สตาร์ เทรค

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
สตาร์ เทรค
Star Trek
Star Trek TOS logo.svg
โลโก้ สตาร์ เทรค ที่ปรากฏใน ดิออริจินอลซีรีส์
สร้างโดยยีน ร็อดเดนเบอร์รี
งานต้นฉบับสตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์
เจ้าของไวอาคอมซีบีเอส
สื่อสิ่งพิมพ์
หนังสือ
นวนิยายรายชื่อนวนิยาย
การ์ตูนรายชื่อการ์ตูน
นิตยสาร
ภาพยนตร์และโทรทัศน์
ภาพยนตร์ภาพยนตร์ ดิออริจินอลซีรีส์

ภาพยนตร์ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

ภาพยนตร์รีบูต (เส้นเวลา แคลวิน)

ละครโทรทัศน์ออกอากาศทางโทรทัศน์

ผ่านบริการสตรีมมิง

แอะนิเมชันซีรีส์
ภาพยนตร์โทรทัศน์สั้นชอร์ต เทรคส์ (2018–ปัจจุบัน)
เกมส์
ดั้งเดิมรายชื่อเกมส์
เบ็ดเตล็ด
สวนสนุก
นิทรรศการ
เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการ
www.startrek.com

สตาร์ เทรค (อังกฤษ: Star Trek) เป็นชื่อของแฟรนไชส์สื่อบันเทิง นิยายวิทยาศาสตร์ สัญชาติอเมริกัน สร้างโดยยีน ร็อดเดนเบอร์รี แฟรนไชส์ชุดนี้เริ่มต้นด้วยการออกอากาศละครโทรทัศน์ชื่อ สตาร์ เทรค เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1966, ปัจจุบันเรียกว่า สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์ (Star Trek: The Original Series) โดยออกอากาศสามปีทางช่อง เอ็นบีซี เนื้อเรื่องหลักคือการติดตามการเดินทางของยานอวกาศ ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ ในภารกิจห้าปี โดยมีวัตถุประสงค์คือ "สำรวจโลกใหม่ที่ไม่รู้จัก เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่ ๆ และอารยธรรมใหม่ ๆ เพื่อก้าวไปอย่างกล้าหาญ ณ ที่ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยไปมาก่อน!" ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ (USS Enterprise) เป็นยานสำรวจอวกาศถูกสร้างโดย สหพันธ์แห่งดวงดาว (United Federation of Planets) ในช่วงศตวรรษที่ 23 ในเส้นเรื่องหลักของ สตาร์ เทรค ประกอบด้วย ดิออริจินอลซีรีส์, แอะนิเมเต็ดซีรีส์, ละครโทรทัศน์แยกอีกหกชุด, ภาพยนตร์ชุด และการดัดแปลงเพิ่มเติมในสื่อต่าง ๆ

ในการสร้างสรรค์ สตาร์ เทรค ร็อดเดนเบอร์รี ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากนวนิยายชุด โฮเรโช ฮอร์นโบลเวอร์ (Horatio Hornblower) ของ ซี. เอส. ฟอเรสเตอร์, การเดินทางของกัลลิเวอร์ (Gulliver's Travels) ของ โจนาธาน สวิฟท์ และ ละครโทรทัศน์แนวตะวันตก เช่น เรื่อง เวกอนเทรน (Wagon Train) การผจญภัยดำเนินต่อไปใน สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (Star Trek: The Animated Series) จำนวน 22 ตอนและภาพยนตร์อีกหกเรื่อง มีการผลิตละครโทรทัศน์แยกอีกหกชุด ได้แก่ สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (Star Trek: The Next Generation) เป็นการติดตามลูกเรือของยานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ลำใหม่ โดยดำเนินเรื่องหลังละครโทรทัศน์ชุด ดิออริจินอลซีรีส์ หนึ่งศตวรรษ, สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์ (Star Trek: Deep Space Nine) และ สตาร์ เทรค: วอยเอเจอร์ (Star Trek: Voyager) ดำเนินเรื่องช่วงเวลาในช่วงเดียวกับ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน และ สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์ (Star Trek: Enterprise) ดำเนินเรื่องก่อน ดิออริจินอลซีรีส์ ในช่วงแรกของการเดินทางระหว่างดวงดาวของมนุษย์ ละครโทรทัศน์ล่าสุดของ สตาร์ เทรค คือ สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี่ (Star Trek: Discovery) และ สตาร์ เทรค: พิคาร์ด (Star Trek: Picard) ซึ่งสตรีมเฉพาะบนแพลตฟอร์มดิจิทัล การผจญภัยของลูกเรือ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ดำเนินต่อไปในภาพยนตร์อีกสี่เรื่อง เมื่อปี ค.ศ. 2009 ภาพยนตร์ชุดผ่านการรีบูตโดยถูกเรียกว่า เส้นเวลาแคลวิน โดยมีภาพยนตร์สามเรื่องถูกสร้างขึ้นที่ดำเนินเรื่องในจักรวาลนี้ ยังมีละครโทรทัศน์กำลังอยู่ในการพัฒนาชื่อ สตาร์ เทรค: โลเวอร์ เดคส์ (Star Trek: Lower Decks) มีกำหนดการจะสตรีมบน ซีบีเอส ออล แอคเซสส์ ปี ค.ศ. 2020

