม์ สแควร์ นิวยอร์ก อีกครั้ง ด้วยป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่โดดเด่นสะดุดตาด้วยขนาด 850 ตารางฟุต ประกาศว่าเป๊ปซี่คือ "America's Choice." (สิ่งที่อเมริกาเลือก)
ค.ศ. 1988 ไมเคิล แจ๊คสัน กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับโฆษณาชุด "New Generation" ซึ่งมีทั้งหมด 4 ตอน ที่มีชื่อว่า "Chase" ออกอากาศระหว่างรายการประกาศผลรางวัล แกรมมี่ อวอร์ดส์ และได้รับการต้อนรับจากสื่อต่างๆ ว่าเป็นภาพยนตร์โฆษณาที่มีผู้ชมมากที่สุดในประวัติศาสตร์การโฆษณา ("the most-watched commercial in advertising history.")
ค.ศ. 1989 มีการขยายแนวคิด "The Choice of a New Generation" เพื่อแบ่งกลุ่มลูกค้าของเป๊ปซี่ เป็น "A Generation Ahead!"
ในโครงการริเริ่มอันน่ายกย่องอย่างยิ่ง ที่ช่วยยับยั้งปัญหาการออกจากโรงเรียนกลางคันในโรงเรียนมัธยมของอเมริกา เป๊ปซี่-โคล่า ได้เริ่มโครงการนำร่องมูลค่าหลายล้านดอลล่าร์ "the Pepsi School Challenge" กับโรงเรียนใน ดัลลัส และ ดีทรอยท์
เป๊ปซี่-โคล่า แนะนำเครื่องดื่มรสชาติใหม่ออกสู่ท้องตลาด นั่นคือ Wild Cherry Pepsi
ค.ศ. 1990 ดาราวัยรุ่น เฟรด ซาเวจ (Fred Savage) และ เคิร์ก คาเมรอน (Kirk Cameron) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับแคมเปญ "New Generation" และตำนานฟุตบอลอย่าง โจ มอนทานา (Joe Montana) ก็กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้อีกครั้ง ตำนานวงการดนตรี เรย์ ชาร์ล (Ray Charles) ได้ร่วมงานกับ Uh-Huh Girls แล้วสโลแกนของไดเอท เป๊ปซี่ ก็เปลี่ยนเป็น "You Got The Right One Baby, Uh-Huh."
เครก อี. เวธเธอรัป (Craig E. Weatherup) ขึ้นนั่งตำแหน่ง CEO ของเป๊ปซี่โคล่า ในอเมริกาเหนือ เมื่อสาขาแคนาดาเข้ารวมกิจการกับสาขาอเมริกาเหนือ
เป๊ปซี่-โคล่า เผยโฉมโลโก้ใหม่ นับเป็นโลโก้แบบที่ 8 ในรอบ 93 ปี เพื่อที่จะรักษาความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของตัวหนังสือแบบเดิม จึงได้เปลี่ยนตัวหนังสือเสียใหม่ จากที่เป็นตัวสีน้ำเงิน แดง ตัวเล็กลงก็เปลี่ยนให้มีลักษณะของการเคลื่อนไหวมากขึ้น จัดวางตามแนวตั้งของขวด
โครงการโรงเรียนเป๊ปซี่ ชนะรางวัล "LIFT" จากกรมแรงงานของสหรัฐฯ ในฐานะที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการศึกษา และเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อการทำงานในอนาคต
ค.ศ. 1991 "You got the right one baby" เปลี่ยนเป็น "You got the right one baby, uh-huh!" จากนั้นบรรดา "Uh-Huh Girls" ก็ได้เป็นนักร้องประสานเสียงให้กับ เรย์ ชาร์ลส์ และแคมเปญนั้นก็กลายเป็นโฆษณาที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา สุดยอดนางแบบอย่าง ซินดี้ ครอว์ฟอร์ด (Cindy Crawford) ก็มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเป๊ปซี่ ในโฆษณาชุดที่ได้รับรางวัลซึ่งได้รับการสร้างสรรค์เพื่อให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโลโก้ และหน้าตาของบรรจุภัณฑ์ตัวใหม่ของเป๊ปซี่
ค.ศ. 1992 "Gotta have it." แคมเปญที่เข้ามาแทนที่ "Choice of a New Generation" ในขณะที่งานโฆษณาของเป๊ปซี่ในช่วงปี 90 ก้าวหน้าไปเรื่อยๆ
การเติบโตของตลาดเมาเท่น ดิวยังคงดำเนินต่อไป โดยได้รับการส่งเสริมจากทีมเมาเท่น ดิวชุดใหม่ที่มีความคิดไม่แปลกใหม่เหมือนใคร ผู้ซึ่งอ้างความมีชื่อเสียง เว้นเสียแต่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งพวกเขาได้ "Been there, done that, tried that."
บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า ใช้ปรัชญา "Right Side Up" ที่ซึ่งลูกค้าและลูกจ้างระดับสำคัญ อยู่ที่บนสุดขององค์กร
เอิร์ล กราฟส์ (Earl Graves) และ "Magic Johnson" นักบาสเก็ตบอลชื่อดัง จัดการเปิดสาขาของเป๊ปซี่-โคล่า ในตลาดวอชิงตัน ดี.ซี. บริษัทใหม่ของพวกเขากลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของคนเชื้อสาย อัฟริกัน-อเมริกัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วในอเมริกา
ค.ศ. 1993 โฆษณาชุด "Be young, have fun, drink Pepsi" ได้ ชากิล โอนีล (Shaquille O'Neal) นักเบสบอลซูเปอร์สตาร์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และได้รับการยกย่องว่าเป็นชุดที่ดีที่สุดในอเมริกา
ค.ศ. 1994 มีโฆษณาชุดใหม่ที่แนะนำ ไดเอท เป๊ปซี่ โดยย้อนไปยังโฉมหน้าดั้งเดิมเน้นความสดชื่น ที่เครก เวธเธอรัป ได้ชี้แจงความสัมพันธ์ระหว่างความสดชื่นและความเหนือชั้นกว่าของรสชาติเอาไว้
ค.ศ. 1995 ในแคมเปญใหม่ บริษัทได้ประกาศว่า "Nothing else is a Pepsi" และได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดจากการประกวดภาพยนตร์โฆษณาแห่งชาติประจำปี
สตาร์บัคส์ และ เป๊ปซี่ จับมือกันกับหุ้นส่วนกาแฟจากอเมริกาเหนือ ออกเครื่องดื่ม "Mazagran" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มกาแฟคาร์บอเนต
เป๊ปซี่จัดเข้าเป็นประเภทของ Smooth Moos smoothies
ค.ศ. 1996 ในเดือนกุมภาพันธ์ เป๊ปซี่สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการจัดทำเว็บไซต์บันเทิงบนโลกอินเทอร์เน็ต
ในที่สุดแล้ว เป๊ปซี่เวิร์ล ก็เป็นเลิศเหนือความคาดหมายทั้งปวง และได้กลายมาเป็นเว็บไซต์ยอดฮิตซึ่งนำเสนอเป๊ปซี่บนโลกอินเทอร์เน็ต
ค.ศ. 1997 ในช่วงต้นปีนี้เองที่เป๊ปซี่ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยการเผยแคมเปญ "GeneratioNext" ซึ่งเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังเยาว์และสดชื่นสดใส การเฉลิมฉลองของวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับทัศนคติที่ท้าทายแบบแผนเดิมๆ ด้วยความคิดใหม่ๆ ในทุกๆ ทาง
ค.ศ. 1998 เป๊ปซี่ยังคงสานต่อแคมเปญฮิต "GeneratioNext" ที่มี เจฟ กอร์ดอน นักขับรถซิ่งสตันท์ซูเปอร์สตาร์ (Jeff Gordon) เป็นพรีเซ็นเตอร์
