ตำบลสุเทพ
| สถิติ | |
|---|---|
| จังหวัด: | เชียงใหม่ |
| อำเภอ: | เมืองเชียงใหม่ |
| พื้นที่: | 58.95 ตร.กม. |
| ประชากร: | 16,783[1] (พ.ศ. 2553) |
| ความหนาแน่น: | 284.7 คน/ตร.กม. |
| รหัสไปรษณีย์: | 50200 |
ตำบลสุเทพ เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ตำบลสุเทพเป็นตำบลขนาดใหญ่ในอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีสถานที่สำคัญเช่น เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพ สวนสัตว์เชียงใหม่ เป็นต้น
เนื้อหา |
[แก้] ประวัติ
ตำบลสุเทพ เดิมเป็นสภาตำบล และได้ยกฐานะขึ้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 2 มีนาคม 2538 จัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลชั้น 3 และได้รับการเลื่อนชั้นเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล ชั้น 1 (องค์การบริหารส่วนตำบลขนาดใหญ่) ต่อมา กระทรวงมหาดไทยได้จัดตั้งตำบลสุเทพ เป็น เทศบาลตำบลสุเทพ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2550[2]
[แก้] ลักษณะภูมิประเทศ
ตำบลสุเทพ มีลักษณะเป็นภูเขา คือ ดอยสุเทพ ที่ราบเชิงเขา และที่ราบ[3]
[แก้] อาณาเขต
ตำบลสุเทพมีอาณาเขตติดต่อ 4 ตำบลใน 2 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่[3]
- ทิศเหนือ ติดต่อกับ เทศบาลนครเชียงใหม่ ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่
- ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.แม่เหียะ ต.ป่าแดด อ.เมืองเชียงใหม่
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับ เทศบาลนครเชียงใหม่ อ.เมืองเชียงใหม่
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.บ้านปง อ.หางดง
[แก้] การแบ่งเขตการปกครอง
ตำบลสุเทพแบ่งออกเป็น 15 หมู่บ้าน[3] ได้แก่
| 1. | หมู่ 1 บ้านเชิงดอย | 9. | หมู่ 9 บ้านดอยสุเทพ | |||||
| 2. | หมู่ 2 บ้านห้วยแก้ว | 10. | หมู่ 10 บ้านอุโมงค์ | |||||
| 3. | หมู่ 3 บ้านกองบิน 41 | 11. | หมู่ 11 บ้านดอยปุย | |||||
| 4. | หมู่ 4 บ้านห้วยทราย | 12. | หมู่ 12 บ้านภูพิงค์ | |||||
| 5. | หมู่ 5 บ้านร่ำเปิง | 13. | หมู่ 13 บ้านสันลมจอย | |||||
| 6. | หมู่ 6 บ้านโป่งน้อย | 14. | หมู่ 14 บ้านใหม่หลังมอ | |||||
| 7. | หมู่ 7 บ้านต้นกุก | 15. | หมู่ 15 บ้านทรายคำ | |||||
| 8. | หมู่ 8 บ้านหลิ่งห้า |
[แก้] การคมนาคม
ตำบลสุเทพมีเส้นทางคมนาคมที่สำคัญดังนี้
- ถนนสุเทพ
- ถนนนิมมานเหมินท์
- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 121 (คลองชลประทาน)
- ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1004 (ถนนห้วยแก้ว - ช่วงที่เป็นพื้นราบ, ถนนศรีวิชัย - ช่วงที่อยู่บนดอยสุเทพ)
[แก้] สถานที่สำคัญ
[แก้] สถานศึกษา
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (สาขาวัดศรีโสดา)[4]