สตาร์ เทรค ทำให้เกิดปรากฏการณ์ลัทธิขึ้นเป็นเวลาหลายทศวรรษ[1] แฟนของแฟรนไชส์นี้มักเรียกว่า "เทรคกี" (Trekkie) หรือ "เทรคเกอร์" (Trekkers) แฟรนไชส์ยังได้มีการขยายไปยังสื่อต่าง ๆ เช่น เกม, รูปแกะสลัก, นวนิยาย, ของเล่นและการ์ตูน สตาร์ เทรค เคยมีสวนสนุกตั้งอยู่ที่ลาสเวกัส ซึ่งเปิดเมื่อ ค.ศ. 1998 และปิดเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 มีสองพิพิธภัณฑ์นิทรรศการของสิ่งของต่าง ๆ ซึ่งเดินทางไปทั่วโลก ซีรีส์นั้นเต็มไปด้วยภาษาประดิษฐ์ เช่น ภาษาคลิงงอน สตาร์ เทรค ถูกนำไปล้อเลียนอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนี้ ผู้ชมยังได้มีการผลิตผลงาน สตาร์ เทรค ด้วยตัวเอง และ ณ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2016 แฟรนไชส์ สตาร์ เทรค ได้ทำเงินไปมากกว่า หนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ที่ทำเงินมากที่สุดในโลก[2]

สตาร์ เทรค ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีอิทธิพลของวัฒนธรรมนอกเหนือจากงานนิยายวิทยาศาสตร์[3] แฟรนไชส์ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่าสำหรับสถานการณ์สิทธิพลเมืองก้าวหน้า[4] ดิออริจินอลซีรีส์ เป็นหนึ่งในรายการโทรทัศน์แรกที่มีนักแสดงหลากหลายเชื้อชาติ

ประวัติการสร้าง[แก้]

เส้นเวลา[แก้]

Star Trek: PicardStar Trek: VoyagerStar Trek: Deep Space NineStar Trek NemesisStar Trek: InsurrectionStar Trek: First ContactStar Trek GenerationsStar Trek: The Next GenerationStar Trek BeyondStar Trek Into DarknessStar Trek (film)Star Trek GenerationsStar Trek VI: The Undiscovered CountryStar Trek V: The Final FrontierStar Trek IV: The Voyage HomeStar Trek III: The Search for SpockStar Trek II: The Wrath of KhanStar Trek: The Motion PictureStar Trek: The Animated SeriesStar Trek: The Original SeriesThe Cage (Star Trek: The Original Series)Star Trek: DiscoveryStar Trek: Enterprise


ยุค ดิออริจินอลซีรีส์ (1965–1969)[แก้]

ยีน ร็อดเดนเบอร์รี ผู้สร้าง, อำนวยการสร้างและเขียนบท สตาร์ เทรค
นาวาโทสป็อคและกัปตันเจมส์ ที. เคิร์ก แสดงโดย เลนนาร์ด นิมอย และ วิลเลียม แชตเนอร์

เมื่อต้นปี ค.ศ. 1964 ยีน ร็อดเดนเบอร์รี ได้เสนอโครงเรื่องย่อสำหรับละครโทรทัศน์ให้กับ เดซิลูโปรดักชันส์ เรียกว่าเป็น "แวกอนเทรน ไปยังดวงดาว"[5] เดซิลูทำงานร่วมกับร็อดเดนเบอร์รีในการพัฒนาโครงเรื่องจนกลายเป็นบทละครโทรทัศน์ ซึ่งต่อมาได้ไปเสนอต่อเอ็นบีซี[6]

เอ็นบีซี ออกทุนสร้างทำตอนนำร่อง มีชื่อตอนว่า "กรง (The Cage)" นำแสดงโดย เจฟฟรีย์ ฮันเตอร์ เป็น กัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพค์ ของยานเอนเทอร์ไพรซ์ เอ็นบีซีปฏิเสธตอนนำร่องนี้ แต่ว่าผู้บริหารยังคงประทับใจในแนวคิดนี้ และทำการตัดสินใจที่แปลกโดยการสั่งให้สร้างตอนนำร่องตอนที่สอง มีชื่อตอนว่า "ที่ที่ไม่มีมนุษย์คนใดเคยไปเยือนมาก่อน (Where No Man Has Gone Before)"[6]

ขณะที่เรตติงรายการในช่วงแรกนั้นสูง เรตติงเฉลี่ยหลังจบปีที่หนึ่งนั้นร่วงลงไปที่ 52 จาก 94 รายการ เอ็นบีซีขู่ว่าจะยกเลิกรายการระหว่างการออกอากาศปีที่สองเพราะไม่พอใจที่เรตติงรายการต่ำ[7] ฐานแฟนคลับของรายการ นำโดย โย ทริมเบิล ทำการรณรงค์การเขียนจดหมายร้องเรียนเป็นประวัติการณ์ให้เครือข่ายนั้นรักษารายการไว้[7][8] เอ็นบีซีต่ออายุรายการแต่ว่าย้ายเวลาออกอากาศจากช่วงไพร์มไทม์ไป "ช่วงมรณะในคืนวันศุกร์" (20:00 น. ถึง 23:00 น.) เพื่อเป็นการลดต้นทุนของรายการ[9] ร็อดเดนเบอร์รี ประท้วงด้วยการลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการสร้างและลดการมีส่วนร่วมโดยตรงของเขาใน สตาร์ เทรค ทำให้ เฟรด ไฟร์เบอร์เกอร์ ทำหน้าที่แทนในปีที่สามซึ่งเป็นปีสุดท้ายของรายการ[b] แม้จะมีการรณรงค์เขียนจดหมายมาอีก เอ็นบีซีก็ยกเลิกรายการหลังออกอากาศได้สามปี จำนวนตอนทั้งหมด 79 ตอน[6]

การเกิดใหม่หลัง ดิออริจินอลซีรีส์ (1969–1991)[แก้]

หลังดิออริจินอลซีรีส์ถูกยกเลิก เดซิลูซึ่งตอนนั้นได้ถูกเปลี่ยนชื่อพาราเมาต์เทเลวิชันแล้ว ได้รับใบอนุญาตในการออกอากาศหลายช่อง เพื่อช่วยชดเชยค่าถ่ายทำที่เสียไป การออกอากาศซ้ำเริ่มช่วงปลายปี ค.ศ. 1969 และในช่วงปลายทศวรรษ 1970 รายการได้ออกอากาศในประเทศมากกว่า 150 ช่องและในตลาดต่างประเทศอีก 60 ช่อง ช่วยทำให้ สตาร์ เทรค พัฒนาลักธิตามมามากกว่าความนิยมในช่วงออกอากาศครั้งแรก[10]

