สตาร์ เทรค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Star Trek)
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สตาร์ เทรค
Star Trek
Star Trek TOS logo.svg
โลโก้ สตาร์ เทรค ที่ปรากฏใน ดิออริจินอลซีรีส์
สร้างโดยยีน ร็อดเดนเบอร์รี
งานต้นฉบับสตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์
เจ้าของไวอาคอมซีบีเอส
สื่อสิ่งพิมพ์
หนังสือ
นวนิยายรายชื่อนวนิยาย
การ์ตูนรายชื่อการ์ตูน
นิตยสาร
ภาพยนตร์และโทรทัศน์
ภาพยนตร์ภาพยนตร์ ดิออริจินอลซีรีส์

ภาพยนตร์ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

ภาพยนตร์รีบูต (เส้นเวลา แคลวิน)

ละครโทรทัศน์ออกอากาศทางโทรทัศน์

ผ่านบริการสตรีมมิง

แอะนิเมชันซีรีส์
ภาพยนตร์โทรทัศน์สั้นชอร์ตเทรคส์ (2018–ปัจจุบัน)
เกมส์
ดั้งเดิมรายชื่อเกมส์
เบ็ดเตล็ด
สวนสนุก
นิทรรศการ
เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการ
www.startrek.com

สตาร์ เทรค (อังกฤษ: Star Trek) เป็นชื่อของแฟรนไชส์สื่อบันเทิง นิยายวิทยาศาสตร์ สัญชาติอเมริกัน สร้างโดยยีน ร็อดเดนเบอร์รี แฟรนไชส์ชุดนี้เริ่มต้นด้วยการออกอากาศละครโทรทัศน์ชื่อ สตาร์ เทรค เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1966, ปัจจุบันเรียกว่า สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์ (Star Trek: The Original Series) โดยออกอากาศสามปีทางช่อง เอ็นบีซี เนื้อเรื่องหลักคือการติดตามการเดินทางของยานอวกาศ ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ ในภารกิจห้าปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ "สำรวจโลกใหม่ที่ไม่รู้จัก เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่ ๆ และอารยธรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวไปอย่างกล้าหาญ ณ ที่ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยไปมาก่อน!" ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ (USS Enterprise) เป็นยานสำรวจอวกาศถูกสร้างโดย สหพันธ์แห่งดวงดาว (United Federation of Planets) ในช่วงศตวรรษที่ 23 ในเส้นเรื่องหลักของ สตาร์ เทรค ประกอบด้วย ดิออริจินอลซีรีส์, แอะนิเมเต็ดซีรีส์, ละครโทรทัศน์แยกอีกหกชุด, ภาพยนตร์ชุด และการดัดแปลงเพิ่มเติมในสื่อต่าง ๆ

ในการสร้างสรรค์ สตาร์ เทรค ร็อดเดนเบอร์รี ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากนวนิยายชุด โฮเรโช ฮอร์นโบลเวอร์ (Horatio Hornblower) ของ ซี. เอส. ฟอเรสเตอร์, การเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver's Travels) ของ โจนาธาน สวิฟท์ และ ละครโทรทัศน์แนวตะวันตก เช่น เรื่อง เวกอนเทรน (Wagon Train) การผจญภัยดำเนินต่อไปใน สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (Star Trek: The Animated Series) จำนวน 22 ตอนและภาพยนตร์อีกหกเรื่อง มีการผลิตละครโทรทัศน์แยกอีกหกชุด ได้แก่ สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (Star Trek: The Next Generation) เป็นการติดตามลูกเรือของยานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ลำใหม่ โดยดำเนินเรื่องหลังละครโทรทัศน์ชุด ดิออริจินอลซีรีส์ หนึ่งศตวรรษ, สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์ (Star Trek: Deep Space Nine) และ สตาร์ เทรค: วอยเอเจอร์ (Star Trek: Voyager) ดำเนินเรื่องช่วงเวลาในช่วงเดียวกับ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน และ สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์ (Star Trek: Enterprise) ดำเนินเรื่องก่อน ดิออริจินอลซีรีส์ ในช่วงแรกของการเดินทางระหว่างดวงดาวของมนุษย์ ละครโทรทัศน์ล่าสุดของ สตาร์ เทรค คือ สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี่ (Star Trek: Discovery) และ สตาร์ เทรค: พิคาร์ด (Star Trek: Picard) ซึ่งสตรีมเฉพาะบนแพลตฟอร์มดิจิทัล การผจญภัยของลูกเรือ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ดำเนินต่อไปในภาพยนตร์อีกสี่เรื่อง เมื่อปี ค.ศ. 2009 ภาพยนตร์ชุดผ่านการรีบูตโดยถูกเรียกว่า เส้นเวลาแคลวิน โดยมีภาพยนตร์สามเรื่องถูกสร้างขึ้นที่ดำเนินเรื่องในจักรวาลนี้ ยังมีละครโทรทัศน์กำลังอยู่ในการพัฒนาชื่อ สตาร์ เทรค: โลเวอร์ เดคส์ (Star Trek: Lower Decks) มีกำหนดการจะสตรีมบนซีบีเอสออลแอคเซสส์ในปี ค.ศ. 2020 และ สตาร์ เทรค: สเตรนจ์นิวเวิร์ลส์ (Star Trek: Strange New Worlds) ซึ่งเป็นเรื่องราวของลูกเรือยานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ก่อนหน้าใน ดิออริจินอลซีรีส์ คาดว่าจะออกอากาศในปี ค.ศ. 2021[1][2]

สตาร์ เทรค ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลัทธิขึ้นเป็นเวลาหลายทศวรรษ[3] แฟนของแฟรนไชส์นี้มักเรียกว่า "เทรคกี" (Trekkie) หรือ "เทรคเกอร์" (Trekkers) แฟรนไชส์ยังได้มีการขยายไปยังสื่อต่าง ๆ เช่น เกม, รูปแกะสลัก, นวนิยาย, ของเล่นและการ์ตูน สตาร์ เทรค เคยมีสวนสนุกตั้งอยู่ที่ลาสเวกัส ซึ่งเปิดเมื่อ ค.ศ. 1998 และปิดเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 มีสองพิพิธภัณฑ์นิทรรศการของสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งเดินทางไปทั่วโลก ซีรีส์นั้นเต็มไปด้วยภาษาประดิษฐ์ เช่น ภาษาคลิงงอน สตาร์ เทรค ถูกนำไปล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ผู้ชมยังได้มีการผลิตผลงาน สตาร์ เทรค ด้วยตัวเอง และ ณ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 แฟรนไชส์ สตาร์ เทรค ได้ทำเงินไปมากกว่า หนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ทำเงินมากที่สุดในโลก[4]

สตาร์ เทรค ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีอิทธิพลของวัฒนธรรมนอกเหนือจากงานนิยายวิทยาศาสตร์[5] แฟรนไชส์ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าสำหรับสถานการณ์สิทธิพลเมืองก้าวหน้า[6] ดิออริจินอลซีรีส์ เป็นหนึ่งในรายการโทรทัศน์แรกที่มีนักแสดงหลากหลายเชื้อชาติ

แนวคิดและฉากหลัง[แก้]

สัญลักษณ์สตาร์ฟลีตที่พบเห็นได้ทั่วไปในแฟรนไชส์

ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1964 ยีน ร็อดเดนเบอร์รี ได้เสนอโครงเรื่องย่อสำหรับละครโทรทัศน์แนวนิยายวิทยาศาสตร์ซึ่งต่อมากลายเป็น สตาร์ เทรค ถึงแม้ว่าเขาจะโฆษณาว่าเป็น แนวตะวันตกนอกโลก—เรียกว่า "แวกอนเทรน ไปยังดวงดาว"—เขาบอกเพื่อนเป็นการส่วนตัวว่าเขาลอกเลียนแบบมาจาก การเดินทางของกัลลิเวอร์ ของ โจนาธาน สวิฟท์ ตั้งใจให้แต่ละตอนมีการแสดงอยู่สองระดับ: เป็นเรื่องราวการผจญภัยที่น่าสงสัยและเป็นนิทานสอนเรื่องคุณธรรม[7][8][9][10]

เรื่องราวของ สตาร์ เทรค ส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงการผจญภัยของมนุษย์[b] และเอเลี่ยนซึ่งเข้าประจำการในสตาร์ฟลีต, กองกำลังด้านมนุษยธรรมและรักษาสันติภาพของสหพันธ์แห่งดวงดาว ตัวละครเอกมีความไม่เห็นแก่ตัวและจะต้องใช้อุดมคติเหล่านี้กับอุปสรรคที่ยากลำบาก

