โทษประหารชีวิต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก การประหารชีวิต)
วิธีการประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะโดยใช้ดาบของประเทศญี่ปุ่นสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ในภาพ เป็นการประหารชีวิตผู้ที่สังหารกงสุลอังกฤษประจำประเทศญี่ปุ่นที่เมืองโยโกฮามา)

โทษประหารชีวิต หรือ อุกฤษฏ์โทษ (อังกฤษ: capital punishment, death penalty) เป็นกระบวนการทางกฎหมายซึ่งรัฐลงโทษอาชญากรรมของบุคคลด้วยการทำให้ตาย คำสั่งของศาลที่ให้ลงโทษบุคคลในลักษณะนี้ เรียก การลงโทษประหารชีวิต ขณะที่การบังคับใช้โทษนี้ เรียก การประหารชีวิต อาชญากรรมที่มีโทษประหารชีวิต เรียก "ความผิดอาญาขั้นอุกฤษฏ์โทษ" คำว่า capital มาจากคำภาษาละตินว่า capitalis ความหมายตามตัวอักษร คือ "ที่เกี่ยวข้องกับหัว" (หมายถึงการประหารชีวิตโดยการตัดหัว) [1]

สังคมอดีตส่วนมากนั้นมีโทษประหารชีวิตโดยเป็นการลงโทษอาชญากร และผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองหรือศาสนา ในประวัติศาสตร์ การลงโทษประหารชีวิตมักสัมพันธ์กับการทรมาน และมักประหารชีวิตในที่สาธารณะ[2]

ปัจจุบันมีประเทศที่ยังคงโทษประหารชีวิต 58 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับอาชญากรรมทุกรูปแบบโดยนิตินัย 98 ประเทศ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตเฉพาะอาชญากรรมปรกติ 7 ประเทศ (โดยคงไว้สำหรับพฤติการณ์พิเศษ เช่น อาชญากรรมสงคราม) และประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยพฤตินัย (คือ ไม่ได้ใช้โทษประหารชีวิตอย่างน้อยสิบปี และอยู่ระหว่างงดใช้โทษ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง)[3] องค์การนิรโทษกรรมสากลมองว่าประเทศส่วนใหญ่เป็นผู้ยกเลิก (abolitionist) โดยองค์การฯ พิจารณาว่า 140 ประเทศเป็นผู้ยกเลิกในทางกฎหมายหรือทางปฏิบัติ[3] การประหารชีวิตเกือบ 90% ทั่วโลกเกิดในทวีปเอเชีย[4]

แทบทุกประเทศในโลกห้ามการประหารชีวิตบุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปีขณะก่อเหตุ นับแต่ปี 2552 มีเพียงประเทศอิหร่าน ซาอุดิอาระเบียและซูดานที่ยังประหารชีวิตลักษณะนี้ กฎหมายระหว่างประเทศห้ามการประหารชีวิตประเภทนี้[5]

โทษประหารชีวิตเป็นประเด็นการถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายประเทศ และจุดยืนอาจมีได้หลากหลายในอุดมการณ์ทางการเมืองหรือภูมิภาคทางวัฒนธรรมหนึ่ง ๆ

ประวัติ[แก้]

ผู้นิยมอนาธิปไตย ออกุส เวเลนท์ (Auguste Vaillant) ถูกประหารชีวิตด้วยเครื่องกิโยติน ในประเทศฝรั่งเศสในปี 1894
การแขวนคอ, การดึงลากไถล และการตัดแยกออกเป็น 4 ส่วน (Hanged, drawn and quartered): ภาพวาดแสดงการถูกประหารชีวิตของฮิวจ์ ดิสเปนเซอร์ยังหนุ่ม (Hugh Despenser the Younger) เป็นภาพวาดพรรณาเหตุการณ์ไว้โดย ฟลออิสสาร์ท แห่ง หลุยส์ กริวลุสเตสสะ (Froissart of Louis of Gruuthuse)

