ฮีเยโรนีมึส โบส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก เฮียโรนิมัส บอส)
ภาพเหมือนตนเอง โดย ฮีเยโรนีมึส โบส
Alaert du Hamel 02 nlWP.jpg

ฮีเยโรนีมึส โบส (ดัตช์: Hieronymus Bosch; ราว ค.ศ. 1450 - 9 สิงหาคม ค.ศ. 1516) เป็นจิตรกรสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา (เรอแนซ็องส์) คนสำคัญของประเทศเนเธอร์แลนด์ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และ 16 มีความเชี่ยวชาญทางการเขียนภาพสีน้ำมันและบานพับภาพ ภาพเขียนหลายภาพของโบสเป็นภาพความล้มเหลวทางจริยธรรมของมนุษย์ โบสใช้ภาพปีศาจ, มนุษย์ครึ่งสัตว์, และเครื่องกลไกในการสร้างความกลัว, ความสับสน และการแสดงความเลวของมนุษย์ งานจะซับซ้อนและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เต็มไปด้วยจินตนาการและการใช้รูปสัญลักษณ์ บางสัญลักษณ์ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ตีความหมายได้ยากแม้แต่ในสมัยของโบสเอง

ชีวิต[แก้]

"เยโรนีมึส" (Jheronimus) หรือ "ยุน ฟัน อาเกิน" (Joen van Aken) เป็นชื่อแรกเกิดของฮีเยโรนีมึส โบส สร้อยท้ายหมายถึงผู้มาจากเมืองอาเคิน ส่วนชื่อโบสมาจากชื่อเมืองเกิด คือ แซร์โตเคินโบส ('s-Hertogenbosch) ชีวิตเบื้องต้นไม่เป็นที่ทราบมากนัก ส่วนที่ทราบมาจากหลักฐานที่บันทึกไว้ในเอกสารของเทศบาลเมืองและจากสมาคมภราดรพระแม่มารี (Brotherhood of Our Lady) วันเกิดของโบสสันนิษฐานว่าประมาณปี ค.ศ. 1450 เป็นการประมาณจากภาพเหมือนตนเองที่โบสวาดไม่นานก่อนที่จะเสียชีวิต ในภาพเป็นชายสูงอายุราวหกสิบกว่าปี[1]

บานพับภาพ "สวนสำราญ" (The Garden of Earthly Delights) โดยฮีเยโรนีมึส โบส

โบสเกิดและใช้ชีวิตอยู่ไม่ไกลจากแซร์โตเคินโบสซึ่งเป็นเมืองหลวงของจังหวัดบราบันต์ ยัน ฟัน อาเกิน ปู่ของโบส (เสียชีวิต ค.ศ. 1454) เป็นจิตรกรตามหลักฐานแรกเมื่อปี ค.ศ. 1430 เท่าที่ทราบยันมีลูกห้าคน สี่ในห้าเป็นช่างเขียนตามพ่อ อันโตนียึส พ่อของโบส (เสียชีวิต ค.ศ. 1478) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาศิลปะให้แก่สมาคมภราดรพระแม่มารี[2] สันนิษฐานกันว่าอาจจะเป็นพ่อหรือลุงที่เป็นผู้ฝึกให้โบสเรียนการเขียนภาพแต่ไม่มีงานของพ่อหรือลุงเหลือไว้เป็นหลักฐาน[3] หลักฐานที่กล่าวถึงโบสเป็นครั้งแรกกล่าวในเอกสารของเทศบาลเมื่อปี ค.ศ. 1474 ที่กล่างถึงโบสและพี่น้องสามคน