ในปี 1998 เป๊ปซี่เผยโฉมรูปลักษณ์ใหม่ มีชื่อว่า "Globe" ที่เด่นสะดุดตาด้วยรูปโลโก้ใหม่ในแบบสามมิติบนพื้นสีน้ำเงิน โลโก้ใหม่นี้ปรากฏอยู่บนทุกๆ บรรจุภัณฑ์ของเป๊ปซี่ ไม่ว่าจะเป็นกระป๋อง ขวด หีบห่อต่างๆ ของเป๊ปซี่ ไดเอ็ทเป๊ปซี่ เป๊ปซี่ปลอดคาเฟอีน และไดเอ็ทเป๊ปซี่ปลอดคาเฟอีน
ค.ศ. 1999 โฆษณาชุดใหม่ "The Joy of Cola" ได้เสียงประกอบของดาราดังอย่าง มาร์ลอน แบรนโด (Marlon Brando), ไอแซค (Isaac Hayes) และ ราชินีเพลงโซล อาเรธา แฟรงคลิน (Aretha Franklin) และยังมีดาราเด็ก ฮาล์ลี ไอเซนเบิร์ก (Hallie Eisenberg) ร่วมแสดงเป็น "Little Girl" อีกด้วย
เป๊ปซี่และลูคัสฟิล์มร่วมมือกันในภาพยนตร์สุดฮิตเรื่อง "Star Wars: Episode I - The Phantom Menace" สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้บริโภคที่รอชมมานาน ด้วยกระป๋องเป๊ปซี่และขวดที่มีรูปของตัวละครในเรื่องสตาร์วอร์สทั้งหมด 24 แบบ และยังมีกระป๋องทอง "โยดา" อีกด้วย
เป๊ปซี่ว่าจ้าง "spokealien" Marfalump ให้แสดงในภาพยนตร์โฆษณา Marfalump ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นมาโดย BBDO และ George Lucas' Industrial Light and Magic company หลงใหลในสองสิ่งคือ เป๊ปซี่และสตาร์วอร์ส โฆษณาชุด "Landing" และ "Play Acting" แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาอันยาวนานที่มนุษย์ต่างดาวรุ่นเด็กจะได้สำราญไปกับสองสิ่งนี้
เป๊ปซี่แห่งอเมริกาเหนือ ได้ต้อนรับ แกรี่ รอดคิน (Gary Rodkin) เข้ามาเป็นประธานกรรมการและ CEO
ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่ของธุรกิจ เป๊ปซี่ได้ประกาศ IPOs ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และในวันที่ 31 มีนาคม 2542 ก็ได้ตั้งบริษัท The Pepsi Bottling Group, Inc. (PBG) และกลายมาเป็นบริษัทการค้าและบริษัทผลิตขวดที่ใหญ่ที่สุดของเป๊ปซี่ ซึ่งบริหารงานโดย เครก เวธเธอรัป (Craig Weatherup)
มีการเปลี่ยนแปลงโลโก้เป๊ปซี่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบใหม่ ที่แสดงความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น โดยใช้ Pepsi Globe บนพื้นสีน้ำเงิน
เป๊ปซี่เฉลิมฉลองครบรอบหนึ่งร้อยปี โดยมีบริษัทผู้ผลิตขวดเป๊ปซี่-โคล่าทั่วโลกมาร่วมงาน รวมทั้งดาราดังของเป๊ปซี่ เช่น เรย์ ชาร์ลส์ (Ray Charles), Kool and the Gang และ เดอะ โรลลิ่ง สโตน
