เฮียโรนิมัส บอส
เฮียโรนิมัส บอส (ภาษาอังกฤษ: Hieronymus Bosch (ออกเสียง บอส ในภาษาดัตช์) หรือ Jeroen van Aken (ชื่อแรกเกิด)) (ราว ค.ศ. 1450 - 9 สิงหาคม ค.ศ. 1516) เป็นจิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญของประเทศเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมัน และ บานพับภาพ ภาพเขียนหลายภาพของบอสเป็นภาพความล้มเหลวทางจริยธรรมของมนุษย์ บอสใช้ภาพปีศาจ, มนุษย์ครื่งสัตว์, และเครื่องกลไกในการสร้างความกลัว, ความสับสน และการแสดงความเลวของมนุษย์ งานจะซับซ้อน, และเป็นแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง เต็มไปด้วยจินตนาการ และการใช้สัญลักษณ์ และรูปสัญลักษณ์ บางสัญลักษณ์ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ตีความหมายได้ยากแม้แต่ในสมัยของบอสเอง
เนื้อหา |
ชีวิต [แก้]
“Jheronimus” หรือ “Jeroen van Aken” เป็นชื่อเมื่อแรกเกิดของ เฮียโรนิมัส บอส สร้อยท้ายหมายถึงผู้มาจากอาเคิน ชื่อตัวของบอสมาจากเมืองเกิด “'s-Hertogenbosch” ชีวิตเบื้องต้นไม่เป็นที่ทราบมากนัก ส่วนที่ทราบมาจากหลักฐานที่บันทึกไว้ในเอกสารของเทศบาลเมืองและจากสมาคมภราดรพระแม่มารี (Brotherhood of Our Lady) วันเกิดของบอสสันนิษฐานว่าประมาณปี ค.ศ. 1450 เป็นการประมาณจากภาพเหมือนตนเองที่บอสวาดไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต ในภาพเป็นชายสูงอายุราวหกสิบกว่าปี[1]
บอสเกิดและใช้ชีวิตอยู่ไม่ไกลจาก 's-Hertogenbosch ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดบราบันท์ ยาน ฟาน อาเคินปู่ของบอส (เสียชีวิต ค.ศ. 1454) เป็นจิตรกรตามหลักฐานแรกเมื่อปี ค.ศ. 1430 เท่าที่ทราบยานมีลูกห้าคน สี่ในห้าเป็นช่างเขียนตามพ่อ อันโทเนียสพ่อของบอส (เสียชีวิต ค.ศ. 1478) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาศิลปะให้แก่สมาคมภราดรพระแม่มารี[2] สันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นพ่อหรือลุงที่เป็นผู้ฝึกให้บอสเรียนการเขียนภาพแต่ไม่มีงานของพ่อหรือลุงเหลือไว้เป็นหลักฐาน[3] หลักฐานที่กล่าวถึงบอสเป็นครั้งแรกกล่าวในเอกสารของเทศบาลเมื่อปี ค.ศ. 1474 ที่กล่างถึงบอสและพี่น้องสามคน
's-Hertogenbosch ปัจจุบันอยู่ทางใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเมืองที่รุ่งเรืองในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ในปี ค.ศ. 1463 เกิดไฟไหม้ใหญ่ บ้านเรือน 4,000 หลังถูกทำลายไปกับไฟ บอสอายุประมาณ 13 ปีคงได้ประสบการณ์จากครั้งนั้น บอสเป็นจิตรกรมีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีและมักจะได้รับงานเขียนจากต่างประเทศ ในปี ค.ศ. 1488 บอสก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมภราดรพระแม่มารี ซึ่งเป็นสมาคมศาสนาที่เคร่งครัด สมาชิกมีด้วยกันประมาณ 40 คนซึ่งมาจากผู้มีอิทธิพลในเมือง และอีก 7,000 คนจากทั่วยุโรป
ราวระหว่างปี ค.ศ. 1479 ถึงปี ค.ศ. 1481 บอสแต่งงานกับ Aleyt Goyaerts van den Meerveen ผู้มีอายุแก่กว่าบอสสองสามปี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ย้ายไป Oirschot ซึ่งภรรยาของบอสได้รับมรดกบ้านและที่ดินจากครอบครัว[4] จากหลักฐานของสมาคมภราดรพระแม่มารีบอสเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1516 พิธีศพทำที่วัดเซนต์จอห์นเมื่อวันที่ 9 สิหาคมปีเดียวกัน[5]
บอสเขียนบานพับภาพหลายบานแต่ที่งานชิ้นที่สำคัญที่สุดคือภาพเขียนชื่อ “สวนสำราญ” (The Garden of Earthly Delights) ซึ่งเป็นภาพอาดัม และอีฟในสวนอีเด็น พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆ บนบานซ้ายและภาพเปลือยและพรรณไม้และนกต่างๆ บนบานกลาง บนบานขวาเป็นภาพนรกที่มีภาพการลงโทษผู้มีบาปด้วยวิธีต่างๆ เมื่อปิดบานพับด้านนอกเป็นภาพแบบเอกรงค์เทา (grisaille) ของพระเจ้าสร้างโลก พื้นผิวภาพของบอสจะหยาบกว่าวิธีการเขียนภาพแบบเฟลมมิช การเขียนภาพแบบเฟลมมิชตามปกติแล้วจะใช้ความเรียบลื่นของผิวภาพในการซ่อนว่าเป็นสิ่งที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์
ความหมาย [แก้]