สัญญาณหนึ่งของความนิยมที่เพิ่มขึ้นของรายการนั้นคือ งานประชุม สตาร์ เทรค ครั้งแรก จัดขึ้นเมื่อวันที่ 21–23 มกราคม ค.ศ. 1972 ที่เมืองนิวยอร์ก แม้ว่าในตอนแรกนั้นคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น สุดท้ายมีแฟนหลายพันคนมาเข้าร่วมงานด้วย แฟน สตาร์ เทรค ยังคงเข้าร่วมงานลักษณะนี้ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง[11]

การประสบความสำเร็จใหม่อีกครั้งของรายการนำไปสู่แนวคิดในการฟื้นฟูแฟรนไชส์[12] ฟิลเมชันร่วมกับพาราเมาต์เทเลวิชัน สร้าง สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ รายการแรกหลังดิออริจินอลซีรีส์ โดยออกอากาศทางเอ็นบีซีช่วงเช้าวันเสาร์ จำนวน 22 ตอน ตอนละครึ่งชั่วโมงมากกว่าสองปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ถึง 1974[13]:208 แม้ว่าจะมีอายุสั้น เพราะเป็นเรื่องปกติของการสร้างแอนิเมชันในช่วงเวลานั้น รายการได้รับรางวัลเอมมีหนึ่งรางวัลคือ "รายการยอดเยี่ยม" พาราเมาต์พิกเจอส์และร็อดเดนเบอร์รี เริ่มต้นพัฒนาละครโทรทัศน์ใหม่ มีชื่อว่า สตาร์ เทรค: เฟส II (Star Trek: Phase II) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1975 เพื่อตอบสนองต่อความนิยมใหม่ของแฟรนไชส์ การทำงานกับละครโทรทัศน์ต้องสิ้นสุดลงเมื่อช่อง พาราเมาต์เทเลวิชันเซอร์วิส ถูกยกเลิกไปก่อน

หลังความสำเร็จของภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์ สตาร์ วอร์ส (Star Wars)[c] และ มนุษย์ต่างโลก (Close Encounters of the Third Kind), พาราเมาต์ได้ปรับตอนนำร่องที่เคยวางแผนไว้ใน เฟส II นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ สตาร์ เทรค: บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง (Star Trek: The Motion Picture) ภาพยนตร์ฉายที่อเมริกาเหนือเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1979 โดยมีความคิดเห็นที่หลากหลายจากนักวิจารณ์ ภาพยนตร์ทำเงิน 139 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก ซึ่งต่ำกว่าที่คาดหวังไว้แต่ก็เพียงพอที่พาราเมาต์จะสร้างภาคต่อ สตูดิโอบังคับให้ร็อดเดนเบอร์รีสละการควบคุมทางความคิดสร้างสรรค์ของภาคต่อในอนาคต

ความสำเร็จของภาคต่อ สตาร์ เทรค 2 ศึกสลัดอวกาศ (Star Trek II: The Wrath of Khan) ทำให้แฟรนไชส์กลับมาทำเงินอีกครั้ง เป็นภาพยนตร์ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเพราะมีทุนในการสร้างต่ำ พาราเมาต์สร้างภาพยนตร์ สตาร์ เทรค หกเรื่องระหว่างปี ค.ศ. 1979 ถึง 1991 แต่ทำเงินน้อยกว่าภาพยนตร์ภาคแรก

ด้วยความนิยมของภาพยนตร์ สตาร์ เทรค ทำให้แฟรนไชส์ได้กลับมาออกอากาศทางโทรทัศน์อีกครั้ง โดยมี สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน ออกอากาศในปี ค.ศ. 1987 พาราเมาต์เลือกที่จะออกอากาศหลายช่องแทนที่จะออกอากาศเพียงช่องเดียว[14]:545

ละครโทรทัศน์[แก้]

ละครโทรทัศน์ มีทั้งหมด 8 ชุด โดยแบ่งเป็น "ดิออริจินอลซีรีส์", "ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์", "เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน", "ดีพสเปซไนน์", "วอยเอเจอร์", "เอนเทอร์ไพรซ์", "ดิสคัฟเวอรี" และ "พิคาร์ด" รวมทั้งหมด 767 ตอน ตลอด 35 ฤดูกาลของละครโทรทัศน์[d]

ดิออริจินอลซีรีส์ (1966–1969)[แก้]

โลโก้ ดิออริจินอลซีรีส์

สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์, หรือมักจะย่อว่า TOS,[e] ได้ออกอากาศครั้งแรกทางช่อง เอ็นบีซี เมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 1966[15] โดยรายการเล่าถึงลูกเรือของยานอวกาศ ยูเอสเอส เอนเทอร์ไพรซ์ กับภารกิจห้าปี "เพื่อก้าวไปอย่างกล้าหาญ ณ ที่ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดเคยไปมาก่อน!" ระหว่างที่ออกอากาศครั้งแรกนั้น รายการได้เข้าชิงรางวัลอูโกสำหรับการนำเสนอละครยอดเยี่ยมอยู่หลายครั้งและชนะ 2 ครั้ง[13]:231 นักแสดงประกอบด้วย:

หลังจากออกอากาศได้ 3 ปี ช่องเอ็นบีซีก็ได้ยกเลิกรายการ โดยตอนสุดท้ายออกอากาศเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1969[16] มีการเขียนคำร้องช่วงใกล้จะสิ้นสุดปีที่สองเพื่อที่จะรักษารายการไว้ มีนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียลงนามเป็นจำนวนมากและการที่ได้เข้าชิงรางวัลอูโกหลายครั้งอาจจะช่วยได้ อย่างไรก็ตาม รายการเป็นที่นิยมอย่างมากกับแฟน ๆ นิยายวิทยาศาสตร์และนักศึกษาวิศวกรรม แม้เนลสันเรตติงจะระบุไว้ว่ามีเรตติงต่ำ[17] ต่อมารายการมีความนิยมเพิ่มขึ้นจากการออกอากาศซ้ำและเกิดการก่อตั้งลักธิตามมา[15]

ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (1973–1974)[แก้]

โลโก้ "ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์"

สตาร์ เทรค: ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ (Star Trek: The Animated Series) หรือในชื่อย่อ "TAS" ผลิตโดย ฟิลเมชัน ออกอากาศ 2 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1973 ถึง ค.ศ. 1974 โดยนักแสดงหลักจาก ดิออริจินอลซีรีส์ ยังคงมาให้เสียงตัวละครเดิม และยังมีนักเขียนบทจาก ดิออริจินอลซีรีส์ มาเขียนบทให้ ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ ด้วย เนื่องจากเป็นรูปแบบแอนิเมชัน ทำให้สามารถสร้างพื้นที่ต่างดาวและสิ่งมีชีวิต ได้แปลกใหม่มากขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากใช้ฉากเก่ามากเกินไปและยังมีข้อผิดพลาดในการเคลื่อนไหวของแอนิเมชันและคิวดนตรี ซึ่งทำให้ชื่อเสียงของซีรีส์มัวหมอง[18] ยีน ร็อดเดนเบอร์รี มักพูดอยู่เสมอว่าแอนิเมชันนี้ไม่จัดเป็นเส้นเรื่องหลัก[19]:232 นักแสดงประกอบด้วย:

ดิแอะนิเมเต็ดซีรีส์ เป็นซีรีส์ สตาร์ เทรค แรกที่ชนะรางวัล เอมมี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1975[20] ซีรีส์ได้นำกลับมาออกอากาศใหม่เป็นเวลาสั้น ๆ ทางช่อง นิคคาโลเดียน ช่วงกลางทศวรรษ 1980 และ ช่องไซ-ไฟ ช่วงกลางทศวรรษ 1990 มีการวางจำหน่ายซีรีส์นี้ในรูปแบบ เลเซอร์ดิส เมื่อช่วงกลางทศวรรษ 1980[21] รูปแบบวิดีโอเทป 11 ชุด เมื่อปี ค.ศ. 1989, รูปแบบดีวีดี เมื่อปี ค.ศ. 2006 และรูปแบบบลู-เรย์ เมื่อปี ค.ศ. 2016

เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (1987–1994)[แก้]

โลโก้ เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

สตาร์ เทรค: เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน (Star Trek: The Next Generation), หรือมักใช้อักษรย่อว่า TNG, ดำเนินเรื่องหลัง ดิออริจินอลซีรีส์ ประมาณหนึ่งศตวรรษ (2364–2370) โดยมียานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ลำใหม่ (NCC-1701-D) และลูกเรือใหม่

ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1987 และออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี เป็นละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ที่มีเรตติงสูงที่สุดและกลายเป็นรายการโทรทัศน์ที่ออกอากาศหลายช่องแล้วมีเรตติงสูงที่สุดในช่วงปีท้าย ๆ ของการออกอากาศ เป็นตัวผลักดันให้กับละครโทรทัศน์อื่น มีความสัมพันธ์และเชื้อชาติใหม่ ๆ เกิดขึ้นใน เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน กลายเป็นพื้นฐานให้กับตอนใน ดีพสเปซไนน์ และ วอยเอเจอร์[22] เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน เข้าชิงและได้รับรางวัลเอมีหลายครั้ง—เช่น ละครโทรทัศน์ยอดเยี่ยมในปีสุดท้าย—รางวัลอูโกสองรางวัล, และรางวัลพีบอดีสำหรับรายการโทรทัศน์ยอดเยี่ยมหนึ่งตอน[23]

ดีพสเปซไนน์ (1993–1999)[แก้]

โลโก้ ดีพสเปซไนน์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์

สตาร์ เทรค: ดีพสเปซไนน์ (Star Trek: Deep Space Nine), หรือมักใช้อักษรย่อว่า DS9, ดำเนินเรื่องช่วงปีสุดท้ายและทันทีหลัง เน็กซ์เจเนอเรชัน (2369–2375) ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มกราคม ค.ศ. 1993 และออกอากาศทั้งหมดเจ็ดปี สิ่งที่แตกต่างจากละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค อื่นคือ ดีพสเปซไนน์ ดำเนินเรื่องในสถานีอวกาศในชื่อเดียวกันมากกว่าบนยานอวกาศ นักแสดงประกอบด้วย:

รายการเริ่มต้นหลังชาวคาร์แดสเซียยึดดาวเบจอร์ กลุ่มปลดปล่อยชาวเบจอร์ขอร้องให้สหพันธ์แห่งดวงดาวช่วยมาบริหารสถานีอวกาศใกล้กับเบจอร์หลังสหพันธ์ควบคุมสถานีได้แล้ว กลุ่มตัวละครเอกนั้นค้นพบรูหนอนที่เสถียรภาพสามารถเข้าไปแล้วไปโผล่ที่แกรมมาควอแดรนต์ได้ ทำให้เบจอร์และสถานีเป็นสถานที่สำคัญทางยุทธศาสตร์[24] รายการบันทึกเหตุการณ์ของลูกเรือของสถานี, นำโดย ผู้บัญชาการ เบนจามิน ซิสโก (เอฟเวอรี บรูคส์), และ ผู้พัน คีรา นีรีส (นะนา วิซิเทอร์)

ดีพสเปซไนน์ แตกต่างจาก เทรค ก่อนหน้านี้คือ การเล่าเรื่องที่ต่อเนื่องและยาวนาน, ความขัดแย้งของตัวละคร, และ ประเด็นทางศาสนา—ทุกองค์ประกอบนั้น นักวิจารณ์และผู้ชมต่างชื่นชมอย่างมาก แต่เป็นสิ่งที่ถูกห้ามโดยร็อดเดนเบอร์รี เมื่อเขาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ดิออริจินอลซีรีส์ และ เน็กซ์เจเนอเรชัน[25]