การดำเนินการเกี่ยวกับอาชญากรรมและศัตรูทางการเมืองได้ถูกนำมาใช้โดยในเกือบทุกสังคมทั้งกับการลงโทษความผิดทางอาญาและความขัดแย้งทางการเมือง ในบรรดาประเทศส่วนใหญ่ที่โทษประหารในทางปฏิบัติได้ถูกสงวนไว้สำหรับคดีการฆาตกรรม (การฆ่าคน), การจารกรรม, การก่อกบฏ หรือเป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม ในบางประเทศอาชญากรรมทางเพศเช่น การข่มขืนกระทำชำเรา, คบชู้, การร่วมประเวณีกับญาติสนิทและการสังวาสที่ผิดธรรมชาติ ถูกดำเนินการประหารชีวิตเช่นเดียวกับการก่ออาชญากรรมทางศาสนาเช่น การละทิ้งศาสนาในประเทศอิสลาม (สละอย่างเป็นทางการในศาสนาประจำชาติ) ในหลายประเทศที่มีการใช้โทษประหารชีวิตนั้น, การค้ายาเสพติดยังคงเป็นความผิดทางกฎหมาย ในประเทศจีน การค้ามนุษย์และกรณีที่ร้ายแรงของการทุจริตทางการเมืองจะต้องถูกลงโทษโดยการประหารชีวิต ในกองทัพทั่วโลก ศาลทหารได้กำหนดโทษประหารสำหรับความผิดเช่น ขี้ขลาด, ละทิ้งหน้าที่, ไม่เชื่อฟัง และกบฏ [6]

การใช้การประหารชีวิตอย่างเป็นทางการได้แพร่ขยายไปสู่จุดเริ่มต้นของบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ บันทึกทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่และวิธีการปฏิบัติต่างๆ ของชนเผ่าโบราณระบุว่าโทษประหารชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบยุติธรรมของพวกเขา การลงโทษสำหรับการกระทำผิดกฎหมายของประชาชนโดยทั่วไปรวมถึงการจ่ายค่าชดเชยโดยผู้กระทำความผิด, การลงโทษทางกาย, การต่อต้าน, การเนรเทศและการประหารชีวิต โดยปกติ, ค่าชดเชยและการหลบหนีก็เพียงพอแล้วต่อรูปแบบของความยุติธรรมที่มีอยู่ [7] การตอบสนองกับอาชญากรรมที่กระทำโดยชนเผ่าที่อยู่ใกล้เคียงหรือชุมชนนั้นรวมไปถึงการขอโทษอย่างเป็นทางการ เบี้ยทำขวัญ หรือ ความอาฆาตกันทั้งตระกูล (blood feud)

ความอาฆาตกันทั้งตระกูลหรือความพยาบาทอันยาวนาน (blood feud, vendetta) เกิดขึ้นเมื่อการอนุญาโตตุลาการระหว่างครอบครัวหรือชนเผ่าล้มเหลวหรือระบบอนุญาโตตุลาการเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง รูปแบบของความยุติธรรมนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาก่อนที่จะมีการเกิดขึ้นของระบบอนุญาโตตุลาการที่ขึ้นอยู่กับรัฐหรือการจัดระเบียบทางศาสนา มันอาจจะเป็นผลมาจากความผิดทางอาญา, ข้อพิพาทดินแดน หรือหลักปฏิบัติคุณธรรม (code of honour) "การกระทำแห่งการตอบโต้นั้นได้เน้นย้ำขีดความสามารถของกลุ่มทางสังคมเพื่อให้เกิดการปกป้องต่อตัวเองและแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ต่อศัตรู (เช่นเดียวกับชาติพันธมิตรที่มีศักยภาพ) ซึ่งการล่วงละเมิดที่จะมีต่อทรัพย์สิน, ต่อสิทธิ, หรือต่อบุคคล ในอันที่จะกระทำไปโดยที่ไม่มีใครขัดขวางนั้น จะมิอาจเกิดมีขึ้นได้โดยง่าย" [8]

การเคลื่อนไหวต่อ "ความมีมนุษยธรรม" ในการประหารชีวิต[แก้]

เตียงเคลื่อนที่ในคุกของรัฐซานเควนติน (San Quentin State Prison) ในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีนักโทษที่ถูกกักขังไว้อยู่ในระหว่างการดำเนินการประหารชีวิตโดยการฉีดยาตาย (lethal injection)