แซร์โตเคินโบสปัจจุบันอยู่ทางใต้ของประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองที่รุ่งเรืองในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ในปี ค.ศ. 1463 เกิดไฟไหม้ใหญ่ บ้านเรือน 4,000 หลังถูกทำลายไปกับไฟ โบสอายุประมาณ 13 ปีคงได้ประสบการณ์จากครั้งนั้น โบสเป็นจิตรกรมีชื่อเสียงที่รู้จักกันดีและมักจะได้รับงานเขียนจากต่างประเทศ ในปี ค.ศ. 1488 โบสก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมภราดรพระแม่มารี ซึ่งเป็นสมาคมศาสนาที่เคร่งครัด สมาชิกมีด้วยกันประมาณ 40 คนซึ่งมาจากผู้มีอิทธิพลในเมือง และอีก 7,000 คนจากทั่วยุโรป

ราวระหว่างปี ค.ศ. 1479 ถึงปี ค.ศ. 1481 โบสแต่งงานกับอาไลต์ โคยาตส์ ฟัน เดินเมร์เฟน (Aleyt Goyaerts van den Meerveen) ซึ่งมีอายุแก่กว่าโบสสองสามปี หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ย้ายไปเมืองโอร์สโคต (Oirschot) ซึ่งภรรยาของโบสได้รับมรดกบ้านและที่ดินจากครอบครัว[4] จากหลักฐานของสมาคมภราดรพระแม่มารี โบสเสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ. 1516 พิธีศพทำที่วัดเซนต์จอห์นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมปีเดียวกัน[5]

โบสเขียนบานพับภาพหลายบานแต่ที่งานชิ้นที่สำคัญที่สุดคือภาพเขียนชื่อ "สวนสำราญ" (The Garden of Earthly Delights) ซึ่งเป็นภาพอาดัมกับอีฟในสวนอีเด็น พร้อมทั้งสัตว์ต่าง ๆ บนบานซ้ายและภาพเปลือยและพรรณไม้และนกต่าง ๆ บนบานกลาง บนบานขวาเป็นภาพนรกที่มีภาพการลงโทษผู้มีบาปด้วยวิธีต่าง ๆ เมื่อปิดบานพับด้านนอกเป็นภาพแบบเอกรงค์เทา (grisaille) ของพระเจ้าสร้างโลก พื้นผิวภาพของโบสจะหยาบกว่าวิธีการเขียนภาพแบบเฟลมิช การเขียนภาพแบบเฟลมิชตามปกติแล้วจะใช้ความเรียบลื่นของผิวภาพในการซ่อนว่าเป็นสิ่งที่สร้างด้วยฝีมือมนุษย์

ความหมาย[แก้]

ในศตวรรษต้น ๆ หลังจากโบสเสียชีวิตไปแล้ว มักจะเชื่อกันว่างานจิตรกรรมของโบสได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะนอกศาสนาคริสต์ในยุคกลางหรือประเพณีท้องถิ่นที่ลึกลับต่าง ๆ แต่บางคนก็เชื่อว่าเป็นงานเขียนที่สร้างขึ้นเพียงที่จะยั่วอารมณ์ของผู้ดูหรือเพื่อความชวนหัวคล้ายกับลักษณะศิลปะที่เรียกว่า "ศิลปะแบบอัปลักษณ์" (Grotesque) ของศิลปะเรอแนซ็องส์แบบอิตาลี ขณะที่ศิลปะของจิตรกรผู้มีฝีมือคนอื่น ๆ ในสมัยนั้นยังวาดภาพสิ่งต่าง ๆ ที่เห็นรอบตัว โบสมักจะวาดภาพจากจินตนาการเช่นที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะวอลเตอร์ กิบสันกล่าวว่าเป็นงานเขียนที่แสดงให้เห็นถึง "โลกของความฝัน (และ) ความฝันร้ายในรูปที่แทบจะกระโดดโลดเต้นออกมาได้ต่อหน้าต่อตาผู้ชม" คำบรรยายแรกที่เกี่ยวกับงานของโบสในปี ค.ศ. 1560 ของเฟลิเป เด เกบารา (Felipe de Guevara) ชาวสเปนกล่าวถึงโบสว่าเป็น "ผู้สร้างสัตว์ประหลาดและคิเมียรา" เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 นักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวดัตช์กาเริล ฟัน มันเดอร์ (Karel van Mander) บรรยายงานของโบสว่าประกอบด้วย "wondrous and strange fantasies" แต่ก็สรุปว่าภาพเขียนมักจะไม่ชวนดูและดูแล้วน่าขยะแขยง[6]