ประธานาธิบดีบุชและนางบุช นางแธ็ตเชอร์ และวอลเตอร์ ครอนไคท์ (Walter Cronkite) ยังได้ช่วยกล่าวรำลึกถึงโอกาสที่ Pepsi's legacy ได้รับการยกย่องให้เกียรติ และมีการเผยภาพลักษณ์ใหม่สำหรับสหัสวรรษใหม่ โลโก้ที่เป็นสามมิติบนพื้นสีน้ำเงินได้กลายมากเป็นสัญลักษณ์สากลเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวของครอบครัวเป๊ปซี่ ซึ่งได้รับการปรับให้พร้อมสำหรับนวัตกรรมและความเป็นผู้นำของโลกในขณะที่ก้าวเข้าสู่ศตวรรษใหม่นี้
ค.ศ. 2000 Faith Hill, Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. สามบุคคลผู้มีชื่อเสียงในวงการบันเทิง เซ็นข้อตกลงในการรับรองผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่ร่วมกัน Faith Hill ผู้ซึ่งได้เขย่าชาร์ทด้วยเพลงฮิตของเธอ แสดงในโฆษณาชุด "Joy of Cola" ร่วมกับ Pepsi Girl ฮาล์ลี่ ไอเซ็นเบิร์ก (Hallie Eisenberg)
ภาพยนตร์โฆษณาเผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ในระหว่างการประกาศผลรางวัลอคาเดมี อวอร์ดส์ ดาราเบสบอล Sammy Sosa และ Ken Griffey Jr. ได้มาร่วมแสดงฝีมือในโฆษณาของเป๊ปซี่ด้วย แต่ละ slugger เกี่ยวข้องกับ "Takin' it to the Fields" โปรแกรมเบสบอลและซอฟท์บอลสำหรับเยาวชน และก็ได้ปรากฏตัวในโฆษณาผลิตภัณฑ์อีกด้วย
จากบอสตันถึงซานดิเอโกและทุกๆ ที่ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งที่ผู้บริโภคเลือกคืออะไร
ปัจจุบันมีมากกว่า 30 ตลาด ที่ได้ใช้แคมเปญ Pepsi Challenge รสชาติของเป๊ปซี่และเป๊ปซี่วันเป็นที่นิยมมากกว่าผลิตภัณฑ์โค้กในทุกๆ ตลาด โดยเฉพาะในฟิลาเดลเฟีย, เดย์ตัน, ทัสกัน, ซาน อันโตนิโอ และซีแอทเติล ในการส่งเสริมการขายที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าหนุ่มสาวนั้น ผู้บริโภคซึ่งใช้แคมเปญ Pepsi Challenge จะได้รับ starter points สำหรับโปรแกรม Choose Your Music ประจำหน้าร้อนนี้ ผู้เข้าร่วมสามารถถ่ายภาพและนำไปลงใน www.pepsi.com ได้อีกด้วย
ค.ศ. 2001 ซูเปอร์สตาร์เพลงป๊อป บริทนีย์ สเปียร์ส ปรากฏตัวในฐานะพรีเซ็นเตอร์ของเป๊ปซี่เป็นครั้งแรกในงานประกาศรางวัล อคาเดมี อวอร์ดส์ สปอตโฆษณาที่โด่งดังชิ้นนั้นก็ได้เผยแพร่บนโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน ซึ่งแฟนๆ กว่า 2 ล้านคน คลิกเข้าไปชมโฆษณาชิ้นนี้ของเธอ ซึ่งมีชื่อชุดว่า "the Joy of Pepsi"