มีแนวโน้มส่วนใหญ่ของโลกที่ได้มีปฏิบัติกันมานานแล้วสำหรับในการที่จะทำให้การประหารชีวิตนั้น ได้ใช้วิธีการในการที่จะทำให้ได้รับความเจ็บปวดน้อยลงหรือมีความเป็นมนุษยธรรมมากขึ้นต่อการประหารชีวิต

การประหารชีวิตแบบสาธารณะ (Public execution) ที่มีต่อผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้จักกันในชื่อว่า ซาร์มีนา (Zarmeena) โดยพวกตอลิบาน (Taliban) ที่ สนามกีฬากาซี่ (Ghazi Sports Stadium) ในกรุงคาบูล (Kabul) ประเทศอัฟกานิสถาน (16 พฤศจิกายน 1999) [9]

การใช้ร่วมสมัย[แก้]

การกระจายทั่วโลก[แก้]

นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีกระแสยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี 2520 มี 16 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิต ตามสารสนเทศที่องค์การนิรโทษกรรมสากลจัดพิมพ์ในปี 2555 มี 97 ประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งหมด 8 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดใด ๆ ยกเว้นภายใต้พฤติการณ์พิเศษ และ 36 ประเทศมิได้ใช้โทษประหารชีวิตเป็นเวลาอย่างน้อยสิบปีหรือกำลังงดโทษ อีก 57 ประเทศยังใช้โทษประหารชีวิต

องค์การนิรโทษกรรมสากลรายงานว่า มี 21 ประเทศที่ประหารชีวิตในปี 2555 นอกเหนือจากนี้ มีประเทศที่ไม่จัดพิมพ์สารสนเทศเรื่องการใช้โทษประหารชีวิต ที่โดดเด่นที่สุด คือ ประเทศจีน มีอย่างน้อย 18,750 คนทั่วโลกที่ได้รับการลงโทษประหารชีวิตเมื่อย่างเข้าปี 2555

เยาวชนที่กระทำผิด[แก้]

ไฟล์:Hanging of Mahmoud Asgari and Ayaz Marhoni.jpg
มาห์มุด อัสการิ (Mahmoud Asgari) และ อายัซ มาร์โฮนี (Ayaz Marhoni) ระหว่างกำลังถูกจัดเตรียมการสำหรับการดำเนินการประหารชีวิตโดยการแขวนคอ

โทษประหารชีวิตสำหรับผู้ที่กระทำผิดที่เป็นเด็กและเยาวชน (อาชญากรอายุต่ำกว่า 18 ปี ในความผิดทางอาญา) ได้กลายเป็นที่พบเห็นได้ยากมากขึ้นเรื่อย ๆ

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. Kronenwetter 2001, p. 202
  2. "Readings - History Of The Death Penalty | The Execution | FRONTLINE". PBS. สืบค้นเมื่อ 2014-02-11. 
  3. 3.0 3.1 "Abolitionist and retentionist countries". Amnesty International. สืบค้นเมื่อ 2010-08-23. 
  4. "University of Oslo Calls World Universities against Death Penalty - The Nordic Page - Panorama". Tnp.no. 2011-12-05. สืบค้นเมื่อ 2014-02-11. 
  5. "Iran, Saudi Arabia, Sudan: End Juvenile Death Penalty | Human Rights Watch". Hrw.org. 2010-10-09. สืบค้นเมื่อ 2014-02-11. 
  6. "Shot at Dawn, campaign for pardons for British and Commonwealth soldiers executed in World War I". Shot at Dawn Pardons Campaign. สืบค้นเมื่อ 2006-07-20. 
  7. So common was the practice of compensation that the word murder is derived from the French word mordre (bite) a reference to the heavy compensation one must pay for causing an unjust death. The "bite" one had to pay was used as a term for the crime itself: "Mordre wol out; that se we day by day." – Geoffrey Chaucer (1340–1400), The Canterbury Tales, The Nun's Priest's Tale, l. 4242 (1387–1400), repr. In The Works of Geoffrey Chaucer, ed. Alfred W. Pollard, et al. (1898).
  8. Translated from Waldmann, op.cit., p. 147.
  9. "Who Was the Afghan Mom Executed by Taliban?". ABC News. 2 October 2002. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]