ความขัดแย้งและมิติทางการเมืองมากมายใน สตาร์ เทรค เป็นตัวแทนอุปมานิทัศน์ของความเป็นจริงในวัฒนธรรมร่วมสมัย ดิออริจินอลซีรีส์ ต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1960 เช่นเดียวกับละครโทรทัศน์ชุดหลังที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในทศวรรษนั้น ๆ ที่ออกอากาศ[11] ปัญหาที่ปรากฏในละครโทรทัศน์ ประกอบด้วย สงครามและสันติภาพ, ค่าของความจงรักภักดีส่วนบุคคล, ลัทธิอำนาจนิยม, จักรวรรดินิยม, การต่อสู้ระหว่างชนชั้น, เศรษฐศาสตร์, คตินิยมเชื้อชาติ, ศาสนา, สิทธิมนุษยชน, ลัทธิกีดกันทางเพศ, คตินิยมสิทธิสตรีและบทบาทของเทคโนโลยี[12]:57 ร็อดเดนเบอร์รี กล่าวว่า: "[ในการสร้าง] โลกใหม่ที่มีกฎระเบียบใหม่, ผมสามารถออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องเพศ, ศาสนา, เวียดนาม, การเมืองและขีปนาวุธข้ามทวีป อันที่จริงเราใส่สิ่งเหล่านั้นลงไปใน สตาร์ เทรค เรากำลังส่งสารออกไปและโชคดีที่พวกเขาทุกคนได้รับมันจากเครือข่ายโทรทัศน์"[12]:79 "ถ้าคุณพูดถึงคนสีม่วงบนดาวเคราะห์ที่ห่างไกล, พวกเขา (เครือข่ายโทรทัศน์) ไม่เคยเข้าใจเลย พวกเขากังวลเรื่องร่องอกของผู้หญิงมากกว่า พวกเขาจะส่งคนเซ็นเซอร์ลงไปที่ฉากกองถ่ายเพื่อวัดร่องอกของผู้หญิงจริง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าหน้าอกของเธอไม่แสดงมากเกินไป"[13]

ร็อดเดนเบอร์รีตั้งใจให้รายการมีวาระทางการเมืองที่ก้าวหน้าเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการต่อต้านวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวของขบวนการคนหนุ่มสาว แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจให้ข้อมูลแก่เครือข่ายเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาต้องการให้ สตาร์ เทรค แสดงสิ่งที่มนุษยชาติอาจพัฒนาไปสู่ ถ้าเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการยุติความรุนแรง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมนุษย์ต่างดาวจากดาววัลแคน ที่ในอดีตใช้แต่ความรุนแรง แต่พวกเขาเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ร็อดเดนเบอร์รียังให้ สตาร์ เทรค ส่งสารต่อต้านสงครามและให้สหพันธ์แห่งดวงดาวเป็นเหมือนองค์การสหประชาชาติในอุดมคติที่มองโลกในแง่ดี[14] ความพยายามของเขาถูกต่อต้านโดยเครือข่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับศักยภาพด้านการตลาด เช่น พวกเขาคัดค้านการยืนกรานของร็อดเดนเบอร์รีว่า เอนเทอร์ไพรซ์ ต้องมีลูกเรือหลากหลายเชื้อชาติ[15]

ตำนาน[แก้]

ตัวละครหลักสามคน เคิร์ก, สป็อคและแม็คคอย จาก ออริจินอลซีรีส์ มีต้นแบบมาจากการเล่าเรื่องในตำนานคลาสสิก[16]

มีองค์ประกอบในตำนาน [เพื่อวัฒนธรรมป๊อป] โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนิยายวิทยาศาสตร์ มันคือผู้คนที่กำลังมองหาคำตอบ – และนิยายวิทยาศาสตร์เสนอให้อธิบายสิ่งที่อธิบายไม่ได้เช่นเดียวกับศาสนามีแนวโน้มที่จะทำ... ถ้าเรายอมรับหลักฐานที่ว่ามันมีองค์ประกอบที่เป็นตำนานแล้วทุกอย่างเกี่ยวกับการออกไปสู่อวกาศและพบชีวิตใหม่ – พยายามที่จะอธิบายและนำองค์ประกอบมนุษย์มาไว้ – มันเป็นวิสัยทัศน์ที่มีความหวัง ทุกสิ่งเหล่านี้นำเสนอความหวังและการแก้ปัญหาเชิงจินตนาการสำหรับอนาคต

วิลเลียม แชตเนอร์

ประวัติการสร้าง[แก้]

เส้นเวลา[แก้]

Star Trek: PicardStar Trek: VoyagerStar Trek: Deep Space NineStar Trek NemesisStar Trek: InsurrectionStar Trek: First ContactStar Trek GenerationsStar Trek: The Next GenerationStar Trek BeyondStar Trek Into DarknessStar Trek (film)Star Trek GenerationsStar Trek VI: The Undiscovered CountryStar Trek V: The Final FrontierStar Trek IV: The Voyage HomeStar Trek III: The Search for SpockStar Trek II: The Wrath of KhanStar Trek: The Motion PictureStar Trek: The Animated SeriesStar Trek: The Original SeriesThe Cage (Star Trek: The Original Series)Star Trek: DiscoveryStar Trek: Enterprise


ยุค ดิออริจินอลซีรีส์ (1965–1969)[แก้]

ยีน ร็อดเดนเบอร์รี ผู้สร้าง, อำนวยการสร้างและเขียนบท สตาร์ เทรค
นาวาโทสป็อคและกัปตันเจมส์ ที. เคิร์ก แสดงโดย เลนนาร์ด นิมอยและวิลเลียม แชตเนอร์

เมื่อต้นปี ค.ศ. 1964 ยีน ร็อดเดนเบอร์รี ได้เสนอโครงเรื่องย่อสำหรับละครโทรทัศน์ให้กับ เดซิลูโปรดักชันส์ เรียกว่าเป็น "แวกอนเทรน ไปยังดวงดาว"[18] เดซิลูทำงานร่วมกับร็อดเดนเบอร์รีในการพัฒนาโครงเรื่องจนกลายเป็นบทละครโทรทัศน์ ซึ่งต่อมาได้ไปเสนอต่อเอ็นบีซี[19]

เอ็นบีซี ออกทุนสร้างทำตอนนำร่อง มีชื่อตอนว่า "กรง (The Cage)" นำแสดงโดย เจฟฟรีย์ ฮันเตอร์ เป็น กัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพค์ ของยานเอนเทอร์ไพรซ์ เอ็นบีซีปฏิเสธตอนนำร่องนี้ แต่ว่าผู้บริหารยังคงประทับใจในแนวคิดนี้ และทำการตัดสินใจที่แปลกโดยการสั่งให้สร้างตอนนำร่องตอนที่สอง มีชื่อตอนว่า "ที่ที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยไปเยือนมาก่อน (Where No Man Has Gone Before)"[19]

ขณะที่เรตติงรายการในช่วงแรกนั้นสูง เรตติงเฉลี่ยหลังจบปีที่หนึ่งนั้นร่วงลงไปที่ 52 จาก 94 รายการ เอ็นบีซีขู่ว่าจะยกเลิกรายการระหว่างการออกอากาศปีที่สองเพราะไม่พอใจที่เรตติงรายการต่ำ[20] ฐานแฟนคลับของรายการ นำโดย โย ทริมเบิล ทำการรณรงค์การเขียนจดหมายร้องเรียนเป็นประวัติการณ์ให้เครือข่ายนั้นรักษารายการไว้[20][21] เอ็นบีซีต่ออายุรายการแต่ว่าย้ายเวลาออกอากาศจากช่วงไพร์มไทม์ไป "ช่วงมรณะในคืนวันศุกร์" (20:00 น. ถึง 23:00 น.) เพื่อเป็นการลดต้นทุนของรายการ[22] ร็อดเดนเบอร์รี ประท้วงด้วยการลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสร้างและลดการมีส่วนร่วมโดยตรงของเขาใน สตาร์ เทรค ทำให้ เฟรด ไฟร์เบอร์เกอร์ ทำหน้าที่แทนในปีที่สามซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรายการ[c] แม้จะมีการรณรงค์เขียนจดหมายมาอีก เอ็นบีซีก็ยกเลิกรายการหลังออกอากาศได้สามปี จำนวนตอนทั้งหมด 79 ตอน[19]

การเกิดใหม่หลัง ดิออริจินอลซีรีส์ (1969–1991)[แก้]

หลังดิออริจินอลซีรีส์ถูกยกเลิก เดซิลูซึ่งตอนนั้นได้ถูกเปลี่ยนชื่อพาราเมาต์เทเลวิชันแล้ว ได้รับใบอนุญาตในการออกอากาศหลายช่อง เพื่อช่วยชดเชยค่าถ่ายทำที่เสียไป การออกอากาศซ้ำเริ่มช่วงปลายปี ค.ศ. 1969 และในช่วงปลายทศวรรษ 1970 รายการได้ออกอากาศในประเทศมากกว่า 150 ช่องและในตลาดต่างประเทศอีก 60 ช่อง ช่วยทำให้ สตาร์ เทรค เกิดการสร้างลักธิตามมามากกว่าความนิยมในช่วงออกอากาศครั้งแรก[23]

สัญญาณหนึ่งของความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรายการนั้นคือ งานประชุม สตาร์ เทรค ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21–23 มกราคม ค.ศ. 1972 ที่เมืองนิวยอร์ก แม้ว่าในตอนแรกนั้นคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น สุดท้ายมีแฟนหลายพันคนมาเข้าร่วมงานด้วย แฟน สตาร์ เทรค ยังคงเข้าร่วมงานลักษณะนี้ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง[24]