[แก้] ศาสนสถาน สำนักสงฆ์
ตำบลสุเทพ เป็นที่ตั้งของศาสนสถานหลายแห่ง[4] และเป็นที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ ซึ่งเป็นวัดสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่
- วัดพระธาตุดอยสุเทพ
- วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม)
- วัดศรีโสดา
- วัดอุโมงค์
- วัดฝายหิน
- วัดสังเวช
- วัดผาลาด
วัดผาลาดในตำนาน ในตำนานพระพุทธเจ้าเลียบโลก กล่าวถึงสถานที่แห่งนี้ว่า “ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จมาประทับนั่งที่ผาลาดแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระฤๅษี ชาวลัวะ ที่ใกล้ต้นบุนนาค(ก้ำก่อ) ยังหมู่ฤๅษี เทวบุตร เทวดา แลชาวลัวะทั้งหลายเกิดปีติยินดีมากนักตลอดทั้งคืน พอรุ่งสว่างดีแล้ว เสด็จไปทางทิศบูรพา ทรงเห็นลานหินในลำธารงดงามยิ่ง ทรงประทับนั่งทอดพระเนตรไปทางทิศตะวันออกแล้วทรงรำพึงว่า “สถานที่นี้ ต่อไปภายหน้าจักเป๋นมหานครใหญ่ จักเป๋นที่อยู่ของกษัตริย์และคนทั้งหลาย ศาสนาของตถาคตจะมาดำรงมั่นคงอยู่ในเมืองนี้ เป็นที่รุ่งเรืองยิ่ง จักปรากฏชื่อเสียงลือชาไปทั่วทิศ” แล้วพระองค์ก็เสด็จลุกขึ้น ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหินก้อนหนึ่งแล้วมอบหื้อเทวดานำไปเก็บรักษาไว้ในถ้ำ ตรัสสอนว่าขอให้ท่านทังหลายหมั่นไหว้สาเมื่อถึงกาลอันควร รอยบาทแห่งข้านี้ก่จักปรากฏออกมาหื้อมหาชนทั้งหลายทั่วไปแล” กาลนั้นบุตรของพญายักษ์จิคำ และนางยักษ์ตาเขียว ขอลาสิกขา มาถือเพศเป็นฤๅษี พระพุทธองค์ทรงอนุญาต พร้อมให้นามว่า "สุเทวฤๅษี”หรือ เทพฤๅษี ปฏิบัติธรรมอยู่บนดอยแห่งนี้มาโดยตลอด ในตำนานการสร้างเวียงเจ็ดลิน เวียงสวนดอก ได้กล่าวว่า ฤๅษีจากผาลาดหลวงเป็นผู้มาชี้สถานที่ และช่วยเป็นที่ปรึกษาการสร้างเมืองเจ็ดลิน เมืองหริภุญไชย เป็นต้น
วัดผาลาดในสมัยราชวงค์เม็งราย ในรัชสมัยพระเจ้ากือนา แห่งราชวงค์เม็งราย ทรงสร่างขึ้นเป็นวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการเสี่ยงทาย แสวงหาสถานที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ตามตำนานสร้างพระธาตุดอยสุเทพ พญาคชสารที่อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุนั้น ได้เดินทางมุ่งไปทางดอยอ้อยช้าง พระเจ้ากือนาพร้อมทั้งพญาลิไท จากเมืองศรีสัชนาลัย สุโขทัย และเหล่าเสนาอามาตย์ ก็แห่ฆ้อง กลอง ตามหลังช้างไป เมื่อไปถึงยอดดอยแห่งหนึ่งช้างก็หยุดและย่อเข่าหมอบลง พระราชาและบริวารต่างเห็นพร้องกันว่าควรประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ ที่นั้น ขณะที่ทุกคนกำลังสนทนากันอยู่นั้น ช้างก็ลุกขึ้นเดิน และหยุดย่อเข่าลงอีก (ภาษาเหนือเรียกอาการของช้างว่า “ยอบลง”) ทำกิริยาอย่างนี้ 3 ครั้ง แล้วเดินต่อไปเมื่อไปถึงผาลาด ข้างธารน้ำตกมีอาศรมที่พักของพระฤๅษีนักบวช มีบริเวณกว้างพอสมควร