เว็บไซต์ PepsiStuff.com เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสะสมแต้มเพื่อนำมาแลกของรางวัลสุดพิเศษจากเป๊ปซี่กว่าครึ่งล้าน และนั่นก็เป็นโปรโมชั่นออนไลน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดชิ้นหนึ่งของเป๊ปซี่
ชากีร่า นักร้องสาวชาวโคลัมเบียผู้กำลังมาแรง เป็นพรีเซ็นเตอร์คนใหม่ของเป๊ปซี่ พร้อมๆ กับตอนที่อัลบั้มเพลงภาษาอังกฤษชุดแรกของเธอฮิตระเบิดในอเมริกา ในขณะเดียวกันเป๊ปซี่ได้ตกลงเป็นผู้สนับสนุนการทัวร์คอนเสิร์ตเพลงป๊อปสไตล์ละตินของเธอไปทั่วโลก
เป๊ปซี่ เผยโฉมโรงงาน FunWraps ให้ผู้บริโภคสามารถออกแบบกระป๋องเป๊ปซี่ได้เองด้วยดีไซน์สนุกๆ และข้อความส่วนตัว และจากการที่มีกีฬา ความบันเทิง และวันหยุดหลากหลายให้เลือก ผู้ดื่มเป๊ปซี่จึงออกแบบฉลากของเขาเองสำหรับโอกาสใดๆ ก็ได้ตามต้องการ
เป๊ปซี่ใช้สโลแกน "a little twist on a great thing" แนะนำเครื่องดื่มรสมะนาว "Pepsi Twist" และ "Diet Pepsi Twist" นับเป็นการกลับมาของโคล่า รสมะนาวของเป๊ปซี่ ซึ่งจำหน่าย Pepsi Light จนกระทั่งถึงตอนกลางของทศวรรษ 80
[แก้] การโฆษณา
[แก้] พรีเซนเตอร์คนแรก
- ในปี ค.ศ. 1909 เป๊ปซี่ได้นำนักแข่งรถระดับแนวหน้า ชื่อ นายบาร์นี่ โอลด์ฟิลด์ เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงคนแรกที่ปรากฏตัวในโฆษณาเป๊ปซี่ในหน้าหนังสือพิมพ์ โดยมีข้อความว่า "เครื่องดื่มชั้นยอด…เติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เป็นเครื่องบำรุงกำลังสำหรับการแข่งขันประลองความเร็ว" (อังกฤษ: A bully drink…refreshing, invigorating, a fine bracer for a race.)
รอน บราวน์ (Ron Brown) เลขาธิการกระทรวงพาณิชย์ เป็นชาวอาฟริกัน-อเมริกัน คนแรกที่ปรากฏในแคมเปญโฆษณาที่เป๊ปซี่มุ่งเน้นเจาะตลาด อาฟริกัน-อเมริกัน
ในปี ค.ศ. 1950 มีดาราฮอลลีวูด โจน ครอวฟอร์ด (Joan Crawford) ภรรยาของนายอัลเฟรด เอ็น สตีล ประธานกรรมการและ CEO ของเป๊ปซี่-โคล่า เป็นพรีเซ็นเตอร์ในการโปรโมทสินค้าของเป๊ปซี่-โคล่า โดยในยุคนั้นเป็นยุคที่เป็ปซี่สามารถก้าวทันรสนิยมของผู้บริโภค โดยมีการเพิ่มข้อความโฆษณาการส่งเสริมการขายเป๊ปซี่-โคล่าว่าเป็นประสบการณ์ มากกว่าการต่อรองราคา โดยใช้ชื่อว่า "สองเท่าในราคา 5 เซ็นต์" (อังกฤษ: Twice as much for a nickel) ก็เหมือนกับ "ได้มากกว่า 1 ออนซ์" (More Bounce to the Ounce) ทำให่ในปี 1950 สามารถทำยอดขายได้มากที่สุดและเป็นที่ชืนชอบและนิยมมากที่สุดในทศวรรษนั้น
[แก้] แนวคิดชุดโฆษณา