การประสบความสำเร็จใหม่อีกครั้งของรายการนำไปสู่แนวคิดในการฟื้นฟูแฟรนไชส์[25] ฟิลเมชันร่วมกับพาราเมาต์เทเลวิชัน สร้าง สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ รายการแรกหลังดิออริจินอลซีรีส์ โดยออกอากาศทางเอ็นบีซีช่วงเช้าวันเสาร์ จำนวน 22 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมงมากกว่าสองปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ถึง 1974[26]:208 แม้ว่าจะมีอายุสั้น เพราะเป็นเรื่องปกติของการสร้างแอนิเมชันในช่วงเวลานั้น รายการได้รับรางวัลเอมมีหนึ่งรางวัลคือ "รายการยอดเยี่ยม" พาราเมาต์พิกเจอส์และร็อดเดนเบอร์รี เริ่มต้นพัฒนาละครโทรทัศน์ใหม่ มีชื่อว่า สตาร์ เทรค: เฟส II (Star Trek: Phase II) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1975 เพื่อตอบสนองต่อความนิยมใหม่ของแฟรนไชส์ การทำงานกับละครโทรทัศน์ต้องสิ้นสุดลงเมื่อช่อง พาราเมาต์เทเลวิชันเซอร์วิส ถูกยกเลิกไปก่อน

หลังความสำเร็จของภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ สตาร์ วอร์ส (Star Wars)[d] และ มนุษย์ต่างโลก (Close Encounters of the Third Kind), พาราเมาต์ได้ปรับตอนนำร่องที่เคยวางแผนไว้ใน เฟส II นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ สตาร์ เทรค: บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง (Star Trek: The Motion Picture) ภาพยนตร์ฉายที่อเมริกาเหนือเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1979 โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลายจากนักวิจารณ์ ภาพยนตร์ทำเงิน 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าที่คาดหวังไว้แต่ก็เพียงพอที่พาราเมาต์จะสร้างภาคต่อ สตูดิโอบังคับให้ร็อดเดนเบอร์รีสละการควบคุมทางความคิดสร้างสรรค์ของภาคต่อในอนาคต

ความสำเร็จของภาคต่อ สตาร์ เทรค 2 ศึกสลัดอวกาศ (Star Trek II: The Wrath of Khan) ทำให้แฟรนไชส์กลับมาทำเงินอีกครั้ง เป็นภาพยนตร์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเพราะมีทุนในการสร้างต่ำ พาราเมาต์สร้างภาพยนตร์ สตาร์ เทรค หกเรื่องระหว่างปี ค.ศ. 1979 ถึง 1991 แต่ทำเงินน้อยกว่าภาพยนตร์ภาคแรก

ด้วยความนิยมของภาพยนตร์ สตาร์ เทรค ทำให้แฟรนไชส์ได้กลับมาออกอากาศทางโทรทัศน์อีกครั้ง โดยมี สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ออกอากาศในปี ค.ศ. 1987 พาราเมาต์เลือกที่จะออกอากาศหลายช่องแทนที่จะออกอากาศเพียงช่องเดียว[9]:545

ยุคละครโทรทัศน์หลังร็อดเดนเบอร์รี (1991–2005)[แก้]

หลัง สตาร์ เทรค: บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง, บทบาทของร็อดเดนเบอร์รีก็เปลี่ยนจากผู้อำนวยการสร้างเป็นที่ปรึกษาด้านความคิดสร้างสรรค์โดยมีส่วนร่วมน้อยที่สุดต่อภาพยนตร์ ในขณะที่มีส่วนร่วมอย่างมากกับการสร้าง เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ร็อดเดนเบอร์รีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1991 ทำให้ผู้อำนวยการสร้าง ริก เบอร์แมน เข้ามาควบคุมแฟรนไชส์[12]:268[9]:591–593 สตาร์ เทรค ได้กลายเป็นที่รู้จักกันภายในพาราเมาต์ว่าเป็น "เดอะแฟรนไชส์", เพราะความสำเร็จที่ที่ยิ่งใหญ่ ทำให้เป็นเสาเต็นท์[e]ของสตูดิโออยู่บ่อยครั้งเมื่อโครงการอื่นล้มเหลว[27] เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน เป็นละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ที่มีเรตติงสูงที่สุดและกลายเป็นรายการที่มีการออกอากาศมากที่สุดในช่วงปีสุดท้ายของการออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี[28] ความสำเร็จของ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ทำให้พาราเมาต์ปล่อยละครโทรทัศน์แยกออกมา ชื่อว่า ดีพสเปซไนน์ ในปี ค.ศ. 1993 ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นที่นิยมเท่ากับ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน แต่ก็มีเรตติงเพียงพอสำหรับการออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี

เมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 1995 ไม่กี่เดือนหลัง เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน จบลง พาราเมาต์ได้ปล่อยละครโทรทัศน์ลำดับที่สี่ ชื่อว่า วอยเอเจอร์ ความนิยมของ สตาร์ เทรค ถึงจุดอิ่มตัวในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ด้วย ดีพสเปซไนน์ และ วอยเอเจอร์ ออกอากาศควบคู่กันไปและการฉายภาพยนตร์สามจากสี่เรื่องที่มีนักแสดงจาก เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ในปี ค.ศ. 1994, 1996 และ 1998 โดยในปี ค.ศ. 1998 สตาร์ เทรค เป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดของพาราเมาต์ กำไรที่มหาศาลจาก "เดอะแฟรนไชส์" ทำให้มีเงินมากพอที่จะสนับสนุนการทำงานของสตูดิโอทั้งหมด[29] วอยเอเจอร์ กลายเป็นรายการเรือธงใหม่ของช่อง ยูไนเต็ดพาราเมาต์เน็ตเวิร์ก (UPN) และทำให้เป็นเครือข่ายหลักแรกของละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ตั้งแต่ฉบับดั้งเดิม[30]

หลัง วอยเอเจอร์ จบลง ยูพีเอ็นได้ผลิต เอนเทอร์ไพรซ์ ละครโทรทัศน์ที่ดำเนินเรื่องก่อน สตาร์ เทรค ฉบับดั้งเดิม เอนเทอร์ไพรซ์ ไม่ได้มีเรตติงสูงเท่ากับละครโทรทัศน์ก่อนหน้านี้และยูพีเอ็นขู่ว่าจะยกเลิกรายการหลังจบปีที่สาม เหล่าแฟน ๆ ทำแคมเปญช่วยรักษารายการไว้เหมือนกับตอนที่เคยช่วยปีที่สามของ ดิออริจินอลซีรีส์ พาราเมาต์ต่ออายุ เอนเทอร์ไพรซ์ สำหรับปีที่สี่ แต่ย้ายไปช่วงมรณะในคืนวันศุกร์[31] เหมือนกับ ดิออริจินอลซีรีส์ เรตติงของ เอนเทอร์ไพรซ์ ร่วงในช่วงเวลานั้นและยูพีเอ็นยกเลิกรายการหลังออกอากาศจบในปีที่สี่ เอนเทอร์ไพรซ์ ออกอากาศตอนสุดท้ายเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005[32] กลุ่มแฟนคลับชื่อ "Save Enterprise" พยายามที่จะรักษารายการไว้โดยพยายามระดุมทุนจำนวน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อออกทุนส่วนตัวให้กับปีที่ห้าของ เอนเทอร์ไพรซ์[33] แม้ว่าจะรวบรวมเงินได้มากพอ แต่พยายามก็ล้มเหลว เนื่องจากพาราเมาต์ไม่รับเงินดังกล่าว[34] การยกเลิกของ เอนเทอร์ไพรซ์ ทำให้การออกอากาศบนโทรทัศน์ต่อเนื่องยาวนานสิบแปดปีของ สตาร์ เทรค สิ้นสุดลง เนเมซิส ทำเงินได้ไม่ดีในปี ค.ศ. 2002 ทำให้เกิดความไม่แน่นอนต่ออนาคตของแฟรนไชส์ พาราเมาต์ได้ปลดเบอร์แมน ผู้อำนวยการสร้างของแฟรนไชส์ ออกจากการควบคุม สตาร์ เทรค

ภาพยนตร์รีบูต (เส้นเวลา แคลวิน) (2005–2016)[แก้]

เมื่อปี ค.ศ. 2005 ไวอาคอม บริษัทแม่ของพาราเมาต์ ได้แบ่งออกเป็นสองบริษัท ได้แก่ ซีบีเอสคอร์เพอเรชัน เจ้าของซีบีเอสเทเลวิชันสตูดิโอ และ ไวอาคอม เจ้าของพาราเมาต์พิกเจอส์ ซีบีเอสเป็นเจ้าของแบรนด์ภาพยนตร์ในขณะที่พาราเมาต์เป็นเจ้าของคลังภาพยนตร์และจะดำเนินการสร้างภาพยนตร์ต่อแฟรนไชส์ พาราเมาต์เป็นบริษัทแรกที่พยายามที่จะฟื้นฟูแฟรนไชส์ โดยจ้างทีมงานสร้างสรรค์ใหม่เพื่อเสริมความมั่นคงของแฟรนไชส์เมื่อปี ค.ศ. 2007 นักเขียน โรเบอร์โต โอจี และ อเล็กซ์ เคิร์ตแมน และ ผู้อำนวยการสร้าง เจ.เจ. แอบรัมส์ มีอิสระที่จะสร้างความรู้สึกใหม่ ๆ ต่อแฟรนไชส์