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิชาการเห็นว่าภาพของโบสไม่ได้เป็นภาพอัศจรรย์บรรเจิดอย่างมากมายอย่างที่เคยเชื่อกันแต่เป็นงานที่แสดงให้เห็นความเชื่อทางศาสนาที่เป็นแบบออร์ทอด็อกซ์ของสมัยนั้น โบสวาดภาพความบาปของมนุษย์ และ ภาพสวรรค์และนรกที่ละม้ายคล้ายคลึงกับคำบรรยายทางวรรณกรรมและคำเทศนาในสมัยปลายยุคกลาง นักเขียนหลายคนให้ความสำคัญต่องานของโบสมากกว่าที่เคยเป็นมาและพยายามตีความหมายงานจากมุมมองของจริยธรรมของยุคกลาง นอกจากนั้นก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่างานของโบสสร้างขึ้นเพื่อสอนศีลธรรมเช่นงานเขียนอื่น ๆ ของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาตอนเหนือในสมัยนั้นเช่นของกวีรอเบิร์ต เฮนริสัน (Robert Henryson) และรายละเอียดแต่ละอย่างภายในภาพเป็นรายละเอียดที่โบสจงใจเขียน ดีร์ก บักซ์กล่าวว่าภาพเขียนของโบสเป็นงานจักษุศิลป์ที่ถอดความหมายมาจากคัมภีร์ไบเบิลและตำนานพื้นบ้านของสมัยนั้น[7]

แต่นักเขียนบางคนกล่าวว่าโบสเป็นผู้ริเริ่มการเขียนแบบเหนือจริงของยุคกลางและมักจะเปรียบเทียบกับงานของซัลบาดอร์ ดาลี ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักเขียนบางคนพยายามตีความหมายของภาพโดยใช้ทฤษฎีจิตวิทยาของซีคมุนท์ ฟร็อยท์ แต่ทฤษฎีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับกัน กิบสันกล่าวว่า "สิ่งที่เราเรียกกันว่า libido ก็คือสิ่งเดียวกับที่สถาบันศาสนาในยุคกลางประณามที่เรียกว่าปฐมบาป และสิ่งที่เราเรียกว่าจิตใต้สำนึกก็คือสิ่งที่สมัยกลางใช้เรียกพระเจ้าและสิ่งชั่วร้าย"[8]

โบสเไม่เคยลงวันที่บนภาพเขียนและอาจจะลงชื่อเป็นบางภาพเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาว่าเป็นภาพเขียนของโบสจริงหรือไม่ แต่ในปี ๆ ที่ผ่านมานักวิชาการอ้างว่าเป็นงานของโบสน้อยลงจนปัจจุบันก็มีเพียง 25 ภาพเท่านั้นที่นักวิชาการเชื่อว่าแน่นอนเป็นงานของโบส พระเจ้าเฟลิเปที่ 2 แห่งสเปน ทรงซื้อภาพเขียนของโบสหลายภาพหลังจากที่จิตรกรเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งทำให้พิพิธภัณฑ์ปราโดที่มาดริดกลายเป็นเจ้าของภาพเขียนหลายภาพของโบส รวมทั้งภาพ "สวนสำราญ" ด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. กิบสัน, หน้า 15-16
  2. กิบสัน, หน้า 15, 17
  3. กิบสัน, หน้า 19
  4. Valery, Paul. "The Phase of Doubt, A Critical Reflection".
  5. กิบสัน, หน้า 18
  6. กิบสัน, หน้า 9
  7. แบ็กซ์, 1949
  8. กิบสัน, 12

ข้อมูลเพิ่มเติม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

สมุดภาพ[แก้]