จึงหยุดพักอยู่ชั่วระยะหนึ่ง แล้วเดินทางต่อไปกระทั่งถึงดอยอ้อยช้าง และอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ณ สถานที่นั้น คือวัดพระธาตุดอยสุเทพ ปัจจุบัน หลังจาสร้างพระธาตุดอยสุเทพเสร็จแล้ว พระเจ้ากือนา ทรงมีพระราชดำริให้สร้างวัดบนเส้นทางอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเพื่อเป็นอนุสรณ์ ขึ้นอีก 3 แห่ง คือ 1. วัดโสดาปันนาราม หรือสามยอบ (เรียกตามอาการของช้างที่ย่อเข่าลง 3 ครั้ง) ปัจจุบันเป็นวัดร้างในบริเวณเส้นทางเดินป่าวัดผาลาด อยู่ห่างจากสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 มาประมาณ 1 กิโลเมตร 2. วัดสกิทาคามีวนาราม หรือผาลาด( เรียกตามลักษณะของผาน้ำตกที่ลาดชัน บางคนเดินมาลื่นล้ม ก็เรียกเป็น วัดผะเลิด เพราะคนที่เดินตามช้างมาตามธารน้ำตกลื่นหกล้มกันหลายคน บ้างก็ว่าช้างก็ลื่นเหมือนกัน ต่อมาเรียกเป็นผาลาด ตามชื่อ ผาน้ำตก) 3. วัดอนาคามีวนาราม หรือม่อนพญาหงส์ ปัจจุบันคือเนินเขาเล็ก ๆ เข้าไปทางขวามือ ตรงข้ามหอดูดาสิรินธร (สันนิษฐานว่า บริเวณดังกล่าวน่ามีหงส์ หรือนกยูงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และน่าจะสร้างมาตั้งแต่สมัยขอม หรือ ละโว้ เรืองอำนาจโดยท่านสุเทวฤๅษี ให้เป็นพระธาตุหมายเมือง) 4. วัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นวัดอรหันต์ หลังจากทำบุญปอยหลวง(ฉลองสมโภช)วัดทั้งสี่แห่งแล้ว มอบให้ชาวบ้านขึ้นไปเป็นผู้ดูแลวัดทั้ง 4 แห่ง กาลต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๓ ครูบาศรีวิชัยได้นำพาศรัทธา ประชาชน และสานุศิษย์ร่วมมือร่วมใจกันสร้างทางขึ้นดอยสุเทพสายใหม่ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็สร้างที่วัดขึ้นอีกสามแห่ง ให้เป็นที่พักของญาติโยมในระหว่างการเดินทาง และเป็นสื่อสารให้ผู้ที่ได้เดินทางขึ้นดอยสุเทพ เป็นดั่งการเดินไปบนเส้นทางแห่งอริยมรรค เริ่มตั้งแต่ วัดโสดา(ภายหลังเมื่อครูบาศรีวิชัยมรณภาพ จึงได้นำชื่อของท่านมาเติมไว้ข้างหน้าเพื่อเป็นกตัญญุตานุสรณ์ให้แก่ท่าน จึงได้ชื่อว่า “วัดศรีโสดามาจนถึงปัจจุบัน)
โบราณสถานภายในวัด3.1. วิหาร เป็นศิลปะไทลื้อ เดิมทีมุงด้วยใบตองตึง มาบูรณะเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินขอ ในสมัยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ โดยมีสล่า( ช่าง) เป็นชาวพม่า ซึ่งล้วนเป็นลูกศิษย์ของครูบาเทิ้ม วัดแสนฝาง และ ครูบาสิทธิ วัดท่าสะต๋อย (ดูจากหลักฐานชื่อที่ติดอยู่ที่เสาวิหาร) ด้านหน้าบันวิหารแกะสลักเป็นรูปนกยูงสัญลักษณ์ของพม่า ส่วนด้านหลังแกะเป็นรูปกระต่าย อันเป็นปีเกิดของครูบาเทิ้ม แต่นัยหนึ่งนั้นคือเป็นเป็นการสร้างโดยชาวไทลื้อ พุทธศิลปะจึงค่อไปทางนกยูง กระต่าย แต่พญาลิไทผู้แต่คัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงอาจจะสื่อสารให้เห็นว่าพระพุทธองค์คือศูนย์กลางของจักรวาล นั่งอยู่ท่ามกลางพระอาทิตย์(นกยุง) และพระจันทร์(กระต่าย)
