ถ้ำ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ถ้ำ Lechuguilla นิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา
ถ้ำ

ถ้ำ คือโพรงที่ลึกเข้าไปในภูเขา[1] หรือเป็นช่องที่เป็นโพรงลึกเข้าไปในพื้นดินหรือภูเขา มีขนาดใหญ่พอที่มนุษย์สามารถเข้าไปได้ เกิดขึ้นตามธรรมชาติ[2] โดยทั่วไปถ้ำเกิดในหินปูนที่มีน้ำใต้ดินไหลผ่านกัดเซาะ ซึ่งมักพบตามภูเขาหินปูนหรือ ภูเขาชายฝั่งทะเล นอกจากนี้ยังมีถ้ำที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์อีกด้วย

ประเภทของถ้ำ[แก้]

แบ่งตามลักษณะและทิศทาง[แก้]

  • ถ้ำแนวนอน ทอดตัวยาวลึก
  • ถ้ำชั้น ภายในแบ่งเป็นหลายๆ ชั้น
  • ถ้ำแนวตั้ง ทอดตัวแนวตั้งลึกลงไปในดิน
  • ถ้ำแนวลาด ทอดตัวลาดเท ไม่ขนานหรือตั้งฉากกับระดับพื้น[ต้องการอ้างอิง]

แบ่งตามโครงสร้าง[แก้]

  • ถ้ำหินปูน เกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินและน้ำฝนจนทำให้เกิดเป็นโพรงถ้ำ
  • ถ้ำน้ำแข็ง เป็นถ้ำในแถบขั้วโลก ส่วนใหญ่เกิดจากการละลายในธารน้ำแข็ง สามารถเกิดได้ในเขตหุบเขาที่อุณหภูมิต่ำตลอดปีด้วยเช่นกัน
  • โพรงหินชายฝั่ง เกิดจากคลื่นทะเลที่กัดเซาะหินผาจนเกิดเป็นโพรงถ้ำ
  • ถ้ำภูเขาไฟ เกิดจากการเย็นตัวของลาวาขณะไหลทะลักออกมาจากภูเขาไฟ[ต้องการอ้างอิง]

สิ่งที่น่าสนใจในถ้ำ[แก้]

หินงอก[แก้]

ตะกอนหินปูนที่จัดตัวเป็นแท่งสูงจากพื้นถ้ำขึ้นไปหาเพดานถ้ำ เกิดจากหยดน้ำที่ไหลออกจากหินย้อยเมื่อหล่นถึงพื้นถ้ำจะเกิดการสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้สารประกอบคาร์บอเนตเกิดการสะสมตัวและค่อยๆ สูงขึ้นจากพื้นถ้ำ

หินย้อย[แก้]

ตะกอนหินปูนที่จับตัวเป็นแท่งหรือแผ่นย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ เกิดจากน้ำใต้ดินที่มีหินปูนละลายอยู่หยดลงมาจากรอยแตกบนเพดานถ้ำ และเมื่อน้ำสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปก็จะทำให้เกิดสารประกอบคาร์บอเนตเริ่มสะสมตัวทีละน้อย และพอกยาวลงมาจากเพดานเรื่อยๆ โดยปกติมักมีลักษณะเป็นหลอดกลวงอยู่ตรงกลาง

เสาหิน[แก้]

ลักษณะของหินที่เป็นแท่งหรือเสายาวจากพื้นถ้ำจรดเพดานถ้ำ เกิดจากหินงอกหินย้อยมาบรรจบกัน

หลอดหินย้อย[แก้]

สารหินปูนที่จัดตัวเป็นหลอดหรือท่อย้อยลงมาจากเพดานถ้ำ สารประกอบคาร์บอเนตที่เกิดจะมีการเรียงตัวของผลึกในแนวยาวและย้อยลงมาทำให้มีความยาวเพิ่มขึ้น ทำให้ดูคล้ายหลอดกลวงที่มีน้ำหยดออกมา

หินปูนฉาบ[แก้]