ในศตวรรษต้นๆ หลังจากบอสเสียชีวิตไปแล้วมักจะเชื่อกันว่างานจิตรกรรมของบอสได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะนอกศาสนาคริสต์ในยุคกลางหรือประเพณีท้องถิ่นที่ลึกลับต่างๆ แต่บางคนก็เชื่อว่าเป็นงานเขียนที่สร้างขึ้นเพียงที่จะยั่วอารมณ์ของผู้ดูหรือเพื่อความชวนหัวคล้ายกับลักษณะศิลปะที่เรียกว่า “ศิลปะแบบอัปลักษณ์” (Grotesque) ของศิลปะเรอเนสซองซ์อิตาลี ขณะที่ศิลปะของจิตรกรผู้มีฝีมือคนอื่นๆ ในสมัยนั้นยังวาดภาพสิ่งต่างๆ ที่เห็นรอบตัว บอสมักจะวาดภาพจากจินตนาการเช่นที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะวอลเตอร์ กิบสันกล่าวว่าเป็นงานเขียนที่แสดงให้เห็นถึง “โลกของความฝัน (และ) ความฝันร้ายในรูปที่แทบจะกระโดดโลดเต้นออกมาได้ต่อหน้าต่อตาผู้ชม” คำบรรยายแรกที่เกี่ยวกับงานของบอสในปี ค.ศ. 1560 ของฟิลิเป เด กูวารา (Felipe de Guevara) ชาวสเปนกล่าวถึงบอสว่าเป็น “ผู้สร้างสัตว์ประหลาดและไคเมร่า” เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวดัทช์คาเรล ฟาน มานเดอร์ (Karel van Mander) บรรยายงานของบอสว่าประกอบด้วย “wondrous and strange fantasies” แต่ก็สรุปว่าภาพเขียนมักจะไม่ชวนดูและดูแล้วน่าขยะแขยง[6]
ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิชาการเห็นว่าภาพของบอสไม่ได้เป็นภาพอัศจรรย์บรรเจิดอย่างมากมายอย่างที่เคยเชื่อกันแต่เป็นงานที่แสดงให้เห็นความเชื่อทางศาสนาที่เป็นแบบออร์โธด็อกซ์ของสมัยนั้น บอสวาดภาพความบาปของมนุษย์ และ ภาพสวรรค์และนรกที่ละม้ายคล้ายคลึงกับคำบรรยายทางวรรณกรรมและคำเทศนาในสมัยปลายยุคกลาง นักเขียนหลายคนให้ความสำคัญต่องานของบอสมากกว่าที่เคยเป็นมาและพยายามตีความหมายงานจากมุมมองของจริยธรรมของยุคกลาง นอกจากนั้นก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่างานของบอสสร้างขึ้นเพื่อสอนศีลธรรมเช่นงานเขียนอื่นๆ ของศิลปะเรอเนสซองซ์ทางเหนือในสมัยนั้นเช่นของกวี โรเบิร์ต เฮ็นรีสัน (Robert Henryson) และรายละเอียดแต่ละอย่างภายในภาพเป็นรายละเอียดที่บอสจงใจเขียน เดิร์ค แบ็กซ์กล่าวว่าภาพเขียนของบอสเป็นงานจักษุศิลป์ที่ถอดความหมายมาจากคัมภีร์ไบเบิลและตำนานพื้นบ้านของสมัยนั้น[7]
แต่นักเขียนบางคนกล่าวว่าบอสเป็นผู้ริเริ่มการเขียนแบบเหนือจริงของยุคกลางและมักจะเปรียบเทียบกับงานของซัลบาดอร์ ดาลี ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักเขียนบางคนพยายามตีความหมายของภาพโดยใช้ทฤษฎีจิตวิยาของซิกมันด์ ฟรอยด์ แต่ทฤษฎีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับกัน กิบสันกล่าวว่า “สิ่งที่เราเรียกกันว่า libido ก็คือสิ่งเดียวกับที่สถาบันศาสนาในยุคกลางประณามที่เรียกว่าปฐมบาป และสิ่งที่เราเรียกว่าจิตใต้สำนึกก็คือสิ่งที่สมัยกลางใช้เรียกพระเจ้าและสิ่งชั่วร้าย”[8]
บอสเไม่เคยลงวันที่บนภาพเขียนและอาจจะลงชื่อเป็นบางภาพเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาว่าเป็นภาพเขียนของบอสจริงหรือไม่ แต่ในปีๆ ที่ผ่านมานักวิชาการอ้างว่าเป็นงานของบอสน้อยลงจนปัจจุบันก็มีเพียง 25 ภาพเท่านั้นที่นักวิชาการเชื่อว่าแน่นอนเป็นงานของบอส พระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปนทรงซื้อภาพเขียนโดยบอสหลายภาพหลังจากที่จิตรกรเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งทำให้พิพิธภัณฑ์ปราโดที่มาดริดกลายมาเป็นเจ้าของภาพเขียนหลายภาพของบอสรวมทั้งภาพ “สวนสำราญ” ด้วย
อ้างอิง [แก้]
ข้อมูลเพิ่มเติม [แก้]
แหล่งข้อมูลอื่น [แก้]
- Hieronymus Bosch "Between Heaven and Hell" in the "A World History of Art"
- Hieronymus Bosch Gallery at ibiblio
- Bosch Universe
- VA Tech English Dept. Project - Details Hieronymous Bosch paintings and allows for close examination
- Hieronymus Bosch at Panopticon Virtual Art Gallery
สมุดภาพ [แก้]
-
“การชื่นชมพระบุตร”
(Adoration of the Child) -
“คนเพนจร”
(The Wayfarer) -
“บาป 7 ประการและสิ่งสุดท้ายสี่อย่าง”
(Seven deadly Sins and the Four Last Things)
ราว ค.ศ. 1450
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: เฮียโรนิมัส บอช |