3.2. เจดีย์ เป็นศิลปะพม่า น่าจะเป็นช่างกลุ่มเดียวกับที่สร้างวิหารวัดมหาวัน ถนนท่าแพ เชียงใหม่ (ผู้เขียน) แต่สภาพปัจจุบันถูกขุดเจาะเอาของไปตั้งแต่สมัยสงครามโลก และสมัยหลังสงคราม จนเป็นเหตุให้ยอดเจดีย์พังลงมา องค์เจดีย์กลวงเป็นรูใหญ่ ได้บูรณะโดยศิลปากรในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ต่อยอดให้สมบูรณ์ในปี ๒๕๔๕ 3.3. บ่อน้ำ บ้างบอกว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์บ้าง บ่อฤๅษีบ้าง น้ำบ่อเต่าบ้าง หากสังเกตจะทำให้ทราบว่ามีการสร้างทับขึ้นหลายครั้ง จึงสันนิษฐานว่า ครั้งที่หนึ่งเป็นฤๅษีที่พำนักอยู่ในบริเวณนี้ ครั้งที่ สอง สร้างขึ้นโดยชาวเมืองสุโขทัยที่ติดตามงานบุญอัญเชิญพระธาตุร่วมกับพระเจ้ากือนา เพื่อเอาน้ำไว้กิน อาบ ซึ่งเป็นวิธีการกรองน้ำอย่างหนึ่งของคนโบราณ จะได้ไม่ต้องใช้น้ำจากลำธารโดยตรง ครั้งที่สามน่าจะเป็นสมัยที่พม่าครองเมืองเชียงใหม่(ดูจากอิฐที่ปากบ่อน้ำ) และครั้งที่สี่ในสมัยครูบาศรีวิชัย การสร้างมณฑปครอบบ่อน้ำนี้เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในถิ่นชาวไทลื้อ ไทเขิน สิบสองปันนา เป็นต้น 3.4. พระพุทธรูปหน้าผา เดิมเป็นหอพระพุทธรูปที่สวยงามมาก คุณบุญเสริมถ่ายภาพไว้ เป็นวิหารสี่เหลี่ยมตามแนวผา ศิลป์พม่าร่วมสมัย มีผู้เล่าว่าสมัยก่อนพระที่อยู่ตรงหน้าผาเป็นพระศิลป์แบบเชียงแสน และมีพระพระพุทธรูปศักดิ์องค์หนึ่งเรียกว่าพระไล่กา (เหตุที่ได้ชื่อเช่นนี้เพราะว่า คนโบราณลงอาคมไว้เพื่อไม่ให้กา ที่เชื่อกันว่าเป็นสัตว์แจ้งเหตุร้าย และนิสัยไม่ดี ไม่สามารถบินผ่านวัดขึ้นไปได้ เพราะพระพุทธรูปองค์ดังกล่าว จึงได้ชื่อว่าพระไล่กา แม้แต่ผู้คนที่ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ หากนำอาหารติดตัวมา หากเป็นเนื้อไม่ว่าสุกหรือดิบจะไม่สามารถเอาผ่านวัดนี้ไปได้ มักจะมีอาการปวดหัว ปวดท้อง ) ภายหลังมีพี่น้องทหารบ้าง ชาวบ้านบ้างที่ต่อต้านพม่า เมื่อก่อการไม่สำเร็จส่วนหนึ่งหลบหนีมาพักอยู่กับพระฤๅษีในถ้ำผาลาด ภายหลังเมื่อพม่าสืบรู้จึงนิมนต์ฤๅษีออกจากถ้ำ เพราะเกรงจะถูกใช้เป็นที่ซ่องสุม เมื่อยึดพื้นที่คืนได้จะก่ออิฐปิดปากถ้ำนับแต่นั้นมา
- วัดโป่งน้อย
- วัดป่าแดง
- สำนักสงฆ์บ้านช่างทอง
- สำนักสงฆ์บ้านหลิ่งห้า
- สำนักสงฆ์บ้านดอยปุย
- ศาลเจ้าเทียนเป่า
[แก้] สถานที่ท่องเที่ยว
[แก้] อ้างอิง
- ^ จำนวนประชากรตำบลสุเทพ ณ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2553, กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, สืบค้นวันที่ 13 มีนาคม 2554
- ^ ประวัติเทศบาลตำบลสุเทพ.จากเว็บไซด์ เทศบาลตำบลสุเทพ.
- ^ 3.0 3.1 3.2 ภูมิประเทศ อาณาเขต หมู่บ้านตำบลสุเทพ
- ^ 4.0 4.1 สถานที่สำคัญในตำบลสุเทพ