จิตรกรรมแผง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ฉากแท่นบูชาเก้นท์” โดย ยาน ฟาน เอค และพี่ชาย, ค.ศ. 1432. ฉากแท่นบูชาบนแผ่นไม้ เขียนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

จิตรกรรมแผง (ภาษาอังกฤษ: Panel painting) คือการเขียนภาพบนแผ่นที่ทำด้วยไม้อาจจะเป็นแผ่นเดียวหรือหลายแผ่นเชื่อมต่อกันเป็นเนื้อเดียวซึ่งแตกต่างกับบานพับภาพที่จะแยกจากกัน (แต่บานพับภาพมักจะเป็นจิตรกรรมแผง) แผงไม้ใช้ในการวาดกันมาจนกระทั่งมาแท่นที่ด้วยผ้าใบในคริสต์ศตวรรษที่ 16 นอกเหนือไปจากการวาดบนผนังหรือบนหนังสัตว์ ซี่งวัสดุชนิดหลังนี้จะให้ในการวาดหนังสือวิจิตรหรือเขียนภาพสำหรับใส่กรอบ

เนื้อหา

[แก้] ประวัติ

เด็กชายจากอัลฟายุม คริสต์ศตวรรษที่ 2 (วอร์ซอ) สีเทียนบนไม้ สังเกตรอยร้าว
“จิตรกรรมแผงพิทซา” คริสต์ศตวรรษที่ 6

การเขียนจิตรกรรมแผงเป็นวิธีการเขียนภาพที่เก่าแก่ เป็นวิธีการเขียนตั้งแต่สมัยกรีกและโรมันแต่ตัวอย่างงานจากสมัยนั้นสูญหายไปแทบทั้งสิ้น จิตรกรรมแผงทีเก่าทื่สุดเป็นของกรีกที่พบมาจาก 600 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษเป็นภาพเขียนที่เรียกว่า “จิตรกรรมแผงพิทซา” (Pitsa panels) ที่พบที่พิทซาในประเทศกรีซ จิตรกรรมแผงหลังจากเป็นของประเทศอียิปต์ที่เรียกกันว่า “ภาพเหมือนมัมมี่ที่ฟายุม” ที่วาดระหว่างหนึ่งร้อยปีก่อนคริสต์ศตวรรษจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ซึ่งมีด้วยกันราว 900 ภาพและยังอยู่ในสภาพที่ดีมาก ทำให้เราได้เห็นการวาดจิตรกรรมแผงในยุคจักรวรรดิโรมัน อึกชุดหนี่ง “จิตรกรรมเซเวอรันทอนโด” (Severan Tondo) จากอียิปต์เช่นเดียวกันที่วาดราวคริสต์ทศศตวรรษ 200 เป็นภาพเขียนแบบกรีก-โรมันที่มิใช่สำหรับงานศพเช่นภาพเหมือนที่ฟายุม นอกจากนั้นการเขียนจิตรกรรมแผงยังเป็นวิธีเขียนหลักที่ใช้ในการเขียนไอคอนของศิลปะไบแซนไทน์และการเขียนของออร์โธด็อกซ์ งานที่เก่าที่สุดที่พบคืองานที่สำนักสงฆ์เซนต์แคทเธอรินที่เมานท์ไซนายจาก คริสต์ศตวรรษที่ 5 หรือ 6 การวาดก็ใช้สีเทียนหรือสีฝุ่นเท็มเพอรา การใช้สีเทียนหมดความนิยมไปตั้งแต่สมัยการวาดไอคอนในสมัยต้นไบเซ็นไทน์

เมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 การเขียนจิตรกรรมแผงก็กลับมาเป็นที่นิยมกันอีกครั้งในทวีปยุโรปตะวันตกเพราะการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติพิธีในวัด ในคริสต์ศตวรรษนี้พระและผู้เข้าร่วมพิธีมาทำพิธีร่วมกันด้านเดียวกันหน้าแท่นบูชาแทนที่จะแยกจากกันด้วยแท่นบูชาเช่นในสมัยก่อนหน้านั้น ทำให้เกิดช่องว่างหลังแท่นบูชาสำหรับแสดงภาพทางศาสนา ฉะนั้นทำให้เกิดมีความต้องการทางตลาดในการสร้างภาพหลังแท่นบูชา งานเขียนจิตรกรรมแผงสมัยแรกของยุคนี้เป็นภาพเขียนด้านหลังและด้านหน้าแท่นบูชา และ “พระเยซูบนกางเขน” ทั้งหมดเป็นภาพเขียนทางศาสนาซึ่งมักจะเป็นพระเยซู, พระแม่มารีกับนักบุญนักบุญที่วัดอุทิศชื่อให้และตัวเมืองหรือสังฆมณฑล หรือผู้อุทิศทรัพย์ให้วัด ภาพของผู้อุทิศมักจะรวมไปถึงครอบครัวด้วยในท่าคุกเข่าชื่นชม[1]