วอยเอเจอร์ (1995–2001)[แก้]

โลโก้ วอยเอเจอร์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: วอยเอจเจอร์

สตาร์ เทรค: วอยเอเจอร์ (Star Trek: Voyager) ออกอากาศวันแรกเมื่อวันที่ 16 มกราคม ค.ศ. 1995 จนถึงวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 2001 เป็นเวลาทั้งหมดเจ็ดปี มี เคต มัลกรูว แสดงเป็น กัปตัน แคทรีน เจนเวย์ โดยเป็นครั้งแรกของ สตาร์ เทรค ที่มีตัวละครนำเป็นผู้บังคับบัญชาหญิง[26] นักแสดงประกอบด้วย:

วอยเอเจอร์ ดำเนินเรื่องในช่วงเวลาเดียวกันกับ ดีพสเปซไนน์ และอีกสามปีหลังรายการจบ (2371–2378) ในตอนปฐมทัศน์นั้น ยูเอสเอส วอยเอเจอร์ และลูกเรือของยาน มาคีส์ (กลุ่มกบฏสหพันธ์) กำลังถูกไล่ล่า โดยยานทั้งสองลำถูกลำแสงพาไปยัง เดลตาควอแดนต์ ซึ่งห่างจากโลกประมาณ 70,000 ปีแสง[27] ต้องเผชิญกับการเดินทางกลับสู่โลกเป็นเวลา 75 ปี ลูกเรือต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันเพื่อเอาชนะความท้าทายในการเดินทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอันตราย และหาวิธีที่จะทำให้การเดินทางสั้นลง

เช่นเดียวกัน ดีพสเปซไนน์ ในช่วงปีแรกของ วอยเอเจอร์ แสดงความขัดแย้งระหว่างลูกเรือทั้งสองมากกว่าในช่วงตอนหลัง เช่นความขัดแย้งมักจะเกิดจากลูกเรือของสตาร์ฟีตที่ต้องทำ "ตามหลักการ" กับลูกเรือของมาคีส์ที่เป็นผู้ลี้ภัยหัวกบฏ ถูกบังคับโดยสถานการณ์ให้มาทำงานร่วมกัน ยานอวกาศ วอยเอเจอร์ ต้องเผชิญกับวัฒนธรรมและประเด็นขัดแย้งใหม่ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในละครโทรทัศน์ที่อยู่ในอัลฟาควอแดนต์ ในปีต่อ ๆ มามีตัวละครและวัฒนธรรมจากรายการก่อนหน้านี้ เช่น บอร์ก, คิว, ฟาเรนกี, โรมูลัน, คลิงงอน, คาร์แดสเซีย และนักแสดงจาก เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน

เอนเทอร์ไพรซ์ (2001–2005)[แก้]

โลโก้ เอนเทอร์ไพรซ์
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์

สตาร์ เทรค: เอนเทอร์ไพรซ์ (Star Trek: Enterprise) หรือชื่อเดิม เอนเทอร์ไพรซ์ (Enterprise) เป็นละครโทรทัศน์ที่ดำเนินเรื่องก่อน สตาร์ เทรค ฉบับดั้งเดิม ออกอากาศระหว่างวันที่ 26 กันยายน ค.ศ. 2001 ถึง 13 พฤษภาคม ค.ศ. 2005 ทางช่องยูพีเอ็น[28] เอนเทอร์ไพรซ์ ดำเนินเรื่องอยู่ในช่วงทศวรรษ 2150, 90 ปีหลัง ซีฟราม คอเครน เดินทางด้วยความเร็วระดับวาร์ปครั้งแรกและประมาณ 10 ปีก่อนก่อตั้งสหพันธรัฐแห่งดวงดาว โดยละครโทรทัศน์แสดงการเดินทางของลูกเรือยานอวกาศวาร์ป 5 ลำแรกของโลกชื่อ เอนเทอร์ไพรซ์ (เอ็นเอ็กซ์-01) (Enterprise (NX-01)) นักแสดงประกอบด้วย:

เอนเทอร์ไพรซ์ ในช่วงแรกนั้นเป็นละครโทรทัศน์ประเภทจบในตอนเหมือนกับใน ออริจินอลซีรีส์, เน็กซ์เจเนอเรชัน และ วอยเอเจอร์ ต่อมาในปีที่สาม เป็นปืที่มีเส้นเรื่องเดียว ปีที่สี่ซึ่งเป็นปีสุดท้ายนั้นประกอบด้วยสามและสี่ตอนที่มีเนื้อเรื่องต่อเนื่องกัน ซึ่งสำรวจต้นกำเนิดขององค์ประกอบบางอย่างที่อยู่ในละครโทรทัศน์ก่อนหน้านี้ และแก้ไขข้อผิดพลาดของความต่อเนื่องบางอย่างใน ดิออริจินอลซีรีส์

เอนเทอร์ไพรซ์ นั้นเริ่มต้นด้วยเรตติงที่ดีแต่ว่าตกลงอย่างรวดเร็ว แม้ว่านักวิจารณ์จะชมปีที่สี่ว่าดี ทั้งแฟนและนักแสดงต่างไม่พอใจ ตอนสุดท้ายของละครโทรทัศน์ ส่วนหนึ่งเพราะว่าในตอนนั้นมุ่งเน้นไปที่นักแสดงรับเชิญจาก เน็กซ์เจเนอเรชัน มากเกินไป[29][30][31] การยกเลิก เอนเทอร์ไพรซ์ เป็นการสิ้นสุดการออกอากาศของละครโทรทัศน์ สตาร์ เทรค ใหม่ ที่ออกอากาศมายาวนาน 18 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ เน็กซ์เจเนอเรชัน เมื่อปี ค.ศ. 1987

