เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว

เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว (Barchan Dunes) เป็นสันทราย (Dune) ที่มีลักษณะคล้ายพระจันทร์เสี้ยวหรือลักษณะเป็นแนวโค้งซึ่งจะประกอบไปด้วยตะกอนทรายที่มีความกลมมนที่ดี, มักเกิดขึ้นในทะเลทรายที่มีอากาศแห้งแล้งมาก และมักเกิดในพื้นที่ที่ปริมาณตะกอนขนาดทรายมีน้อย โดยเนินทรายดังกล่าวจะมีการวางตัวขนานไปกับทิศทางลม เนินทรายชนิดดังกล่าวนี้จะมียอดเขาที่มีสันสูงชัน 2 ด้าน คือด้านแรกคือด้านหลังลม หรือปลายแหลมด้านหาง เป็นด้านที่ทำมุมทรงตัว (Angle of repose: ทางลาดที่มีมุมเอียงสูงสุด ซึ่งทำให้เศษหิน ดิน ทราย ไม่เลื่อนต่อไป โดยปกติมุมเอียงจะอยู่ระหว่าง 33-37 องศา กับแนวนอนทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของมวลนั้นๆ ด้วย) กับทรายหรือทำมุมประมาณ 32 องศา จะทำให้เนินทรายชี้ไปในทิศทางที่ลมพัดไป อีกด้านคือด้านหน้าลม หรือปลายโค้งด้านหัวเนิน เป็นด้านที่เต็มไปด้วยลมและทำมุมประมาณ 15 องศา ทำให้เนินทรายชี้ไปทางด้านต้นลม โดยปกติแล้วเนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยวอาจจะมีความสูงเป็น1เมตร-100เมตร หรืออยู่ระหว่างจุดปลายสุดของพระจันทร์เสี้ยวหรือแนวโค้ง

โดยทั่วไปแล้วเนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยวอาจจะปรากฏเนินทรายขนาดใหญ่ซึ่งจะเรียกว่าเนินทราย ดังกล่าวว่า เนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยว (Barchan Dunes) หรือเนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ (Megabarchan Dunes) ซึ่งมีการเคลื่อนของเนินทรายไปตามทิศทางของลม และอาจจะมีการรวมตัวกันเป็นเนินทรายที่มีขนาดความสูงประมาณ 100 กิโลเมตร

การเคลื่อนของเนินทรายรูปพระจันทร์เสี้ยวที่เป็นเนินทรายขนาดเล็กจะมีการเคลื่อนที่เร็วกว่าเนินทรายขนาดใหญ่ โดยที่การเคลื่อนที่จะมีการเคลื่อนที่เข้ามาชนกับส่วนหลังของเนินทรายที่มีขนาดใหญ่กว่าซึ่งจะทำให้เกิดการรวมตัวกันกลายเป็นเนินทรายที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยกระบวนการดังกล่าวจะคล้ายคลึงกับคลื่นแสง, เสียงหรือน้ำที่มีการเคลื่อนที่ผ่านสิ่งอื่นๆเป็นเส้นตรง รายละเอียดของโครงสร้างของกระบวนการดังกล่าวนั้นจะมีความแตกต่าง และจะทำให้ไม่เป็นเส้นตรงซึ่งเรียกว่า solitons

การเคลื่อนของเนินทรายพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของ Solition แต่จะแตกต่างกันตรงที่ตะกอนทรายจะไม่มีการเคลื่อนที่ผ่านสิ่งอื่นๆ เมื่อเนินทรายขนาดเล็กมีการเคลื่อนที่ไปชนกับเนินทรายที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ลมจะมีการพัดพาตะกอนทรายมาตกสะสมบนบริเวณที่เนินทรายมีการชนและในเวลาเดียวกันนั้นตะกอนทรายจากเนินทรายก่อนหน้านี้จะถูกพัดออกมาเติมบริเวณที่เกิดการชนกัน โดยการเคลื่อนที่ชนกันของเนินทรายนั้นสามารถนำมาสันนิษฐานถึงขอบเขตของเนินทรายที่เกิดขึ้นก่อนโดยสังเกตได้จากการเคลื่อนที่ของเนินทรายที่มีขนาดเล็กกว่าที่เคลื่อนที่อยู่ ซึ่งจะลมจะเป็นตัวที่ช่วยให้มีการเคลื่อนที่ของเนินทรายด้วยความเร็ว (Schwämmle & Herrmann, 2003)

อ้างอิง[แก้]

  • คณะอนุกรรมการจัดทำพจนานุกรมธรณีวิทยา. (2530). พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา อังกฤษ-ไทย. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • ปัญญา จารุศิริ และคณะ. (2545). ธรณีวิทยากายภาพ. กรุงเทพฯ: คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • Schwämmle, V., and H.J. Herrmann (2003). "Solitary wave behaviour of sand dunes". Nature 426 (Dec. 11): 619–620 Abstract. doi:10.1038/426619a.
  • H. Elbelrhiti, P. Claudin, and B. Andreotti (2005). "Field evidence for surface-wave-induced instability of sand dunes". Nature 437 (Sep. 29): 720–723 Abstract. doi:10.1038/nature04058.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]