- ปี ค.ศ. 1943 ได้มีการออกโฆษณาชุด "Twice as much" โดยมีแนวความคิด "Bigger drink และ better taste" เข้าไปด้วยโดยใช้ "Bigger Drink, Better Taste" เป็นแนวคิดหลัก เพื่อนำเป๊ปซี่-โคล่า ก็เริ่มแพร่ไปสู่ ละติน อเมริกา
- ปี ค.ศ. 1949 มีการเพิ่มประโยค "Why take less when Pepsi's best?" เข้าไปในโฆษณา "Twice as much" ซึ่งเป็นประโยคเด็ดที่โดนใจผู้ที่นิยมชมชอบเป๊ปซี่
- ปี ค.ศ. 1953 เมื่อ ชาวอเมริกันเริ่มตระหนักถึงเรื่องน้ำหนักตัว เป๊ปซี่เริ่มใช้กลยุทธ์ใหม่เกี่ยวกับเรื่องแคลอรี่ต่ำในแคมเปญ "ความสดชื่นแบบเบาๆ" ("The Light Refreshment")
ค.ศ. 1954 ข้อความโฆษณา "ความสดชื่นแบบเบาๆ " ได้มีการการปรับเปลี่ยนเข้ากับ "สดชื่นได้โดยไม่ต้องเติม" ("Refreshing Without Filling")
ค.ศ. 1958 เป๊ปซี่ก็ได้รับการขนานนามว่าเป็น the kitchen cola เนื่องจากการการจำหน่ายในระยะเวลายาวในในราคาที่ถูกและพอเหมาะ ทำให้เป๊ปซี่สามารถกำหนดกลุ่มลูกค้าไว้ที่บรรดาผู้บริโภคหนุ่มสาวที่ทันสมัย ด้วยแนวคิด "อยากเข้ากันได้กับกลุ่ม ดื่มเป๊ปซี่สิ" ("Be sociable, have a Pepsi") ความโดดเด่นของขวดเกลียว เข้ามาแทนที่ขวดแบบเรียบแบบเก่าของเป๊ปซี่และเป็นที่มาของการโฆษณาใหม่ด้วย
[แก้] ส่วนประกอบ
[แก้] สินค้า
[แก้] ผลิตภัณฑ์เป๊ปซี่
- เป๊ปซี่ รสต้นตำรับ
- ไดเอ็ท เป๊ปซี่ ปี 1964
- เป๊ปซี่ ฟรี สูตรไม่มีคาเฟอีน ปัจจุบันคือ คาเฟอีนฟรี เป๊ปซี่
- คริสตัลเป๊ปซี่ และ เป๊ปซี่เคลียร์ สูตรน้ำใส
- คริสตัลเป๊ปซี่ รสซิทรัส ขายปี 1992 - 1993
- เป๊ปซี่เคลียร์ โซดาป๊อป (ทำนองสไปรท์) คริสต์มาส 2005 เฉพาะเม็กซิโก
- เป๊ปซี่ เฟรช สูตรเพิ่มความสดชื่น limited-Ed in summer 2007
- เป๊ปซี่ บลู - ปี 2003/2004
- เป๊ปซี่ บลูฮาวาย - limited-Ed ญี่ปุ่น รสสับปะรดผสมมะนาว น้ำสีฟ้า
- เป๊ปซี่ คาร์นิวัล (ต่อมาคือ เป๊ปซี่ ซัมเมอร์มิกซ์)
- เป๊ปซี่ ไฟร์แอนด์ไอซ์ - ขายใน เกาะกวม เกาะไซแปน ไทย มาเลย์เซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก
- เป๊ปซี่ ไฟร์ - รสชินนะมอน
- เป๊ปซี่ ไอซ์ - รสมินท์
- เป๊ปซี่ โกลด์ - limited-Ed 2006 World Cup
- เป๊ปซี่ กรีน - มีเฉพาะประเทศไทย ปี 2009 สีของน้ำเป็นสีเขียวคล้ายกับเป๊ปซี่ ไอซ์ คิวคัมเบอร์ แต่มีลักษณะที่เป็นสีสดและไม่ใสเท่ากับไอซ์ คิวคัมเบอร์
- เป๊ปซี่ ไอซ์ ขายในสาธารณรัฐเช็ก เป็นรสแอบเปิล และเป็นคนละผลิตภัณฑ์กับ เป๊ปซี่ไฟร์แอนด์ไอซ์