ดิสคัฟเวอรี (2017–ปัจจุบัน)[แก้]

โลโก้ ดิสคัฟเวอรี

สตาร์ เทรค: ดิสคัฟเวอรี (Star Trek: Discovery) คือซีรีส์ที่ดำเนินเรื่องก่อน ดิออริจินอลซีรีส์ ประมาณ 10 ปี[32] ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 2017 ในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาทางช่องซีบีเอส[33] ผู้ชมที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาสามารถรับชมผ่านบริการสตรีมมิงซีบีเอสออลแอคเซสส์เท่านั้น ส่วนผู้ชมทั่วโลกยกเว้นแคนาดาสามารถรับชมได้บนเน็ตฟลิกซ์[34]

ตัวละครหลักของซีรีส์คือ นาวาตรี ไมเคิล เบอร์นัม แสดงโดย สนีควา มาร์ติน-กรีน เป็นการสร้างความแตกต่างจาก สตาร์ เทรค เดิมที่ตัวละครนำไม่ใช่ "กัปตันของยาน" ซีรีส์เริ่มต้นด้วย ความขัดแย้งระหว่าง คลิงงอน ทคุฟม่า, ที่ต้องการจะรวมบ้านต่าง ๆ ของคลิงงอนจำนวนยี่สิบสี่ตระกูล—เรียกว่าเดอะเกรสต์เฮาส์ กับ สหพันธ์แห่งดวงดาว[35][36]

ชอร์ต เทรคส์ (2018–ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: ชอร์ต เทรคส์

สตาร์ เทรค: ชอร์ต เทรคส์ (Star Trek: Short Treks) เป็นซีรีส์รวมภาพยนตร์สั้น โดยมีเนื้อเรื่องเป็นการสำรวจฉากและตัวละครจาก ดิสคัฟเวอรี และลูกเรือยานอวกาศ เอนเทอร์ไพรซ์ ของกัปตัน คริสโตเฟอร์ ไพค์[37]

พิคาร์ด (2020–ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค: พิคาร์ด
โลโก้ พิคาร์ด

สตาร์ เทรค: พิคาร์ด (Star Trek Picard) เป็นซีรีส์ที่เก้าในแฟรนไชส์ สตาร์ เทรค มีศูนย์กลางตัวละครคือ ฌอง-ลุค พิคาร์ด ดำเนินเรื่องช่วงปลายศตวรรษที่ 24, 18 ปีหลังเหตุการณ์ใน สตาร์ เทรค: เนเมซิส (2002)

กำลังพัฒนา[แก้]

โลโก้ โลเวอร์ เดคส์

ซีบีเอสออลแอกเซสประกาศซีรีส์สองเรื่องซึ่งอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา เป็นคนแสดงหนึ่งเรื่องและเป็นแอนิเมชันหนึ่งเรื่อง มิเชล โหย่ว จะกลับมารับบทเดิมเป็น ฟิลิปปา จอร์โจว์ ที่มาจากจักรวาลกระจกใน ดิสคัฟเวอรี ซึ่งสังกัด แซคชัน 31 ตอนนี้ยังไม่มีชื่อเรื่อง[38][39]

โลเวอร์ เดคส์ ซีรีส์แอนิเมชันแนวตลกผู้ใหญ่สร้างโดย ไมค์ แม็คมาฮาน ผู้เขียนบท ริค แอนด์ มอร์ตี้ โดยดำเนินเรื่องในยานของสตาร์ฟลีตที่ไม่สำคัญมากและเน้นเรื่องราวของลูกเรือสนับสนุน ซีรีส์นี้[40] และนิคคาโลเดียนร่วมทุนกับซีบีเอสกำลังสร้างซีรีส์แอนิเมชันสำหรับเด็ก[41]

ภาพยนตร์[แก้]

โลโก้ปัจจุบัน
ดูบทความหลักที่: สตาร์ เทรค (ภาพยนตร์ชุด)

พาราเมาต์พิกเจอส์ ได้ผลิตภาพยนตร์ชุด "สตาร์ เทรค" ออกมาแล้วสิบสามภาค โดยภาคล่าสุดออกฉายเมื่อกรกฎาคม 2016[42] ในหกภาคแรกนั้นเป็นการผจญภัยของนักแสดงจาก "ดิออริจินอลซีรีส์" ภาคที่เจ็ด สตาร์ เทรค ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก เป็นภาพยนตร์ส่งต่อจากนักแสดงดั้งเดิมไปยังนักแสดงจาก "เน็กซ์เจเนอเรชัน" แล้วสามภาคต่อมาก็เน้นเฉพาะนักแสดงจาก "เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน" อย่างเดียว ในภาคที่สิบเอ็ดและภาคต่อมาเป็นเส้นเวลาต่างกันจากเส้นเวลาดั้งเดิม โดยใช้นักแสดงใหม่แสดงเป็นตัวละครจาก "ดิออริจินอลซีรีส์" เลอนาร์ด นิมอย แสดงเป็นสป็อควัยแก่ในภาพยนตร์ ให้เชื่อมโยงการเล่าเรื่องกับสิ่งที่กลายเป็นที่รู้จักในเส้นเวลาไพร์ม ส่วนโดยเส้นเวลาที่แตกต่างมีชื่อว่า "เส้นเวลาแคลวิน" โดย ไมเคิลและเดนิส โอคูดะ เพื่อให้เกียรติแก่ยานอวกาศ ยูเอสเอส แคลวิน ซึ่งเห็นครั้งแรกในภาพยนตร์ ค.ศ. 2009[43]