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 13 และ 14 การเขียนจิตรกรรมแผงเป็นที่นิยมกันมากในประเทศอิตาลีโดยเฉพาะงานฉากแท่นบูชาและงานเกี่ยวกับศาสนาอื่นๆ แต่กล่าวกันว่าตามสถิติแล้วประมาณร้อยทั้งร้อยจิตรกรรมแผงที่วาดในยุคนี้สูญหายไปหมด งานเขียนภาพสมัยเนเธอร์แลนด์ตอนต้นในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ส่วนใหญ่จะเป็นจิตรกรรมแผงรวมทั้งงานจิตรกรรมภาพเหมือนสมัยแรกๆเช่นงานของยาน ฟาน เอค และงานภาพเขียนที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา

เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เมื่อทวีปยุโรปมั่งคั่งขี้นและเมื่อลัทธิมนุษย์วิทยาเป็นที่แพร่หลายทัศนคติเกี่ยวกับหน้าที่ของศิลปะและการอุปถัมภ์ศิลปะก็เปลี่ยนไป ทำให้เกิดความต้องการงานเขียนที่นอกเหนือจากงานเขียนที่ทำเพื่อศาสนาซี่งเป็นผลให้งานเขียนแบบใหม่ๆ ขึ้นเช่นการทำหีบ, เตียงนอน, ที่วางเด็กแรกเกิด, และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ บางครั้งก็ถึงกับเอางานบานพับภาพมาเลื่อยเป็นแผ่นๆ แยกจากกัน ในปัจจุบันเราจึงพบภาพเขียนในพิพิธภัณฑ์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนี่งของบานพับภาพ

ผ้าใบเข้ามาแทนที่แผ่นไม้ในอิตาลีราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 นำโดยอันเดรีย มานเทนยาและจิตรกรคนอื่นๆ ของเวนิส ในประเทศเนเธอร์แลนด์ความเปลี่ยนแปลงเริ่มหลังจากอิตาลีราวร้อยปีต่อมา การเขียนจิตรกรรมแผงจึงยังเป็นที่นิยมกันโดยเฉพาะทางตอนเหนือของยุโรปแม้หลังจากมีผ้าใบที่ถูกกว่าและเอาไปไหนมาไหนสะดวกกว่าเข้ามา ปีเตอร์ พอล รูเบนส์ และจิตรกรคนอื่นๆ ชอบการเขียนภาพบนแผ่นไม้มากกว่าเพราะทำให้การเขียนแม่นยำกว่าเมื่อเขียนบนวัสดุที่แข็งกว่าวัสดุที่ยืดหยุ่นเช่นผ้าใบ แม้แต่งานเขียนชิ้นใหญ่ๆ ที่กว้างกว่าสี่เมตรก็ยังใช้แผ่นไม้กัน การสร้างแผ่นไม้สำหรับเขียนภาพของรูเบนส์ค่อนข้างจะซับซ้อนบางครั้งจะใช้ไม้ด้วยกันถึง 17 ชิ้น เช่นภาพ “The Château de Steen with Hunter”[2] ที่เขียนราว ค.ศ. 1635-1638 ซึ่งปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ, ลอนดอน, อังกฤษ แต่ถ้าจะทำเขียนภาพแบบที่เล็กลง หรือที่เรียกว่า “จิตรกรรมตู้” (Cabinet painting=ภาพเขียนขนาดย่อม) ก็จะมักใช้แผ่นทองแดงแทนไม้เช่นจิตรกรอาดัม เอลสไฮเมอร์ จิตรกรเนเธอร์แลนด์หลายคนในสมัยจิตรกรรมยุคทองของเนเธอร์แลนด์ (Dutch Golden Age) ใช้แผ่นไม้ในการเขียนงานชิ้นเล็กๆ รวมทั้ง แรมบรังด์ในบางครั้ง แต่เมื่อมาถึงคริสต์ศตวรรษที่ 18 การเขียนบนแผงไม้ก็หายากนอกจากภาพเล็กๆ ที่ใช้ฝังเฟอร์นิเจอร์หรืองานไม้ประเภทเดียวกัน เช่น “ภาพเหมือนเฮอร์ซอก ฟอน เวลลิงตัน”[3] โดย ฟรานซิสโก โกยา ที่เขียนราว ค.ศ. 1814 โดยใช้สีน้ำมันบนไม้มาฮอกกานี

[แก้] การสร้างแผ่นไม้และการเตรียม

ไอคอนรัสเซียโดยอันเดร รูเบลฟ ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 บนแผ่นไม้สามบานขอบนูนอาจจะทำจากปลาสเตอร์แทนที่จะเป็นไม้
สวนอีเด็นแฟรงก์เฟิร์ต” จิตรกรรมแผงเยอรมนีจากราวปี ค.ศ. 1410

วิธีทำแผ่นไม้สำหรับเขียนภาพบรรยายไว้ในหนังสือ “คู่มือช่าง” (Il libro dell' arte) โดยเซนนิโน เซนนินิ จิตรกรชาวอิตาลีที่พิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 1390 และจากเอกสารอื่นๆ วิธีทำซึ่งใช้เวลานานและมีขั้นตอนสลับซับซ้อนมิได้เปลี่ยนไปจากเดิมเท่าใดนัก