- เป๊ปซี่ ไอซ์ คิวคัมเบอร์ - รสแตงกวา ขายในญี่ปุ่นเท่านั้น
- เป๊ปซี่ เลมอน (ต่อมาคือ เป๊ปซี่ ทวิสต์)
- เป๊ปซี่ แม็กซ์ สูตรไม่มีน้ำตาล ไร้พลังงาน ฯลฯ มีหลายรส
- เป๊ปซี่ รอว (raw) - มีขายเฉพาะในอังกฤษ ผสมสารสกัดจากแอบเปิล องุ่น ใบกาแฟ ฯลฯ
- เป๊ปซี่ เรด - มีขายเฉพาะในญี่ปุ่น
- เป๊ปซี่ เรโทร (retro) - ขายเฉพาะในเม็กซิโก
- เป๊ปซี่ แซมบา - ขายในออสเตรเลีย
- เป๊ปซี่ สตรอเบอรี่เบอร์ส -
- เป๊ปซี่ ซัมเมอร์ชิลล์ - รสแอปเปิล ขายในโปแลนด์ เช็ก สโลวักเกีย
- เป๊ปซี่ ซัมเมอร์มิกซ์ - รสผลไม้เขตร้อน ขายในอเมริกา
- เป๊ปซี่ ทรอปิคอลชิลล์
- เป๊ปซี่ ทรอปิคอลมิกซ์ - ขายใน อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น
- เป๊ปซี่ ทวิสต์ - รสมะนาว
- เป๊ปซี่ วานิลลา - รสวานิลลา ผลิตในปี2003
- เป๊ปซี่ ไวท์ - รสโยเกิร์ต น้ำสีขาวขุ่น ขายในญี่ปุ่น
- เป๊ปซี่ ไวท์ เชอรี่ - รสเชอรี่ ขายในอังกฤษ
- เป๊ปซี่ เอกซ์ เอนเนอร์จี - สูตรเพิ่มพลังงาน คาเฟอีน น้ำตาล
[แก้] การวางขายในประเทศไทย
[แก้] ชนิดเป๊ปซี่จำหน่ายเฉพาะในประเทศไทย
- เป๊ปซี่
- เป๊ปซี่ MAX
- เป๊ปซี่ ทวิสต์
- เป๊ปซี่ BLUE (ปัจจุบันหยุดการจำหน่าย)
- เป๊ปซี่ ลาเต้ (ปัจจุบันหยุดการจำหน่าย)
- เป๊ปซี่ FIRE (ปัจจุบันหยุดการจำหน่าย)
- เป๊ปซี่ ICE (ปัจจุบันหยุดการจำหน่าย)
- เป๊ปซี่ GOLD (ปัจจุบันหยุดการจำหน่าย)
- เป็ปซี่ โคล่า (จัดจำหน่ายครบรอบ 55 ปี)
- เป๊ปซี่ กรีน (เริ่มจำหน่ายในเดือนมกราคม พ.ศ. 2552)
[แก้] โปรโมชั่นและสมนาคุณ
- พ.ศ. 2536 เป๊ปซี่ได้เปิดตัว "เป๊ปการ์ด" เป็นบัตรสมมนาคุณโดยสามารถสะสมจนครบตามจำนวนที่กำหนดและนำไปแลกเปลี่นเป็นสินค้าชนิดอื่นๆที่ทำออกมาได้
- พ.ศ. 2540 มีการจับรางวัลโดยนำฝาเป็บซีที่มีคำว่าลุ้นรถส่งไปที่บริษัทิเพื่อจับรางวัล หรือสะสมฝาเป็ปซี่พร้อมเงินสดจำนวนหนุึ่งเพื่อแลกเสื้อ หมวก แก้วเป็ปซี่ได้
[แก้] อ้างอิง
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
| เป๊ปซี่ เป็นบทความเกี่ยวกับ อาหาร เครื่องดื่ม และหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคอื่น ๆ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องการตรวจสอบ เพิ่มเนื้อหาหรือเพิ่มแหล่งอ้างอิง คุณสามารถช่วยเพิ่มเติมหรือแก้ไข เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับ เป๊ปซี่ ในภาษาอื่น อาจสามารถหาอ่านได้จากเมนู ภาษาอื่น ด้านซ้ายมือ |