ชื่อ วันออกฉาย ผู้กำกับ
ดิออริจินอลซีรีส์
สตาร์ เทรค: บทเริ่มต้นแห่งการเดินทาง (Star Trek: The Motion Picture) 7 ธันวาคม 1979 โรเบิร์ต ไวส์
สตาร์ เทรค 2 ศึกสลัดอวกาศ (Star Trek II: The Wrath of Khan) 4 มิถุนายน 1982 นิโคลัส เมเยอร์
สตาร์ เทรค 3 ค้นหาสป็อคมนุษย์มหัศจรรย์ (Star Trek III: The Search for Spock) 1 มิถุนายน 1984 เลอนาร์ด นิมอย
สตาร์ เทรค 4 ข้ามเวลามาช่วยโลก (Star Trek IV: The Voyage Home) 26 พฤศจิกายน 1986
สตาร์ เทรค 5 สงครามสุดจักรวาล (Star Trek V: The Final Frontier) 9 มิถุนายน 1989 วิลเลียม แชตเนอร์
สตาร์ เทรค 6 ศึกรบสยบอวกาศ อวสานสตาร์เทรค (Star Trek VI: The Undiscovered Country) 6 ธันวาคม 1991 นิโคลัส เมเยอร์
เดอะเน็กซ์เจเนอเรชัน
สตาร์ เทรค ผ่ามิติจักรวาลทลายโลก (Star Trek Generations) 18 พฤศจิกายน 1994 เดวิด คาร์สัน
สตาร์ เทรค: ฝ่าสงครามยึดโลก (Star Trek: First Contact) 22 พฤศจิกายน 1996 โจนาธาน เฟรกส์
สตาร์ เทรค: ผ่าพันธุ์อมตะยึดจักรวาล (Star Trek: Insurrection) 11 ธันวาคม 1998
สตาร์ เทรค: เนเมซิส (Star Trek: Nemesis) 13 ธันวาคม 2002 สจวร์ต แบร์ด
รีบูต (เส้นเวลาแคลวิน)
สตาร์ เทรค สงครามพิฆาตจักรวาล (Star Trek) 8 พฤษภาคม 2009 เจ. เจ. อับรามส์
สตาร์ เทรค ทะยานสู่ห้วงมืด (Star Trek Into Darkness) 16 พฤษภาคม 2013
สตาร์ เทรค ข้ามขอบจักรวาล (Star Trek Beyond) 22 กรกฎาคม 2016 จัสติน ลิน
ภาพยนตร์ สตาร์ เทรค ยังไม่มีชื่อ[f] กำลังพัฒนา โนอาห์ ฮอว์ลีย์[44]

หมายเหตุ[แก้]

  1. เผยแพร่ในชื่อ สตาร์ เทรค รายเดือน ตั้งแต่ 1995 จนถึง 2003
  2. ร็อดเดนเบอร์รี ได้ร่วมเขียนบทละครโทรทัศน์สองตอนในปีที่สาม
  3. สตาร์ วอร์ส กลายเป็นชื่อของแฟรนไชส์, ขณะที่ภาพยนตร์เรื่องแรก, ฉายเมื่อปี ค.ศ. 1977, ถูกเปลี่ยนชื่ออย่างทางการเป็น เอพพิโซด 4: ความหวังใหม่ โดย ลูคัสฟิล์ม เมื่อปี ค.ศ. 1981
  4. The episode count includes all completed episodes of Star Trek: Discovery through season 2. The count also includes episodes of the Animated Series, and the unaired pilot, "The Cage". Multi-part episodes not originally broadcast as one presentation are counted individually. Ten feature-length episodes are counted as two episodes each, as they were split for foreign broadcast and syndication.
  5. เริ่มต้นออกอากาศนั้นใช้ชื่อว่า สตาร์ เทรค (Star Trek) ต่อมาถูกขนานนามว่า ดิออริจินอลซีรีส์ (The Original Series) โดยแฟนเพื่อแยกความแตกต่างระหว่างละครโทรทัศน์ชุดอื่นและภาพยนตร์ พาราเมาต์และซีบีเอสได้ใช้ชื่อ สตาร์ เทรค: ดิออริจินอลซีรีส์ ในสื่อส่งเสริมการขายนั้นแต่นั้นเป็นต้นมา
  6. หรือ สตาร์ เทรค 4

อ้างอิง[แก้]