  • ช่างไม้จะทำแผ่นไม้ขนาดเท่าที่ต้องการและมักจะเลื่อยตามขวางเนื้อไม้แทนที่จะตามยาวซึ่งตรงกันข้ามกับการเลื่อยไม้เพื่อใช้ในการใช้สอยทั่วไป ส่วนที่ตัดจะไม่รวมเปลือกนอก ในอิตาลีมักจะใช้ไม้พอพพลา, วิลโล หรือ ลินเด็น เมื่อได้ไม้มาแล้วก็ไสและขัดให้เรียบถ้าจำเป็น แล้วจึงนำมาต่อกันเป็นแผ่นขนาดและรูปทรงที่ต้องการ
  • จากนั้นก็จะย้อมด้วยส่วนผสมของกาวที่ทำจากหนังสัตว์และยางสน หุ้มด้วยผ้าลินิน ขั้นตอนนี้อาจจะทำโดยช่างผู้เชี่ยวชาญหรือสติวดิโอของจิตรกร
  • เมื่อแห้งก็จะทาด้วย “เจสโซ” (gesso) ซึ่งเป็นผงแคลเซียมคาร์โบเนทผสมกาวที่ทำจากหนังสัตว์หลายชั้น แต่ละชั้นก็ต้องขัดให้เรียบก่อนที่จะทาชั้นใหม่ได้ บางครั้งก็ต้องทาถึง 15 ชั้นกว่าจะได้ผิวที่เรียบตามต้องการ ซึ่งคล้ายงาช้าง ขั้นตอนนี้บางครั้งอาจจะไม่ทำกันหลังจากคริสต์ศตวรรษที่ 16 หรืออาจจะใช้ผงฝุ่นสีดำแทน

[แก้] การอนุรักษ์และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

แผ่นไม้โดยเฉพาะถ้าเก็บไว้ในที่ที่มีความชื้นต่ำเป็นเวลานานจะโก่งและแตก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็มีวิธีการอนุรักษ์ที่เป็นที่น่าเชื่อถือหลายวิธี และบางครั้งก็จะย้ายภาพไปไว้บนผ้าใบ หรือรองรับด้วยแผ่นวัสดุสมัยใหม่

แผ่นไม้ในปัจจุบันมีประโยชน์ต่อนักประวัติศาสตร์ศิลปะมากกว่าวัสดุชนิดอื่น และราวสองสามทศศตวรรษที่ผ่านมาแผ่นไม้ก็สามารถบอกข้อมูลได้หลายอย่าง ทำให้เราพบว่าบางภาพไม่ใช่ของแท้หรือเวลาภาพมิใช่เวลาที่สันนิษฐานกันมาก่อน นักวิชาการสามารถบอกได้ว่าเป็นพันธ์ไม้ชนิดใดซึ่งก็แล้วแต่ภาพวาดที่ไหนโดยใช้การวัดอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสีซึ่งผลที่ออกมาจะอยู่ในระยะเวลาประมาณ 20 ปีจากความเป็นจริง หรือการใช้การวัดอายุจากวงแหวนต้นไม้ (dendrochronology) ภาพเขียนอิตาลีมักจะใช้ไม้ท้องถิ่นหรือบางทีก็ใช้ไม้จากบริเวณโครเอเชีย ส่วนใหญ่จะเป็นไม้พอพพลา แต่บางที่ก็ใช้เกาลัด, วอลนัท, โอ๊ค หรืออื่นๆ เนเธอร์แลนด์ขาดไม้ท้องถิ่นมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 งานเขียนสำคัญๆ สมัยเนเธอร์แลนด์ตอนต้นจะเป็นไม้โอ๊คบอลติค โดยเฉพาะจากประเทศโปแลนด์เหนือเมืองวอร์ซอ และนำล่องแม่น้ำข้ามทะเลบอลติคมายังเนเธอร์แลนด์[1] ทางด้านใต้ของประเทศเยอรมนีจิตรกรมักจะใช้ไม้สน และมาฮ็อกกานีนำเข้า

การใช้การวัดอายุจากวงแหวนต้นไม้จะบอกได้ว่าไม้โค่นเมื่อไหร่แต่ก็ต้องบวกเวลาการทิ้งไม้ไว้ให้ได้ที่ซึ่งก็เป็นเวลาหลายปีหรือแผ่นไม้อาจจะมาจากกลางลำต้นทำให้ขาดวงแหวนนอกๆ ออกไป ฉะนั้นการวัดอายุวิธีนี้จึงเป็นเพียงการบอกได้แค่ “เวลาที่เก่าที่สุดเท่าที่จะบอกได้” (terminus post quem) ซึ่งเป็นการประมาณเวลาซึ่งอาจจะแตกต่างจากเวลาจริงไปถึงยี่สิบปีหรือมากกว่านั้น

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ Cambell op. cit. p.29

[แก้] ดูเพิ่ม

[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น

Commons:Category
คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
จิตรกรรมแผง

[แก้] ตัวอย่างภาพที่เขียนบนแผ่นไม้จากยุคต่างๆ

เครื่องมือส่วนตัว