ตะกอนที่เกิดจากน้ำที่มีสารประกอบคาร์บอเนตไหลเป็นแผ่นบางๆ บนพื้นผิวของพื้นถ้ำ ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยหินทราเวอร์ทีน ซึ่งเป็นอีกรูปหนึ่งของสารประกอบคาร์บอเนต

ม่านถ้ำ[แก้]

เกิดจากน้ำที่มีสารคาร์บอเนตสูงที่ไหลตามผนังที่เอียงซึ่งเกิดจากแรงตึงผิวของน้ำ เมื่อน้ำเกิดสูญเสียก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงทำให้เกิดการตกตะกอนของสารประกอบคาร์บอเนต มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ย้อยลงมาจากผนังถ้ำดูคล้ายม่าน บางแห่งจะมีสีน้ำตาลแดงสลับกับสีขาวหรือเหลืองอ่อนมีชื่อเรียกเฉพาะว่า ม่านเบคอน

สัตว์ในถ้ำ[แก้]

สัตว์ในถ้ำแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ได้แก่

  1. ทร็อกโลไบต์ จะอาศัยอยู่ในถ้ำตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่สามารถดำรงชีวิตนอกถ้ำได้ มักอยู่ในส่วนลึกของถ้ำ หาอาหารในถ้ำ เช่น จิ้งโกร่ง แมลงสองง่าม
  2. ทร็อกโลไฟล์ ดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งในถ้ำ และภายนอก เช่น แมงมุม
  3. สัตว์ถ้ำชั่วคราว ปกติใช้ชีวิตอยู่นอกถ้ำ แต่มักมีพฤติกรรมเข้าๆ ออกๆ จากถ้ำบ่อยๆ เช่น ค้างคาว ผีเสื้อกลางคืน หมี

การใช้ถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ในยุคสังคมบุพกาล[แก้]

มนุษย์เริ่มอาศัยอยู่ในถ้ำตั้งแต่ยุคหินเก่า เพื่อให้เป็นที่หลบภัยธรรมชาติ และภัยจากสัตว์ร้าย ปัจจุบันก็ยังพบว่ามีชาวจีนภาคเหนือหลายร้อยคนอาศัยอยู่ในบ้านถ้ำบนที่ราบสูงดินเลิสส์

การเตรียมตัวสำรวจถ้ำ[แก้]

อุปกรณ์[แก้]

เข็มทิศ
กล้องถ่ายรูป

สิ่งสำคัญ[แก้]

  1. เราจะไม่กลัว ถ้าศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับถ้ำ
  2. ไม่ควรสำรวจถ้ำคนเดียว ควรไปเป็นหมู่คณะ และมีผู้เชี่ยวชาญนำสำรวจ
  3. ก่อนสำรวจ ควรแจ้งสถานีตำรวจ และศูนย์ท่องเที่ยวในบริเวณนั้น
  4. การสำรวจถ้ำเสี่ยงต่อการหลงทาง จึงห้ามเดินพลัดหลงคนเดียว
  5. ถ้าจะปีนหน้าผา หรือเก็บรังนก ควรฝึกการปีนบันไดเชือกให้แม่นยำก่อน
  6. เตรียมอุปกรณ์ข้างต้นให้พร้อมก่อนเดินทาง
  7. ระมัดระวังตัว

กฎและข้อห้าม[แก้]

  • ห้ามนำหินงอกหินย้อยออกจากถ้ำ
  • ห้ามขีดเขียนผนังถ้ำ
  • ห้ามทิ้งขยะในถ้ำ และแหล่งน้ำในถ้ำ
  • ห้ามสัมผัสถ้ำ [3]

ที่สุดของถ้ำ[แก้]



ดูเพิ่ม[แก้]

รายชื่อถ้ำแบ่งตามประเทศ



อ้างอิง[แก้]

  1. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
  2. พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยาฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544
  3. http://www.khonkaenlink.info/tour/tour_thai.asp?id=8577



  • วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ เรื่อง สำรวจถ้ำ

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]