ทีมงานได้สร้างภาพยนตร์ลำดับที่สิบเอ็ดของแฟรนไชส์ สตาร์ เทรค: สงครามพิฆาตจักรวาล ฉายเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 ภาพยนตร์มีการนำเสนอนักแสดงใหม่ที่แสดงเป็นลูกเรือของละครโทรทัศน์เดิม สตาร์ เทรค: สงครามพิฆาตจักรวาล เป็นภาพยนตร์ที่ดำเนินเรื่องก่อนหน้าละครโทรทัศน์เดิมในเส้นเวลาที่แตกต่าง ซึ่งภายหลังตั้งชื่อว่าเส้นเวลา แคลวิน ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้และภาคต่อเป็นอิสระจากความจำเป็นที่จะต้องสอดคล้องกับเส้นเวลาเดิมของแฟรนไชส์ ภาพยนตร์ สตาร์ เทรค ลำดับที่สิบเอ็ดนั้นมีแคมเปญการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่แฟน แม้จะระบุในโฆษณาของภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า "นี่ไม่ใช่ สตาร์ เทรค ของพ่อคุณ"[35] นอกจากนี้ภาพยนตร์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับแฟรนไชส์ของซีบีเอส

ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งคำวิจารณ์และทางการเงิน โดยทำเงินมากกว่าภาพยนตร์ สตาร์ เทรค เรื่องใด ๆ ก่อนหน้านี้ (คิดเป็นดอลลาร์ที่ปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว)[36] ส่งผลให้ภาพยนตร์ได้รับ รางวัลออสการ์ เป็นครั้งแรกของแฟรนไชส์ (ในสาขาแต่งหน้ายอดเยี่ยม) นักแสดงหลักของภาพยนตร์ได้เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์อีกสองภาค[37] ภาพยนตร์ภาคต่อ สตาร์ เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย เมื่อวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 2013 และฉายในสหรัฐเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 2013[38] แม้ว่าภาพยนตร์ภาคต่อจะไม่ได้ทำเงินในอเมริกาเหนือมากเท่ากับภาคก่อนหน้านี้ แต่สามารถทำเงินในตลาดต่างประเทศได้อย่างมาก ทำให้ ทะยานสู่ห้วงมืด เป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในแฟรนไชส์[39] ภาพยนตร์ลำดับที่สิบสาม สตาร์ เทรค ข้ามขอบจักรวาล ฉายเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ค.ศ. 2016[40] ภาพยนตร์ประสบปัญหาหลายอย่างก่อนเริ่มถ่ายทำและบทภาพยนตร์ผ่านการเขียนใหม่อยู่หลายครั้ง ถึงแม้ว่าภาพยนตร์จะได้รับคำวิจารณ์ที่ดี แต่กลับทำเงินได้อย่างน่าผิดหวัง[41]

ยุคสตรีมมิงออริจินอล (2017–ปัจจุบัน)[แก้]

ซีบีเอส ปฏิเสธข้อเสนอต่าง ๆ ในช่วงกลางทศวรรษ 2000 ในการเริ่มต้นแฟรนไชส์ใหม่ โดยมีข้อเสนอจากบุคคลต่าง ๆ ได้แก่ ผู้กำกับภาพยนตร์ ไบรอัน ซิงเกอร์, เจ. ไมเคิล สเตรซินสกี ผู้สร้าง บาบีลอน 5 และ โจนาทาน เฟรกส์และวิลเลียม แชตเนอร์ นักแสดงจาก สตาร์ เทรค [42][43][44] บริษัทยังปฏิเสธที่จะสร้างแอนิเมชันในรูปแบบเว็บซีรีส์ด้วย[45]

แม้ว่าการขาดหายไปของการออกอากาศบนโทรทัศน์ของแฟรนไชส์ แต่คลังภาพยนตร์ สตาร์ เทรค กลับสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ชมทั่วไป เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของบริการสตรีมมิ่ง เช่น เน็ตฟลิกซ์และแอมาซอนไพร์มวิดีโอ เพื่อใช้ประโยชน์จากแนวโน้มนี้, ซีบีเอสดึงแฟรนไชส์กลับมาบนจอเล็กอีกครั้งด้วยซีรีส์ สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี เพื่อช่วยในการเปิดตัวและดึงดูดคนให้มาเป็นสมาชิกบริการสตรีมมิ่งของตัวเองในชื่อ ซีบีเอสออลแอคเซส[46] ปีแรกของ ดิสคัฟเวอรี นั้นเปิดให้ชมเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2017 ปีที่สองเปิดให้ชมในเดือนมกราคม ค.ศ. 2019[47] ปีที่สามประกาศเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2019[48] ในขณะที่ ดิสคัฟเวอรี เปิดให้ชมในสหรัฐเฉพาะบนซีบีเอสออลแอคเซส เน็ตฟลิกซ์เป็นเจ้าของสิทธ์ในการเผยแพร่ทั่วโลก เพราะเป็นบริษัทที่ให้เงินทุนในการสร้างรายการทั้งหมด[49]

ซีรีส์ออลแอคเซสลำดับที่สอง สตาร์ เทรค: พิคาร์ด มีแพทริก สจวตกลับมารับบทเดิมเป็น ฌอง-ลุค พิคาร์ด เปิดให้ชมครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 2020 ผ่านแอมาซอนไพร์มวิดีโอ ซึ่งเปิดให้ชมทั่วโลก ไม่เหมือนกับ ดิสคัฟเวอรี[50] ซีบีเอสยังได้ปล่อย สตาร์ เทรค: ชอร์ตเทรคส์ ซึ่งเป็นซีรีส์รวมตอนสั้น ๆ ซึ่งปล่อยระหว่าง ดิสคัฟเวอรี และ พิคาร์ด นอกจากนี้ยังมี สตาร์ เทรค: สเตรนจ์นิวเวิร์ลส์ ซีรีส์สตรีมมิงที่ติดตามเรื่องราวของลูกเรือยานเอนเทอร์ไพรซ์ โดยมีกัปตันไพค์จาก ดิสคัฟเวอรี ปีสอง เป็นกัปตัน ซึ่งได้ประกาศเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2020[1][2]

นอกจากนี้ยังมีซีรีส์ออลแอคเซสที่กำลังอยู่ในการพัฒนา ประกอบด้วย สตาร์ เทรค: โลเวอร์ เดคส์ ซีรีส์แอนิเมชันสำหรับผู้ใหญ่และซีรีส์เกี่ยวกับ ฟิลิปปา จอร์โจว์ ตัวละครจาก ดิสคัฟเวอรี เป้าหมายของซีบีเอสคือมีเนื้อหา สตาร์ เทรค ตลอดทั้งปีบนออลแอคเซส[51][52][53]

ละครโทรทัศน์[แก้]

ละครโทรทัศน์มีทั้งหมด 8 ชุดและละครโทรทัศน์สั้นอีก 1 ชุด โดยแบ่งเป็น ดิออริจินอลซีรีส์, ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์, เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน, ดีพสเปซไนน์, วอยเอเจอร์, เอนเทอร์ไพรซ์, ดิสคัฟเวอรี, ชอร์ตเทรคส์ และ พิคาร์ด รวมทั้งหมด 778 ตอน ตลอด 35 ปีของละครโทรทัศน์[f]

ดิออริจินอลซีรีส์ (1966–1969)[แก้]

โลโก้ ดิออริจินอลซีรีส์

สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์, หรือมักจะย่อว่า TOS,[g] ได้ออกอากาศครั้งแรกทางช่อง เอ็นบีซี เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1966[54] โดยรายการเล่าถึงลูกเรือของยานอวกาศ ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ กับภารกิจห้าปี "เพื่อก้าวไปอย่างกล้าหาญ ณ ที่ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยไปมาก่อน!" ระหว่างที่ออกอากาศครั้งแรกนั้น รายการได้เข้าชิงรางวัลอูโกสำหรับการนำเสนอละครยอดเยี่ยมอยู่หลายครั้งและชนะ 2 ครั้ง[26]:231 นักแสดงประกอบด้วย:

หลังจากออกอากาศได้ 3 ปี ช่องเอ็นบีซีก็ได้ยกเลิกรายการ โดยตอนสุดท้ายออกอากาศเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1969[55] มีการเขียนคำร้องช่วงใกล้จะสิ้นสุดปีที่สองเพื่อที่จะรักษารายการไว้ มีนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียลงนามเป็นจำนวนมากและการที่ได้เข้าชิงรางวัลอูโกหลายครั้งอาจจะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม รายการเป็นที่นิยมอย่างมากกับแฟน ๆ นิยายวิทยาศาสตร์และนักศึกษาวิศวกรรม แม้เนลสันเรตติงจะระบุไว้ว่ามีเรตติงต่ำ[56] ต่อมารายการมีความนิยมเพิ่มขึ้นจากการออกอากาศซ้ำและเกิดการก่อตั้งลักธิตามมา[54]

ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (1973–1974)[แก้]

โลโก้ "ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์"

สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (Star Trek: The Animated Series) หรือในชื่อย่อ "TAS" ผลิตโดย ฟิลเมชัน ออกอากาศ 2 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ถึง ค.ศ. 1974 โดยนักแสดงหลักจาก ดิออริจินอลซีรีส์ ยังคงมาให้เสียงตัวละครเดิม และยังมีนักเขียนบทจาก ดิออริจินอลซีรีส์ มาเขียนบทให้ ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ ด้วย เนื่องจากเป็นรูปแบบแอนิเมชัน ทำให้สามารถสร้างพื้นที่ต่างดาวและสิ่งมีชีวิต ได้แปลกใหม่มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากใช้ฉากเก่ามากเกินไปและยังมีข้อผิดพลาดในการเคลื่อนไหวของแอนิเมชันและคิวดนตรี ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของซีรีส์มัวหมอง[57] ยีน ร็อดเดนเบอร์รี มักพูดอยู่เสมอว่าแอนิเมชันนี้ไม่จัดเป็นเส้นเรื่องหลัก[58]:232 นักแสดงประกอบด้วย:

ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ เป็นซีรีส์ สตาร์ เทรค แรกที่ชนะรางวัล เอมมี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1975[59] ซีรีส์ได้นำกลับมาออกอากาศใหม่เป็นเวลาสั้น ๆ ทางช่อง นิคคาโลเดียน ช่วงกลางทศวรรษ 1980 และ ช่องไซ-ไฟ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 มีการวางจำหน่ายซีรีส์นี้ในรูปแบบ เลเซอร์ดิส เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1980[60] รูปแบบวิดีโอเทป 11 ชุด เมื่อปี ค.ศ. 1989, รูปแบบดีวีดี เมื่อปี ค.ศ. 2006 และรูปแบบบลู-เรย์ เมื่อปี ค.ศ. 2016

เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (1987–1994)[แก้]

โลโก้ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (Star Trek: The Next Generation), หรือมักใช้อักษรย่อว่า TNG, ดำเนินเรื่องหลัง ดิออริจินอลซีรีส์ ประมาณหนึ่งศตวรรษ (2364–2370) โดยมียานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ลำใหม่ (NCC-1701-D) และลูกเรือใหม่

ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1987 และออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี เป็นละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ที่มีเรตติงสูงที่สุดและกลายเป็นรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศหลายช่องแล้วมีเรตติงสูงที่สุดในช่วงปีท้าย ๆ ของการออกอากาศ เป็นตัวผลักดันให้กับละครโทรทัศน์อื่น มีความสัมพันธ์และเชื้อชาติใหม่ ๆ เกิดขึ้นใน เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน กลายเป็นพื้นฐานให้กับตอนใน ดีพสเปซไนน์ และ วอยเอเจอร์[28] เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน เข้าชิงและได้รับรางวัลเอมีหลายครั้ง—เช่น ละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยมในปีสุดท้าย—รางวัลอูโกสองรางวัล, และรางวัลพีบอดีสำหรับรายการโทรทัศน์ยอดเยี่ยมหนึ่งตอน[61]

ดีพสเปซไนน์ (1993–1999)[แก้]

โลโก้ ดีพสเปซไนน์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์

สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์ (Star Trek: Deep Space Nine), หรือมักใช้อักษรย่อว่า DS9, ดำเนินเรื่องช่วงปีสุดท้ายและทันทีหลัง เน็กซ์เจเนอเรชัน (2369–2375) ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1993 และออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี สิ่งที่แตกต่างจากละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค อื่นคือ ดีพสเปซไนน์ ดำเนินเรื่องในสถานีอวกาศในชื่อเดียวกันมากกว่าบนยานอวกาศ นักแสดงประกอบด้วย:

รายการเริ่มต้นหลังชาวคาร์แดสเซียยึดดาวเบจอร์ กลุ่มปลดปล่อยชาวเบจอร์ขอร้องให้สหพันธ์แห่งดวงดาวช่วยมาบริหารสถานีอวกาศใกล้กับเบจอร์หลังสหพันธ์ควบคุมสถานีได้แล้ว กลุ่มตัวละครเอกนั้นค้นพบรูหนอนที่เสถียรภาพสามารถเข้าไปแล้วไปโผล่ที่แกรมมาควอแดรนต์ได้ ทำให้เบจอร์และสถานีเป็นสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์[62] รายการบันทึกเหตุการณ์ของลูกเรือของสถานี, นำโดย ผู้บัญชาการ เบนจามิน ซิสโก (เอฟเวอรี บรูคส์), และ ผู้พัน คีรา นีรีส (นะนา วิซิเทอร์)

ดีพสเปซไนน์ แตกต่างจาก เทรค ก่อนหน้านี้คือ การเล่าเรื่องที่ต่อเนื่องและยาวนาน, ความขัดแย้งของตัวละคร, และ ประเด็นทางศาสนา—ทุกองค์ประกอบนั้น นักวิจารณ์และผู้ชมต่างชื่นชมอย่างมาก แต่เป็นสิ่งที่ถูกห้ามโดยร็อดเดนเบอร์รี เมื่อเขาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ดิออริจินอลซีรีส์ และ เน็กซ์เจเนอเรชัน[63]

วอยเอเจอร์ (1995–2001)[แก้]

โลโก้ วอยเอเจอร์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: วอยเอเจอร์

สตาร์ เทรค: วอยเอเจอร์ (Star Trek: Voyager) ออกอากาศวันแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1995 จนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 เป็นเวลาทั้งหมดเจ็ดปี มี เคต มัลกรูว แสดงเป็น กัปตัน แคทรีน เจนเวย์ โดยเป็นครั้งแรกของ สตาร์ เทรค ที่มีตัวละครนำเป็นผู้บังคับบัญชาหญิง[64] นักแสดงประกอบด้วย:

วอยเอเจอร์ ดำเนินเรื่องในช่วงเวลาเดียวกันกับ ดีพสเปซไนน์ และอีกสามปีหลังรายการจบ (2371–2378) ในตอนปฐมทัศน์นั้น ยูเอสเอส วอยเอเจอร์ และลูกเรือของยาน มาคีส์ (กลุ่มกบฏสหพันธ์) กำลังถูกไล่ล่า โดยยานทั้งสองลำถูกลำแสงพาไปยัง เดลตาควอแดนต์ ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 70,000 ปีแสง[65] ต้องเผชิญกับการเดินทางกลับสู่โลกเป็นเวลา 75 ปี ลูกเรือต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อเอาชนะความท้าทายในการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอันตราย และหาวิธีที่จะทำให้การเดินทางสั้นลง

เช่นเดียวกัน ดีพสเปซไนน์ ในช่วงปีแรกของ วอยเอเจอร์ แสดงความขัดแย้งระหว่างลูกเรือทั้งสองมากกว่าในช่วงตอนหลัง เช่นความขัดแย้งมักจะเกิดจากลูกเรือของสตาร์ฟีตที่ต้องทำ "ตามหลักการ" กับลูกเรือของมาคีส์ที่เป็นผู้ลี้ภัยหัวกบฏ ถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้มาทำงานร่วมกัน ยานอวกาศ วอยเอเจอร์ ต้องเผชิญกับวัฒนธรรมและประเด็นขัดแย้งใหม่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในละครโทรทัศน์ที่อยู่ในอัลฟาควอแดนต์ ในปีต่อ ๆ มามีตัวละครและวัฒนธรรมจากรายการก่อนหน้านี้ เช่น บอร์ก, คิว, ฟาเรนกี, โรมูลัน, คลิงงอน, คาร์แดสเซีย และนักแสดงจาก เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

เอนเทอร์ไพรซ์ (2001–2005)[แก้]

โลโก้ เอนเทอร์ไพรซ์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์

สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์ (Star Trek: Enterprise) หรือชื่อเดิม เอนเทอร์ไพรซ์ (Enterprise) เป็นละครโทรทัศน์ที่ดำเนินเรื่องก่อน สตาร์ เทรค ฉบับดั้งเดิม ออกอากาศระหว่างวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2001 ถึง 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 ทางช่องยูพีเอ็น[66] เอนเทอร์ไพรซ์ ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงทศวรรษ 2150, 90 ปีหลัง ซีฟราม คอเครน เดินทางด้วยความเร็วระดับวาร์ปครั้งแรกและประมาณ 10 ปีก่อนก่อตั้งสหพันธรัฐแห่งดวงดาว โดยละครโทรทัศน์แสดงการเดินทางของลูกเรือยานอวกาศวาร์ป 5 ลำแรกของโลกชื่อ เอนเทอร์ไพรซ์ (เอ็นเอ็กซ์-01) (Enterprise (NX-01)) นักแสดงประกอบด้วย:

เอนเทอร์ไพรซ์ ในช่วงแรกนั้นเป็นละครโทรทัศน์ประเภทจบในตอนเหมือนกับใน ออริจินอลซีรีส์, เน็กซ์เจเนอเรชัน และ วอยเอเจอร์ ต่อมาในปีที่สาม เป็นปืที่มีเส้นเรื่องเดียว ปีที่สี่ซึ่งเป็นปีสุดท้ายนั้นประกอบด้วยสามและสี่ตอนที่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องกัน ซึ่งสำรวจต้นกำเนิดขององค์ประกอบบางอย่างที่อยู่ในละครโทรทัศน์ก่อนหน้านี้ และแก้ไขข้อผิดพลาดของความต่อเนื่องบางอย่างใน ดิออริจินอลซีรีส์

เอนเทอร์ไพรซ์ นั้นเริ่มต้นด้วยเรตติงที่ดีแต่ว่าตกลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่านักวิจารณ์จะชมปีที่สี่ว่าดี ทั้งแฟนและนักแสดงต่างไม่พอใจ ตอนสุดท้ายของละครโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งเพราะว่าในตอนนั้นมุ่งเน้นไปที่นักแสดงรับเชิญจาก เน็กซ์เจเนอเรชัน มากเกินไป[67][68][69] การยกเลิก เอนเทอร์ไพรซ์ เป็นการสิ้นสุดการออกอากาศของละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ใหม่ ที่ออกอากาศมายาวนาน 18 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ เน็กซ์เจเนอเรชัน เมื่อปี ค.ศ. 1987

ดิสคัฟเวอรี (2017–ปัจจุบัน)[แก้]

โลโก้ ดิสคัฟเวอรี

สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี (Star Trek: Discovery) คือซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องก่อน ดิออริจินอลซีรีส์ ประมาณ 10 ปี[70] ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2017 ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาทางช่องซีบีเอส[47] ผู้ชมที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาสามารถรับชมผ่านบริการสตรีมมิงซีบีเอสออลแอคเซสส์เท่านั้น ส่วนผู้ชมทั่วโลกยกเว้นแคนาดาสามารถรับชมได้บนเน็ตฟลิกซ์[71]

ตัวละครหลักของซีรีส์คือ นาวาตรี ไมเคิล เบอร์นัม แสดงโดย สนีควา มาร์ติน-กรีน เป็นการสร้างความแตกต่างจาก สตาร์ เทรค เดิมที่ตัวละครนำไม่ใช่ "กัปตันของยาน" ซีรีส์เริ่มต้นด้วย ความขัดแย้งระหว่าง คลิงงอน ทคุฟม่า, ที่ต้องการจะรวมบ้านต่าง ๆ ของคลิงงอนจำนวนยี่สิบสี่ตระกูล—เรียกว่าเดอะเกรสต์เฮาส์ กับ สหพันธ์แห่งดวงดาว[72][73]

ชอร์ตเทรคส์ (2018–ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: ชอร์ตเทรคส์

สตาร์ เทรค: ชอร์ตเทรคส์ (Star Trek: Short Treks) เป็นซีรีส์รวมภาพยนตร์สั้น โดยมีเนื้อเรื่องเป็นการสำรวจฉากและตัวละครจาก ดิสคัฟเวอรี และลูกเรือยานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ของกัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพค์[74]

พิคาร์ด (2020–ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: พิคาร์ด
โลโก้ พิคาร์ด

สตาร์ เทรค: พิคาร์ด (Star Trek Picard) เป็นซีรีส์ที่เก้าในแฟรนไชส์ สตาร์ เทรค มีศูนย์กลางตัวละครคือ ฌอง-ลุค พิคาร์ด ดำเนินเรื่องช่วงปลายศตวรรษที่ 24, 18 ปีหลังเหตุการณ์ใน สตาร์ เทรค: เนเมซิส (2002)

กำลังพัฒนา[แก้]

โลโก้ โลเวอร์ เดคส์

ซีบีเอสออลแอกเซสประกาศซีรีส์สองเรื่องซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เป็นคนแสดงหนึ่งเรื่องและเป็นแอนิเมชันหนึ่งเรื่อง มิเชล โหย่ว จะกลับมารับบทเดิมเป็น ฟิลิปปา จอร์โจว์ ที่มาจากจักรวาลกระจกใน ดิสคัฟเวอรี ซึ่งสังกัด แซคชัน 31 ตอนนี้ยังไม่มีชื่อเรื่อง[75][76]

โลเวอร์ เดคส์ ซีรีส์แอนิเมชันแนวตลกผู้ใหญ่สร้างโดย ไมค์ แม็คมาฮาน ผู้เขียนบท ริค แอนด์ มอร์ตี้ โดยเป็นเรื่องราวของลูกเรือสนับสนุนใน "ยานลำหนึ่งของสตาร์ฟลีตที่ไม่สำคัญมากนัก"[77] และนิคคาโลเดียนร่วมทุนกับซีบีเอสกำลังสร้างซีรีส์แอนิเมชันสำหรับเด็ก[78]

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2020 มีการประกาศซีรีส์ใหม่ชื่อว่า สตาร์ เทรค: สเตรนจ์นิวเวิร์ลส์ โดยมีนักแสดงนำ ได้แก่ อีธาน เพค, แอนสัน เมาต์ และ รีเบกกา โรเมน โดยจะกลับมารับบทเดิมจากใน สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี ปี 2 เป็น สป็อค, คริสโตเฟอร์ ไพค์ และ นัมเบอร์ วัน ตามลำดับ[79][2]

ภาพยนตร์[แก้]

โลโก้ปัจจุบัน
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค (ภาพยนตร์ชุด)

พาราเมาต์พิกเจอส์ ได้ผลิตภาพยนตร์ชุด "สตาร์ เทรค" ออกมาแล้วสิบสามภาค โดยภาคล่าสุดออกฉายเมื่อกรกฎาคม 2016[80] ในหกภาคแรกนั้นเป็นการผจญภัยของนักแสดงจาก "ดิออริจินอลซีรีส์" ภาคที่เจ็ด สตาร์ เทรค ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก เป็นภาพยนตร์ส่งต่อจากนักแสดงดั้งเดิมไปยังนักแสดงจาก "เน็กซ์เจเนอเรชัน" แล้วสามภาคต่อมาก็เน้นเฉพาะนักแสดงจาก "เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน" อย่างเดียว ในภาคที่สิบเอ็ดและภาคต่อมาเป็นเส้นเวลาต่างกันจากเส้นเวลาดั้งเดิม โดยใช้นักแสดงใหม่แสดงเป็นตัวละครจาก "ดิออริจินอลซีรีส์" เลอนาร์ด นิมอย แสดงเป็นสป็อควัยแก่ในภาพยนตร์ ให้เชื่อมโยงการเล่าเรื่องกับสิ่งที่กลายเป็นที่รู้จักในเส้นเวลาไพร์ม ส่วนโดยเส้นเวลาที่แตกต่างมีชื่อว่า "เส้นเวลาแคลวิน" โดย ไมเคิลและเดนิส โอคูดะ เพื่อให้เกียรติแก่ยานอวกาศ ยูเอสเอส แคลวิน ซึ่งเห็นครั้งแรกในภาพยนตร์ ค.ศ. 2009[81]

ชื่อ วันออกฉาย ผู้กำกับ
ดิออริจินอลซีรีส์
สตาร์ เทรค: บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง (Star Trek: The Motion Picture) 7 ธันวาคม 1979 โรเบิร์ต ไวส์
สตาร์ เทรค 2 ศึกสลัดอวกาศ (Star Trek II: The Wrath of Khan) 4 มิถุนายน 1982 นิโคลัส เมเยอร์
สตาร์ เทรค 3 ค้นหาสป็อคมนุษย์มหัศจรรย์ (Star Trek III: The Search for Spock) 1 มิถุนายน 1984 เลอนาร์ด นิมอย
สตาร์ เทรค 4 ข้ามเวลามาช่วยโลก (Star Trek IV: The Voyage Home) 26 พฤศจิกายน 1986
สตาร์ เทรค 5 สงครามสุดจักรวาล (Star Trek V: The Final Frontier) 9 มิถุนายน 1989 วิลเลียม แชตเนอร์
สตาร์ เทรค 6 ศึกรบสยบอวกาศ อวสานสตาร์เทรค (Star Trek VI: The Undiscovered Country) 6 ธันวาคม 1991 นิโคลัส เมเยอร์
เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน
สตาร์ เทรค ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก (Star Trek Generations) 18 พฤศจิกายน 1994 เดวิด คาร์สัน
สตาร์ เทรค: ฝ่าสงครามยึดโลก (Star Trek: First Contact) 22 พฤศจิกายน 1996 โจนาธาน เฟรกส์
สตาร์ เทรค: ผ่าพันธุ์อมตะยึดจักรวาล (Star Trek: Insurrection) 11 ธันวาคม 1998
สตาร์ เทรค: เนเมซิส (Star Trek: Nemesis) 13 ธันวาคม 2002 สจวร์ต แบร์ด
รีบูต (เส้นเวลาแคลวิน)
สตาร์ เทรค สงครามพิฆาตจักรวาล (Star Trek) 8 พฤษภาคม 2009 เจ. เจ. อับรามส์
สตาร์ เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด (Star Trek Into Darkness) 16 พฤษภาคม 2013
สตาร์ เทรค ข้ามขอบจักรวาล (Star Trek Beyond) 22 กรกฎาคม 2016 จัสติน ลิน
ภาพยนตร์ สตาร์ เทรค ยังไม่มีชื่อ[h] กำลังพัฒนา โนอาห์ ฮอว์ลีย์[82]