  1. Italie, Hillel (2007-07-02). "Like 'Star Wars' and 'Star Trek,' Potter is a modern phenomenon". The Seattle Times. Associated Press. Archived from the original on 2011-06-28. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  2. Lee, Mary (2016-07-26). "Business of 'Star Trek': Franchise celebrates 50th anniversary". CGTN. สืบค้นเมื่อ 2017-02-24. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  3. Saadia, Manu (2017-01-13). "Why Peter Thiel Fears "Star Trek"". The New Yorker (in อังกฤษ). ISSN 0028-792X. สืบค้นเมื่อ 2017-05-28.
  4. Reagin, Nancy R (2013-03-05). Star Trek and History. Wiley Pop Culture and History. Hoboken, New Jersey: John Wiley & Sons. ISBN 9781118167632.
  5. Roddenberry, Gene (1964-03-11). "Star Trek is…" (PDF). www.ex-astris-scientia.org. Archived from the original (PDF) on 2006-09-24. สืบค้นเมื่อ 2009-06-26.
  6. 6.0 6.1 6.2 Davies, Máire Messenger; Pearson, Roberta (August 2007). "The Little Program That Could: The Relationship between NBC and Star Trek". In Hilmes, Michele. NBC: America's network. Berkeley: University of California Press. pp. 209–223. ISBN 9780520250796.
  7. 7.0 7.1 Solow, Herbert F; Justman, Robert H (June 1996). Inside Star Trek: The Real Story. New York: Pocket Books. pp. 377–394. ISBN 9780671896287.
  8. "Bjo Trimble: The Woman Who Saved Star Trek - Part 1". StarTrek.com. 2011-08-31. สืบค้นเมื่อ 2012-01-12.
  9. Shatner, William; Kreski, Chris (October 1993). Star Trek Memories. New York: HarperCollins. pp. 290–291. ISBN 9780060177348.
  10. Shult, Doug (1972-07-05). "Cult Fans, Reruns Give Star Trek an out of This World Popularity". Green Sheets. The Milwaukee Journal. 90 (230). Los Angeles Times New Service. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  11. "Celebrating 40 Years since Trek's 1st Convention". StarTrek.com. 2012-01-20. สืบค้นเมื่อ 2013-08-01.
  12. Sackett, Susan (2002-05-15). Inside Trek: My Secret Life with Star Trek Creator Gene Roddenberry. Tulsa, Oklahoma: HAWK Publishing Group. ISBN 9781930709423.
  13. 13.0 13.1 Turnbull, Gerry, ed. (October 1979). A Star Trek Catalog. New York: Grosset & Dunlap. ISBN 9780441784776.
  14. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Alexander
  15. 15.0 15.1 Lee, Luaine (2006-08-18). "KRT Wire | 08/18/2006 | 'Star Trek' turns 40". San Jose Mercury News. McClatchy News. Tribune News Service. Archived from the original on 2006-09-01. สืบค้นเมื่อ 2008-12-15.
  16. Rioux, Terry Lee (2005-02-28). From Sawdust to Stardust: The Biography of Deforest Kelley, Star Trek's Dr. Mccoy. New York: Gallery Books. pp. 194–196. ISBN 9780743457620.
  17. Trimble, Bjo (October 1986). Stine, Hank, ed. On the Good Ship Enterprise: My 15 Years with Star Trek (Reprint ed.). Norfolk, Virginia: The Donning Company. p. 33. ISBN 9780898652536.
  18. Dursin, Andre (2006-11-14). "The Aisle Seat by Andy Dursin". www.andyfilm.com. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  19. Ayers, Jeff (2006-11-14). Voyages of the Imagination: The Star Trek Fiction Companion. New York: Pocket Books. ISBN 9781416503491.
  20. "Star Trek". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  21. "Star Trek Animated - The Series that ran from 1973 - 1974". www.sciencefictionbuzz.com. Archived from the original on 2011-07-16. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  22. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Paramount
  23. "Cult - Star Trek - Next Generation - Trivia". BBC. Archived from the original on 2006-12-31. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  24. "Emissary, Part I". www.startrek.com. สืบค้นเมื่อ 2006-08-21.
  25. Lense. "Review of "Inter Arma Enim Silent Leges" - Star Trek Fans". scifi.about.com. Archived from the original on 2003-04-07. สืบค้นเมื่อ 2006-10-29.
  26. Sturgis, Amy H. "Star Trek Voyager : Final Episode : Review". www.revolutionsf.com. Archived from the original on 2004-01-16. สืบค้นเมื่อ 2006-08-24.
  27. "Star Trek: Voyager [TV Series] Synopsis - Plot Summary". Fandango. Archived from the original on 2012-01-30. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  28. "Star Trek: Enterprise Summary". www.starpulse.com. Archived from the original on 2007-09-29. สืบค้นเมื่อ 2019-03-26.
  29. Lee, Patrick (2005-05-14). "Star Trek: Enterprise Series Finale". www.scifi.com. Archived from the original on 2007-01-01. สืบค้นเมื่อ 2009-01-16.
  30. Leao, Gustavo (2005-12-17). "Anthony Montgomery Says "These Are The Voyages..." Not an Effective Finale". trekweb.com. Archived from the original on 2006-03-07. สืบค้นเมื่อ 2011-10-19.
  31. Slotek, Jim (2005-05-13). "Star Trek: E lamely goes away". Toronto Sun. p. E4.
  32. Ausiello, Michael; Roots, Kimberly (2016-08-10). "'Star Trek: Discovery' Spoilers: Amanda Grayson Role in CBS Reboot". TVLine. สืบค้นเมื่อ 2017-04-30.
  33. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Andreeva
  34. Frankel, Daniel (2016-12-07). "Moonves: Netflix international sales pay for entire 'Star Trek' production cost". www.fiercevideo.com. สืบค้นเมื่อ 2017-01-16.
  35. Hibberd, James (2017-07-17). "Star Trek: Discovery producer explains why the Klingons changed". Entertainment Weekly. สืบค้นเมื่อ 2017-07-18.
  36. Anderton, Ethan (2017-07-21). "Star Trek Discovery Comic-Con Exhibit Reveals Starfleet, Klingon and Vulcan Props, Costumes & Ships". /Film. สืบค้นเมื่อ 2017-07-22.
  37. Goldberg, Lesley (2019-01-08). "'Star Trek': Second Animated Series, More 'Short Treks' Coming to CBS All Access (Exclusive)". The Hollywood Reporter (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-01-13. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  38. Goldberg, Lesley (2018-08-04). "Patrick Stewart to Reprise 'Star Trek' Role in New CBS All Access Series". The Hollywood Reporter. สืบค้นเมื่อ 2018-08-04.
  39. Patten, Dominic (2019-01-14). "Michelle Yeoh 'Star Trek' Spinoff In Development At CBS All Access". Deadline Hollywood. สืบค้นเมื่อ 2019-03-17.
  40. Andreeva, Nellie (2018-10-25). "'Star Trek: Lower Decks' Animated Series Ordered By CBS All Access". Deadline Hollywood. สืบค้นเมื่อ 2018-10-25.
  41. Otterson, Joe (2019-02-13). "'Star Trek' Animated Kids Show in the Works at Nickelodeon – Variety". Variety. สืบค้นเมื่อ 2019-02-17.
  42. "Star Trek Beyond (2016) - Release Info". IMDb. สืบค้นเมื่อ 2016-07-27.
  43. Agar, Chris (2016-06-28). "J.J. Abrams Star Trek Universe Is The Kelvin Timeline". ScreenRant (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-12-18. Unknown parameter |url-status= ignored (help)
  44. Fleming, Mike (2019-11-19). "'Star Trek' Movie: 'Fargo's Noah Hawley In Talks To Write & Direct For Paramount". Deadline (in อังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2019-11-19. Unknown parameter |url-status= ignored (help)

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]