หมายเหตุ[แก้]

  1. เผยแพร่ในชื่อ สตาร์ เทรค รายเดือน ตั้งแต่ 1995 จนถึง 2003
  2. ใน สตาร์ เทรค มักเรียกชื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ว่าเป็นชาว "เทอร์รันส์ (Terrans)" แต่ก็เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
  3. ร็อดเดนเบอร์รี ได้ร่วมเขียนบทละครโทรทัศน์สองตอนในปีที่สาม
  4. สตาร์ วอร์ส กลายเป็นชื่อของแฟรนไชส์, ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องแรก, ฉายเมื่อปี ค.ศ. 1977, ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างทางการเป็น เอพพิโซด 4: ความหวังใหม่ โดย ลูคัสฟิล์ม เมื่อปี ค.ศ. 1981
  5. เสาเต็นท์หมายถึงรายการหรือภาพยนตร์ที่สนับสนุนประสิทธิภาพทางการเงินของสตูดิโอภาพยนตร์หรือเครือข่ายโทรทัศน์ เปรียบเหมือนกับเสาตรงกลางของเต็นท์ซึ่งเป็นเสาที่แข็งแรงทำให้โครงสร้างของเต็นท์นั้นมั่นคง
  6. นับรวมทุกตอนที่ออกอากาศแล้วถึง สตาร์ เทรค: พิคาร์ด ปีที่หนึ่ง นับรวมตอนใน ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ และตอนนำร่องที่ไม่ได้ออกอากาศอย่าง "กรง (The Cage)" ด้วย ตอนที่เนื้อเรื่องต่อกันหลายตอนที่ไม่ได้ออกอากาศเป็นตอนเดียวจะถูกนับแยก ตอนที่มีความยาวเหมือนภาพยนตร์ตอนเดียว จะนับเป็นสองตอน เพราะถูกแยกเอาไว้สำหรับการออกอากาศในต่างประเทศและการออกอากาศหลายช่อง
  7. เริ่มต้นออกอากาศนั้นใช้ชื่อว่า สตาร์ เทรค (Star Trek) ต่อมาถูกขนานนามว่า ดิออริจินอลซีรีส์ (The Original Series) โดยแฟนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างละครโทรทัศน์ชุดอื่นและภาพยนตร์ พาราเมาต์และซีบีเอสได้ใช้ชื่อ สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์ ในสื่อส่งเสริมการขายนั้นแต่นั้นเป็นต้นมา
  8. หรือ สตาร์ เทรค 4

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 "WATCH: A Special Message for Star Trek Fans". StarTrek.com. Associated Press. 2020-05-15. Archived from the original on 2020-05-15. สืบค้นเมื่อ 2020-05-15.
  2. 2.0 2.1 2.2 Patten, Dominic (2020-05-15). "Spock Is Back As 'Star Trek: Strange New Worlds' Gets CBS All Access Series Order; Rebecca Romijn & Anson Mount Co-Star". Deadline Hollywood. Archived from the original on 2020-05-15. สืบค้นเมื่อ 2020-05-15.
  3. Italie, Hillel (2007-07-02). "Like 'Star Wars' and 'Star Trek,' Potter is a modern phenomenon". The Seattle Times. Associated Press. Archived from the original on 2011-06-28. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  4. Lee, Mary (2016-07-26). "Business of 'Star Trek': Franchise celebrates 50th anniversary". CGTN. สืบค้นเมื่อ 2017-02-24. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  5. Saadia, Manu (2017-01-13). "Why Peter Thiel Fears "Star Trek"". The New Yorker (in อังกฤษ). ISSN 0028-792X. สืบค้นเมื่อ 2017-05-28.
  6. Reagin, Nancy R (2013-03-05). Star Trek and History. Wiley Pop Culture and History. Hoboken, New Jersey: John Wiley & Sons. ISBN 9781118167632.
  7. Gibberman, Susan. "RODDENBERRY, GENE". Museum of Broadcast Communications. Archived from the original on 2011-10-11. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  8. Keonig, Rachel (1986-08-29). "Roddenberry, Eugene Wesley 1921– (Gene Roddenberry)". In Commire, Anna. Something about the Author. 45. Detroit: Gale Research. pp. 168–179. ISBN 9780810322554. ISSN 0276-816X.
  9. 9.0 9.1 9.2 Alexander, David (June 1994). Star Trek Creator: The Authorized Biography of Gene Roddenberry. New York: Roc. ISBN 9780451454188.
  10. Simon, Richard Keller (1999-11-23). "Star Trek, Gulliver's Travels, and the Problem of History". Trash Culture: Popular Culture and the Great Tradition. Berkeley: University of California Press. pp. 139–154. ISBN 9780520222236.
  11. Snyder, J. William, Jr (1995). "Star Trek: A Phenomenon and Social Statement on the 1960s". www.ibiblio.org. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  12. 12.0 12.1 12.2 Johnson-Smith, Jan (2005-01-10). American Science Fiction TV: Star Trek, Stargate and Beyond. Middletown, Connecticut: Wesleyan University Press. ISBN 9780819567383.
  13. Grothe, DJ (2009-05-29). "Susan Sackett - The Secular Humanism of Star Trek". www.pointofinquiry.org. สืบค้นเมื่อ 2016-09-27.
  14. Goulart, Woody. "Gene Roddenberry". woodygoulart.com. Archived from the original on 2011-10-31. สืบค้นเมื่อ 2019-03-25.
  15. Whitfield, Stephen E; Roddenberry, Gene (May 1973). The Making of Star Trek. New York: Ballantine Books. ISBN 9780345234018.
  16. Day, Dwayne. "Social History: Star Trek as a Cultural Phenomenon". Centennial of Flight Commission. Archived from the original on 2012-10-09. สืบค้นเมื่อ 2013-05-31.
  17. McDonald, Glen (2015-03-12). "William Shatner talks 'Star Trek,' sci-fi and fans". The News & Observer. สืบค้นเมื่อ 2015-08-31.
  18. Roddenberry, Gene (1964-03-11). "Star Trek is…" (PDF). www.ex-astris-scientia.org. Archived from the original (PDF) on 2006-09-24. สืบค้นเมื่อ 2009-06-26.
  19. 19.0 19.1 19.2 Davies, Máire Messenger; Pearson, Roberta (August 2007). "The Little Program That Could: The Relationship between NBC and Star Trek". In Hilmes, Michele. NBC: America's network. Berkeley: University of California Press. pp. 209–223. ISBN 9780520250796.
  20. 20.0 20.1 Solow, Herbert F; Justman, Robert H (June 1996). Inside Star Trek: The Real Story. New York: Pocket Books. pp. 377–394. ISBN 9780671896287.
  21. "Bjo Trimble: The Woman Who Saved Star Trek - Part 1". StarTrek.com. 2011-08-31. สืบค้นเมื่อ 2012-01-12.
  22. Shatner, William; Kreski, Chris (October 1993). Star Trek Memories. New York: HarperCollins. pp. 290–291. ISBN 9780060177348.
  23. Shult, Doug (1972-07-05). "Cult Fans, Reruns Give Star Trek an out of This World Popularity". Green Sheets. The Milwaukee Journal. 90 (230). Los Angeles Times New Service. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  24. "Celebrating 40 Years since Trek's 1st Convention". StarTrek.com. 2012-01-20. สืบค้นเมื่อ 2013-08-01.
  25. Sackett, Susan (2002-05-15). Inside Trek: My Secret Life with Star Trek Creator Gene Roddenberry. Tulsa, Oklahoma: HAWK Publishing Group. ISBN 9781930709423.
  26. 26.0 26.1 Turnbull, Gerry, ed. (October 1979). A Star Trek Catalog. New York: Grosset & Dunlap. ISBN 9780441784776.
  27. Teitelbaum, Sheldon (1991-05-05). "How Gene Roddenberry and his Brain Trust Have Boldly Taken 'Star Trek' Where No TV Series Has Gone Before : Trekking to the Top". Los Angeles Times (in อังกฤษ). ISSN 0458-3035. สืบค้นเมื่อ 2011-05-11.
  28. 28.0 28.1 "Star Trek - A Short History". www.ee.surrey.ac.uk. Transcribed press release originally distributed by Paramount Pictures. 1994-05-09. Archived from the original on 2010-12-05. สืบค้นเมื่อ 2006-08-21.
  29. Poe, Stephen Edward (April 1998). A Vision of the Future. New York: Pocket Books. pp. 49–54. ISBN 9780671534813.
  30. Levesque, John (2001-01-06). "UPN in search of post-'Voyager' flagship". Seattle Post-Intelligencer. Archived from the original on 2010-12-05. สืบค้นเมื่อ 2009-06-30.
  31. "Fan Groups, Sites Rally on Behalf of Enterprise (UPDATE)". StarTrek.com. 2010-01-17. Archived from the original on 2011-10-19. สืบค้นเมื่อ 2019-03-27.
  32. "Star Trek: Enterprise Cancelled!". StarTrek.com. 2005-02-03. Archived from the original on 2010-01-11. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  33. "Uniting Star Trek Fans". www.trekunited.com. Archived from the original on 2009-02-02. สืบค้นเมื่อ 2007-12-18.
  34. "TrekUnited Ends Campaign To Save 'Enterprise'". Trektoday.com. 2005-04-18. สืบค้นเมื่อ 2020-04-11.
  35. Adler, Margo (2009-05-06). "Some Older 'Star Trek' Fans May Skip This Voyage". NPR. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  36. Hinman, Michael (2009-06-23). "'Star Trek' Becomes Highest Grossing Franchise Film". Airlock Alpha. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  37. Pascale, Anthony (2008-04-06). "Paramount Already Thinking About Sequel To Abrams Star Trek". TrekMovie.com. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  38. Pascale, Anthony (2011-11-23). "Star Trek Sequel To Be Released May 17, 2013 – In 3D". TrekMovie.com. สืบค้นเมื่อ 2011-11-25.
  39. "Box Office History for Star Trek Movies". the-numbers.com. The Numbers. Archived from the original on 2014-12-30. สืบค้นเมื่อ 2014-12-24.
  40. McNary, Dave (2014-12-13). "'Star Trek 3' Sets July 8, 2016, Release Date". Variety. สืบค้นเมื่อ 2014-12-24.
  41. Holmes, Brad (2018-03-26). "Why Star Trek Beyond Wasn't A Box Office Hit, According To Simon Pegg". www.cinemablend.com. สืบค้นเมื่อ 2019-01-28.
  42. Fitzpatrick, Kevin (2011-04-12). "Bryan Singer's TV Star Trek Details Emerge". UGO. Archived from the original on 2011-04-16. สืบค้นเมื่อ 2012-01-18. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  43. Straczynski, J. Michael; Zabel, Bryce. "Star Trek, Reboot, 2004" (PDF). bztv.typepad.com. Archived from the original (PDF) on 2010-05-06. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  44. Fitzpatrick, Kevin (2011-04-07). "Jonathan Frakes Talks Bar Karma, Star Trek, and Yes, Gargoyles". UGO. Archived from the original on 2011-04-11. สืบค้นเมื่อ 2015-08-23. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  45. Pascale, Anthony (2010-05-03). "Update on Star Trek: Final Frontier – The New Star Trek Animated Series That Never Was". TrekMovie.com. สืบค้นเมื่อ 2012-01-18. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  46. Goldberg, Lesley (2015-11-02). "'Star Trek' TV Series in the Works". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ 2015-11-04. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  47. 47.0 47.1 Andreeva, Nellie (2017-06-19). "'Star Trek: Discovery' Gets September Premiere Date On CBS". Deadline Hollywood. สืบค้นเมื่อ 2017-06-20. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  48. "Discovery Renewed for Season Three". startrek.com (in อังกฤษ). 2019-02-27. สืบค้นเมื่อ 2019-04-30. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  49. Bacon, Thomas (2018-11-06). "Star Trek: Discovery's Budget Reportedly Paid For By Netflix". ScreenRant. สืบค้นเมื่อ 2020-01-09. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  50. Littleton, Cynthia (2019-05-13). "Amazon Nabs International Rights to CBS' Jean-Luc Picard 'Star Trek' Series". Variety (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-01-09. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  51. Jackson, Matthew (2018-08-07). "New Star Trek Could Eventually be on All Access Year-Round, According to CBS execs". SYFY WIRE (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-04-30. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  52. "CBS Wants New Star Trek Shows All Year Round On All Access". TrekMovie.com. 2018-08-06. สืบค้นเมื่อ 2019-04-30. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  53. Lovett, Jamie (2018-08-06). "CBS All Access Plans to Have Something 'Star Trek' on at All Times". ComicBook.com (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-04-30. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  54. 54.0 54.1 Lee, Luaine (2006-08-18). "KRT Wire | 08/18/2006 | 'Star Trek' turns 40". San Jose Mercury News. McClatchy News. Tribune News Service. Archived from the original on 2006-09-01. สืบค้นเมื่อ 2008-12-15.
  55. Rioux, Terry Lee (2005-02-28). From Sawdust to Stardust: The Biography of Deforest Kelley, Star Trek's Dr. Mccoy. New York: Gallery Books. pp. 194–196. ISBN 9780743457620.
  56. Trimble, Bjo (October 1986). Stine, Hank, ed. On the Good Ship Enterprise: My 15 Years with Star Trek (Reprint ed.). Norfolk, Virginia: The Donning Company. p. 33. ISBN 9780898652536.
  57. Dursin, Andre (2006-11-14). "The Aisle Seat by Andy Dursin". www.andyfilm.com. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  58. Ayers, Jeff (2006-11-14). Voyages of the Imagination: The Star Trek Fiction Companion. New York: Pocket Books. ISBN 9781416503491.
  59. "Star Trek". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  60. "Star Trek Animated - The Series that ran from 1973 - 1974". www.sciencefictionbuzz.com. Archived from the original on 2011-07-16. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  61. "Cult - Star Trek - Next Generation - Trivia". BBC. Archived from the original on 2006-12-31. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  62. "Emissary, Part I". www.startrek.com. สืบค้นเมื่อ 2006-08-21.
  63. Lense. "Review of "Inter Arma Enim Silent Leges" - Star Trek Fans". scifi.about.com. Archived from the original on 2003-04-07. สืบค้นเมื่อ 2006-10-29.
  64. Sturgis, Amy H. "Star Trek Voyager : Final Episode : Review". www.revolutionsf.com. Archived from the original on 2004-01-16. สืบค้นเมื่อ 2006-08-24.
  65. "Star Trek: Voyager [TV Series] Synopsis - Plot Summary". Fandango. Archived from the original on 2012-01-30. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  66. "Star Trek: Enterprise Summary". www.starpulse.com. Archived from the original on 2007-09-29. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  67. Lee, Patrick (2005-05-14). "Star Trek: Enterprise Series Finale". www.scifi.com. Archived from the original on 2007-01-01. สืบค้นเมื่อ 2009-01-16.
  68. Leao, Gustavo (2005-12-17). "Anthony Montgomery Says "These Are The Voyages..." Not an Effective Finale". trekweb.com. Archived from the original on 2006-03-07. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  69. Slotek, Jim (2005-05-13). "Star Trek: E lamely goes away". Toronto Sun. p. E4.
  70. Ausiello, Michael; Roots, Kimberly (2016-08-10). "'Star Trek: Discovery' Spoilers: Amanda Grayson Role in CBS Reboot". TVLine. สืบค้นเมื่อ 2017-04-30.
  71. Frankel, Daniel (2016-12-07). "Moonves: Netflix international sales pay for entire 'Star Trek' production cost". www.fiercevideo.com. สืบค้นเมื่อ 2017-01-16.
  72. Hibberd, James (2017-07-17). "Star Trek: Discovery producer explains why the Klingons changed". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ 2017-07-18.
  73. Anderton, Ethan (2017-07-21). "Star Trek Discovery Comic-Con Exhibit Reveals Starfleet, Klingon and Vulcan Props, Costumes & Ships". /Film. สืบค้นเมื่อ 2017-07-22.
  74. Goldberg, Lesley (2019-01-08). "'Star Trek': Second Animated Series, More 'Short Treks' Coming to CBS All Access (Exclusive)". The Hollywood Reporter (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-01-13. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  75. Goldberg, Lesley (2018-08-04). "Patrick Stewart to Reprise 'Star Trek' Role in New CBS All Access Series". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ 2018-08-04.
  76. Patten, Dominic (2019-01-14). "Michelle Yeoh 'Star Trek' Spinoff In Development At CBS All Access". Deadline Hollywood. สืบค้นเมื่อ 2019-03-17.
  77. Andreeva, Nellie (2018-10-25). "'Star Trek: Lower Decks' Animated Series Ordered By CBS All Access". Deadline Hollywood. สืบค้นเมื่อ 2018-10-25.
  78. Otterson, Joe (2019-02-13). "'Star Trek' Animated Kids Show in the Works at Nickelodeon – Variety". Variety. สืบค้นเมื่อ 2019-02-17.
  79. Otterson, Joe; Otterson, Joe (2020-05-15). "'Star Trek' Series Starring Ethan Peck as Spock, Anson Mount a Capt. Pike Set at CBS All Access". Variety (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2020-05-15.
  80. "Star Trek Beyond (2016) - Release Info". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2016-07-27.
  81. Agar, Chris (2016-06-28). "J.J. Abrams Star Trek Universe Is The Kelvin Timeline". ScreenRant (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-12-18. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  82. Fleming, Mike (2019-11-19). "'Star Trek' Movie: 'Fargo's Noah Hawley In Talks To Write & Direct For Paramount". Deadline (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-11-19. Unknown parameter |url-status= ignored (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]